เราไม่ชอบอย่างคือหลายเรื่องชอบมีวิชาก๊ํอปพลังผมว่ามันโกงเกินไป อย่างง่ายๆเลยน้องเมเปิล ถึงไม่ใช่ไปเกิดใหม่แต่ก็นับว่าไปต่างโลกคือแค่ถึกVit999ก็พอแล้วแต่ดันมีพลังกินที่ทำให้ได้พลังบ้าบอเต็มไปหมดนั้นหละโกง Konosubaมันมีข้อดีคือไอ้คาสึมะจริงๆไม่ได้เก่งอะไรอะเลยเป็นโนวิทพลังจับฉ่ายมาก แล้วเพื่อนร่วมตี้ก็อัพสกิลเละเทะไร้สมดุล อย่างท่าที่แรงเวอร์ๆแต่ใช้ได้ครั้งเดียวต่อวันงี้ หรือถึกเวอร์ๆแต่ตีอะไรไม่โดนเลยงิ หรือพระที่สเตตัสทุกอย่างสูงหมดยกเว้นค่าความฉลาด(ปกติพระนี้ค่าความฉลาดต้องเยอะนิ) ปัญหาคือตี้มันกากจริงๆแต่ถ้าวางแผนดีๆก็เทพได้
จะฮาเร็มไหมก็ไม่ เพราะคอนเซปพระเอกฮาเร็มจริงๆคือไม่เก่งไปเลยก็กากแล้วอาศัยหมุดหลังกระโปรงผู้หญิงเอาแล้วค่อยมาเก่งตอนท้าย แต่เจ้าคาสึมะมันกากยังไงก็กากอย่างนั้น แถมหื่นด้วยเหมือนเด็กทั่วไปมากๆ
เจอพวกฝรั่งวิเคราะห์ที่พระเอกกากคือแนวฮาเร็มดรงเรียนที่สาวๆเก่งพอช่วยสู้บ้าง พระเอกก็ต้องผ่านการฝึกฝน
สกิลดกงต่างโลกนั้นข้ามขั้นตอนการฝึกฝนไปเลย
เรียกว่าคือการพัฒนาทางของเรื่องราวก็ได้ล่ะครับ
อยากเขียนแนวต่างโลกให้แปลกใหม่ยากตรงไหน มันติดตรงคนเขียนไม่มีประสพการณ์มาก่อนมากกว่า
ออกแนว เป็นนักเขียนอายุน้อย อยากเขียน แต่ไม่มีอะไรจะเอาไปเขียน เลยก็อบๆ แล้วใส่มุมมองตัวเองลงไป
อยากแปลกใหม่จะแต่งยังไง ก็แค่เอาความรู้ในปัจจุบันไปใส่ในต่างโลก
รึเอาง่ายๆ เอาแนวปัจจุบันที่ฮิตๆ ไปต่างโลกเลย
เช่น
ทำแนวฟุตบอลที่ต่างโลก เล่นเทนนิสที่ต่างโลก ทำอาหารที่ต่างโลก
หลายๆเรื่องถึงจะเป็นแนวปัจจุบัน ก็เว่อจนแทบจะเหมือนอยู่ต่างโลกอยู่ละ
ถ้าผมเขียนคง ไปเป็นภารโรงที่ต่างโลก
นึกถึงที่กิมย้งแนะนำเลยล่ะครับ
ว่าน้องหนูหาประสบการณ์ก่อนที่จะเขียน
แต่ผมคิดต่างไปนิดหนึ่งคือ
มีอีกคติว่าสามล้านตัวอักษรแรกจะเป็นชยะ
ให้มีอะไำรเกิดขึ้นก็เขียนไปก่อนเลยอย่าให้อะไรมาฉุดยั้งเรา
ถ่ายทอดสิ่งที่เป็นขยะออกมาให้หมดก่อนสักสามล้านตัวอักษร
หลังจากสามล้านตัวอักษรเราจะกลายเป็นนักเขียนที่พัฒนาขึ้นอีกครั้ง
เรื่อง sex haru ที่ใน 4chan ด่ากันเพราะรู้สึกถึง malice เจตนาร้ายที่ดูถูกแนวดอตาคุแล้วพยายามจะสร้างให้เด็กสก๊อยล์ดูดีล่ะครับ
ว่าโอตาคุ loser น่าทุเรศ สกิลโกง แต่สรุปคือไปได้กับจอมมารหรืออะไรสารพัด ขายตัวให้กับคนทั้งเมืองว่ากันไป
ที่ดังขึ้นมาเพราะสื่อฝรั่งบางหัวเอาไปลงและมีการแปลภาษาอังกฤษน่ะครับผมเลยได้ข่าวมาทางนั้น
เลยเอามาพูดคุยทางนี้บ้าง
แนวต่างโลกมันเยอะจนเกลี่ยนไปหมด คนเขียนก็ต้องพยายามหาความแปลกใหม่ซึ่งเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ทำให้คนสนใจเยอะ
แต่ปัญหาคือ คนเขียนเลือกทางยาก อย่างการขายตัว ซึ่งทำให้คนรู้สึกไม่ดีต่อเรื่องไปด้วยซึ่งเป็นปัญหาที่คนเขียนต้องรับไป
นั่นล่ะครับ ขนาดผมไม่ใช่สาย purity ผมยังโมโหวุบขึ้นมากับแนวนี้เลย
อันนี้ต้องเล่าไกลนิดนึงแต่จะลอง Brief สั้นๆให้นะครับ
1. ประวัติของภาพวาดมันมาก่อนตัวอักษรและภาษาแต่ก็เป็นของคู่ Conflict กันมากก่อนประวัติศาสตร์เสียอีก
2. การแข่งขันระหว่างขั้วตรงข้ามอย่างศิลปะและหนังสือตัวอักษร วิวัฒนาการไปสู่ Newspaper vs comic ทั้งสอง media มี purpose หลักๆคือสร้างความบันเทิงและ political parody ก่อนจะนำไปสู่การเน้นให้ข่าวสารที่ผู้บริโภคควรจะรู้ โดยใช้หลักการเรียกร้องความสนใจเป็นวิธีให้เข้าถึง
3. เชื่อว่า manga แนว Fantasy เกิดมาก่อน Isekai และ ณ ตอนนั้นเหล่านักแต่งก็แข่งขันกันเองและให้ความรู้ในเวลาเดียวกัน
4. โชคไม่ดีที่ชัยชนะใน 1st manga war และอาจจะชนะ Comics ไปด้วยนั้นตกเป็นของแนว Sci-fi+futuristic+mecha แทน พูดได้ว่า Ghost in the shell คือสัญลักษณ์ที่ว่านั่นก็คงจะไม่ผิด และวงการก็กลับสู่ภาวะปกติด้วยแนว Slice of life ทั้งหลายนั่นเอง
5. หลังจากความปราชัยในครั้งแรก วงการ Anime ก็เกิด Revolution ขึ้นมา ครั้งนี้ใช้วิธีสอดใส่และเสียดสี ‘รอยแยกมากมาย’ ในประวัติศาสตร์ทั่วโลกมาเป็น Fuel ให้กับเนื้อเรื่องที่แต่งออกมาทั้งหลายรวมถึง Mythology ต่างๆโลก series ที่ช่วยคืนชีพแนวนี้ขึ้นใหม่คงจะเป็น Monster farm/Monster rancher นั่นเอง และแนว Ecchi + foreplay? ก็ตามมาหลังจากนั้น...
6.ในปี 2013 ที่ผ่านมา 2nd manga war เริ่มต้นอีกครั้ง คราวนี้ผู้ท้าชิงใหม่ร่วมคือ Romance เพราะ Isekai + fantasy มีแนวโน้มมCompetetition potential ด้อยกว่า ผู้ชนะครั้งที่แล้วเพราะเนื่องจาก เรื่องสมมุติฐานที่ใช้จินตนาการเป็นหลักนั้นแต่งยากและอายุสั้นกว่าแนว Realistic ค่อนข้างมาก
ทีนี้เมื่อวิเคราะห์จากสมมุติฐานจากด้านบนน่าจะ = Isekai outbreak ยุคหลังเป็นมาจากอัตรา Unemployment ในญี่ปุ่นสูงขึ้น ในขณะที่วงการ anime + game + manga กลับขยายตัวแทบจะเป็น x3 เท่าตัวจาก ปี 20th century สังเกตจากยอดผลิตต่อเดือน + online promotion และข้อจำกัดเรื่องความยากในการแต่งกับเนื้อหาที่มีความซับซ้อนจนไม่ควรตีพิมพ์ก็ทำให้เกิด Doujinshi outbreak ตามมาด้วย
นึกถึงคำกล่าวของนักเขียนฝรั่งล่ะครับ
ว่าเรื่องราวมีีวิตนอกเหนือจากนักเขียน เรื่องราวที่ประสบความสำเร็จจะถูกเล่าซ้ำและสืบทอดต่อไป
ที่เรื่องราวพระเอกก้าวข้ามจอมมารขายดีก้เพราะเป็นเรื่องราวที่เล่าซ้ำและประสบความสำเร็จมานับแต่ครั้งบรรพกาลแล้ว
สังคมเปลี่ยนไป
นักเขียนพยายามล้อเลียน
แต่ทุกคนจะพบกับกำแพงในการเล่าเรื่อง
เจอคำว่า Monomyth ตำนานอีโร่ เทพนิยายของเรานั้น ที่เรารู้สึกชอบและสอดคล้องกับจิตสำนึกของเรานั้นมันมีเหตุผลของมันอยู่
หากต้องการให้เรื่องราวดำเนิน Hero Journey
คาซึมะก็ต้องปแราบจอมมาร ไม่มีทางออกนอกแนวการข้ามอุปสรรคได้
ทุกคนที่เขชียนจะเผชิญกับความจริงว่า ทำไมบรรพบุรุษของเราที่แต่งมหาภารตะ โอดิสซีต่างๆ ถึงดำเนินเรื่องแนวเช่นนั้น
เพราะมันคือแนวที่ประสบความสำเร็จในการเล่าเรื่อง หากต้องการเขียนเรื่องยาว
พวกมาแบบแวกแนวมันช่วยเรียกความสนใจให้คนเข้ามาอ่านแค่ช่วงแรกเท่านั้นแหละครับ ที่เหลือก็ต้องเข้าหลูบอย่างที่ท่านว่าเพื่อจะได้จบยาวๆ
ใช่แล้วล่ะครับ
คนที่แค่พยายามจะล้อเลียน ไม่สามารถเขียนต่อไปได้
วันพันซ์พยายามจะล้อเลียน แต่ก็ต้องแก้ปัญหาโดยการดันคนอื่นและดราม่าคนอื่นให้เด่นขึ้นมา
งืมมม สำหรับต่างโลกหรือเกิดใหม่ เป็นอะไรที่ทิศทางมันไปได้หลายอัตลักษณ์ หลากเรื่องราว หลายมุมมองนะออเจ้า แต่ที่ยากคือพอต้นเรื่องไปแล้ว เข้ากลางเรื่องจะหาไอเดียยังไงให้ไม่ออกทะเลและมีสีสันอันนี้ยากจริง เหอๆ
สำหรับคำวิจารณ์นั้นแน่นอนเหมือนกินแกงโฮะ รสชาติหลากหลายจริงๆ แต่ถ้าคนแต่งคิดว่าอร่อยอยู่ก็เดินหน้าต่อโลด ให้คิดว่าแต่งนิยายคือนำเสนออาหาร (รายการเชฟกระทะเหล็กละกัน) ทั้งคนกิน และคนดูอาหารนั้นก็ชอบมะชอบแล้วแต่ความพอใจส่วนตัวทั้งนั้นอะนะ แต่!! ยังไงคนเป็นเชฟจะมีฝืมือนำเสนออาหารได้ถูกใจทั้งคนกิน คนดูมากยิ่งๆขึ้นแน่นอน
จริงๆผมชอบตัวเอกเก่งแต่มึนๆ หน่อยอะนะดูแล้วมีเสน่ดี แต่มาแนวนี้ไปจับคุ่กับตัวละครมึนๆ เหมือนกัน นี้ถ้าไม่มีตัวตบมุขก็ออกน่าเบื่อนิดๆ ถ้าตัวเอกเก่ง+ฉลาด ต้องหาตัวภาระหรือไม่ก็คู่หูไปถ่วงดุลไว้ไม่งั้นเด๋วเหมือนเจ้าก๊อบลินที่วิวัฒนาการไปเป็นเทพตัวนั้น 555
บักโล้นก็เก่งไม่แคลใครเลยต้องมีตัวเด่นเยอะหน่อย (แต่งานภาพนี้มาอันดับหนึ่งนะตอนต้นๆ เพราะเป็นมังงะเลยมีจุดนี้ด้วยน่ะนะ)
ขอบคุณครับ
คือผมคิดว่าการสร้างคู่หูที่ขัดแย้งกันนมันมีมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลแล้ว
เอาแบบสมัยใหม่ หนังตำรวจ
ตำรวจคนหนึ่งก็ต้องตามกฎ ตำรวจอีกคนหนึ่ง็ต้องใจร้อนขาลุย
บุคลิกที่ต่างกันจะสร้างความขัดแย้งและเอาความขัดแย้งพัฒนาเป็นเนื้อเรื่องได้ล่ะครับ
นั่นคือ "รูปแบบสำเร็จ" ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เป็นอุปกรณ์ที่ดีเพราะมันมีเหตุผลของมันอยู่
อยากแต่งอะไรก็แต่งไปครับ เอาแบบนี้เลย ไม่มีทางที่ท่านจะแต่งแล้วถูกใจคนทั่วโลก
นายเอชอบเรื่องหมายเลข1 แต่นายบีไม่ชอย นายบีก็ด่า เสียดสี ไม่สมจริงมั่ง ไร้สาระมั่ง อะไรมั่ง
แต่นายบีดันไปชอบอีกแนว นิยายหมายเลข2 นายเอไม่ชอบไง ก็ด่านิยาย2ว่า โกงเกิน พลังเทพเกิน พระเอกห่วย มีแต่หมาที่อ่าน
คือนิยาย1เรื่องมันจะมีทั้งคนชอบคนเกลียด ถ้าท่านมีแนวเป็นของตัวเองอย่ารีรอ เขียนไปเลย ไม่ชอบอะไรก้ไม่ต้องเอามันมาใส้ ชอบอะไรก็ยัดๆลงไป คนที่มีความชอบเหมือนท่านจะมาอ่านนิยายท่านเอง ส่วนคนที่ไม่ชอบก็จะหาเรื่องด่าท่าน เรื่องปกติครับอย่าได้ใส่ใจ
ก็นั่นล่ะครับ
ผมพยายามเปิดใจให้กว้างขึ้นในการดูนิยายต่างๆ ที่เห็นมาตลอดคือที่พยายามจะเสียดสีเรื่องอื่น จะตกลงในรูทีนเดิมเหมือนกัน
ไม่ได้ตำหนิคนที่ตกลงในรูปแบบนั้นเพราะ รุปแบบนั้นคือการเล่าเรื่องที่ได้ผลที่สุดอย่างหนึ่ง
แค่จะเสียธีมที่ล่อคนอ่านให้สนใจในทีแรกเท่านั้นเอง
คือสิ่งที่ต้องจ่ายไปหากหวังทำเป็นเรื่องยาว