จะเป็นอย่าง monster soul รึเปล่านะ
Monster soul ผมพึ่งกลับไปอ่าน อันที่จริงมันผสมกันน่ะครับ
แต่ก็มีหลักว่าแต่ละสายแพ้ทางกันว่าอย่างนั้น
[quote/]
ในโลกของ Myth & Magic นั้น นักสู้ - จอมยุทธ์ สามารถจำกัดความได้ง่ายมาก เนื่องจากอาชีพประเภทโน้นจะไม่ต่างอะไรกับ Novice ของ Ragnarok Online เลยครับ ที่เข้าถึงอุปกรณ์ได้เกือบทุกชนิดขณะที่ Melee พื้นฐานค่อนข้างสูง และหากอยากกำหนด Setting ก็จะแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบด้วยกัน
Modern - Fantasy RPG
1. เข้าถึงอุปกรณ์บางชนิดขณะที่ใช้วิชาการต่อสู้เป็นหลัก
2. สามารถเรียนรู้ Skill เวทย์บางชนิดได้ เพื่อนำไปใช้กับวิทยายุทธ์ แต่จะไม่สามารถเป็นปราจารย์ได้และขีดจำกัดที่ศึกษาก็จะขึ้นอยู่กับ Magic Industry + คนที่นำ Scroll - Magic Tome ที่เขียนขึ้นมาขายเท่านั้น
3. มีข้อจำกัดวนเชิงประยุกต์สำหรับชีวิตประจำวันและอาชีพที่ทำรายได้ค่อนข้างมาก ยกเว้นงานประเภทใช้กำลัง หรือต้องเรียนอาชีพ Clasd อื่นเสริมเข้าไป
Old - Realistic Fantasy; คำอธิบายต่อไปนี้อาจพังฝันของ Fantasy & Magic genre อย่างสิ้นเชิง
1. จอมยุทธ์ - นักรบที่โดดเด่นในช่วงเวลาของตัวเอง เดิมทีมีการค้นพบความเข้ากันได้ของการประยุกต์ใช้ร่างกายให้เข้ากับกิจกรรมประจำวันจนสามารถใช้เป็นวิชาป้องกันตัวได้ เหตุนั้นจึงเป็นวิชาเชิงปฏิบัติที่สามารถสอนและพัฒนากันได้ในเชิงนามธรรมมากกว่าหลักและทฤษฎี
2. ตัวตนของพลังลมปราณและ พลังชี่ (Qì) มีที่มาจากความหมายของภาษาจีนที่ตรงกันในหลายๆมลทนและสำเนียงถิ่น; กล่าวโดยสรุปไดัว่าเป็นพลังกาย ที่มาจากการฝึกฝนร่างกายให้สามารถสร้างวิธีเคลื่อนไหวแบบไม่ธรรมดาซึ่งแต่ละคนมีขีดจำกัดไม่เท่ากันจึงไม่มีตัวอย่างเพดานฝีมือแน่ชัด + อีกทั้งยังใช้การสัมผัสทางร่างกายและรับรู้ระบบหายใจจึง = ความรู้เชิงแพทยศาสตร์, Anatomy และชีววิทยาที่สามารถสอนกันได้เชิงนามธรรมเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง และเป็นต้นกำเนิดของวิวัฒนาการศิลปะการต่อสู้ด้วยอาวุธ
3. ดังข้อ 2 เมื่อนำมาประเมิณเป็นเกม RPG; Fighter นั้นสามารถเข้าถึง Equipments ได้ทุกชนิด และเวทย์บางส่วนแต่อยู่ในฐานะผู้บริโภคมากกว่านักประดิษฐ์ซึ่งคุณสมบัตืนี้คือสิ่งที่ Dungeon & Dragons, Diablo II, Ragnarok Online and Dark Souls series ได้ให้คำอธิบายเอาไว้
4. Magic Access; นั้น RPG ยุคเริ่มแรกจะมีประวัติของจอมเวทย์ (Wizard) ว่าเป็นการศึกษาพลัง Spiritual ด้วยตนเอง + Science & Physics ที่จะออกมาในรูปแบบ Philosopy ค่อนข้างมาก เพื่อให้ความรู้นี้คงอยู่จึงต้องเขียนหนังสือใหญ่ (Tome) ขึ้นมาในปริมาณมาก และเพื่อประโยชน์ในการฝึกฝนที่ดีจึงต้องใช้อุปกรณ์สมมุติอย่าง Wand เพื่อรวมสมาธิ ก่อนจะท่องและทวนความทรงจำออกมาด้วยสมอง
หากนำสิ่งนี้มากล่าวใน Historical ศาสนจักรและ Theocracy เชื่อว่าสิ่งนี้ไม่อาจควบคุมและมีศักยภาพเป็น Apocalypse ต่อศาสนิกชนและประเทศได้หากผู้มีความโลภครอบครองไว้ จึงต้องขอ Sovereign และฝ่าย Law ออกกฎหมาย - ชวนศาสนิกชนต่อต้านศาสตร์เหล่านี้ ซึ่งบางครั้งก็เป็นแค่การศึกษา Physics เล็กน้อยในช่วงวิทย์ก้าวหน้า ต่ำเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ Magician - Sorcerer ที่เป็นผู้ฝึกศาสตร์แม่มด (Witchcraft) รองลงมาจึงมีน้อยรายจะครอบครอง Tome ได้และทำให้จอมเวทย์กับศาสตร์กลายเป็นความรู้สูญหายในที่สุด
ส่วนนี้จึงอธิบายสมมุติฐานได้ว่า Wizard เป็นแค่นักวิจัยและทฤษฎีตระกูลเดียวแต่ห่างจากวิทย์ ที่อุทิศตนแก่การศึกษาศาสตร์นี้เท่านั้นจึงไม่มีกำลังรบที่เข้มแข็ง ขณะที่จอมยุทธ์คือมนุษย์ธรรมดาไร้อาชีพที่เป็น Magic Consumer เช่นกัน
นั่นล่ะครับ
GM ที่พยนยามทำให้สมจริงหน่อย ก็บอกว่าไม่มีข้อห้ามที่นักเวทย์จะใส่เกราะหรือถือดาบไม่ได้
อย่างกำหนดว่า game of throne เล่นเป็นวิเซเรียส เจ้าชายสายเลือดราชวงศ์ ต่อให้เป็นจอมเวทย์ก็สามารถจับดาบได้
ผมไปเจอ Gm ที่พยายามบอกว่า ทำให้แฟนตาซีสมจริง
คือผมบอกว่าคนที่เป็นราชาได้ต้องมีอะไรพิเศษกว่าชาวบ้าน เช่นสายเลือดเทพจริงๆ
GM ก็บอกว่าใช่ ราชาในแฟนตาซีคือคนพิเศษจริงๆ ต่างกับแนวคิดความเท่าเทียมของมนุษย์ในปัจจุบัน
นึกถึง Konosuba ที่เล่นมุกราชวงศ์มีพลังเทพมากเพราะมีเชื้อสายและของโกงของผู้กล้าในอดีตมหาศาล
เผ่าของเมกุมินและราชวงศ์ หากย้าย ไปปราณยุทธคือคนที่มีร่างกายพิเศษเหนือกว่าชาวบ้าน
เป็นเรื่องที่คนแต่งนิยายมักไม่ให้พระเอกมีของดีอย่างนี้เด่นชัด เพื่อสร้างความตื่นเต้นในเรื่อง
ความจริงจะรู้ว่าควรให้จอมเวทมีข้อได้เปรียบมากแค่ไหน มันต้องดูทิศทางเรื่องภาพรวมด้วยนะครับ
ถ้าเป้นแนวจริงจัง คงต้องใส่หลักการมากหน่อย ไม่งั้นคนอ่านจะรู้สึกตั้งคำถามกับความเทพของพระเอกได้
แต่ถ้าเป็นแนวขี้โม้ เน้นกาว อันนี้ท่านสามารถใส่ความโม้ไปได้เต็มที่เลยละครับ (ฮา) ผมว่าคนอ่านรับได้หมดอยู่แล้วละ
ผมพยายามจะอธิบายแบบเป็นระบบและเคารพการบรรยายของทั้งสองจักรวาลน่ะครับ
เหมือนกับมุกของ แอคเซลเลอเรอเตอร์ที่ว่าดึงดูดพลังของการหมุนรอบตัวของโลกมาเป็รพลังงานโจมตีตึกของอเลสเตอร์
ไม่ใช่มุกที่แปลกสำหรับคนเล่น DnD ที่หากเปิดโอกาสให้พวกนี้แม้แต่น้อย ก็จะใช้การหมันตัวของโลกสร้างมานาไร้ขีดจำกัดให้กับตนเอง
หรือย่อยสลายคาร์บอนเปลี่ยนเป็นมานา ตามหลัก e mc2 นั่นล่ะครับ
คือมุกที่เนิร์ด คิดกันมามากแล้ว
..
เรียกว่าหลักการของ GM ที่ดีคือ ไม่อนุญาตให้คนทำแบบเรื่องก็อบลินสเลเยอร์ครับ ไม่งั้นจะเกิดผลอย่างที่ผมว่าไปล่ะครับ
ว่าทำตามกฎที่เวทย์อนุญาตทุกอย่าง แต่เกิดผลโกงมหาศาล
แต่ก็ยังสมเหตุสมผลภายใต้กฎของโลกนั้น
...
มีข่อได้เปรียบตรง จอมยุทธิ์ พลังกันเวมย์มนต์อ่อนด้อยไง
มันมีการเถียงกันเรื่องนค้โดยยกซูเปอร์แมนน่ะครับ
ว่าซูเปอร์แมนไม่มีกันเวทย์ก็จริง แต่การจะตีซูเปอร์แมนเข้า พลังโจมตีของไฟร์บอลที่จะทำให้ซู้ปอร์แมนบาดเจ็บได้ก็ต้องร้อนกว่าลาวาหรือดวงอาทิตย์
สู้กับคนที่ปรับค่าสถานะเต็มหลอดน่ะครับ
ชักสับสน
จากหัวข้อ ถ้าถามว่าควรมีข้อได้เปรียบประมาณไหน ก็ตามที่ตอบอันแรกครับ ระยะและพื้นที่ ถ้าอธิบายเป็นแนว TT RPG ตลค.แนวเซียนมักจะออกท่าระยะ 1 ช่อง พื้นที่รอบตัวหรือเส้นตรงพุ่งไปกี่ช่องก็ว่ากันไป ส่วนจอมเวทควรระยะ 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง พื้นที่ 3*3 หรือมากกว่าตามค่าใช้จ่ายที่เสียไป อันนี้ควรเป็นจุดเด่นจุดด้อยพื้นฐานถ้าว่ากันตามหลักเวลาเอามาโรลเพล
หรือถ้าจะโรลเพลแบบไม่ใช่เกม เมจยังมีจุดเด่นที่ได้เปรียบอีกหลายอย่าง เพราะเวทจะออกผลอะไรก็ได้ แต่แนวเซียนเสียออกได้เฉพาะที่"ฝึกมา" แถมเรื่องข้อจำกัดพื้นฐานอย่างการร่ายก็ใช่ว่ามันจะพลิกแพลงไม่ได้ ก็ตามคำตอบที่ 2 ไม่ร่าย - เวทไม่อลัง(ใบมีดน้ำแข็ง) - เสียบคอ(คริ) - ตายห่านอยู่ดี
หรือถ้าต้องการให้โกงกว่านั้น เห็นยก TDG มาเป็นเบส ขั้นสูงสุดของบทสวรรค์(ไม่รู้มีไปไกลกว่านั้นไหมนะ ไม่ได้ตาม) ตัวเทพฝั่งอสูร "แค่กวาดตาก็เห็นทั่วหล้า แค่ยกมือก็ฆ่าได้ทั่วปฏพี" ....แต่เนี่ยหลีมุดอยู่ในคำภีร์ดันมองไม่เห็น <- ตรงนี้สื่ออะไรได้? ระดับตัวโคตรเทพ(เท่าที่อ่าน) ยังทำได้แค่เปิดหมอกกะกดตีทั่วแม็พ แต่ถ้าเป้าล่องหนหรือมีวิธีหลบการล็อคเป้าก็จบเลย แนวนี้สายเวทเขียนง่ายด้วย เทียบเป็นเรื่องแฮรี่นี่ร่ายไม่ถึง 10 คำก็ทำได้ละมั้ง
หรือถ้าจะให้สายเวทเหยียบสายเซียนจมดิน ยิ่งง่ายใหญ่ พอจอมเวทxxxมาถึงโลกเซียน สัมผัสได้ถึงพลังงานที่ไม่รู้จัก ได้สู้กะกี้ๆที่ใช้พลังงานนี้ เลยเขียนเวทใหม่ แคนเซิลดาเมจกายภาพกะตัดการเชื่อมต่อพลังเซียน โดยแสดงผลบลาๆๆ จบเลย เทียบกะ RO ก็ประมาณมั้งค์เตรียมอาชูแล้วโดนดิสเปลแบบไร้หลอด จะเข้าไปต่อยก็เจอเซพตี้วอร์
ถ้ายังไม่พอ ก็โม้เองเลยครับ แค่นี้ก็สมดุลพังแบบกู่ไม่กลับแล้ว
หลักๆคือ ระดมไอเดียน่ะครับ ฮา
ไม่จำกัดแนวคิด
คือพยายามมองแบบภาพรวมที่ทั้งสองจักรวาลมีข้อได้เปรียบแบบที่ตนเองพูดน่ะครับ
ในเกมส์ที่ผมเจอ GM ฝรั่งพยายามสร้างโลก xianxia ตามความเข้าใจของเขา ก็ดันมีลบล้างคาถาในโลกปราณยุทธอย่างนั้น
ฝรั่งพยายามสร้าง xianxia แต่ยังมีกลิ่นอาย DnD อยู่มาก
ผมพยายามจะสร้างจักรวาลที่มีกลิ่นอายแบบที่พวกเราเคยชินมากกว่าน่ะครับ
ว่าความจริงแล้ว xianxia มันไม่ใช่ระบบที่ยุติธรรมเท่าไร
การจะเด่นเหนือใครได้ต้องโด๊ปยา มีตำราเทพ
แม้แต่ในโลกปราณยุทธตามมาตรฐานก็ตาม
ว่าหากเอาเมจไปไว้ในปราณยุทธ คุณลักษณะพิเศษทางร่างกายและความรํด้านเวทย์น่าจะช่วยอะไรได้บ้างประมาณนั้นน่ะครับ
ผมเจอคนวิจารณณ์ tale of demon and god น่ะครับว่าย้อนเวลาได้แต่เทเลพอร์ตไม่เป็นเสียอย่างนั้น
ไปเจอมาอีกอย่างหนี่งว่า เมจมองโลกได้เป็นนามธรรมลึกซึ้งมากกว่าจอมยัทธ น่าจะสามารสร้างกำแพงจิตใจได้ลึกล้ำมากกว่าจอมยุทธ
ผมกะจะใช้มุกนี้ว่าทำให้เมจสามารถใช้มุกว่า ขั้นพลังต่ำกว่าตีสํงกว่าได้เพราะปรับพื้นฐานมาลึกล้ำกว่าอีกทางน่ะครับ