แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก

ผู้เขียน หัวข้อ: xianxia-fantasy เมจไปอยู่ในโลกปราณยุทธควรจะเขียนว่ามีข้อได้เปรียบประมาณไหนดีครับ?  (อ่าน 6065 ครั้ง)

ออฟไลน์ Tagate

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 122
  • ถูกใจแล้ว: 12 ครั้ง
  • ความนิยม: +5/-4
  • เพศ: ชาย
ชักสับสน


จากหัวข้อ ถ้าถามว่าควรมีข้อได้เปรียบประมาณไหน ก็ตามที่ตอบอันแรกครับ ระยะและพื้นที่ ถ้าอธิบายเป็นแนว TT RPG ตลค.แนวเซียนมักจะออกท่าระยะ 1 ช่อง พื้นที่รอบตัวหรือเส้นตรงพุ่งไปกี่ช่องก็ว่ากันไป ส่วนจอมเวทควรระยะ 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง พื้นที่ 3*3 หรือมากกว่าตามค่าใช้จ่ายที่เสียไป อันนี้ควรเป็นจุดเด่นจุดด้อยพื้นฐานถ้าว่ากันตามหลักเวลาเอามาโรลเพล


หรือถ้าจะโรลเพลแบบไม่ใช่เกม เมจยังมีจุดเด่นที่ได้เปรียบอีกหลายอย่าง เพราะเวทจะออกผลอะไรก็ได้ แต่แนวเซียนเสียออกได้เฉพาะที่"ฝึกมา" แถมเรื่องข้อจำกัดพื้นฐานอย่างการร่ายก็ใช่ว่ามันจะพลิกแพลงไม่ได้ ก็ตามคำตอบที่ 2 ไม่ร่าย - เวทไม่อลัง(ใบมีดน้ำแข็ง) - เสียบคอ(คริ) - ตายห่านอยู่ดี


หรือถ้าต้องการให้โกงกว่านั้น เห็นยก TDG มาเป็นเบส ขั้นสูงสุดของบทสวรรค์(ไม่รู้มีไปไกลกว่านั้นไหมนะ ไม่ได้ตาม) ตัวเทพฝั่งอสูร "แค่กวาดตาก็เห็นทั่วหล้า แค่ยกมือก็ฆ่าได้ทั่วปฏพี" ....แต่เนี่ยหลีมุดอยู่ในคำภีร์ดันมองไม่เห็น <- ตรงนี้สื่ออะไรได้? ระดับตัวโคตรเทพ(เท่าที่อ่าน) ยังทำได้แค่เปิดหมอกกะกดตีทั่วแม็พ แต่ถ้าเป้าล่องหนหรือมีวิธีหลบการล็อคเป้าก็จบเลย แนวนี้สายเวทเขียนง่ายด้วย เทียบเป็นเรื่องแฮรี่นี่ร่ายไม่ถึง 10 คำก็ทำได้ละมั้ง


หรือถ้าจะให้สายเวทเหยียบสายเซียนจมดิน ยิ่งง่ายใหญ่ พอจอมเวทxxxมาถึงโลกเซียน สัมผัสได้ถึงพลังงานที่ไม่รู้จัก ได้สู้กะกี้ๆที่ใช้พลังงานนี้ เลยเขียนเวทใหม่ แคนเซิลดาเมจกายภาพกะตัดการเชื่อมต่อพลังเซียน โดยแสดงผลบลาๆๆ จบเลย เทียบกะ RO ก็ประมาณมั้งค์เตรียมอาชูแล้วโดนดิสเปลแบบไร้หลอด จะเข้าไปต่อยก็เจอเซพตี้วอร์


ถ้ายังไม่พอ ก็โม้เองเลยครับ แค่นี้ก็สมดุลพังแบบกู่ไม่กลับแล้ว  :P
 

ออฟไลน์ blademaster

  • จุดต่ำสุดแห่งวงศ์วานหมี
  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,141
  • ถูกใจแล้ว: 144 ครั้ง
  • ความนิยม: +30/-472
มีข่อได้เปรียบตรง จอมยุทธิ์ พลังกันเวมย์มนต์อ่อนด้อยไง
 

ออฟไลน์ pol

  • สาวกผู้สนับสนุนเซนนิคุง2Y
  • จอมทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 17,441
  • ถูกใจแล้ว: 14062 ครั้ง
  • ความนิยม: +377/-7
  • เพศ: ชาย
  • นักอู้มือหนึ่ง
มีข่อได้เปรียบตรง จอมยุทธิ์ พลังกันเวมย์มนต์อ่อนด้อยไง
จอมยุทธ์มันก็คือจอมหมัดในไฟนอล-แท็คติกนั่นแหละครับ
 

ออฟไลน์ blademaster

  • จุดต่ำสุดแห่งวงศ์วานหมี
  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,141
  • ถูกใจแล้ว: 144 ครั้ง
  • ความนิยม: +30/-472
[quote/] จอมยุทธ์มันก็คือจอมหมัดในไฟนอล-แท็คติกนั่นแหละครับ
งั้นแย่เลย ใส่อาวุธไม่ได้ พลังป้องกันเวทย์ต่ำ
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol, mentkub

ออฟไลน์ Diamos

  • นักปราชญ์แห่งเขาเซนนิคุมะ
  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 5,014
  • ถูกใจแล้ว: 4581 ครั้ง
  • ความนิยม: +446/-110
  • เพศ: ชาย
ความจริงจะรู้ว่าควรให้จอมเวทมีข้อได้เปรียบมากแค่ไหน มันต้องดูทิศทางเรื่องภาพรวมด้วยนะครับ


ถ้าเป้นแนวจริงจัง คงต้องใส่หลักการมากหน่อย ไม่งั้นคนอ่านจะรู้สึกตั้งคำถามกับความเทพของพระเอกได้


แต่ถ้าเป็นแนวขี้โม้ เน้นกาว อันนี้ท่านสามารถใส่ความโม้ไปได้เต็มที่เลยละครับ (ฮา) ผมว่าคนอ่านรับได้หมดอยู่แล้วละ
สถาปนิก, นักออกแบบและสร้างสรรค์เพื่อเหล่าหมีผู้น่ารัก
โครงการนิยายแต่ง หน้าหลัก;Age of War;DSU Board
 

ออฟไลน์ deaddy

  • ผู้สนับสนุนเซนนิคุงY3
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 7,741
  • ถูกใจแล้ว: 1940 ครั้ง
  • ความนิยม: +213/-3
ความจริงจะรู้ว่าควรให้จอมเวทมีข้อได้เปรียบมากแค่ไหน มันต้องดูทิศทางเรื่องภาพรวมด้วยนะครับ


ถ้าเป้นแนวจริงจัง คงต้องใส่หลักการมากหน่อย ไม่งั้นคนอ่านจะรู้สึกตั้งคำถามกับความเทพของพระเอกได้


แต่ถ้าเป็นแนวขี้โม้ เน้นกาว อันนี้ท่านสามารถใส่ความโม้ไปได้เต็มที่เลยละครับ (ฮา) ผมว่าคนอ่านรับได้หมดอยู่แล้วละ


กาวนี่สำหรับคนอ่านสินะ ;D
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: mentkub, Diamos

ออฟไลน์ warakornboy

  • หัวหน้าฝูงหมีเล็ก
  • ***
  • กระทู้: 471
  • ถูกใจแล้ว: 104 ครั้ง
  • ความนิยม: +14/-9
คือผมคิดดีดีกับไปเห็นพวก GM เนิร์ดฝรั่ง พยายามจะแปลงเนื้อเรื่องระบบของปรษรยุทธให้กลายเป็นเลเวลแบบเกมส์กระดาน DnD ผมเลยขอความคิดเห็นหน่อยครับ


ว่าราควรจะให้เมจมีข้อได้เปรียบในโลกปราณยุทธ ประมาณไหนดีครับ?


อาจจะเพราะว่าคนที่เบ่นเควสต์กับผมด้วยเป็นฝรั่งและ GM ก็เป็นคนเล่น DnD เลยรู้สึกว่าเมจมันได้เปรียบเอามากๆ


ประมาณว่าต้องฝึกหลายสิบปีสะสมพลังปราณถึงจะเดินบนน้ำได้ด้วยปราณ แต่เมจใช้คาถา water walking เดินบนน้ำก็จะง่ายกว่ามาก


ผมไปเจอ GM คนหนึ่งก็พยายามจะบรรยายประมาณว่า  ปราณยุทธระดับสูงๆก็ทำอย่างที่เมจทำได้เช่นกัน และแม้จะพลิกแพลงได้น้อยกว่า แต่ก็ทรงพลังมากกว่ามาก

คิดว่าอย่างไรบ้างครับ?

ผมไปเจอประมาณ คนโลกปราณยุทธ ไปเกิดในโลกแฟนตาซีแล้วบรรยายว่า มานานั้นแปลงเป็นพลังปราณได้ง่ายมากๆ ทำให้บรรลุได้ไว


ควรจะให้มานานั้นแปลงง่ายประมาณไหนดีครับ?

คือหากกำหนดว่ามานาแปลงเป็นปราณยุทธได้ง่าย

หากเอาแบบ tale of demon and god ระดับจอมเวทย์เมกุมิน หรือคนที่มีพลังเวทย์เกินหนึ่งล้าน

ก็สามารถบรรลุระดับตำนานได้ภายในวันเดียว?

เพราะจอมเวทย์มีพลังในตัวเยอะอยู่แล้วที่เป็นของตนกลั่นเป็นพลังปราณยุทธได้เลย


ต่างกับจอมยุทธที่ต้องดูดพลังฟ้าดินให้เป็นของตนเองก่อน?

มุกที่ผมคิดไว้คือ  หากรู้จักปราณยุทธ โลกแฟนตาซีจะได้เปรียบกว่าหรือเปล่า? ในการมีโพชั่นมานาเติมพลังช่วยในการเพิ่มมานาในการทะลวงระดับต่อไปของปราณยุทธ


แบบเดียวกับการกินแกนสัตว์อสูร ในโลกแฟนตาซี สามารถ   P2W ได้โดยการซื้อโพชั่นและสัตว์อสูรมากินได้ง่ายกว่าโลกปราณยุทธ?


ผมนึกถึงคำโปรยของ สัประยุทธทะลุฟ้าน่ะครับที่ว่า "นี่คือโลกปราณยุทธ ไม่มีเวทมนตร์คาถาแต่มีปราณยุทธที่ฝึกฝนปราณจนถึงขั้นไร้เทียมทาน.."...แต่คุณพี่มีแหวนมิติ การปรุงยาและการเบ่นแร่แปรธาตุและยันต์ต่างๆที่เป็นเวทมนตร์นะครับท่าน


จะบอกว่าโลกปราณยุทธไม่มีเวทย์ก็แปลกๆ เพราะอย่างน้อยไอ้คนสร้างแหวนเก็บของก็ควรจะเข้าใจเวทย์มิติอย่างดี

จะมาขอมุมมองและไอเดียจากทุกท่านหน่อยน่ะครับ
ในโลกของ Myth & Magic นั้น นักสู้ - จอมยุทธ์  สามารถจำกัดความได้ง่ายมาก  เนื่องจากอาชีพประเภทโน้นจะไม่ต่างอะไรกับ Novice ของ Ragnarok Online เลยครับ  ที่เข้าถึงอุปกรณ์ได้เกือบทุกชนิดขณะที่ Melee พื้นฐานค่อนข้างสูง  และหากอยากกำหนด Setting ก็จะแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบด้วยกัน


Modern - Fantasy RPG
1.  เข้าถึงอุปกรณ์บางชนิดขณะที่ใช้วิชาการต่อสู้เป็นหลัก
2.  สามารถเรียนรู้ Skill เวทย์บางชนิดได้  เพื่อนำไปใช้กับวิทยายุทธ์  แต่จะไม่สามารถเป็นปราจารย์ได้และขีดจำกัดที่ศึกษาก็จะขึ้นอยู่กับ Magic Industry + คนที่นำ Scroll - Magic Tome ที่เขียนขึ้นมาขายเท่านั้น


3.  มีข้อจำกัดวนเชิงประยุกต์สำหรับชีวิตประจำวันและอาชีพที่ทำรายได้ค่อนข้างมาก  ยกเว้นงานประเภทใช้กำลัง  หรือต้องเรียนอาชีพ Clasd อื่นเสริมเข้าไป


Old - Realistic Fantasy;  คำอธิบายต่อไปนี้อาจพังฝันของ Fantasy & Magic genre อย่างสิ้นเชิง
1.  จอมยุทธ์ - นักรบที่โดดเด่นในช่วงเวลาของตัวเอง  เดิมทีมีการค้นพบความเข้ากันได้ของการประยุกต์ใช้ร่างกายให้เข้ากับกิจกรรมประจำวันจนสามารถใช้เป็นวิชาป้องกันตัวได้  เหตุนั้นจึงเป็นวิชาเชิงปฏิบัติที่สามารถสอนและพัฒนากันได้ในเชิงนามธรรมมากกว่าหลักและทฤษฎี


2.  ตัวตนของพลังลมปราณและ พลังชี่ (Qì)  มีที่มาจากความหมายของภาษาจีนที่ตรงกันในหลายๆมลทนและสำเนียงถิ่น;  กล่าวโดยสรุปไดัว่าเป็นพลังกาย  ที่มาจากการฝึกฝนร่างกายให้สามารถสร้างวิธีเคลื่อนไหวแบบไม่ธรรมดาซึ่งแต่ละคนมีขีดจำกัดไม่เท่ากันจึงไม่มีตัวอย่างเพดานฝีมือแน่ชัด  +  อีกทั้งยังใช้การสัมผัสทางร่างกายและรับรู้ระบบหายใจจึง  =  ความรู้เชิงแพทยศาสตร์,  Anatomy และชีววิทยาที่สามารถสอนกันได้เชิงนามธรรมเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง  และเป็นต้นกำเนิดของวิวัฒนาการศิลปะการต่อสู้ด้วยอาวุธ


3.  ดังข้อ 2 เมื่อนำมาประเมิณเป็นเกม RPG;  Fighter นั้นสามารถเข้าถึง Equipments ได้ทุกชนิด  และเวทย์บางส่วนแต่อยู่ในฐานะผู้บริโภคมากกว่านักประดิษฐ์ซึ่งคุณสมบัตืนี้คือสิ่งที่  Dungeon & Dragons,  Diablo II,  Ragnarok Online and Dark Souls series ได้ให้คำอธิบายเอาไว้


4.  Magic Access;  นั้น RPG ยุคเริ่มแรกจะมีประวัติของจอมเวทย์ (Wizard)  ว่าเป็นการศึกษาพลัง Spiritual ด้วยตนเอง + Science & Physics ที่จะออกมาในรูปแบบ Philosopy ค่อนข้างมาก  เพื่อให้ความรู้นี้คงอยู่จึงต้องเขียนหนังสือใหญ่ (Tome) ขึ้นมาในปริมาณมาก  และเพื่อประโยชน์ในการฝึกฝนที่ดีจึงต้องใช้อุปกรณ์สมมุติอย่าง Wand เพื่อรวมสมาธิ  ก่อนจะท่องและทวนความทรงจำออกมาด้วยสมอง


หากนำสิ่งนี้มากล่าวใน Historical ศาสนจักรและ Theocracy เชื่อว่าสิ่งนี้ไม่อาจควบคุมและมีศักยภาพเป็น Apocalypse ต่อศาสนิกชนและประเทศได้หากผู้มีความโลภครอบครองไว้  จึงต้องขอ Sovereign และฝ่าย Law ออกกฎหมาย - ชวนศาสนิกชนต่อต้านศาสตร์เหล่านี้  ซึ่งบางครั้งก็เป็นแค่การศึกษา Physics เล็กน้อยในช่วงวิทย์ก้าวหน้า  ต่ำเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ Magician - Sorcerer ที่เป็นผู้ฝึกศาสตร์แม่มด (Witchcraft) รองลงมาจึงมีน้อยรายจะครอบครอง Tome ได้และทำให้จอมเวทย์กับศาสตร์กลายเป็นความรู้สูญหายในที่สุด


ส่วนนี้จึงอธิบายสมมุติฐานได้ว่า Wizard เป็นแค่นักวิจัยและทฤษฎีตระกูลเดียวแต่ห่างจากวิทย์  ที่อุทิศตนแก่การศึกษาศาสตร์นี้เท่านั้นจึงไม่มีกำลังรบที่เข้มแข็ง  ขณะที่จอมยุทธ์คือมนุษย์ธรรมดาไร้อาชีพที่เป็น Magic Consumer เช่นกัน
 

ออนไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,297
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +245/-433
จะเป็นอย่าง monster soul รึเปล่านะ


Monster soul ผมพึ่งกลับไปอ่าน อันที่จริงมันผสมกันน่ะครับ




แต่ก็มีหลักว่าแต่ละสายแพ้ทางกันว่าอย่างนั้น




[quote/]
ในโลกของ Myth & Magic นั้น นักสู้ - จอมยุทธ์  สามารถจำกัดความได้ง่ายมาก  เนื่องจากอาชีพประเภทโน้นจะไม่ต่างอะไรกับ Novice ของ Ragnarok Online เลยครับ  ที่เข้าถึงอุปกรณ์ได้เกือบทุกชนิดขณะที่ Melee พื้นฐานค่อนข้างสูง  และหากอยากกำหนด Setting ก็จะแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบด้วยกัน


Modern - Fantasy RPG
1.  เข้าถึงอุปกรณ์บางชนิดขณะที่ใช้วิชาการต่อสู้เป็นหลัก
2.  สามารถเรียนรู้ Skill เวทย์บางชนิดได้  เพื่อนำไปใช้กับวิทยายุทธ์  แต่จะไม่สามารถเป็นปราจารย์ได้และขีดจำกัดที่ศึกษาก็จะขึ้นอยู่กับ Magic Industry + คนที่นำ Scroll - Magic Tome ที่เขียนขึ้นมาขายเท่านั้น


3.  มีข้อจำกัดวนเชิงประยุกต์สำหรับชีวิตประจำวันและอาชีพที่ทำรายได้ค่อนข้างมาก  ยกเว้นงานประเภทใช้กำลัง  หรือต้องเรียนอาชีพ Clasd อื่นเสริมเข้าไป


Old - Realistic Fantasy;  คำอธิบายต่อไปนี้อาจพังฝันของ Fantasy & Magic genre อย่างสิ้นเชิง
1.  จอมยุทธ์ - นักรบที่โดดเด่นในช่วงเวลาของตัวเอง  เดิมทีมีการค้นพบความเข้ากันได้ของการประยุกต์ใช้ร่างกายให้เข้ากับกิจกรรมประจำวันจนสามารถใช้เป็นวิชาป้องกันตัวได้  เหตุนั้นจึงเป็นวิชาเชิงปฏิบัติที่สามารถสอนและพัฒนากันได้ในเชิงนามธรรมมากกว่าหลักและทฤษฎี


2.  ตัวตนของพลังลมปราณและ พลังชี่ (Qì)  มีที่มาจากความหมายของภาษาจีนที่ตรงกันในหลายๆมลทนและสำเนียงถิ่น;  กล่าวโดยสรุปไดัว่าเป็นพลังกาย  ที่มาจากการฝึกฝนร่างกายให้สามารถสร้างวิธีเคลื่อนไหวแบบไม่ธรรมดาซึ่งแต่ละคนมีขีดจำกัดไม่เท่ากันจึงไม่มีตัวอย่างเพดานฝีมือแน่ชัด  +  อีกทั้งยังใช้การสัมผัสทางร่างกายและรับรู้ระบบหายใจจึง  =  ความรู้เชิงแพทยศาสตร์,  Anatomy และชีววิทยาที่สามารถสอนกันได้เชิงนามธรรมเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง  และเป็นต้นกำเนิดของวิวัฒนาการศิลปะการต่อสู้ด้วยอาวุธ


3.  ดังข้อ 2 เมื่อนำมาประเมิณเป็นเกม RPG;  Fighter นั้นสามารถเข้าถึง Equipments ได้ทุกชนิด  และเวทย์บางส่วนแต่อยู่ในฐานะผู้บริโภคมากกว่านักประดิษฐ์ซึ่งคุณสมบัตืนี้คือสิ่งที่  Dungeon & Dragons,  Diablo II,  Ragnarok Online and Dark Souls series ได้ให้คำอธิบายเอาไว้


4.  Magic Access;  นั้น RPG ยุคเริ่มแรกจะมีประวัติของจอมเวทย์ (Wizard)  ว่าเป็นการศึกษาพลัง Spiritual ด้วยตนเอง + Science & Physics ที่จะออกมาในรูปแบบ Philosopy ค่อนข้างมาก  เพื่อให้ความรู้นี้คงอยู่จึงต้องเขียนหนังสือใหญ่ (Tome) ขึ้นมาในปริมาณมาก  และเพื่อประโยชน์ในการฝึกฝนที่ดีจึงต้องใช้อุปกรณ์สมมุติอย่าง Wand เพื่อรวมสมาธิ  ก่อนจะท่องและทวนความทรงจำออกมาด้วยสมอง


หากนำสิ่งนี้มากล่าวใน Historical ศาสนจักรและ Theocracy เชื่อว่าสิ่งนี้ไม่อาจควบคุมและมีศักยภาพเป็น Apocalypse ต่อศาสนิกชนและประเทศได้หากผู้มีความโลภครอบครองไว้  จึงต้องขอ Sovereign และฝ่าย Law ออกกฎหมาย - ชวนศาสนิกชนต่อต้านศาสตร์เหล่านี้  ซึ่งบางครั้งก็เป็นแค่การศึกษา Physics เล็กน้อยในช่วงวิทย์ก้าวหน้า  ต่ำเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ Magician - Sorcerer ที่เป็นผู้ฝึกศาสตร์แม่มด (Witchcraft) รองลงมาจึงมีน้อยรายจะครอบครอง Tome ได้และทำให้จอมเวทย์กับศาสตร์กลายเป็นความรู้สูญหายในที่สุด


ส่วนนี้จึงอธิบายสมมุติฐานได้ว่า Wizard เป็นแค่นักวิจัยและทฤษฎีตระกูลเดียวแต่ห่างจากวิทย์  ที่อุทิศตนแก่การศึกษาศาสตร์นี้เท่านั้นจึงไม่มีกำลังรบที่เข้มแข็ง  ขณะที่จอมยุทธ์คือมนุษย์ธรรมดาไร้อาชีพที่เป็น Magic Consumer เช่นกัน




นั่นล่ะครับ


GM ที่พยนยามทำให้สมจริงหน่อย ก็บอกว่าไม่มีข้อห้ามที่นักเวทย์จะใส่เกราะหรือถือดาบไม่ได้






อย่างกำหนดว่า game of throne เล่นเป็นวิเซเรียส เจ้าชายสายเลือดราชวงศ์ ต่อให้เป็นจอมเวทย์ก็สามารถจับดาบได้


ผมไปเจอ Gm ที่พยายามบอกว่า ทำให้แฟนตาซีสมจริง


คือผมบอกว่าคนที่เป็นราชาได้ต้องมีอะไรพิเศษกว่าชาวบ้าน เช่นสายเลือดเทพจริงๆ


GM ก็บอกว่าใช่ ราชาในแฟนตาซีคือคนพิเศษจริงๆ ต่างกับแนวคิดความเท่าเทียมของมนุษย์ในปัจจุบัน






นึกถึง Konosuba ที่เล่นมุกราชวงศ์มีพลังเทพมากเพราะมีเชื้อสายและของโกงของผู้กล้าในอดีตมหาศาล


เผ่าของเมกุมินและราชวงศ์ หากย้าย ไปปราณยุทธคือคนที่มีร่างกายพิเศษเหนือกว่าชาวบ้าน




เป็นเรื่องที่คนแต่งนิยายมักไม่ให้พระเอกมีของดีอย่างนี้เด่นชัด เพื่อสร้างความตื่นเต้นในเรื่อง




ความจริงจะรู้ว่าควรให้จอมเวทมีข้อได้เปรียบมากแค่ไหน มันต้องดูทิศทางเรื่องภาพรวมด้วยนะครับ


ถ้าเป้นแนวจริงจัง คงต้องใส่หลักการมากหน่อย ไม่งั้นคนอ่านจะรู้สึกตั้งคำถามกับความเทพของพระเอกได้


แต่ถ้าเป็นแนวขี้โม้ เน้นกาว อันนี้ท่านสามารถใส่ความโม้ไปได้เต็มที่เลยละครับ (ฮา) ผมว่าคนอ่านรับได้หมดอยู่แล้วละ


ผมพยายามจะอธิบายแบบเป็นระบบและเคารพการบรรยายของทั้งสองจักรวาลน่ะครับ




เหมือนกับมุกของ แอคเซลเลอเรอเตอร์ที่ว่าดึงดูดพลังของการหมุนรอบตัวของโลกมาเป็รพลังงานโจมตีตึกของอเลสเตอร์


ไม่ใช่มุกที่แปลกสำหรับคนเล่น DnD ที่หากเปิดโอกาสให้พวกนี้แม้แต่น้อย ก็จะใช้การหมันตัวของโลกสร้างมานาไร้ขีดจำกัดให้กับตนเอง




หรือย่อยสลายคาร์บอนเปลี่ยนเป็นมานา ตามหลัก e mc2 นั่นล่ะครับ


คือมุกที่เนิร์ด คิดกันมามากแล้ว




..
เรียกว่าหลักการของ GM ที่ดีคือ ไม่อนุญาตให้คนทำแบบเรื่องก็อบลินสเลเยอร์ครับ ไม่งั้นจะเกิดผลอย่างที่ผมว่าไปล่ะครับ




ว่าทำตามกฎที่เวทย์อนุญาตทุกอย่าง แต่เกิดผลโกงมหาศาล


แต่ก็ยังสมเหตุสมผลภายใต้กฎของโลกนั้น
...




มีข่อได้เปรียบตรง จอมยุทธิ์ พลังกันเวมย์มนต์อ่อนด้อยไง


มันมีการเถียงกันเรื่องนค้โดยยกซูเปอร์แมนน่ะครับ






ว่าซูเปอร์แมนไม่มีกันเวทย์ก็จริง แต่การจะตีซูเปอร์แมนเข้า พลังโจมตีของไฟร์บอลที่จะทำให้ซู้ปอร์แมนบาดเจ็บได้ก็ต้องร้อนกว่าลาวาหรือดวงอาทิตย์


สู้กับคนที่ปรับค่าสถานะเต็มหลอดน่ะครับ




ชักสับสน


จากหัวข้อ ถ้าถามว่าควรมีข้อได้เปรียบประมาณไหน ก็ตามที่ตอบอันแรกครับ ระยะและพื้นที่ ถ้าอธิบายเป็นแนว TT RPG ตลค.แนวเซียนมักจะออกท่าระยะ 1 ช่อง พื้นที่รอบตัวหรือเส้นตรงพุ่งไปกี่ช่องก็ว่ากันไป ส่วนจอมเวทควรระยะ 3 ช่อง 5 ช่อง 7 ช่อง พื้นที่ 3*3 หรือมากกว่าตามค่าใช้จ่ายที่เสียไป อันนี้ควรเป็นจุดเด่นจุดด้อยพื้นฐานถ้าว่ากันตามหลักเวลาเอามาโรลเพล


หรือถ้าจะโรลเพลแบบไม่ใช่เกม เมจยังมีจุดเด่นที่ได้เปรียบอีกหลายอย่าง เพราะเวทจะออกผลอะไรก็ได้ แต่แนวเซียนเสียออกได้เฉพาะที่"ฝึกมา" แถมเรื่องข้อจำกัดพื้นฐานอย่างการร่ายก็ใช่ว่ามันจะพลิกแพลงไม่ได้ ก็ตามคำตอบที่ 2 ไม่ร่าย - เวทไม่อลัง(ใบมีดน้ำแข็ง) - เสียบคอ(คริ) - ตายห่านอยู่ดี


หรือถ้าต้องการให้โกงกว่านั้น เห็นยก TDG มาเป็นเบส ขั้นสูงสุดของบทสวรรค์(ไม่รู้มีไปไกลกว่านั้นไหมนะ ไม่ได้ตาม) ตัวเทพฝั่งอสูร "แค่กวาดตาก็เห็นทั่วหล้า แค่ยกมือก็ฆ่าได้ทั่วปฏพี" ....แต่เนี่ยหลีมุดอยู่ในคำภีร์ดันมองไม่เห็น <- ตรงนี้สื่ออะไรได้? ระดับตัวโคตรเทพ(เท่าที่อ่าน) ยังทำได้แค่เปิดหมอกกะกดตีทั่วแม็พ แต่ถ้าเป้าล่องหนหรือมีวิธีหลบการล็อคเป้าก็จบเลย แนวนี้สายเวทเขียนง่ายด้วย เทียบเป็นเรื่องแฮรี่นี่ร่ายไม่ถึง 10 คำก็ทำได้ละมั้ง


หรือถ้าจะให้สายเวทเหยียบสายเซียนจมดิน ยิ่งง่ายใหญ่ พอจอมเวทxxxมาถึงโลกเซียน สัมผัสได้ถึงพลังงานที่ไม่รู้จัก ได้สู้กะกี้ๆที่ใช้พลังงานนี้ เลยเขียนเวทใหม่ แคนเซิลดาเมจกายภาพกะตัดการเชื่อมต่อพลังเซียน โดยแสดงผลบลาๆๆ จบเลย เทียบกะ RO ก็ประมาณมั้งค์เตรียมอาชูแล้วโดนดิสเปลแบบไร้หลอด จะเข้าไปต่อยก็เจอเซพตี้วอร์


ถ้ายังไม่พอ ก็โม้เองเลยครับ แค่นี้ก็สมดุลพังแบบกู่ไม่กลับแล้ว  :P




หลักๆคือ ระดมไอเดียน่ะครับ ฮา


ไม่จำกัดแนวคิด






คือพยายามมองแบบภาพรวมที่ทั้งสองจักรวาลมีข้อได้เปรียบแบบที่ตนเองพูดน่ะครับ




ในเกมส์ที่ผมเจอ GM ฝรั่งพยายามสร้างโลก xianxia ตามความเข้าใจของเขา ก็ดันมีลบล้างคาถาในโลกปราณยุทธอย่างนั้น




ฝรั่งพยายามสร้าง  xianxia แต่ยังมีกลิ่นอาย DnD อยู่มาก




ผมพยายามจะสร้างจักรวาลที่มีกลิ่นอายแบบที่พวกเราเคยชินมากกว่าน่ะครับ




ว่าความจริงแล้ว xianxia มันไม่ใช่ระบบที่ยุติธรรมเท่าไร




การจะเด่นเหนือใครได้ต้องโด๊ปยา มีตำราเทพ
แม้แต่ในโลกปราณยุทธตามมาตรฐานก็ตาม




ว่าหากเอาเมจไปไว้ในปราณยุทธ คุณลักษณะพิเศษทางร่างกายและความรํด้านเวทย์น่าจะช่วยอะไรได้บ้างประมาณนั้นน่ะครับ




ผมเจอคนวิจารณณ์ tale of demon and god น่ะครับว่าย้อนเวลาได้แต่เทเลพอร์ตไม่เป็นเสียอย่างนั้น


ไปเจอมาอีกอย่างหนี่งว่า เมจมองโลกได้เป็นนามธรรมลึกซึ้งมากกว่าจอมยัทธ น่าจะสามารสร้างกำแพงจิตใจได้ลึกล้ำมากกว่าจอมยุทธ




ผมกะจะใช้มุกนี้ว่าทำให้เมจสามารถใช้มุกว่า ขั้นพลังต่ำกว่าตีสํงกว่าได้เพราะปรับพื้นฐานมาลึกล้ำกว่าอีกทางน่ะครับ

http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ Rumia

  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,353
  • ถูกใจแล้ว: 2270 ครั้ง
  • ความนิยม: +347/-403
เราไม่ว่าเรื่องพลังโกงกันเราว่ากันตังแต่ต้นนักเวทมักแก่ๆกันหมดในสมัยก่อนยิ่งเก่งยิ่งแก่เพราะนักเวทเป็นฮาดแครี่ช่วงต้นๆกากมากชนิดสู้อะไรไม่ได้เลย เราลองมาเทียบจอมยุทธหรือสายตีปกติกับเมจหรือนักเวทนะครับ เริ่มฝึกแบบไม่เป็นอะไรเลยเริ่มต้นมาจอมยุทธควรมีกำลังหรืออาวุธต่อสู้ได้ตังแต่แรก แต่เมจที่ร่ายเวทไม่เป็นต่อไห้ถืออาวุธของเมจก็เอาไปสู้อะไรไม่ได้ พอเริ่มฝึกจอมยุทธไช้ท่ากากๆได้หนึ่งท่ากับเมจที่ไช้เวทเริ่มต้นได้ครังเดียวคิดว่าใครเก่งกว่าด้านร่างกายยังไงจอมยุทธก็เหนือกว่าถ้าเปรียบเวลาเท่ากันจอมยุทธมีพลังต่อสู้แล้วอย่างน้อยหนึ่งแต่เมจยังกาก พอเริ่มไปสักพักจอมยุทธเริ่มมีวิชาต่อสู้พื้นฐานเช่นวิชาดาบวิชาตัวเบาขันแรก เมจเริ่มสะสมพลังเริ่มไช้เวทเริ่มต้นได้แต่ต้องร่ายและจำกัดจำนวนครัง ช่วงนี้เมจก็ยังกากกว่า พอมาขันกลางจอมยุทธเริ่มมีท่าเยอะขึ้นมีวิชาดีขึ้นเริ่มเหนือมนุษย์ทังด้านโจมตีและความเร็ว เมจเริ่มมีเวทไช้เยอะขึ้นแต่ยังช้าและต้องมีคนปกป้องเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือเวทแรงขึ้น ต่อจากนี้จอมยุทธจะเริ่มช้าในการฝึกแล้ว และเมจจะเริ่มเวทแรงขึ้น จากที่ว่ามาคือการพัตนาแบบปกติจะเห็นว่ากว่าเมจจะเก่งมันนานกว่าสายสู้เยอะ แต่เรามักติดภาพอิเซไคที่เมจสาวๆเยอะทังที่ควรฝึกยากกว่า

ออฟไลน์ AlexW

  • หัวหน้าฝูงหมีเล็ก
  • ***
  • กระทู้: 324
  • ถูกใจแล้ว: 89 ครั้ง
  • ความนิยม: +16/-30
เวทย์ ปราณ และพลังจิต ในนิยายแฟนตาซีต่างๆปัจจุบัน ถ้าสืบค้นลึกลงไปในประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดจะพบว่าต้นกำเนิดส่วนใหญ่มาจากอินเดีย


 - เวทย์มนต์


บันทึกเก่าแก่ที่สุดก็คือ คัมภีร์พระเวท ในยุค 3000ปีก่อนคริสตกาล โดยกล่าวกันว่า ถ้อยคำมนตรา บทสวด บทเพลงสรรเสริญเทพ ต่างๆในจารึกล้วนมาจากการปฏิบัติจนเข้าถึง "ปรมาตมัน" แล้วนำออกมา หรือสร้างบันทึกขึ้นใน "ปรมาตมัน" จากนั้นจึงนำมาบันทึกในคัมภีร์พระเวท ดังนั้นจึงมีความเชื่อว่า ผู้ที่จะใช้มนตราได้สำเร็จผลจนสร้างปรากฏการณ์ปาฏิหารย์ได้จะต้องสามารถปฏิบัติจนเข้าถึง "ปรมาตมัน" ได้ก่อน


ซึ่งก็เหมือนอย่างที่ความเห็นก่อนหน้าที่เปรียบเทียบไว้ว่า การใช้เวทย์มนต์ นั้นเหมือนเครื่องคอมที่ต้องเชื่อมต่อเข้าเครื่องเซอร์เวอร์ก่อน จากนั้นจึงทำการส่งรหัส (คาถา) ไปยังเซอร์เวอร์ (ปรมาตมัน) ให้สั่งทำงานสร้างปรากฏการณ์ โดยที่ต้องมีตัวโค๊ดรหัสนั้นบันทึกอยู่ในเซอร์เวอร์ด้วย ส่วนแต่ล่ะคนนั้นจะเชื่อมต่อได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับ "ตบะ" ที่ตัวเองมีจากการบำเพ็ญเพียรสะสม ซึ่งปัจจุบันน่าจะเรียกว่า พลังเวทย์หรือมาน่า




 - ปราณหรือชี่


ต้นกำเนิดมาจากวิชาการบำเพ็ญเพียรเพื่อสะสม "ตบะ" ประเภทหนึ่งในศาสตร์ของโยคะฤาษีที่เรียกว่า "จักระ" ซึ่งกล่าวถึงจุดสะสมพลัง 7 จุดในร่างกาย และได้ถูกพัฒนาเหลือ 5 จุดในยุคต่อมาด้วยพระในศาสนาพุทธนิกายมหายาน


หลังจากพุทธศาสนามหายานแพร่หลายในแผ่นดินจีนจึงถูกพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นวิชา "ชี่กง" ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของวรยุทธ ปราณ วิชากำลังภายในของจีน โดยจุดจักระที่สำคัญคือ จุดตันเถียน ใต้ท้องน้อยที่เป็นศูนย์กลางสร้างและสะสมปราณ และจุดกลางกระหม่อมที่ใช้ดึงพลังจากธรรมชาติ ความว่างเปล่า และจักรวาล มาเป็นพลังปราณ


ซึ่งจะเห็นได้ว่าคอนเซปต์ของปราณหรือชี่กงจะเน้นไปที่การใช้เสริมประสิทธิภาพร่างกายและการต่อสู้เป็นหลัก เปรียบเทียบก็เหมือนอัพเกรดคอมบ้านไปเป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรที่เคลื่อนไหวได้เพื่อสร้างปรากฏการณ์ทางร่างกายเหนือธรรมชาติ




- พลังจิต


เป็นวิชาในศาสนาพุทธนิกายหินยาน ซึ่งมีบันทึกไว้ในวิธีฝึกวิปัสนากรรมฐานในชื่อ "กสิณ 10" และ "ฌาน 4" ซึ่งกล่าวกันว่าผู้สำเร็จจะแสดงอำนาจฤทธิ์ปาฏิหารย์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพามนตราหรือเวทย์มนต์ใดๆ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับการอัพเกรดคอมบ้านไปเป็นเซอร์เวอร์ย่อย ที่สามารถทำหน้าที่ได้เหมือน "ปรมาตมัน" ที่เป็นเซอร์เวอร์หลัก


 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: mentkub

ออฟไลน์ ลายทาง

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,091
  • ถูกใจแล้ว: 236 ครั้ง
  • ความนิยม: +26/-7
  • เพศ: ชาย
เป็นนิยาย? งั้นก็เล่นมกได้เปรียบที่คนไม่ร้จัก
ยิงบีมใส่อีกฝ่ายนีกว่าใช้วิชาดัชนี   ???

ถ้าเป็นเกม ก็ลอกMSOอ่ะ อธิบายได้เห็นภาพ และสมดล ไม่มีสายไหนเก่งกว่ากัน
 

ออฟไลน์ warakornboy

  • หัวหน้าฝูงหมีเล็ก
  • ***
  • กระทู้: 471
  • ถูกใจแล้ว: 104 ครั้ง
  • ความนิยม: +14/-9
เวทย์ ปราณ และพลังจิต ในนิยายแฟนตาซีต่างๆปัจจุบัน ถ้าสืบค้นลึกลงไปในประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดจะพบว่าต้นกำเนิดส่วนใหญ่มาจากอินเดีย


 - เวทย์มนต์


บันทึกเก่าแก่ที่สุดก็คือ คัมภีร์พระเวท ในยุค 3000ปีก่อนคริสตกาล โดยกล่าวกันว่า ถ้อยคำมนตรา บทสวด บทเพลงสรรเสริญเทพ ต่างๆในจารึกล้วนมาจากการปฏิบัติจนเข้าถึง "ปรมาตมัน" แล้วนำออกมา หรือสร้างบันทึกขึ้นใน "ปรมาตมัน" จากนั้นจึงนำมาบันทึกในคัมภีร์พระเวท ดังนั้นจึงมีความเชื่อว่า ผู้ที่จะใช้มนตราได้สำเร็จผลจนสร้างปรากฏการณ์ปาฏิหารย์ได้จะต้องสามารถปฏิบัติจนเข้าถึง "ปรมาตมัน" ได้ก่อน


ซึ่งก็เหมือนอย่างที่ความเห็นก่อนหน้าที่เปรียบเทียบไว้ว่า การใช้เวทย์มนต์ นั้นเหมือนเครื่องคอมที่ต้องเชื่อมต่อเข้าเครื่องเซอร์เวอร์ก่อน จากนั้นจึงทำการส่งรหัส (คาถา) ไปยังเซอร์เวอร์ (ปรมาตมัน) ให้สั่งทำงานสร้างปรากฏการณ์ โดยที่ต้องมีตัวโค๊ดรหัสนั้นบันทึกอยู่ในเซอร์เวอร์ด้วย ส่วนแต่ล่ะคนนั้นจะเชื่อมต่อได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับ "ตบะ" ที่ตัวเองมีจากการบำเพ็ญเพียรสะสม ซึ่งปัจจุบันน่าจะเรียกว่า พลังเวทย์หรือมาน่า




 - ปราณหรือชี่


ต้นกำเนิดมาจากวิชาการบำเพ็ญเพียรเพื่อสะสม "ตบะ" ประเภทหนึ่งในศาสตร์ของโยคะฤาษีที่เรียกว่า "จักระ" ซึ่งกล่าวถึงจุดสะสมพลัง 7 จุดในร่างกาย และได้ถูกพัฒนาเหลือ 5 จุดในยุคต่อมาด้วยพระในศาสนาพุทธนิกายมหายาน


หลังจากพุทธศาสนามหายานแพร่หลายในแผ่นดินจีนจึงถูกพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นวิชา "ชี่กง" ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของวรยุทธ ปราณ วิชากำลังภายในของจีน โดยจุดจักระที่สำคัญคือ จุดตันเถียน ใต้ท้องน้อยที่เป็นศูนย์กลางสร้างและสะสมปราณ และจุดกลางกระหม่อมที่ใช้ดึงพลังจากธรรมชาติ ความว่างเปล่า และจักรวาล มาเป็นพลังปราณ


ซึ่งจะเห็นได้ว่าคอนเซปต์ของปราณหรือชี่กงจะเน้นไปที่การใช้เสริมประสิทธิภาพร่างกายและการต่อสู้เป็นหลัก เปรียบเทียบก็เหมือนอัพเกรดคอมบ้านไปเป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรที่เคลื่อนไหวได้เพื่อสร้างปรากฏการณ์ทางร่างกายเหนือธรรมชาติ




- พลังจิต


เป็นวิชาในศาสนาพุทธนิกายหินยาน ซึ่งมีบันทึกไว้ในวิธีฝึกวิปัสนากรรมฐานในชื่อ "กสิณ 10" และ "ฌาน 4" ซึ่งกล่าวกันว่าผู้สำเร็จจะแสดงอำนาจฤทธิ์ปาฏิหารย์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพามนตราหรือเวทย์มนต์ใดๆ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับการอัพเกรดคอมบ้านไปเป็นเซอร์เวอร์ย่อย ที่สามารถทำหน้าที่ได้เหมือน "ปรมาตมัน" ที่เป็นเซอร์เวอร์หลัก



คำอธิบายของ Mana ยังไม่ใช่จุดที่สามารถเข้าใจได้มากที่สุดเลยนะ;  คุณจะเข้าถึงข้อมูลด้วยตัวรับจาก 2 ตำแหน่งได้ยังไง  ถ้าไม่มีสื่อกลางที่ทำหน้าที่เป็น ‘พลังงาน’ เหมือนกับหลักการของเครื่องใช้ไฟฟ้ากับโลหะต่างๆ  ถ้าใช้ทฤษฎีนั้นจะ =


1.  คัมภีร์ศาสนาคืออาวุธโบราณชนิดนึง  ถ้าทำความเข้าใจและศึกษาได้หมดก็ขะกลายเป็น  God ได้ ณ บัดนั้น


2.  ถ้าหลักการฟื้นฟูพลัง Mana มันไม่มี  ทำไมคนต้องหลับนอน  บำรุงกำลังและความรู้อยู่เสมอไม่ว่าจะการกินและอ่านหนังสือ  และยิ่งต่อสู้ต้องมี  Potion เฉพาะทางที่แพงกว่าอันธรรมดาอีกมาก


ถ้าตีความจากหลายๆวัฒนธรรม
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Mana


Mana เป็น Spiritual  Energy ที่ช่วยทำให้เวทย์ปรากฎขึ้นได้เท่านั้น  ซึ่งไม่คงอยู่ถาวร  และการใช้พลังประเภทนี้อย่างต่อเนื่องมันจะดูดกลืนและทำลายพลังชีวิต  HP  ได้อีกด้วย ซึ่งต่างกับพลังกายใจ (Stamina)  ที่สามารถใช้ได้ตามขีดจำกัดจนหมด  และพักครู่เดียวเพื่อเพิ่มพลังได้ใหม่  แต่จะมีผลข้างเคียงหากสุขภาพและอาหารการกินไม่ดี  ขีดจำกัดต่อวันจะลดลง  ถึงอย่างงั้นก็สามารถเพิ่มได้อีกด้วยการบริหารและออกกำลังกายให้เข้ากิจกรรมประจำวัน ด้วยเหตุนั้นแหละ  RPG ในยุค 1974 & 2015 จึงเลือกที่จะแยก  SP และ  MP อย่างเด็ดขาดเพื่อกำหนด Mechanic Balance ที่เหมาะสมของเกมได้


แล้วก็เป็น Ragnarok Online (2002) นี่แหละที่นำ Mechanic D&D แค่เฉพาะส่วนการใช้เวทย์กับการอัพ Status รวมๆกันเพื่ออีกค่าหนึ่งมันเพิ่มตาม  และระบบเศรษฐกิจเวทย์ที่สามารถผลิต Mana(SP) Potion  ผ่านร้านขายยา (Quest) และ Alchemist เพื่อลดต้นทุนการลง Field & Dungeon ได้นั่นเอง


ในส่วนของ Stamina Point Diablo series พยายามอธิบายให้สมจริงด้วยการวิ่งและเดินเพื่อให้สำรวจ Map ได้แต่ต้องกำหนดจุดพักผ่อนเป็นช่วงๆก่อนจะเจอ Teleport  Magic  Circle(Save point)   และใช้วิธีออกแบบ Inventory ให้เป็นตารางสูง 4 ช่องเพื่อจำกัดการเก็บของมากกว่าจะพึ่งพา STR สำหรับ Weight Load เป็นตัวเลข  และสามารถ Upgrade ได้เล็กน้อยด้วยการพกพา Horadric Cube กับเปลี่ยนเข็มขัดเพื่อคาด Potion ได้มากขึ้นได้


นอกจากนี้ยังกล่างถึง Magic Industry แบบอ้อมๆด้วยว่า NPC ที่คอยให้บริการซ่อมอุปกรณ์ และขาย Item ให้แก่เราล้วนรู้จัก Magic Item เป็นอย่างดีแต่เลือกที่จะปิดบังด้วยเหตุผลทางธุรกิจ  ทำให้ตัวละครที่เข้าถึงมันได้ที่สุดจึงน่าจะเป็น   Shaman,  Necromancer & Sorcerer นั่นเอง  ซี่งยังเป็นแค่ระดับ Primitive ไม่เหมือน RO  2nd job ที่สามารถเรียนรู้ Magic Skill ได้มากกว่านั้น  และเหตุที่ Melee Jobs ยังคงสู้สูสีได้


เป็นเพราะการปรับปรุงระบบทอยลูก Polyhedral  Dice ให้เป็น  Effective percentage  ที่มาจากการอัพ Stats นั่นเอง  แต่ไม่ได้มี  Stats Requirement ที่ Diablo ตั้งเอาไว้เพื่อประเมิณประสิทธิภาพในการใช้งานจริงอย่าง STR &  DEX ของอาวุธที่พบได้ในตัวอาวุธเอง  และยังรวมไปถึง  Item ประเภท  Fetish ที่ต้อง Keep in Inventory for effect อีกด้วยและเครื่องรางติดตัวที่ยิ่ง  Level มากยิ่ง  นับว่าเป็นระบบตีราคา Item ที่ดีที่สุดระบบนึงที่เคยออกแบบมาเลย
 

ออนไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,297
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +245/-433
เราไม่ว่าเรื่องพลังโกงกันเราว่ากันตังแต่ต้นนักเวทมักแก่ๆกันหมดในสมัยก่อนยิ่งเก่งยิ่งแก่เพราะนักเวทเป็นฮาดแครี่ช่วงต้นๆกากมากชนิดสู้อะไรไม่ได้เลย เราลองมาเทียบจอมยุทธหรือสายตีปกติกับเมจหรือนักเวทนะครับ เริ่มฝึกแบบไม่เป็นอะไรเลยเริ่มต้นมาจอมยุทธควรมีกำลังหรืออาวุธต่อสู้ได้ตังแต่แรก แต่เมจที่ร่ายเวทไม่เป็นต่อไห้ถืออาวุธของเมจก็เอาไปสู้อะไรไม่ได้ พอเริ่มฝึกจอมยุทธไช้ท่ากากๆได้หนึ่งท่ากับเมจที่ไช้เวทเริ่มต้นได้ครังเดียวคิดว่าใครเก่งกว่าด้านร่างกายยังไงจอมยุทธก็เหนือกว่าถ้าเปรียบเวลาเท่ากันจอมยุทธมีพลังต่อสู้แล้วอย่างน้อยหนึ่งแต่เมจยังกาก พอเริ่มไปสักพักจอมยุทธเริ่มมีวิชาต่อสู้พื้นฐานเช่นวิชาดาบวิชาตัวเบาขันแรก เมจเริ่มสะสมพลังเริ่มไช้เวทเริ่มต้นได้แต่ต้องร่ายและจำกัดจำนวนครัง ช่วงนี้เมจก็ยังกากกว่า พอมาขันกลางจอมยุทธเริ่มมีท่าเยอะขึ้นมีวิชาดีขึ้นเริ่มเหนือมนุษย์ทังด้านโจมตีและความเร็ว เมจเริ่มมีเวทไช้เยอะขึ้นแต่ยังช้าและต้องมีคนปกป้องเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือเวทแรงขึ้น ต่อจากนี้จอมยุทธจะเริ่มช้าในการฝึกแล้ว และเมจจะเริ่มเวทแรงขึ้น จากที่ว่ามาคือการพัตนาแบบปกติจะเห็นว่ากว่าเมจจะเก่งมันนานกว่าสายสู้เยอะ แต่เรามักติดภาพอิเซไคที่เมจสาวๆเยอะทังที่ควรฝึกยากกว่า


มันมีคำกล่าวในพวกเนิร์ดว่า fughter linear,wizard quadratic




ประมาณว่าไฟเตอร์สายนักสู้การเติบโตแบบเส้นเฉียง ส่วนการเติบโตของเมจคือกราฟเส้นโค้ง




ว่าหากเลเวลต่ำกว่าห้า เมจเอาชนะแมวยังยากเลยแต่พอผ่านช่วงหนึ่งจะทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น




แนวคิด...ว่าไปแล้วก็ย้อนกลับมาเหมือนกำลังภายในน่ะครับ


ที่อาจารย์งักปุ๊กคุ้ง เปรียบเทียบสายกระบี่กับลมปราณไว้นั้นล่ะ




ว่าห้าปีแรกกระบี่นำลมปราณ อีกห้าปีคู่คี่ก้ำกึ่ง อีกห้าปีลมปราณเอาชนะได้ประมาณนี้น่ะครับ


ตะวันตกของเนิร์ดฝรั่ง กับ ท่านอาจารย์งักเห็นตรงกันในจุดนี้ครับ ฮา




ผมพยายามเอามุกที่สองฝ่ายเห็นตรงกันมาบรรยายในเรื่องน่ะครับ


จะได้บรรยากาศว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมที่เห็นตรงกันอยู่ แสดงถึงคนที่มีความคิดไปในแนวทางเดียวกันแม้จะมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็ตาม




[quote/]
คำอธิบายของ Mana ยังไม่ใช่จุดที่สามารถเข้าใจได้มากที่สุดเลยนะ;  คุณจะเข้าถึงข้อมูลด้วยตัวรับจาก 2 ตำแหน่งได้ยังไง  ถ้าไม่มีสื่อกลางที่ทำหน้าที่เป็น ‘พลังงาน’ เหมือนกับหลักการของเครื่องใช้ไฟฟ้ากับโลหะต่างๆ  ถ้าใช้ทฤษฎีนั้นจะ =


1.  คัมภีร์ศาสนาคืออาวุธโบราณชนิดนึง  ถ้าทำความเข้าใจและศึกษาได้หมดก็ขะกลายเป็น  God ได้ ณ บัดนั้น


2.  ถ้าหลักการฟื้นฟูพลัง Mana มันไม่มี  ทำไมคนต้องหลับนอน  บำรุงกำลังและความรู้อยู่เสมอไม่ว่าจะการกินและอ่านหนังสือ  และยิ่งต่อสู้ต้องมี  Potion เฉพาะทางที่แพงกว่าอันธรรมดาอีกมาก


ถ้าตีความจากหลายๆวัฒนธรรม
https://en.m.wikipedia.org/wiki/Mana


Mana เป็น Spiritual  Energy ที่ช่วยทำให้เวทย์ปรากฎขึ้นได้เท่านั้น  ซึ่งไม่คงอยู่ถาวร  และการใช้พลังประเภทนี้อย่างต่อเนื่องมันจะดูดกลืนและทำลายพลังชีวิต  HP  ได้อีกด้วย ซึ่งต่างกับพลังกายใจ (Stamina)  ที่สามารถใช้ได้ตามขีดจำกัดจนหมด  และพักครู่เดียวเพื่อเพิ่มพลังได้ใหม่  แต่จะมีผลข้างเคียงหากสุขภาพและอาหารการกินไม่ดี  ขีดจำกัดต่อวันจะลดลง  ถึงอย่างงั้นก็สามารถเพิ่มได้อีกด้วยการบริหารและออกกำลังกายให้เข้ากิจกรรมประจำวัน ด้วยเหตุนั้นแหละ  RPG ในยุค 1974 & 2015 จึงเลือกที่จะแยก  SP และ  MP อย่างเด็ดขาดเพื่อกำหนด Mechanic Balance ที่เหมาะสมของเกมได้


แล้วก็เป็น Ragnarok Online (2002) นี่แหละที่นำ Mechanic D&D แค่เฉพาะส่วนการใช้เวทย์กับการอัพ Status รวมๆกันเพื่ออีกค่าหนึ่งมันเพิ่มตาม  และระบบเศรษฐกิจเวทย์ที่สามารถผลิต Mana(SP) Potion  ผ่านร้านขายยา (Quest) และ Alchemist เพื่อลดต้นทุนการลง Field & Dungeon ได้นั่นเอง


ในส่วนของ Stamina Point Diablo series พยายามอธิบายให้สมจริงด้วยการวิ่งและเดินเพื่อให้สำรวจ Map ได้แต่ต้องกำหนดจุดพักผ่อนเป็นช่วงๆก่อนจะเจอ Teleport  Magic  Circle(Save point)   และใช้วิธีออกแบบ Inventory ให้เป็นตารางสูง 4 ช่องเพื่อจำกัดการเก็บของมากกว่าจะพึ่งพา STR สำหรับ Weight Load เป็นตัวเลข  และสามารถ Upgrade ได้เล็กน้อยด้วยการพกพา Horadric Cube กับเปลี่ยนเข็มขัดเพื่อคาด Potion ได้มากขึ้นได้


นอกจากนี้ยังกล่างถึง Magic Industry แบบอ้อมๆด้วยว่า NPC ที่คอยให้บริการซ่อมอุปกรณ์ และขาย Item ให้แก่เราล้วนรู้จัก Magic Item เป็นอย่างดีแต่เลือกที่จะปิดบังด้วยเหตุผลทางธุรกิจ  ทำให้ตัวละครที่เข้าถึงมันได้ที่สุดจึงน่าจะเป็น   Shaman,  Necromancer & Sorcerer นั่นเอง  ซี่งยังเป็นแค่ระดับ Primitive ไม่เหมือน RO  2nd job ที่สามารถเรียนรู้ Magic Skill ได้มากกว่านั้น  และเหตุที่ Melee Jobs ยังคงสู้สูสีได้


เป็นเพราะการปรับปรุงระบบทอยลูก Polyhedral  Dice ให้เป็น  Effective percentage  ที่มาจากการอัพ Stats นั่นเอง  แต่ไม่ได้มี  Stats Requirement ที่ Diablo ตั้งเอาไว้เพื่อประเมิณประสิทธิภาพในการใช้งานจริงอย่าง STR &  DEX ของอาวุธที่พบได้ในตัวอาวุธเอง  และยังรวมไปถึง  Item ประเภท  Fetish ที่ต้อง Keep in Inventory for effect อีกด้วยและเครื่องรางติดตัวที่ยิ่ง  Level มากยิ่ง  นับว่าเป็นระบบตีราคา Item ที่ดีที่สุดระบบนึงที่เคยออกแบบมาเลย


เท่มที่ผมเจอ เวทย์ของศาสนาอย฿สายศรัทธา divine magic ล่ะครับ


เจอ Gm อธิบายมาประมาณ


arcane พวกเนิร์ด ศึกษากลไกของโลก ศึกษาโลกจนโลกเปลี่ยนตามใจฉันด้วยความรู้


sorcery พวกสายเลือดพิเศษ พลังที่เปลี่ยนโลกมาจากตนเอง โลกเปลี่ยนไปตามใจฉัน


divine/faith ศรัทธา ฉันร้องขอ และพระเจ้าจะเปลี่ยนโลกตามที่ฉันร้องขอให้




เป็นนิยาย? งั้นก็เล่นมกได้เปรียบที่คนไม่ร้จัก
ยิงบีมใส่อีกฝ่ายนีกว่าใช้วิชาดัชนี   ???

ถ้าเป็นเกม ก็ลอกMSOอ่ะ อธิบายได้เห็นภาพ และสมดล ไม่มีสายไหนเก่งกว่ากัน


Mos ก็บรรยายว่าแพ้ทางกันนะครับ


แต่ว่าทั้งศิลาและมนตรา เป็นวรยุทธโลกจริงกันทั้งคู่ เลยเป็นสายมึนๆกันทั้งสองคนเพราะลากพลังปราณโลกจริงมาผสมกับเวทย์ได้




ว่าเรื่องคาถาที่ไม่รู้จัก อาจมีการเล่นมุก ทำตัวเป็นหมอเทวดาเพื่อแลกกับเคล็ดวิชาก็ได้ครับ




เวทย์ ปราณ และพลังจิต ในนิยายแฟนตาซีต่างๆปัจจุบัน ถ้าสืบค้นลึกลงไปในประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดจะพบว่าต้นกำเนิดส่วนใหญ่มาจากอินเดีย


 - เวทย์มนต์


บันทึกเก่าแก่ที่สุดก็คือ คัมภีร์พระเวท ในยุค 3000ปีก่อนคริสตกาล โดยกล่าวกันว่า ถ้อยคำมนตรา บทสวด บทเพลงสรรเสริญเทพ ต่างๆในจารึกล้วนมาจากการปฏิบัติจนเข้าถึง "ปรมาตมัน" แล้วนำออกมา หรือสร้างบันทึกขึ้นใน "ปรมาตมัน" จากนั้นจึงนำมาบันทึกในคัมภีร์พระเวท ดังนั้นจึงมีความเชื่อว่า ผู้ที่จะใช้มนตราได้สำเร็จผลจนสร้างปรากฏการณ์ปาฏิหารย์ได้จะต้องสามารถปฏิบัติจนเข้าถึง "ปรมาตมัน" ได้ก่อน


ซึ่งก็เหมือนอย่างที่ความเห็นก่อนหน้าที่เปรียบเทียบไว้ว่า การใช้เวทย์มนต์ นั้นเหมือนเครื่องคอมที่ต้องเชื่อมต่อเข้าเครื่องเซอร์เวอร์ก่อน จากนั้นจึงทำการส่งรหัส (คาถา) ไปยังเซอร์เวอร์ (ปรมาตมัน) ให้สั่งทำงานสร้างปรากฏการณ์ โดยที่ต้องมีตัวโค๊ดรหัสนั้นบันทึกอยู่ในเซอร์เวอร์ด้วย ส่วนแต่ล่ะคนนั้นจะเชื่อมต่อได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับ "ตบะ" ที่ตัวเองมีจากการบำเพ็ญเพียรสะสม ซึ่งปัจจุบันน่าจะเรียกว่า พลังเวทย์หรือมาน่า




 - ปราณหรือชี่


ต้นกำเนิดมาจากวิชาการบำเพ็ญเพียรเพื่อสะสม "ตบะ" ประเภทหนึ่งในศาสตร์ของโยคะฤาษีที่เรียกว่า "จักระ" ซึ่งกล่าวถึงจุดสะสมพลัง 7 จุดในร่างกาย และได้ถูกพัฒนาเหลือ 5 จุดในยุคต่อมาด้วยพระในศาสนาพุทธนิกายมหายาน


หลังจากพุทธศาสนามหายานแพร่หลายในแผ่นดินจีนจึงถูกพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นวิชา "ชี่กง" ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของวรยุทธ ปราณ วิชากำลังภายในของจีน โดยจุดจักระที่สำคัญคือ จุดตันเถียน ใต้ท้องน้อยที่เป็นศูนย์กลางสร้างและสะสมปราณ และจุดกลางกระหม่อมที่ใช้ดึงพลังจากธรรมชาติ ความว่างเปล่า และจักรวาล มาเป็นพลังปราณ


ซึ่งจะเห็นได้ว่าคอนเซปต์ของปราณหรือชี่กงจะเน้นไปที่การใช้เสริมประสิทธิภาพร่างกายและการต่อสู้เป็นหลัก เปรียบเทียบก็เหมือนอัพเกรดคอมบ้านไปเป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรที่เคลื่อนไหวได้เพื่อสร้างปรากฏการณ์ทางร่างกายเหนือธรรมชาติ




- พลังจิต


เป็นวิชาในศาสนาพุทธนิกายหินยาน ซึ่งมีบันทึกไว้ในวิธีฝึกวิปัสนากรรมฐานในชื่อ "กสิณ 10" และ "ฌาน 4" ซึ่งกล่าวกันว่าผู้สำเร็จจะแสดงอำนาจฤทธิ์ปาฏิหารย์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพามนตราหรือเวทย์มนต์ใดๆ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับการอัพเกรดคอมบ้านไปเป็นเซอร์เวอร์ย่อย ที่สามารถทำหน้าที่ได้เหมือน "ปรมาตมัน" ที่เป็นเซอร์เวอร์หลัก





ขอบคุณครับ




ว่าไปแล้วต้นแบบของแนว xianxia คือเห้งเจียที่บุกสวรรค์ ว่าบรรลุความเป็นอมตะห้าอย่าง บำเพ็ยตบะห้าพัยปีสารพัด




จนแม้แต่ถังปัจจุบัน ผมเจอฝรั่งว่า xianxia ปัจจุบันก็ยังน้อยกว่าเห้งเจีย




คิดอีกทีเราเว้นตำแหน่งสุดเทพในเรื่องทำนองนี้ไว้ให้พระยูไล ว่าเห้งเจียทำอะไรเว่ออย่างคิดว่าตนเองไปสุดขอบจักรวาลแล้ว แต่พระยูไลก็โชว์ความ OP มากกว่าเข้าไปอีก
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ mentkub

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 146
  • ถูกใจแล้ว: 9 ครั้ง
  • ความนิยม: +3/-11
เวทย์ ปราณ และพลังจิต ในนิยายแฟนตาซีต่างๆปัจจุบัน ถ้าสืบค้นลึกลงไปในประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดจะพบว่าต้นกำเนิดส่วนใหญ่มาจากอินเดีย


 - เวทย์มนต์


บันทึกเก่าแก่ที่สุดก็คือ คัมภีร์พระเวท ในยุค 3000ปีก่อนคริสตกาล โดยกล่าวกันว่า ถ้อยคำมนตรา บทสวด บทเพลงสรรเสริญเทพ ต่างๆในจารึกล้วนมาจากการปฏิบัติจนเข้าถึง "ปรมาตมัน" แล้วนำออกมา หรือสร้างบันทึกขึ้นใน "ปรมาตมัน" จากนั้นจึงนำมาบันทึกในคัมภีร์พระเวท ดังนั้นจึงมีความเชื่อว่า ผู้ที่จะใช้มนตราได้สำเร็จผลจนสร้างปรากฏการณ์ปาฏิหารย์ได้จะต้องสามารถปฏิบัติจนเข้าถึง "ปรมาตมัน" ได้ก่อน


ซึ่งก็เหมือนอย่างที่ความเห็นก่อนหน้าที่เปรียบเทียบไว้ว่า การใช้เวทย์มนต์ นั้นเหมือนเครื่องคอมที่ต้องเชื่อมต่อเข้าเครื่องเซอร์เวอร์ก่อน จากนั้นจึงทำการส่งรหัส (คาถา) ไปยังเซอร์เวอร์ (ปรมาตมัน) ให้สั่งทำงานสร้างปรากฏการณ์ โดยที่ต้องมีตัวโค๊ดรหัสนั้นบันทึกอยู่ในเซอร์เวอร์ด้วย ส่วนแต่ล่ะคนนั้นจะเชื่อมต่อได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับ "ตบะ" ที่ตัวเองมีจากการบำเพ็ญเพียรสะสม ซึ่งปัจจุบันน่าจะเรียกว่า พลังเวทย์หรือมาน่า




 - ปราณหรือชี่


ต้นกำเนิดมาจากวิชาการบำเพ็ญเพียรเพื่อสะสม "ตบะ" ประเภทหนึ่งในศาสตร์ของโยคะฤาษีที่เรียกว่า "จักระ" ซึ่งกล่าวถึงจุดสะสมพลัง 7 จุดในร่างกาย และได้ถูกพัฒนาเหลือ 5 จุดในยุคต่อมาด้วยพระในศาสนาพุทธนิกายมหายาน


หลังจากพุทธศาสนามหายานแพร่หลายในแผ่นดินจีนจึงถูกพัฒนาต่อมาจนกลายเป็นวิชา "ชี่กง" ซึ่งกลายเป็นพื้นฐานของวรยุทธ ปราณ วิชากำลังภายในของจีน โดยจุดจักระที่สำคัญคือ จุดตันเถียน ใต้ท้องน้อยที่เป็นศูนย์กลางสร้างและสะสมปราณ และจุดกลางกระหม่อมที่ใช้ดึงพลังจากธรรมชาติ ความว่างเปล่า และจักรวาล มาเป็นพลังปราณ


ซึ่งจะเห็นได้ว่าคอนเซปต์ของปราณหรือชี่กงจะเน้นไปที่การใช้เสริมประสิทธิภาพร่างกายและการต่อสู้เป็นหลัก เปรียบเทียบก็เหมือนอัพเกรดคอมบ้านไปเป็นหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรที่เคลื่อนไหวได้เพื่อสร้างปรากฏการณ์ทางร่างกายเหนือธรรมชาติ




- พลังจิต


เป็นวิชาในศาสนาพุทธนิกายหินยาน ซึ่งมีบันทึกไว้ในวิธีฝึกวิปัสนากรรมฐานในชื่อ "กสิณ 10" และ "ฌาน 4" ซึ่งกล่าวกันว่าผู้สำเร็จจะแสดงอำนาจฤทธิ์ปาฏิหารย์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพามนตราหรือเวทย์มนต์ใดๆ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับการอัพเกรดคอมบ้านไปเป็นเซอร์เวอร์ย่อย ที่สามารถทำหน้าที่ได้เหมือน "ปรมาตมัน" ที่เป็นเซอร์เวอร์หลัก





นึกถึง เรื่อง ไซอิ๋ว  คนเล็กอิทธิฤทธิ์ใหญ่ เลย
หงอคง = ปราณวรยุด มากมาย
พระถั๋ง = สายเมจ(นักบวช) divine

ตอนจบของเรื่องพระถั่งนั้งถ่องคาถา เรียก ฝ่ามือยูไล มาปราบหงอคง

ในเรื่องคล้ายๆตรงที่ว่า การที่จะใช้คาถาเรียกฝ่ามือยูไล(ปรมาตมัน)
 จะต้อง มีตบะ ที่เก่งกล้าก่อน



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 22, 2019, 02:38:59 AM โดย mentkub »
 

ออฟไลน์ cyberstein

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 150
  • ถูกใจแล้ว: 49 ครั้ง
  • ความนิยม: +4/-5
ถ้านับแต่ด้านต่อสู้
ต้องดูว่าเป็นแบบไหน

กองทัพ > ยอดฝีมือ
แนวนี้พลังจะไม่เวอร์มาก ประมาณพวกมังกรหยก
อันนี้เมจจะเด่นได้ไม่ยาก เพราะแต่งให้มีพลังโจมดีสูง มีตีหมู่โหดๆ ร่ายกายอ่อน เห็นความต่างชัด

ยอดฝีมือ > กองทัพ
อันนี้้เมจแทบจะด้อยไปเลย เพราะจอมยุทธ มันคือเอาจอมยุทธกับเมจด้านบนมารวมกันแล้ว อัพพลังไปอีกหลายเท่าแถมบางเรื่องแค่ปล่อยแรงกดดันใส่คนระดับต่ำกว่าก็ตายแล้ว
คือนอกจากสกิลหลากหลายแล้วไม่รู้จะแต่งให้เด่นไงเลย

 

ออฟไลน์ Rumia

  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,353
  • ถูกใจแล้ว: 2270 ครั้ง
  • ความนิยม: +347/-403
[quote/]


มันมีคำกล่าวในพวกเนิร์ดว่า fughter linear,wizard quadratic




ประมาณว่าไฟเตอร์สายนักสู้การเติบโตแบบเส้นเฉียง ส่วนการเติบโตของเมจคือกราฟเส้นโค้ง




ว่าหากเลเวลต่ำกว่าห้า เมจเอาชนะแมวยังยากเลยแต่พอผ่านช่วงหนึ่งจะทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น




แนวคิด...ว่าไปแล้วก็ย้อนกลับมาเหมือนกำลังภายในน่ะครับ


ที่อาจารย์งักปุ๊กคุ้ง เปรียบเทียบสายกระบี่กับลมปราณไว้นั้นล่ะ




ว่าห้าปีแรกกระบี่นำลมปราณ อีกห้าปีคู่คี่ก้ำกึ่ง อีกห้าปีลมปราณเอาชนะได้ประมาณนี้น่ะครับ


ตะวันตกของเนิร์ดฝรั่ง กับ ท่านอาจารย์งักเห็นตรงกันในจุดนี้ครับ ฮา




ผมพยายามเอามุกที่สองฝ่ายเห็นตรงกันมาบรรยายในเรื่องน่ะครับ


จะได้บรรยากาศว่าทั้งสองฝ่ายมีจุดร่วมที่เห็นตรงกันอยู่ แสดงถึงคนที่มีความคิดไปในแนวทางเดียวกันแม้จะมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมก็ตาม




[quote/]


เท่มที่ผมเจอ เวทย์ของศาสนาอย฿สายศรัทธา divine magic ล่ะครับ


เจอ Gm อธิบายมาประมาณ


arcane พวกเนิร์ด ศึกษากลไกของโลก ศึกษาโลกจนโลกเปลี่ยนตามใจฉันด้วยความรู้


sorcery พวกสายเลือดพิเศษ พลังที่เปลี่ยนโลกมาจากตนเอง โลกเปลี่ยนไปตามใจฉัน


divine/faith ศรัทธา ฉันร้องขอ และพระเจ้าจะเปลี่ยนโลกตามที่ฉันร้องขอให้




[quote/]


Mos ก็บรรยายว่าแพ้ทางกันนะครับ


แต่ว่าทั้งศิลาและมนตรา เป็นวรยุทธโลกจริงกันทั้งคู่ เลยเป็นสายมึนๆกันทั้งสองคนเพราะลากพลังปราณโลกจริงมาผสมกับเวทย์ได้




ว่าเรื่องคาถาที่ไม่รู้จัก อาจมีการเล่นมุก ทำตัวเป็นหมอเทวดาเพื่อแลกกับเคล็ดวิชาก็ได้ครับ




[quote/]


ขอบคุณครับ




ว่าไปแล้วต้นแบบของแนว xianxia คือเห้งเจียที่บุกสวรรค์ ว่าบรรลุความเป็นอมตะห้าอย่าง บำเพ็ยตบะห้าพัยปีสารพัด




จนแม้แต่ถังปัจจุบัน ผมเจอฝรั่งว่า xianxia ปัจจุบันก็ยังน้อยกว่าเห้งเจีย




คิดอีกทีเราเว้นตำแหน่งสุดเทพในเรื่องทำนองนี้ไว้ให้พระยูไล ว่าเห้งเจียทำอะไรเว่ออย่างคิดว่าตนเองไปสุดขอบจักรวาลแล้ว แต่พระยูไลก็โชว์ความ OP มากกว่าเข้าไปอีก
ไซอิ๋วมันสเกลโคตรโม้ครับเทียบง่ายๆเฮงเจียตอนตีลักกาบนฝ่ามือพระยูไลตอนนั้นสเกลเฮงเจียแม่งระดับกุเลนรากันไปแล้วครับตีลังกา7ทีข้าม7จักวาลแต่สเกลนี้มันยังไม่พ้นมือพระยูไล ในเรื่องมันแบ่งภพชัดเจนโลกเซียน โลกมนุษย์ โลกบาดาล แต่ละโลกเฮงเจียมันมีพลังสูงสุดถ้าไม่นับพวกนามธรรมกับพระทังหลาย ตอนเดินทางพลังวิเศษมันจะโม้มากเพราะมันไม่มีอะไรสู้เฮงเจียได้แต่ต้องลดพลังไม่ทำความเสียหายไห้รอบข้างและห้ามช่วยพระถังเดินทางไม่งันจะโดนพระยูไลขังอีกรอบ และไซอิ๋วเฮงเจียไม่มีพลังยุทธนะครับแต่เฮียแกเรียนเวทมารุ่นเดียวกับปีศาจวัวที่เซียนสอนและไม่มีวิทยายุทธใดๆ วิชาเวทที่ไช้บ่อยๆแปรงร่างเป็นสิ่งต่างๆเช่นแมลง แยกร่าง พ่นไฟ บิน อย่างที่ว่ามาไม่มีอันไหนดูเป็นวิทยายุทธสักอันแค่เฮียแกเกิดมาจากศิลาสวรรค์ที่รับพลังฟ้าดินมานานพลังกายของเฮียแกเลยเทียบเท่าสวรรค์


ส่วนนักเวทปกติไม่ควรเก่งเร็วเพราะนักสู้จะมีอายุที่แข็งแรงที่สุดพอแก่มันต้องอ่อนแอลงกลับกันนักเวทที่ต้องไช้ความรู้ถ้าเก่งในเวลาเดีียวกันพอเเก่ความรู้มากขึ้นก็เก่งขึ้นอีกมันจะกลายเป็นไม่สมดุล

ออฟไลน์ blademaster

  • จุดต่ำสุดแห่งวงศ์วานหมี
  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,141
  • ถูกใจแล้ว: 144 ครั้ง
  • ความนิยม: +30/-472
เอาแบบ แร็คไหมครับ

เวทย์ หลบไม่ได้
สกิลสายจอมยุทธิ์ อย่างของมองค์นี่ อาชู ยังติด ต่าลัคกี้ดอจน์นะ

 

ออฟไลน์ warakornboy

  • หัวหน้าฝูงหมีเล็ก
  • ***
  • กระทู้: 471
  • ถูกใจแล้ว: 104 ครั้ง
  • ความนิยม: +14/-9
เอาแบบ แร็คไหมครับ

เวทย์ หลบไม่ได้
สกิลสายจอมยุทธิ์ อย่างของมองค์นี่ อาชู ยังติด ต่าลัคกี้ดอจน์นะ


ผมว่าอันนั้นมันน่าจะมีแต่ 2nd-class Wizard เท่านั้นนะที่มีเวทแบบนั้น  เผลอๆยังมีการจำกัด LV skill ได้ อีกทำให้ร่ายเร็วๆได้  แต่มันก็มันยังขึ้นอยู่กับ AGI และการมองเห็นของทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ดี  ถ้ามองเห็นก่อนก็วิ่งหนี  ไม่งั้นจอมเวทย์ต้องร่าย AOE ดักทางไว้ไม่ให้อีกฝ่ายจู่โจมเข้ามือ  หรือแม้แต่เสก Ice wallแบบต่อเนื่องเพื่อนจำกัดการเคลื่อนไหนน่ะสิ
 

ออฟไลน์ blademaster

  • จุดต่ำสุดแห่งวงศ์วานหมี
  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,141
  • ถูกใจแล้ว: 144 ครั้ง
  • ความนิยม: +30/-472
[quote/]
ผมว่าอันนั้นมันน่าจะมีแต่ 2nd-class Wizard เท่านั้นนะที่มีเวทแบบนั้น  เผลอๆยังมีการจำกัด LV skill ได้ อีกทำให้ร่ายเร็วๆได้  แต่มันก็มันยังขึ้นอยู่กับ AGI และการมองเห็นของทั้ง 2 ฝ่ายอยู่ดี  ถ้ามองเห็นก่อนก็วิ่งหนี  ไม่งั้นจอมเวทย์ต้องร่าย AOE ดักทางไว้ไม่ให้อีกฝ่ายจู่โจมเข้ามือ  หรือแม้แต่เสก Ice wallแบบต่อเนื่องเพื่อนจำกัดการเคลื่อนไหนน่ะสิ

หากเป็นแร็ค จอมเวทย์ยุดใหม่ ร่ายไร้หลอดครับ

เจอ จูปิเทลรัวๆ จนต้องปรับให้ใน pvp จูจะไม่กระเด็นอ่ะ(ไม่งั้นไม่มีใครเข้าถึงตัว เพราะจูโดนทีมันกระเด็นไป12เมตร)
 

ออนไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,297
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +245/-433
[quote/]


นึกถึง เรื่อง ไซอิ๋ว  คนเล็กอิทธิฤทธิ์ใหญ่ เลย
หงอคง = ปราณวรยุด มากมาย
พระถั๋ง = สายเมจ(นักบวช) divine

ตอนจบของเรื่องพระถั่งนั้งถ่องคาถา เรียก ฝ่ามือยูไล มาปราบหงอคง

ในเรื่องคล้ายๆตรงที่ว่า การที่จะใช้คาถาเรียกฝ่ามือยูไล(ปรมาตมัน)
 จะต้อง มีตบะ ที่เก่งกล้าก่อน




ไปเจอพวกเนิร์ด สร้างระบบมาประมาณว่าพลังในการร่ายคาถานั้นขีดจำกัดอยู่ที่ว่ามีดวงธาตุระดับสูงแค่ไหน
การจะมีดวงธาตุระดับสูงก็ต้องบ่มเพาะพลังเป็นเวลานาน
แน่นแนอนว่า คนพลังสิบล้าน ต่อให้ดวงธาตุไม่มากนักก็ยังเหนือกว่าคนพลังร้อย
ถ้านับแต่ด้านต่อสู้
ต้องดูว่าเป็นแบบไหน

กองทัพ > ยอดฝีมือ
แนวนี้พลังจะไม่เวอร์มาก ประมาณพวกมังกรหยก
อันนี้เมจจะเด่นได้ไม่ยาก เพราะแต่งให้มีพลังโจมดีสูง มีตีหมู่โหดๆ ร่ายกายอ่อน เห็นความต่างชัด

ยอดฝีมือ > กองทัพ
อันนี้้เมจแทบจะด้อยไปเลย เพราะจอมยุทธ มันคือเอาจอมยุทธกับเมจด้านบนมารวมกันแล้ว อัพพลังไปอีกหลายเท่าแถมบางเรื่องแค่ปล่อยแรงกดดันใส่คนระดับต่ำกว่าก็ตายแล้ว
คือนอกจากสกิลหลากหลายแล้วไม่รู้จะแต่งให้เด่นไงเลย


มังกรหยกกิมย้งรู้ตัวครับว่า เผลอให้คนอย่างคิวชูกี่ แบกกระถางหนักสองร้อยสามร้อยกิดลกเหวี่ยงไปมาได้แบบของเด็กเล่นนั้นเกินไปหน่อย
เลยเนิร์ฟพลังของคิวชู้กี่ลง
เพราะคนอ่านคงจะสงสัยแน่ๆ ว่าคิวชู้กี่แบกน้ำกหนักสองสามร้อยกิโลได้ชิลๆจะไปกลัวพวกทหารกี่๊กี๊ทำไม?
ยิ่งจิวแป๊ะทงบอกว่ากลัวพวกทหารกี๊กี๊มองโกลยิ่งแปลกๆเข้าไปใหญ่
[quote/]
ไซอิ๋วมันสเกลโคตรโม้ครับเทียบง่ายๆเฮงเจียตอนตีลักกาบนฝ่ามือพระยูไลตอนนั้นสเกลเฮงเจียแม่งระดับกุเลนรากันไปแล้วครับตีลังกา7ทีข้าม7จักวาลแต่สเกลนี้มันยังไม่พ้นมือพระยูไล ในเรื่องมันแบ่งภพชัดเจนโลกเซียน โลกมนุษย์ โลกบาดาล แต่ละโลกเฮงเจียมันมีพลังสูงสุดถ้าไม่นับพวกนามธรรมกับพระทังหลาย ตอนเดินทางพลังวิเศษมันจะโม้มากเพราะมันไม่มีอะไรสู้เฮงเจียได้แต่ต้องลดพลังไม่ทำความเสียหายไห้รอบข้างและห้ามช่วยพระถังเดินทางไม่งันจะโดนพระยูไลขังอีกรอบ และไซอิ๋วเฮงเจียไม่มีพลังยุทธนะครับแต่เฮียแกเรียนเวทมารุ่นเดียวกับปีศาจวัวที่เซียนสอนและไม่มีวิทยายุทธใดๆ วิชาเวทที่ไช้บ่อยๆแปรงร่างเป็นสิ่งต่างๆเช่นแมลง แยกร่าง พ่นไฟ บิน อย่างที่ว่ามาไม่มีอันไหนดูเป็นวิทยายุทธสักอันแค่เฮียแกเกิดมาจากศิลาสวรรค์ที่รับพลังฟ้าดินมานานพลังกายของเฮียแกเลยเทียบเท่าสวรรค์


ส่วนนักเวทปกติไม่ควรเก่งเร็วเพราะนักสู้จะมีอายุที่แข็งแรงที่สุดพอแก่มันต้องอ่อนแอลงกลับกันนักเวทที่ต้องไช้ความรู้ถ้าเก่งในเวลาเดีียวกันพอเเก่ความรู้มากขึ้นก็เก่งขึ้นอีกมันจะกลายเป็นไม่สมดุล
นั่้นล่ะครับเห้งเจียโม้มาก จนกระทั่งแนวปัจจุบันก็หาได้น้อยเรื่องที่ระดับพลังไปถึงเห้งเจีย
พระยูไลยังเทพ OP ที่สุดเท่าที่เคยเห็น ฮา
เอาแบบ แร็คไหมครับ

เวทย์ หลบไม่ได้
สกิลสายจอมยุทธิ์ อย่างของมองค์นี่ อาชู ยังติด ต่าลัคกี้ดอจน์นะ


ก็นั่นล่ะครับ
แต่เอาแบบให้่เหมือนระบบการดำเนินเรื่องไม่ใช่เกมส์เสียทีเดียว การหลบทุกท่านั้นทางเทคนิคเป็นไปได้
เวทยือาจจะบรรยายว่าคนปรกติหลบไม่ได้เพราะเวทย์ที่ปล่อยมาได้แล้วนั้นว่งไวเกินไป
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

 

Tags:
แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก