พวกนิยายสายอาชีพปราชญ์เทพ (Sage) นี่ชอบเล่นกับความซับซ้อนและความเข้าใจในการใช้เวทย์มนต์ อ่านๆไปบางทีก็รู้สึกว่าคนเขียนโคตรแถเหมือนกัน 555
ผมเคยอ่านเรื่องนึงที่เน้นสายอาชีพนักบุญเทพหรือสตรีศักดิ์สิทธิ์ (Saint) อันนี้จะเล่นกับความจุของพลังเวทย์ ประมาณว่าพวกระดับบอสใหญ่ในเรื่องจะมีความจุพลังเวทย์ประมาณ 6 - 8000 หน่วย ก่อนนางเอกมาก็แทบไม่มีใครในโลกนั้นโค่นบอสได้แล้ว จนโลกใกล้ล่มสลาย มนุษย์ในโลกนั้นใกล้สูญพันธุ์ (70 % ของโลกกลายเป็นที่อยู่ของสัตว์ประหลาด แถมพื้นที่ส่วนใหญ่ถูกทำลายจนสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ปกติอาศัยอยู่ไม่ได้)
พอนางเอกโผล่มาทำหน้าที่ในฐานะนักบุญนางเล่นมีความจุพลังเวทย์เกินล้าน บอสใหญ่ในเรื่องยังต้องหนีไปซ่อนตัว โดยบอสสุดท้ายที่พอจะสู้สูสีกับนางได้เป็นตัวมาน่าพลังเวทย์ของโลกเองที่แปดเปื้อนคำสาป ในเรื่องนางเอกจะมีวิธีฝึกโคตรพลังเวทย์เพื่อขยายความจุพลังเวทย์อยู่ โดยเจ้าตัวเล่นโคจรพลังตลอด 24 ชั่วโมงไม่หยุดแม้แต่ตอนนอนหลับ คนอื่นในเรื่องก็รู้วิธีแต่เลียนแบบไม่ได้เพราะจะกลายเป็นบ้าหรือเสียสติเอา
ฮา เรียกว่าสามารถเข้ากันกับแนว xianxia ปราณยุทธได้เลยว่าอย่างนั้น
ความจริงแล้ว อ.นาสุหรือแนวของฝรั่ง world of darkness มาแนวเดียวกันนะครับ
ตัวละครมีชื่อ name character ในเรื่องที่ประมาณใช้เวทย์ที่แท้จริงได้คือคนที่"มุมมองผิดไปจากสามัญสำนึกของผู้คนอย่างสิ้นเชิง" เรียกว่ามองเวทย์เป้นคนละอย่างกับคนทั่วไปจนสามารถทำสิ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถทำได้แนวคิดแบบ world of darkness กับอ.นาสุก็คล้ายกันว่าอยากจะได้สุดยอดแห่งเวทย์นั้น มีผลลัพธ์ไม่กี่อย่าง ไม่บ้าหรือตาย ก็จะได้เวทย์นั้นมาครอบครองความสามารถที่เหนือกว่าคนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งที่แค่อาศัยการฝึกหรือแนวคิดแบบคนทั่วไปจะกระทำได้
ช่วงนี้ผมไปหาอ่านแนวคิดที่คนศึกษาอัจฉริยะน่ะครับ
ว่าแม้กระทั่งตะวันตกที่เกลียดการเหมารวม ยังเริ่มจะยอมรับแล้วว่าพวกอัจฉริยะ มันต้องมีความแตกต่างและความบ้าอยุ่ในตัวของมันเอง
องในแง่หนึ่งผมว่าแนวเดินพลังตลอดเวลา ที่คนทั่วไปไม่ทำ มันก็สมเหตุสมผลพอสมควรหากมองว่าพฤติกรรมที่ยากลำบากและไม่มีใครทำ คนที่ทำได้คือคนที่จะเก่งที่สุด..รู้สึกออกแนววรยุทธหนังจีนไงชอบกลแฮะ
[quote/]
ผมพอจะว่าวิเคราะห์ได้ไม่กี่หัวข้อนะ
ย่อหน้า 1; ก่อนอื่น ผมวิเคราะห์ดูใหม่ ปราชญ์เทพ Series ของคนแต่งเนื่อเรื่องเป็นผลิตผลจากการเล่นเกม RPG ที่สามารถเล่น Story จนจบแล้ว Farm Level จนกว่าจะพอใจแล้วค่อยไป New Game+ (Story เดิมที่ยากกว่าเก่า) ตรรกะของเกม + Conspiracy Theory ที่เข้ากันไม่ได้คือ การหาของสวมใส่ + ใช้สกิลที่เอื้อแก่กัน + Combine Item บางชิ้นให้นำมาใช้ได้นั้นทำได้จริงในบางเกม แต่เรื่องประดิษฐ์ Technology จน Advanced กว่ายุคของมันเองอย่างรอบด้านนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะหากมีคนประเภทนั้นอยู่แล้ว คนที่ 2,3,4... ทั่วโลกก็จะเกิดขึ้นไม่หยุด
ต่อมา สังเกตหรือไม่ว่านอกจากจะมี Spinoff ออกมาเป็นภาคย้อนอดีตแล้ว ผลงานของนักแต่ง 2 คนนี้ยังเกี่ยวข้อง Open World ที่ตัวละครส่วนใหญ่เก่งเกินไปเหมือนเปิด Trainer ประเภท EXP Multiplier ด้วยซ้ำ ยกเว้นบางเรื่องที่ตัวเอกจะไม่พยายามแหกกติกาแล้วมีความคิดสร้างสรรค์จริง (ซึ่งมีน้อยนับคนทุกปีที่ตีพิมพ์) และอาจจะด้วยการศึกษา Video ของ YT ที่เล่นเกมแบบ Longplay เฉลยทุกอย่างตั้งแต่แผนที่ Enemy + Bosses ทั้งหมดแล้ว ก็เลยทำให้ Story อวยตัวเอกจนเหมือนโกง Last Boss เพราะไปเปิดเฉลยซะหมด
ย่อหน้า 2; โชคดีเกินไปจนโดนเอาไป วิพากษ์ - ด่าซะเยอะ นี่คือตัวอย่างของปรากฏการณ์ Plot Armor; เพราะไม่รู้ว่าจะสร้างตัวละครหลักดำเนินเรื่องไปทำไม เมื่อถูก Setting ไว้แล้วว่ายังไงก็ห้ามแพ้ - ตายถึงแม้คนแต่งจะแอบโกงหรือเปิดเผยก็ตาม ส่วนนี้ผมพบว่าเกือบจะทุกเรื่องแนว Isekai - MMORPG World นี่ก็แยกตรรกะระหว่าง RPG กับวรรณกรรมไม่ออกแล้วไปปนกัน สุดท้ายบางเรื่องถึงกับประกาศ Reset series - Remastered อีก หลายคนไม่ได้สารภาพด้วยซ้ำว่าไม่มีความเข้าใจหัวข้อที่ตัวเองเอามาเล่นเลยต้องใช้วิธีนี้ อย่างไรก็ตามถ้า Setting เป็นแบบนั้นแล้ว ไปเล่นเกมที่คาใจให้จบแล้วค่อยคิด Plot ใหม่ไม่มีใครเขาโกรธหรอก
เท่าที่ผมมองมักจะเล่นมุกว่า
"คนเล่นเกมส์มีขอ้มูลมากกว่าคนที่อาศัยในโลกนั้น"น่ะครับ
ออกแนวว่าในโลกเกมส์มีคนเก่งๆมากมายลองผิดลองถูกสารพัดจนสร้างบทสรุปยาวเป็นชั่วโมงได้ทุกซอกมุมแล้วส่วนปราชญ์เทพต่างๆมักจะถูกส่งมาในโลกที่คนในโลกนั้นไม่รู้ข้อมูลเรื่องระบบเลเวลของตนเองดีเท่าคนที่มาจากต่างโลก
ผมเจอฝรั่งคนหนึ่งเขียนแนวตะวันตกระบบเกมส์ที่ให้คนในโลกนั้นและคนที่มาจากต่างโลกจดบันทึกและคำนว๊จนปรุหมดแล้วว่าสกิลอาชีพอะไรคอมโบกับสกิลอาชีพอะไรถึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด ฮา
แสดงนิสัยการคิดเป็นระบบของฝรั่งพอสมควร ว่ามันไม่มีใครเก่งกว่าใครหากแต่ละคนเป็นพวกบ้าเล่นเกมส์เหมือนกันหมด
แนวหลุดเข้าไปในเกมส์หรือที่ผู้กล้าหอก ดาบ ธนูคิดนั้นผมก็วิจารณ์กับพวกนักเล่เนกมส์โรลเพลย์บ่อยๆว่าตกลงคุณพี่เล่เนกมส์อีท่าไหนที่ไม่เอาตัวแทงก์เข้ากลุ่มมิทราบขอรับท่าน
คนที่ผ่านแร็กดนาร้อกมาเคยมียุคหนึ่งที่นักดาบอัศวินอาจจะวัดกับบาดฟได้ แต่ผู้ดูแลก็ปิดช่องทางการทำอย่างนั้นด้วยความรวดเร็วไม่สามารถล่าตัวเทพๆในเกมสืได้ด้วยการฉายเดี๋ยวอีกต่อไป
หรือแนวอนิเมะชั่นที่อัศวินคนเดียวจะเดี่ยวกับนางพญาแมลงน่ะ เป้นไปได้ในอนิเมชั่น แต่เป็นไปไมไ่ด้ในระบบเกมส์จริงๆว่าอย่างนั้นล่ะครับ
..แน่นอน ผมไม่ได้ตำหนิเรื่องความรู้จากโลกความจริงของเรานะ เพระาอาจจะเป็นข้อได้เปรียบไม่กี่อย่างที่โอตาคุอาจจะมีได้
[quote/]
คือไม่เลยครับตังแต่ต้นจนจบชิโร่ถูกนำเสนอว่ากากครับในต้นฉบับเกมคือไม่แม้แต่จะเป็นนักเวทด้วยซ้ำ แม้ภายหลังปรับแก้ไห้สมเหตุผลมากขึ้นแต่สเตตัสอันต่ำต้อยก็บอกชัดเจนว่าโคตรกาก มีเหตุผลอะไรที่คนปกติค่าพลังต่ำกว่าแร็งeไช้เวทเป็นเวทเดียวแถมเป็นเวทเริ่มต้นชนะสุดยอดวีรชนที่แข็งแกร่งที่สุดระดับexได้ ในการดวลตัวต่อตัวครับคำถามคือมันถูกเลือกยังไงถูกเลือกตอนไหน จากจอมเวทโคตรกากดีดไปชนะสุดยอดวีรชนโดยไม่มีการฝึก การชนะได้มันคือการแถล้วนๆครับไม่ว่าต้นฉบับเกมที่ไช้การเผาวงจรเวทจนมีพลังมากจนเอาชนะได้(เวทพื้นฐานเนี่ยนะตอนเล่นเกมยังบอกเลยว่าพลังเวทตัวเอกมีพอๆกับเด็กอนุบาลที่พึ่งเริ่มฝึกทำไห้ฝึกเวทใหม่ไม่ได้เรียกว่ากากกว่าชินจิอีก)หรือตอนปรับแก้ในอนิเมะการดวลดาบกับตู้ทองจนชนะดูยังไงมันก็ไม่น่าเป็นไปได้ นั้นมันกึ่งเทพที่ชนะมาแม้แต่ความตายเลยนะแต่ก็แถว่าประมาท คือต้องประมาทแค่ไหนคนถึงโดนมดกัดตายได้ครับ
อ้างว่าชิโร่ฝึกแต่อย่างเดียวจนเก่งน่ะครับภาษาเกมส์เรียกว่า min-maxing คือให้เก่งไปสกิลเดียวเลยที่เหลือกากจนหมดนั่นล่ะครับและมีคนสงสัยว่า ค่าสถานะก็ควรจะเรียกว่าทำให้ชิโร่เป็นชิ้นๆได้แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะดวลกันได้ด้วยซ้ำถ้าอ้างว่าระดับ A คือระดับความเร็วเสียงน่ะครับ