แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก

ผู้เขียน หัวข้อ: ขอถามความเห็นหน่อยครับว่าใครได้เปรียบใครกันแน่  (อ่าน 416 ครั้ง)

ออฟไลน์ ricca chan

  • หมีเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 89
  • ถูกใจแล้ว: 8 ครั้ง
  • ความนิยม: +2/-49
ก็ตามหัวกระทู้เลยครับผมอยากถามความเห็นเพื่อนๆในนี้ว่าคนรวยกับคนจนในไทยใครเอาเปรียบใครกันแน่  กฏหมาย นโยบายรัฐบาล รวมกฏและระเบียบอื่นๆที่รัฐบาลออกมามันเอื้อประโยชน์ให้ใครมากกว่ากันระหว่างคนรวยกับคนจนและรัฐบาลใช้เงินประเทษช่วยเหลือและอุ้มคนกลุ่มไหนมากกว่ากัน


ปล.ไม่อยากตั้งกระทู้เยอะอันนี้เคยอ่านคอมเมนในเวปนี้ที่อื่นแล้วมีคนบอกว่ารัฐบาลจีนไปไล่ยึดทรัพย์ ยึดเงิน เศรษฐีจีน ไปบังคับให้เศรษฐีจีนทำอะไรต่างๆให้ฟรีๆ ไปบังคับให้ดาราบริจาคเงิน  มีใครในเวปนี้พอแหล่งข่าวจะในหรือต่างประเทศบ้างไหมครับพอดีอยากอ่านรายละเอียดมากกว่าแค่คอมมเมนที่พูดขึ้นมาลอยๆๆ
 

ออฟไลน์ Overmars

  • นักปราชญ์แห่งเขาเซนนิคุมะ
  • แม่ทัพหมีอาวุโส
  • ****
  • กระทู้: 3,728
  • ถูกใจแล้ว: 485 ครั้ง
  • ความนิยม: +194/-201
ถ้าพูดกันตรง ๆ คือชนชั้นกลางโดนเอาเปรียบที่สุดครับ ทั้งจากคนรวยและคนจน


ยกตัวอย่างเรื่องภาษี คนที่โดนรัฐกินเต็มที่สุดก็ชนชั้นกลางนี่แหละ
คนรวยมีวิธีบริหารเลี่ยงหรือลดหย่อนภาษีเยอะ ส่วนคนจนก็มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี  8)
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: maotrade, pol, nosta และมีอีก 1 หมีที่ถูกใจสิ่งนี้

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 5,412
  • ถูกใจแล้ว: 972 ครั้ง
  • ความนิยม: +88/-212
ผมก็บอกกี่ครั้งแล้วท่านสีระแวงคนรวยว่าเอาใจออกห่าง
แต่อย่างว่าหากเรารวยแล้ว ใครจะอยากไปกินน้ำใต้ศอกชาวบ้าน?
อเมริกาที่มันวางระบบขชองมันที่ดูบ้าบอไว้อย่างนั้น เพระามันเป็นประเทศที่เอาใจเศรษฐีเอามากๆจะทำตัวร่ำรวย ฟุ้งเฟ้อบ้าบอ เปิดสตาร์บั๊กขับรถสปอร์ตเล่นๆในบล้านยังไงก็ไม่มีใครห้าม
ส่วนไปในจีนทำตัวรวยก็โดนเขม่นอีก
แนวคิดของจีนมันฝัยรากมาตั้งแต่โบราณแล้ว ว่าพ่อค้ามีเงินหากไม่มียศศักดิ์ก็ไม่สามารถทำตัวร่ำรวยได้
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ TomDurrrr

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 147
  • ถูกใจแล้ว: 40 ครั้ง
  • ความนิยม: +5/-4
ก็ตามหัวกระทู้เลยครับผมอยากถามความเห็นเพื่อนๆในนี้ว่าคนรวยกับคนจนในไทยใครเอาเปรียบใครกันแน่  กฏหมาย นโยบายรัฐบาล รวมกฏและระเบียบอื่นๆที่รัฐบาลออกมามันเอื้อประโยชน์ให้ใครมากกว่ากันระหว่างคนรวยกับคนจนและรัฐบาลใช้เงินประเทษช่วยเหลือและอุ้มคนกลุ่มไหนมากกว่ากัน


ปล.ไม่อยากตั้งกระทู้เยอะอันนี้เคยอ่านคอมเมนในเวปนี้ที่อื่นแล้วมีคนบอกว่ารัฐบาลจีนไปไล่ยึดทรัพย์ ยึดเงิน เศรษฐีจีน ไปบังคับให้เศรษฐีจีนทำอะไรต่างๆให้ฟรีๆ ไปบังคับให้ดาราบริจาคเงิน  มีใครในเวปนี้พอแหล่งข่าวจะในหรือต่างประเทศบ้างไหมครับพอดีอยากอ่านรายละเอียดมากกว่าแค่คอมมเมนที่พูดขึ้นมาลอยๆๆ

หมายถึงการมอบนโยบายเพื่อเอื้อต่อคนรวยvsคนจน  ใครได้ใครเสียมากกว่ากันสินะ??
งั้นต้องเข้าใจระบบรัฐก่อน  และต้องนิยามให้ตรงกัน  ซึ่งมันไม่มีทางตรงกันได้หรอก
เพราะทุกวันนี้  นิยามของหน้าที่รัฐ  มันแตกแขนงมากมาย  ท่านไม่สามารถยึดโยง
นิยามใดนิยามนึง  เพื่อใช้เป็นแกนได้หรอก  เพราะถ้าท่านยึดโยงอันนึง  ก็จะมีคน
ออกมาบอกว่า  ควรยึดโยงอันนี้ดีกว่า  และก็จะมีคนบอกว่า  ต้องอันนี้สิ  หรือไม่ก็
อันนั้นมันล้าหลังต้องนิยามใหม่ที่ปรับตามยุค

อืม....  เอาไงดีหล่ะ  ที่พิมพ์เมื่อกี้  ตอบก็เหมือนไม่ตอบ  งั้นเอาตามที่เข้าใจหล่ะกัน
รัฐมีหน้าที่มอบปัจจัยพื้นฐาน  และเพาะเลี้ยงปลาซิวให้กลายเป็นปลาใหญ่  และให้
ปลาใหญ่ไปหากินนอกบ่อ  เพื่อนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศ  ไม่ควรให้ปลาใหญ่มา
เป็นใหญ่ในบ่ออนุบาลปลาซิว  เพราะงั้น  มันย่อมกล่าวได้ว่า  นโยบายภาครัฐอาจจะ
ควรที่เอื้อคนจนมากกว่าคนรวยก็ได้มั้ง??

และภาครัฐก็ไม่ควรปล่อยให้ปลาใหญ่ไปเผชิญโลกตามยถากรรม  ดูอย่างจีนสิ
รัฐคอยสร้างโอกาศ  คอยทำให้ปลาใหญ่ของตนได้เปรียบเมื่อบุกประเทศใดๆ
หรือดูอย่างญี่ปุ่นสิเกาหลีใต้อเมริกาสิ  เขาใช้ปลาใหญ่ของตัวสร้างความมั่งคั่ง
นโยบายต่างๆก็คอยเอื้อในการรุกรานเชิงธุรกิจต่อประเทศอื่น  เพราะงั้นนี่ก็อาจจะ
เข้าใจได้ว่า  กฏหมาย  นโยบายต่างๆ  เอื้อให้ปลาใหญ่หล่ะมั้ง??

แต่ท่านถามถึงภายในประเทศสินะ  ไม่ใช่บุกนอกประเทศ  อืม...เข้าใจหล่ะ
งั้นขอตอบว่า  เอื้อตระกูลเก่าแก่+นายทุนจ้า  ดูได้จากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น
ของตระกูลต่างๆ  การกระจายรายได้  อันนี้ข้อมูลหลักวิชาการ  ไม่สามารถ
แต่ตัวเลขได้นะเออ  พวกเขาเชื่อมั่นในเรื่องการรวมศูนย์เพื่อการควบคุมเบ็ดเสร็จ
การกระจายความมั่งคั่งมันจะทำให้ไม่สามารถควบคุมได้  การมีอยู่แค่ไม่กี่
สิบตระกูล  มันสามารถดูแลบริหารทั่วถึง  สั่งนกเป็นนก  สั่งไม้เป็นไม้  ได้

แต่ถ้าความมั่งคั่งกระจายออก  กระจายไปสู่ใครต่อใครก็ไม่รู้  มันก็ไม่สามารถ
ควบคุมแนวทางประเทศ  ให้เดินไปในทิศทางเดียวได้  พวกเขาคิดกันอย่างงี้
^^
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: hillmaker

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 5,412
  • ถูกใจแล้ว: 972 ครั้ง
  • ความนิยม: +88/-212
[quote/]

หมายถึงการมอบนโยบายเพื่อเอื้อต่อคนรวยvsคนจน  ใครได้ใครเสียมากกว่ากันสินะ??
งั้นต้องเข้าใจระบบรัฐก่อน  และต้องนิยามให้ตรงกัน  ซึ่งมันไม่มีทางตรงกันได้หรอก
เพราะทุกวันนี้  นิยามของหน้าที่รัฐ  มันแตกแขนงมากมาย  ท่านไม่สามารถยึดโยง
นิยามใดนิยามนึง  เพื่อใช้เป็นแกนได้หรอก  เพราะถ้าท่านยึดโยงอันนึง  ก็จะมีคน
ออกมาบอกว่า  ควรยึดโยงอันนี้ดีกว่า  และก็จะมีคนบอกว่า  ต้องอันนี้สิ  หรือไม่ก็
อันนั้นมันล้าหลังต้องนิยามใหม่ที่ปรับตามยุค

อืม....  เอาไงดีหล่ะ  ที่พิมพ์เมื่อกี้  ตอบก็เหมือนไม่ตอบ  งั้นเอาตามที่เข้าใจหล่ะกัน
รัฐมีหน้าที่มอบปัจจัยพื้นฐาน  และเพาะเลี้ยงปลาซิวให้กลายเป็นปลาใหญ่  และให้
ปลาใหญ่ไปหากินนอกบ่อ  เพื่อนำความมั่งคั่งมาสู่ประเทศ  ไม่ควรให้ปลาใหญ่มา
เป็นใหญ่ในบ่ออนุบาลปลาซิว  เพราะงั้น  มันย่อมกล่าวได้ว่า  นโยบายภาครัฐอาจจะ
ควรที่เอื้อคนจนมากกว่าคนรวยก็ได้มั้ง??

และภาครัฐก็ไม่ควรปล่อยให้ปลาใหญ่ไปเผชิญโลกตามยถากรรม  ดูอย่างจีนสิ
รัฐคอยสร้างโอกาศ  คอยทำให้ปลาใหญ่ของตนได้เปรียบเมื่อบุกประเทศใดๆ
หรือดูอย่างญี่ปุ่นสิเกาหลีใต้อเมริกาสิ  เขาใช้ปลาใหญ่ของตัวสร้างความมั่งคั่ง
นโยบายต่างๆก็คอยเอื้อในการรุกรานเชิงธุรกิจต่อประเทศอื่น  เพราะงั้นนี่ก็อาจจะ
เข้าใจได้ว่า  กฏหมาย  นโยบายต่างๆ  เอื้อให้ปลาใหญ่หล่ะมั้ง??

แต่ท่านถามถึงภายในประเทศสินะ  ไม่ใช่บุกนอกประเทศ  อืม...เข้าใจหล่ะ
งั้นขอตอบว่า  เอื้อตระกูลเก่าแก่+นายทุนจ้า  ดูได้จากความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น
ของตระกูลต่างๆ  การกระจายรายได้  อันนี้ข้อมูลหลักวิชาการ  ไม่สามารถ
แต่ตัวเลขได้นะเออ  พวกเขาเชื่อมั่นในเรื่องการรวมศูนย์เพื่อการควบคุมเบ็ดเสร็จ
การกระจายความมั่งคั่งมันจะทำให้ไม่สามารถควบคุมได้  การมีอยู่แค่ไม่กี่
สิบตระกูล  มันสามารถดูแลบริหารทั่วถึง  สั่งนกเป็นนก  สั่งไม้เป็นไม้  ได้

แต่ถ้าความมั่งคั่งกระจายออก  กระจายไปสู่ใครต่อใครก็ไม่รู้  มันก็ไม่สามารถ
ควบคุมแนวทางประเทศ  ให้เดินไปในทิศทางเดียวได้  พวกเขาคิดกันอย่างงี้
^^
เฮ้อ นิสัยเจ้าภาษีนยายบอากร พระคลังข้างที่ไม่สามารถสลัดออกไปได้สินะครับ
แล้วบอกว่าประชาชนโง่ก็เพระาไม่เคยพูดกันเปิดอกอย่างเข้าใจกันนั่นล่ะมีรคนบอกว่า รัฐสร้างความเข้าใจต่อประชาชนผมมองว่าหากรเาเข้าใจกันแบบแนวนารุโตะล่ะก็ สังคมได้กลายเป็นแม็ดแม็กซ์แน่

ภาพลวงตาและคำโกหกเป็นสิ่งสำคัญ มันทำให้สังคมอยู่ต่อไปได้
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: TomDurrrr

ออฟไลน์ TomDurrrr

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 147
  • ถูกใจแล้ว: 40 ครั้ง
  • ความนิยม: +5/-4
ใช่  ท่านเข้าใจถูกแล้ว  ^^  [ภาพลวงตาและคำโกหก]
แล้วท่านคิดว่า...  ผมอยู่ฝ่ายไหน??  ท่านเข้าใจคำว่า
รู้ความคิดเขา  เข้าใจสภาพตัวเราหรือไม่??  ถ้าแปลงเป็น
ภาษิตจีน  ก็คง  รู้เขารู้เรา  ผมเสนอขอบเขตความคิดของ
พวกเขา  ว่าทำไมพวกเขากระทำแบบนี้เพราะเหตุใด  และ
เมื่อเราเข้าใจพวกเขา  เราก็ยื่นข้อเสนอได้

ท่านตีโจทย์ความนัยใดๆไม่ออกเลยหรือ??  ท่านมีหมอกบังตาหรือ??
ท่านไม่คิดวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้าม  เหตุผลจูงใจจิตของตรงข้ามเลยหรือ??

ลองตรองดูก่อน  ถ้อยคำที่ผมเสนอไป  ไม่ได้เอ่ยชมใดๆ  แต่มันคือ
การวิเคราะห์ว่าพวกเขาคิดอย่างไร  ทำไมพวกเขาทำอย่างนั้น  พวกเขา
นิยามอย่างไร

 

ออนไลน์ Black7nos

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,760
  • ถูกใจแล้ว: 974 ครั้ง
  • ความนิยม: +54/-63
ก็ตามหัวกระทู้เลยครับผมอยากถามความเห็นเพื่อนๆในนี้ว่าคนรวยกับคนจนในไทยใครเอาเปรียบใครกันแน่  กฏหมาย นโยบายรัฐบาล รวมกฏและระเบียบอื่นๆที่รัฐบาลออกมามันเอื้อประโยชน์ให้ใครมากกว่ากันระหว่างคนรวยกับคนจนและรัฐบาลใช้เงินประเทษช่วยเหลือและอุ้มคนกลุ่มไหนมากกว่ากัน


ปล.ไม่อยากตั้งกระทู้เยอะอันนี้เคยอ่านคอมเมนในเวปนี้ที่อื่นแล้วมีคนบอกว่ารัฐบาลจีนไปไล่ยึดทรัพย์ ยึดเงิน เศรษฐีจีน ไปบังคับให้เศรษฐีจีนทำอะไรต่างๆให้ฟรีๆ ไปบังคับให้ดาราบริจาคเงิน  มีใครในเวปนี้พอแหล่งข่าวจะในหรือต่างประเทศบ้างไหมครับพอดีอยากอ่านรายละเอียดมากกว่าแค่คอมมเมนที่พูดขึ้นมาลอยๆๆ


มันต้องถามก่อนครับว่าเป็นของประเทศอะไร ถ้าเป็นประเทศไทยกับเมกาก็คนรวยครับ


เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าคนรวยได้เปรียบอย่างไรนะครับ เพราะถ้ามองผิวเผินคนจนเหมือนจะได้เปรียบจากภาษีขั้นบันได(Progressive Tax)


แต่ลึกลงไปกว่านั้นมันมีภาษีตัวอื่นอีกครับ


ผมอ้างอิงจากหนังสือพ่อรวยสอนลูก ของโรเบิร์ต คิโยซากิเลยละกันนะครับ คนรวยมีข้อได้เปรียบเรื่องการใช้ประโยชน์จากภาษีครับ


นั่นคือการก่อตั้งนิติบุคคล หรือ บริษัทขึ้นมา ภาษีตัวนี้คิดไม่เหมือนภาษีรายได้บุคคลนะครับ


กรณีเป็นภาษีบุคคล ส่วนที่นำไปคิดภาษี = รายได้ - ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษี)


แต่ถ้าเป็นภาษีนิติบุคคล ภาษี = กำไรสุทธิ(Net Profit) หรือ EBIT(Earning Before Interest and Tax) = รายได้ - รายจ่าย





ขณะที่ภาษีบุคคลได้ทั่วไป



ตัวอย่างที่ 1 นะครับ
นาย A มีเงินได้เท่ากับ 12,000,000 บาทต่อปี หักลดหย่อนเท่ากับ 160,000 บาท จะเหลือ 11,840,000 บาทเพื่อนำไปคิดภาษี ผมเอาเข้าโปรแกรมคิดภาษีเลย
https://www.tiscoasset.com/th/asset/html/tax-calculator.jsp
นาย A จะเสียภาษีเท่ากับ 3,659,000 บาท


ตัวอย่างที่ 2 นะครับ
นาย B ก่อตั้งบริษัทนิติบุคคล บริษัทนิติบุคคลของนาย B มีเงินได้ทางบัญชีเท่ากับ 100,000,000 บาทต่อปี และมีมีรายจ่ายทางบัญชี 88,000,000 บาทต่อปี


ส่วนที่ผมจะนำมาคิดภาษีก็จะเหลือ 100,000,000 - 88,000,000 = 12,000,000 บาทต่อปี คือกำไรสุทธิก่อนคำนวนภาษี(ผมเอาให้เท่ากันเลยจะได้เห็นภาพให้ชัด)
ช่วง 300,000 บาทแรก ส่วนที่เอามาคิดเท่ากับ 300,000 บาท ผมจะได้รับการยกเว้นภาษี
ช่วง 300,001 - 3,000,000 บาท ส่วนที่จะเอามาคิดก็จะได้ 2,7000,000 บาท คิดภาษีเท่ากับ 405,000 บาท
ช่วง 3,000,000 ขึ้น ส่วนที่จะเอามาคิดภาษีเท่ากับ (12,000,000 - 3,000,000) = 9,000,000 บาท จะคิดภาษีได้เท่ากับ 9,000,000x20% = 1,800,000 บาท
รวมภาษีนิติบุคคลของ B ที่ต้องเสียจะเท่ากับ 0 + 405,000 + 1,800,000 = 2,205,000 บาท


สรุปนะครับ
นาย A เป็นคนทำมาหาได้ธรรมดาหาเงินได้ 12,000,000 บาท จะเสียภาษีบุคคลได้ 3,659,000 บาท (อันนี้คือคิดภาษีเงินบุคคลได้ของคนจนกับคนชั้นกลางในกรณีได้เงินเท่ากับคนรวยที่จดทะเบียนนิติบุคคล)
นาย B เป็นคนรวยจดทะเบียนนิติบุคคลหาเงินได้กำไรสุทธิก่อนหักภาษี 12,000,000 บาท เช่นเดียวกันนาย A (ตัวแทนคนจนกับคนชั้นกลาง) จะเสียภาษีนิติบุคคลแค่ 2,205,000 บาท


จะเห็นได้ว่าคนรวยเขามีวิธีที่จะเสียภาษีน้อยกว่าคนจนกับคนชั้นกลาง ถ้าเขาสามารถ Generate เงินได้เท่ากัน รู้ยังว่าใครได้เปรียบใคร อันนี้ผมคำนวนภาษีเป็นตัวเลขให้ดูเลย ชัดเจนแบบไม่ต้องถกเถียงแล้ว


แต่..ผมมีแต่ นาย B คนรวยซึ่งจดทะเบียนนิติบุคคล ยังมีวิธีลดภาษีจากนี้ได้อีกนะครับ นั้นคือการขอคืนภาษี VAT


เพื่อนๆทราบกันมั้ยครับว่าภาษี VAT คืออะไร และมันคำนวนอย่างไร


ภาษี VAT มาจากคำว่า Value Add Tax หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทุกคนคงจะสงสัยต่อว่าภาษีนี้มันมูลค่าเพิ่มอย่างไร


VAT มันจะมี 2 อย่าง คือ
1.ภาษี VAT ซื้อ
2.ภาษี VAT ขาย


ภาษี VAT ซื้อ คือ ภาษีส่วนที่เราขอคืนภาษีได้ ในกรณีที่เราแสดงภาษี VAT ขาย เราจะเสียภาษีเป็นส่วนต่างระหว่าง VAT ซื้อ กับ VAT ขาย


ยกตัวอย่าง สมมุติว่า VAT 7% แบบบ้านเรานะ
ผมเป็นเจ้าของร้าน Black7Nos ซูเปอร์มาเก็ต ผมลงทุนซื้อ ตุ๊กตาหมีแพนด้า มาในมูลค่า 100 บาท(ไม่รวม VAT) เมื่อรวม VAT 7% (7บาท) ผมจะต้องลงทุนซื้อ 107 บาท (ถ้ากรณีรวม VAT แล้วให้คำนวนกลับ)
ผมเอาตุ๊กตาหมีแพนด้าน่ารัก มาวางขายในซูเปอร์มาเก็ต โดยผมตั้งราคาขาย 150 บาทแบบไม่รวม VAT เมื่อรวม VAT ราคาขายจะอยู่ที่ 150x1.07 = 160.5 บาท ปรากฎว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งเข้ามาในซูเปอร์มาเก็ต ซื้อตุ๊กตาหมีแพนด้าที่ผมวางขายไป เด็กผู้หญิงคนนั้นก็จะรับภาระภาษี VAT เท่ากับ 10.5 บาท


เด็กผู้หญิงเป็นคนเสียภาษ๊ แต่ผมซึ่งเป็นผู้ขายมีหน้าที่หักนำส่งสรรพากร วิธีคิดภาษี VAT คือ VAT ขาย - VAT ซื้อ = 10.5 - 7 = 3.5 บาท


สรุปผมจะเสียภาษี VAT แค่ 3.5 บาทเท่านั้น ซึ่งผู้นำส่งคือ คนที่ขายตุ๊กตาหมีแพนด้าแก่ผม


ในขณะที่น้องผู้หญิงที่ผมซื้อตุ๊กตาแพนด้าน่ารัก จะต้องรับภาระทางภาษีไป 10.5 บาท แต่ผมจะเป็นคนนำส่งภาษีนี้แก่สรรพากรเอง


หรือ พูดง่ายๆ ผมซึ่งเป็นผู้ขายคือผู้ผลักภาระภาษีให้น้องเด็กผู้หญิงรับต่อทั้งหมด


เพื่อนเห็นอะไรมั้ยครับ ผู้บริโภคคนสุดท้ายจะต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมด ในขณะที่คนรวยซึ่งเป็นเจ้าของกิจการและจดทะเบียนนิติบุคคลสามารถผลักภาระภาษีออกไปจากตัวเองได้ส่วนหนึ่ง


(แต่ก็ยังเสียนะ เสีย 3.5 บาท แต่คนก่อนหน้าคือคนนำส่งภาษี ส่วนน้องผู้หญิงคือเสียเต็มข้อเลย เพราะคือคนท้ายสุดคือ 10.5 บาท)


แล้วทราบมั้ยว่าการสำแดงภาษีซื้อเพื่อขอคืนภาษี VAT ซื้อ นั้น สมัยก่อนมีการซื้อขายใบกำกับภาษี ไม่สังเกตเหรอครับ ทำไมตอนใกล้ๆสิ้นปี จะมีคนบางคนขอซื้อต่อใบกำกับภาษี


เพราะมันจะเคลมภาษี VAT ซื้อคืนได้ไงครับ ไม่ว่าจะเป็นใบกำกับภาษีทางด่วนเอย น้ำมันเอย หรือจิปาถะทั้งหลายนั่นแหละ มันมีการซื้อขายต่อนะครับ


สมมุติว่า ผมมีรายได้ 100 ล้านบาท ผมมีรานจ่าย 88 ล้านบาท โดย 88 ล้านนี้มันรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปแล้ว ถ้าคิดแยกภาษี


ต้นทุนรายจ่ายก่อนรวมภาษี VAT จะเป็น 88/1.07 = 82 บาท ภาษี VAT ซื้อจะเท่ากับ 88 - 82 = 6 ล้านบาท และสมมุติว่าผมมี VAT ขายเท่ากับ 12 ล้านบาท


ผมจะต้องเสียภาษี VAT เท่ากับ = ภาษี VAT ขาย - ภาษี VAT ซื้อ = 12 - 6 = 6 ล้านบาท ผมจะต้องเสียภาษี 6 ล้านบาทส่งสรรพากร


สมมุติว่าผมไปหาใบกำกับภาษีมาได้เพิ่ม 2 ล้านบาท ทำให้ VAT ซื้อ ผมเป็น 6 + 2 = 8 ล้านบาท


ผมก็จะเสียภาษี VAT ใหม่เท่ากับ = ภาษี VAT ขาย - ภาษี VAT ซื้อ = 12 - 8 = 4 ล้านบาท


เห็นมั้ยว่าในฐานะที่ผมเป็นคนรวยที่จดทะเบียนนิติบุคคลผมสามารถประหยัดภาษีไปได้จากเดิม 6 ล้าน เป็น 4 ล้านบาท


ขณะที่คนจนซึ่งเป็นผู้บริโภคคนสุดท้ายจะต้องรับภาษี VAT ขายแบบไม่มีอะไรหักลบ


อันนี้คือผมคำนวนจริงให้ดูเลย เพื่อจได้หมดข้อถกเถียงกันนะครับ


ถ้าเงินได้เท่ากัน คนรวยเสียน้อยกว่านะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 24, 2021, 03:57:25 PM โดย Black7nos »
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: richter

ออฟไลน์ providence_gundam

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 2,557
  • ถูกใจแล้ว: 674 ครั้ง
  • ความนิยม: +50/-194
  • เพศ: ชาย
ก็เอาเปรียบกันทั้งคู่ ทางที่ดีคือควรไปตายให้หมด พวกมนุษย์อ่ะ
 

ออฟไลน์ sechan

  • แม่ทัพหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 2,343
  • ถูกใจแล้ว: 840 ครั้ง
  • ความนิยม: +97/-198
คนรวยโดนภาษีอีกดอกจากการปันผลซ้ำอีกทีนึงครับ เสรฌจแล้วไปโดยบุคคลซ้ำอีก ต้องแต่งเเงินเดือนกรรมการ หาประกันชีวิต ซื้ออสังหามาลดค่าใช้จ่าย  แล้วก็จ่ายน้อยไป แม่งมาหลอนถึงหน้าบ้าน... :(   ใครทำธุรกิจ ผมเตือนอย่าเขี้ยวมาก จ่ายไปให้พอสมควร วันดีคืนดี อาจจะเจอหมัดฮุก....  รุ่นพ่อเคยโดน.. โดนย้อนหลังไปอีกหลายปีด้วย
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: nosta

ออฟไลน์ maotrade

  • พ่อค้าทาสผู้ลุ่มหลงเอลฟ์อ๊ปไป
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 7,988
  • ถูกใจแล้ว: 4423 ครั้ง
  • ความนิยม: +754/-104
  • เพศ: ชาย
  • เหตุผลและความรู้สึก
มนุษย์เงินเดือนชั้นกลางเสียเปรียบสุดครับ เสียเต็มๆทางเลี่ยงน้อย ส่วนพวกvat7เปอร์ มันก้เสียกันหมดอะไม่ว่ารวยจน แต่ถ้ากลุ่มไหนเสียเดยอะสุดก็ไม่พ้นตรงกลางอยู่ดีอะ ขยันบริโภคใช้เงินกันอย่างกับน้ำ

ออนไลน์ Black7nos

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,760
  • ถูกใจแล้ว: 974 ครั้ง
  • ความนิยม: +54/-63
คนรวยโดนภาษีอีกดอกจากการปันผลซ้ำอีกทีนึงครับ เสรฌจแล้วไปโดยบุคคลซ้ำอีก ต้องแต่งเเงินเดือนกรรมการ หาประกันชีวิต ซื้ออสังหามาลดค่าใช้จ่าย  แล้วก็จ่ายน้อยไป แม่งมาหลอนถึงหน้าบ้าน... :(   ใครทำธุรกิจ ผมเตือนอย่าเขี้ยวมาก จ่ายไปให้พอสมควร วันดีคืนดี อาจจะเจอหมัดฮุก....  รุ่นพ่อเคยโดน.. โดนย้อนหลังไปอีกหลายปีด้วย


คนรวยจะให้บริษัทออกให้ครับ พยายามทำทุกอย่างในนามของบริษัท จะซื้อรถยนต์ก็ซื้อในนามของบริษัท(กรณีหุ้นอยู่แค่คนในครอบครัวนะ)


ซื้ออาหารในนามบริษัท บ้านประจำตำแหน่ง อะไรก็ว่าไป ผมอยู่วงการก่อสร้างมานาน มุกต่างๆผมรู้เยอะครับ 555


อ๋อแล้วอีกอย่าง มันสามารถลดภาษีด้วยการหักจ่ายค่าเสื่อมเป็นรายปีได้นะ เพราะค่าเสื่อมถือเป็นรายจ่าย(แม้จะเป็นรายจ่ายลม ที่ไม่เกิดรายจ่ายออกกระเป๋าจริงก็ตาม)


อืมจริงๆก็มีเทคนิคหลายอย่างนะครับ อย่าลืมว่าภาษีนิติบุคคล = รายได้ - รายจ่าย


ดังนั้นคนรวยก็จะใช้เทคนิคอ้างค่าใช้จ่ายลมเข้ามา เช่น อ้าง Overhead Office Cost แม้แต่รายจ่ายพนักงาน


ต่อให้เป็นแม่บ้านก็เอาเงินเดือนมาอ้างเป็นตัวรายจ่ายหักลบรายได้เพื่อให้เงินที่จะนำมาคิดภาษีน้อยลงได้นะ


ผมทำงานเป็น Cost มาถึงรู้ว่า มันมีวิธีลดภาษีมากมายก่ายกอง ยิ่งประเทศที่มีระบบภาษีซับซ้อนช่องทางมันยิ่งเยอะครับ


ตามทฤษฎีมันมีวิธีทำให้เสียภาษีน้อยที่สุดนะครับ กล่าวคือทำให้เสียแค่ VAT อย่างเดียว


มันคือการทำให้ทุกปี รายได้ ใกล้เคียงกับรายจ่าย พูดง่ายๆคือกำไรนิดเดียวตามโควต้า


สมมุติว่ามันมีโควต้าอยู่ที่ 3 แสนบาท ตราบเท่าที่เราทำส่วนต่างของรายได้-รายจ่าย = ไม่เกิน 300,000 บาท


มันก็คือ 300,000 >= รายได้ - รายจ่าย(จริง) - รายจ่าย(ลม)


รายจ่ายลม ได้แก่ รถประจำตำแหน่ง สวัสดิการประจำตำแหน่ง ใบกำกับภาษีที่ไปซื้อต่อคนอื่นมา ค่าเสื่อม ใบเสร็จทางด่วน ใบเสร็จน้ำมัน ใบเสร็จเซเว่นอีเลฟเว่น ฯลฯ อ้าง Overhead Office


มันสร้างให้เป็นรายจ่ายลมได้ แต่เมื่อบริษัทเราจ่ายภาษีน้อยลง ก็ใช่ว่าเราจะเอาเงินออกมาได้นะครับ เพราะถ้าเอาออกมาจะอยู่ในรูปปันผลอันนี้ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคล


เทคนิคง่ายๆ คือ ให้บริษัทเก็บเป้นกำไรปันผลที่ไม่ต้องปันผลครับ แล้วเปลี่ยนกำไรสะสมเป็นส่วนของเจ้าของหรือก็คือทุน


พอหลายปีส่วนของความเป็นเจ้าของก็จะพองตัวขึ้นครับ(กรณีธุรกิจเราไปได้ดี) จากนั้นเราก็ขายหุ้นให้แก่คนทีสนใจ


การขายหุ้นตามกฎหมายไม่เสียภาษีนะครับ แถมเราสามารถได้กำไรจากการขายหุ้น(แต่การขายนี้ไม่ต้องผ่านตลาดหลักทรัยพ์ เป็นสัญญาซื้อขายกิจการ 2 คนก็พอ)


หรือเอาออกมาก็ได้ครับแต่ทำนิติบุคคลรองรับไว้อีกชั้นหนึ่งให้นิติบุคคลนี้ถือเป็นบริษัทโฮลดิ้งถือหุ้นแทนเรา(เราไม่ต้องถือเอง) พอบริษัทนิติบุคคลได้รับผลประกอบการ


ผมก็อ้างรายจ่ายว่าผมเอาบริษัทบุคคลลูกไปซื้อรถซื้อไอ้นุ่นไอ้นี่ที่ผมอยากจะได้ เพื่อทำให้บริษัทลูกรายได้กับรายจ่ายใกล้เคียงกัน


อ๋อแล้วอีกอย่าง การเป็นบริษัทประเภทโฮลดิ้ง(บริษัทที่ถือหุ้นอย่างเดียวไม่ทำธุรกิจอย่างอื่น ทำผลประกอบการจากปันผลหุ้นที่บริษัทแม่ซื้อไว้) มันช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะ


พูดง่ายๆ คือ ต่อให้บริษัทลูก 1 บริษัทเจ๊งไป มันจะเจ๊งแค่บริษัทลูก บริษัทแม่จะไม่เจ็บตัวนัก
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: richter

ออนไลน์ Black7nos

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,760
  • ถูกใจแล้ว: 974 ครั้ง
  • ความนิยม: +54/-63
มนุษย์เงินเดือนชั้นกลางเสียเปรียบสุดครับ เสียเต็มๆทางเลี่ยงน้อย ส่วนพวกvat7เปอร์ มันก้เสียกันหมดอะไม่ว่ารวยจน แต่ถ้ากลุ่มไหนเสียเดยอะสุดก็ไม่พ้นตรงกลางอยู่ดีอะ ขยันบริโภคใช้เงินกันอย่างกับน้ำ


ไม่ครับ ภาษี VAT 7% คนที่รับภาระมากที่สุดคือคนที่ซื้อสินค้าคนสุดท้ายครับ รับเต็มๆ 7% จากราคาสุดท้ายเลย


เหมือนที่ผมคำนวนแสดงให้ดูว่า บริษัทที่ขายของต่อจะเสียแค่ 3.5 บาท(เหมือนภาษีผ่านทาง) แต่เด็กผู้หญิงที่ซื้อตุ๊กตาเป็นคนสุดท้ายจะเสีย 10.5 บาท(โดนผลักภาระให้รับภาษี VAT ทั้งหมด)


มนุษย์เงินเดือนยังไม่เสียเปรียบขั้นสุดนะครับ มันมีลดหย่อนหลายอย่างเมื่อเทียบกับคนจน เช่น ประกันสังคมเอย ประกันสุขภาพเอย ลดหย่อนได้นะครับ แถมบริษัทช่วยออกให้ครึ่งหนึ่งด้วย


คนจนที่ไม่ใช่เกษตรกรนี่แหละที่รับเต็มที่สุด VAT ก็ต้องรับเต็มเพราะซื้อสินค้าคนสุดท้าย ประกันสุขภาพและประกันสังคมบางคนก็ไม่มีนะครับ แถมไม่มีบริษัทออกให้


สินค้าที่ซื้อมาขายต่อ ถ้าไม่จดทะเบียนนิติบุคคลแบบร้านโชว์ห่วยทั่วไป รับภาระ VAT เต็มข้อเลยนะครับ ทำแบบ VAT ซื้อลบ VAT ขายไม่ได้ เพราะไม่ได้จดทะเบียนนิติบุคคล


ผมคลุกคลีกับวงการนี้มานาน เชื่อผมเถอะว่า คนจนที่ไม่ใช่เกษตรกรคือคนที่โดนเอาเปรียบที่สุด


อย่างเกษตรกร พวกปุ๋ย วัสดุบำรุงดิน อาหารสัตว์เหล่านี้ ไม่ต้อง VAT เริ่มต้น ก็ยังพอทำเนาได้ แต่ลูกจ้างรับจ้างทั่วไปรายวันเนี่ยแหละโดนเอาเปรียบที่สุดแล้ว


เพราะเป็นลูกจ้างรายวัน บางครั้งก็จะไม่ได้รับการบรรจุเป็นพนักงานบริษัท(คล้ายๆ Freelance) ที่ไม่มีสวัสดิการให้ เพราะบาง Agent เขาจะเปลี่ยนงานไปเรื่อยๆทุกๆ 2-3 เดือนก็จะไม่เข้ากำหนดกฎหมายแรงงานที่ต้องมีสวัสดิการ
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: richter

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 5,412
  • ถูกใจแล้ว: 972 ครั้ง
  • ความนิยม: +88/-212
ใช่  ท่านเข้าใจถูกแล้ว  ^^  [ภาพลวงตาและคำโกหก]
แล้วท่านคิดว่า...  ผมอยู่ฝ่ายไหน??  ท่านเข้าใจคำว่า
รู้ความคิดเขา  เข้าใจสภาพตัวเราหรือไม่??  ถ้าแปลงเป็น
ภาษิตจีน  ก็คง  รู้เขารู้เรา  ผมเสนอขอบเขตความคิดของ
พวกเขา  ว่าทำไมพวกเขากระทำแบบนี้เพราะเหตุใด  และ
เมื่อเราเข้าใจพวกเขา  เราก็ยื่นข้อเสนอได้

ท่านตีโจทย์ความนัยใดๆไม่ออกเลยหรือ??  ท่านมีหมอกบังตาหรือ??
ท่านไม่คิดวิเคราะห์ฝ่ายตรงข้าม  เหตุผลจูงใจจิตของตรงข้ามเลยหรือ??

ลองตรองดูก่อน  ถ้อยคำที่ผมเสนอไป  ไม่ได้เอ่ยชมใดๆ  แต่มันคือ
การวิเคราะห์ว่าพวกเขาคิดอย่างไร  ทำไมพวกเขาทำอย่างนั้น  พวกเขา
นิยามอย่างไร


แล้วท่านคิดว่าผมอยู่ฝั่งไหนครับ? :P
หากผมอยู่ข้างประชาชนและมีคุณธรรมมากกว่านี้ ผมคงตายไปแล้วล่ะครับ ???
แค่กำลังคิดว่าในเส้นทางที่ไต่เต้าขึ้นไป ท่านในฐานะที่มีทุกอย่างอยู่แล้วยังอาจเห็นใจคนจนมากกว่าผมด้วยซ้ำแต่สำหรับคนจนที่ไต่เต้า ไม่สามารถมีความรู้สึกอย่างนั้นได้เพระาต้องพยายามทำตัวให้เข้ากับชนชั้นสูง ตำแหน่งที่ได้มาจึงจะพอมีความมั่นคงบ้าง
นึกถึงทางเทคนิคโนบุนากะ ที่เป็นลูกคุณหนูเปิดโอกาสให้ชาวบ้านอย่างฮิเดโยชิขึ้นมาได้ส่วนฮิเดโยชิลูกชาวบ้านพอเป็นใหญ่ ปิดโอกา่สที่จะให้ชาวบ้านเหมือนตนเองขึ้นมาใหย่เช่นกัน เพราะรู้ว่าพวกนี้เก่งต้องเตะขัดขาก่อน ???
อาจจะเหมือนเรือ่งตลกร้ายแต่ไม่แปลกที่ท่านอาจจะเห็นใจคนจน ส่วนผมพยายามเกาะขาชนชั้นสูงมันเลยต้องมีพฤติกรรมอีกแบบนั่นล่ะ ???

http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ TomDurrrr

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 147
  • ถูกใจแล้ว: 40 ครั้ง
  • ความนิยม: +5/-4
[quote/]
แล้วท่านคิดว่าผมอยู่ฝั่งไหนครับ? :P
หากผมอยู่ข้างประชาชนและมีคุณธรรมมากกว่านี้ ผมคงตายไปแล้วล่ะครับ ???
แค่กำลังคิดว่าในเส้นทางที่ไต่เต้าขึ้นไป ท่านในฐานะที่มีทุกอย่างอยู่แล้วยังอาจเห็นใจคนจนมากกว่าผมด้วยซ้ำแต่สำหรับคนจนที่ไต่เต้า ไม่สามารถมีความรู้สึกอย่างนั้นได้เพระาต้องพยายามทำตัวให้เข้ากับชนชั้นสูง ตำแหน่งที่ได้มาจึงจะพอมีความมั่นคงบ้าง
นึกถึงทางเทคนิคโนบุนากะ ที่เป็นลูกคุณหนูเปิดโอกาสให้ชาวบ้านอย่างฮิเดโยชิขึ้นมาได้ส่วนฮิเดโยชิลูกชาวบ้านพอเป็นใหญ่ ปิดโอกา่สที่จะให้ชาวบ้านเหมือนตนเองขึ้นมาใหย่เช่นกัน เพราะรู้ว่าพวกนี้เก่งต้องเตะขัดขาก่อน ???
อาจจะเหมือนเรือ่งตลกร้ายแต่ไม่แปลกที่ท่านอาจจะเห็นใจคนจน ส่วนผมพยายามเกาะขาชนชั้นสูงมันเลยต้องมีพฤติกรรมอีกแบบนั่นล่ะ ???



อ๋อ~  งืม....  รับทราบ!!  เอาตามที่ท่านสบายใจ
 

ออฟไลน์ TomDurrrr

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 147
  • ถูกใจแล้ว: 40 ครั้ง
  • ความนิยม: +5/-4
บรรทัดเดียว  ท่านอ่านนานจริง  พิมพ์ไม่ต้องคิดก็ได้ท่านสมุย 
งั้นเดี๋ยวผมมาอ่านอีกทีหลังเที่ยงคืนหล่ะกัน  รอนานหลายนาทีหล่ะ
 

ออฟไลน์ nosta

  • แม่ทัพหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 2,272
  • ถูกใจแล้ว: 519 ครั้ง
  • ความนิยม: +78/-114
เอาจริงๆต้องบอกว่าได้เปรียบคนละอย่าง เพราะผู้ปกครองต้องการเสียงจากคนจนที่มีมากแต่ก็ต้องการเงินคนรวยด้วย ภาษีส่วนใหญ่ ก็เก็บได้จากภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเกือบจะเท่ากัน คนรวยต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลเป็นรายได้หลักของประเทศ และต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มอีก บุคคลธรรมดาอีก คนจนจ่ายแค่ภาษีมูลค่าเพิ่ม คนรวยต้องจ่ายมากกว่า ไม่ว่าจะนับเป็นจำนวนเงิน หรือสัดส่วนจากรายได้


ส่วนเรื่องกฎหมายคนรวยมีเส้นสาย มีสติปัญญาเอาตัวรอดได้ดีกว่า แต่อาจจะไม่สุดโต่งเหมือนที่เราคิด เพราะเราเห็นลูกคนรวยอันดับประเทศ ต้องหนีไปต่างประเทศ คนรวยระดับประเทศหลายคนต้องหนีคดีเมื่อหมดอำนาจ หรือพวกค้ายาที่ติดคุกกันนี่หลายคนก็รวยนะ ถ้าถามโดยรวมใครได้เปรียบใครผมว่าคนรวยได้เปรียบกว่า
 

ออฟไลน์ ricca chan

  • หมีเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 89
  • ถูกใจแล้ว: 8 ครั้ง
  • ความนิยม: +2/-49
ผมก็บอกกี่ครั้งแล้วท่านสีระแวงคนรวยว่าเอาใจออกห่าง
แต่อย่างว่าหากเรารวยแล้ว ใครจะอยากไปกินน้ำใต้ศอกชาวบ้าน?
อเมริกาที่มันวางระบบขชองมันที่ดูบ้าบอไว้อย่างนั้น เพระามันเป็นประเทศที่เอาใจเศรษฐีเอามากๆจะทำตัวร่ำรวย ฟุ้งเฟ้อบ้าบอ เปิดสตาร์บั๊กขับรถสปอร์ตเล่นๆในบล้านยังไงก็ไม่มีใครห้าม
ส่วนไปในจีนทำตัวรวยก็โดนเขม่นอีก
แนวคิดของจีนมันฝัยรากมาตั้งแต่โบราณแล้ว ว่าพ่อค้ามีเงินหากไม่มียศศักดิ์ก็ไม่สามารถทำตัวร่ำรวยได้



นั่นแหละครับผมก็เห็นคนพูดกันเยอะผมถึงอยากได้แหล่งข่าว หลักฐานอะไร ต่างๆที่มากกว่าคำพูดลอยๆไงครับว่าตกลงรัฐบาลจีนไปยึดทรัพย์ ยึดเงิน ไปบังคับให้เศรษฐีจีนบริจาคเงินจริงไหมไงครับ
[quote/]


มันต้องถามก่อนครับว่าเป็นของประเทศอะไร ถ้าเป็นประเทศไทยกับเมกาก็คนรวยครับ


เดี๋ยวผมจะอธิบายว่าคนรวยได้เปรียบอย่างไรนะครับ เพราะถ้ามองผิวเผินคนจนเหมือนจะได้เปรียบจากภาษีขั้นบันได(Progressive Tax)


แต่ลึกลงไปกว่านั้นมันมีภาษีตัวอื่นอีกครับ


ผมอ้างอิงจากหนังสือพ่อรวยสอนลูก ของโรเบิร์ต คิโยซากิเลยละกันนะครับ คนรวยมีข้อได้เปรียบเรื่องการใช้ประโยชน์จากภาษีครับ


นั่นคือการก่อตั้งนิติบุคคล หรือ บริษัทขึ้นมา ภาษีตัวนี้คิดไม่เหมือนภาษีรายได้บุคคลนะครับ


กรณีเป็นภาษีบุคคล ส่วนที่นำไปคิดภาษี = รายได้ - ประโยชน์จากการลดหย่อนภาษี)


แต่ถ้าเป็นภาษีนิติบุคคล ภาษี = กำไรสุทธิ(Net Profit) หรือ EBIT(Earning Before Interest and Tax) = รายได้ - รายจ่าย


[img/]


ขณะที่ภาษีบุคคลได้ทั่วไป
[img/]


ตัวอย่างที่ 1 นะครับ
นาย A มีเงินได้เท่ากับ 12,000,000 บาทต่อปี หักลดหย่อนเท่ากับ 160,000 บาท จะเหลือ 11,840,000 บาทเพื่อนำไปคิดภาษี ผมเอาเข้าโปรแกรมคิดภาษีเลย
https://www.tiscoasset.com/th/asset/html/tax-calculator.jsp
นาย A จะเสียภาษีเท่ากับ 3,659,000 บาท


ตัวอย่างที่ 2 นะครับ
นาย B ก่อตั้งบริษัทนิติบุคคล บริษัทนิติบุคคลของนาย B มีเงินได้ทางบัญชีเท่ากับ 100,000,000 บาทต่อปี และมีมีรายจ่ายทางบัญชี 88,000,000 บาทต่อปี


ส่วนที่ผมจะนำมาคิดภาษีก็จะเหลือ 100,000,000 - 88,000,000 = 12,000,000 บาทต่อปี คือกำไรสุทธิก่อนคำนวนภาษี(ผมเอาให้เท่ากันเลยจะได้เห็นภาพให้ชัด)
ช่วง 300,000 บาทแรก ส่วนที่เอามาคิดเท่ากับ 300,000 บาท ผมจะได้รับการยกเว้นภาษี
ช่วง 300,001 - 3,000,000 บาท ส่วนที่จะเอามาคิดก็จะได้ 2,7000,000 บาท คิดภาษีเท่ากับ 405,000 บาท
ช่วง 3,000,000 ขึ้น ส่วนที่จะเอามาคิดภาษีเท่ากับ (12,000,000 - 3,000,000) = 9,000,000 บาท จะคิดภาษีได้เท่ากับ 9,000,000x20% = 1,800,000 บาท
รวมภาษีนิติบุคคลของ B ที่ต้องเสียจะเท่ากับ 0 + 405,000 + 1,800,000 = 2,205,000 บาท


สรุปนะครับ
นาย A เป็นคนทำมาหาได้ธรรมดาหาเงินได้ 12,000,000 บาท จะเสียภาษีบุคคลได้ 3,659,000 บาท (อันนี้คือคิดภาษีเงินบุคคลได้ของคนจนกับคนชั้นกลางในกรณีได้เงินเท่ากับคนรวยที่จดทะเบียนนิติบุคคล)
นาย B เป็นคนรวยจดทะเบียนนิติบุคคลหาเงินได้กำไรสุทธิก่อนหักภาษี 12,000,000 บาท เช่นเดียวกันนาย A (ตัวแทนคนจนกับคนชั้นกลาง) จะเสียภาษีนิติบุคคลแค่ 2,205,000 บาท


จะเห็นได้ว่าคนรวยเขามีวิธีที่จะเสียภาษีน้อยกว่าคนจนกับคนชั้นกลาง ถ้าเขาสามารถ Generate เงินได้เท่ากัน รู้ยังว่าใครได้เปรียบใคร อันนี้ผมคำนวนภาษีเป็นตัวเลขให้ดูเลย ชัดเจนแบบไม่ต้องถกเถียงแล้ว


แต่..ผมมีแต่ นาย B คนรวยซึ่งจดทะเบียนนิติบุคคล ยังมีวิธีลดภาษีจากนี้ได้อีกนะครับ นั้นคือการขอคืนภาษี VAT


เพื่อนๆทราบกันมั้ยครับว่าภาษี VAT คืออะไร และมันคำนวนอย่างไร


ภาษี VAT มาจากคำว่า Value Add Tax หรือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ทุกคนคงจะสงสัยต่อว่าภาษีนี้มันมูลค่าเพิ่มอย่างไร


VAT มันจะมี 2 อย่าง คือ
1.ภาษี VAT ซื้อ
2.ภาษี VAT ขาย


ภาษี VAT ซื้อ คือ ภาษีส่วนที่เราขอคืนภาษีได้ ในกรณีที่เราแสดงภาษี VAT ขาย เราจะเสียภาษีเป็นส่วนต่างระหว่าง VAT ซื้อ กับ VAT ขาย


ยกตัวอย่าง สมมุติว่า VAT 7% แบบบ้านเรานะ
ผมเป็นเจ้าของร้าน Black7Nos ซูเปอร์มาเก็ต ผมลงทุนซื้อ ตุ๊กตาหมีแพนด้า มาในมูลค่า 100 บาท(ไม่รวม VAT) เมื่อรวม VAT 7% (7บาท) ผมจะต้องลงทุนซื้อ 107 บาท (ถ้ากรณีรวม VAT แล้วให้คำนวนกลับ)
ผมเอาตุ๊กตาหมีแพนด้าน่ารัก มาวางขายในซูเปอร์มาเก็ต โดยผมตั้งราคาขาย 150 บาทแบบไม่รวม VAT เมื่อรวม VAT ราคาขายจะอยู่ที่ 150x1.07 = 160.5 บาท ปรากฎว่ามีเด็กหญิงคนหนึ่งเข้ามาในซูเปอร์มาเก็ต ซื้อตุ๊กตาหมีแพนด้าที่ผมวางขายไป เด็กผู้หญิงคนนั้นก็จะรับภาระภาษี VAT เท่ากับ 10.5 บาท


เด็กผู้หญิงเป็นคนเสียภาษ๊ แต่ผมซึ่งเป็นผู้ขายมีหน้าที่หักนำส่งสรรพากร วิธีคิดภาษี VAT คือ VAT ขาย - VAT ซื้อ = 10.5 - 7 = 3.5 บาท


สรุปผมจะเสียภาษี VAT แค่ 3.5 บาทเท่านั้น ซึ่งผู้นำส่งคือ คนที่ขายตุ๊กตาหมีแพนด้าแก่ผม


ในขณะที่น้องผู้หญิงที่ผมซื้อตุ๊กตาแพนด้าน่ารัก จะต้องรับภาระทางภาษีไป 10.5 บาท แต่ผมจะเป็นคนนำส่งภาษีนี้แก่สรรพากรเอง


หรือ พูดง่ายๆ ผมซึ่งเป็นผู้ขายคือผู้ผลักภาระภาษีให้น้องเด็กผู้หญิงรับต่อทั้งหมด


เพื่อนเห็นอะไรมั้ยครับ ผู้บริโภคคนสุดท้ายจะต้องรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมด ในขณะที่คนรวยซึ่งเป็นเจ้าของกิจการและจดทะเบียนนิติบุคคลสามารถผลักภาระภาษีออกไปจากตัวเองได้ส่วนหนึ่ง


(แต่ก็ยังเสียนะ เสีย 3.5 บาท แต่คนก่อนหน้าคือคนนำส่งภาษี ส่วนน้องผู้หญิงคือเสียเต็มข้อเลย เพราะคือคนท้ายสุดคือ 10.5 บาท)


แล้วทราบมั้ยว่าการสำแดงภาษีซื้อเพื่อขอคืนภาษี VAT ซื้อ นั้น สมัยก่อนมีการซื้อขายใบกำกับภาษี ไม่สังเกตเหรอครับ ทำไมตอนใกล้ๆสิ้นปี จะมีคนบางคนขอซื้อต่อใบกำกับภาษี


เพราะมันจะเคลมภาษี VAT ซื้อคืนได้ไงครับ ไม่ว่าจะเป็นใบกำกับภาษีทางด่วนเอย น้ำมันเอย หรือจิปาถะทั้งหลายนั่นแหละ มันมีการซื้อขายต่อนะครับ


สมมุติว่า ผมมีรายได้ 100 ล้านบาท ผมมีรานจ่าย 88 ล้านบาท โดย 88 ล้านนี้มันรวมภาษีมูลค่าเพิ่มเข้าไปแล้ว ถ้าคิดแยกภาษี


ต้นทุนรายจ่ายก่อนรวมภาษี VAT จะเป็น 88/1.07 = 82 บาท ภาษี VAT ซื้อจะเท่ากับ 88 - 82 = 6 ล้านบาท และสมมุติว่าผมมี VAT ขายเท่ากับ 12 ล้านบาท


ผมจะต้องเสียภาษี VAT เท่ากับ = ภาษี VAT ขาย - ภาษี VAT ซื้อ = 12 - 6 = 6 ล้านบาท ผมจะต้องเสียภาษี 6 ล้านบาทส่งสรรพากร


สมมุติว่าผมไปหาใบกำกับภาษีมาได้เพิ่ม 2 ล้านบาท ทำให้ VAT ซื้อ ผมเป็น 6 + 2 = 8 ล้านบาท


ผมก็จะเสียภาษี VAT ใหม่เท่ากับ = ภาษี VAT ขาย - ภาษี VAT ซื้อ = 12 - 8 = 4 ล้านบาท


เห็นมั้ยว่าในฐานะที่ผมเป็นคนรวยที่จดทะเบียนนิติบุคคลผมสามารถประหยัดภาษีไปได้จากเดิม 6 ล้าน เป็น 4 ล้านบาท


ขณะที่คนจนซึ่งเป็นผู้บริโภคคนสุดท้ายจะต้องรับภาษี VAT ขายแบบไม่มีอะไรหักลบ


อันนี้คือผมคำนวนจริงให้ดูเลย เพื่อจได้หมดข้อถกเถียงกันนะครับ


ถ้าเงินได้เท่ากัน คนรวยเสียน้อยกว่านะครับ


ยังไงเหรอครับในเมื่อตอนแรกเสียvat ซื้อไปแล้ว7บาท ตอนขายเสียอีก10.5บาทซึ่งตอนขายผลักภาระให้คนซื้อแต่ตอนซื้อมาเสียไป7บาทมันจะเสีย3.5บาทได้ยังไงครับหรือว่าถ้าเราเสียvat มากกว่าค่าที่คำนวณได้จากสูตร vatขาย- vatซื้อ เราสามารถขอvatคืนได้เหรอครับอย่างข้างบนคำนวณได้3.5บาทดังนั้นตอนเราซื้อตุ๊กตาหมีมาจากพ่อค้าคนก่อนเราเสียvat7บาทเราสามารถขอคืนในส่วนที่เกินที่คำนวณได้จากสูตร3.5บาทเหรอครับ
 

ออนไลน์ Black7nos

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,760
  • ถูกใจแล้ว: 974 ครั้ง
  • ความนิยม: +54/-63
[quote/]


นั่นแหละครับผมก็เห็นคนพูดกันเยอะผมถึงอยากได้แหล่งข่าว หลักฐานอะไร ต่างๆที่มากกว่าคำพูดลอยๆไงครับว่าตกลงรัฐบาลจีนไปยึดทรัพย์ ยึดเงิน ไปบังคับให้เศรษฐีจีนบริจาคเงินจริงไหมไงครับ
[quote/]


ยังไงเหรอครับในเมื่อตอนแรกเสียvat ซื้อไปแล้ว7บาท ตอนขายเสียอีก10.5บาทซึ่งตอนขายผลักภาระให้คนซื้อแต่ตอนซื้อมาเสียไป7บาทมันจะเสีย3.5บาทได้ยังไงครับหรือว่าถ้าเราเสียvat มากกว่าค่าที่คำนวณได้จากสูตร vatขาย- vatซื้อ เราสามารถขอvatคืนได้เหรอครับอย่างข้างบนคำนวณได้3.5บาทดังนั้นตอนเราซื้อตุ๊กตาหมีมาจากพ่อค้าคนก่อนเราเสียvat7บาทเราสามารถขอคืนในส่วนที่เกินที่คำนวณได้จากสูตร3.5บาทเหรอครับ


เดี๋ยวจะอธิบายอีกครั้งนะครับ ให้คุณ @ricca chan ครับ


Value Add Tax คือ ภาษีที่เกิดจากการเพิ่มมูลค่าของสินค้า


ยกตัวอย่างที่ 1 ขายแบบเท่าทุน
กรณีที่เราซื้อของมา 100 บาท + VAT ซื้อ 7% แต่เราขายด้วยราคาที่เท่าเดิมคือ 100 บาท + VAT ขาย 7%


กรณี VAT ซื้อ มูลค่า 100 บาท VAT ซื้อ = 7 บาท
กรณี VAT ขาย มูลค่า 100 บาท VAT ขาย = 7 บาท


การเสียภาษีจะเป็น VAT ขาย - VAT ซื้อ = 0 บาท
จะเห็นได้ว่า เราไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะราคาสินค้าที่เราขายนั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ส่วน 7 บาทของ VAT ขายนั้น


เราได้ผลักภาระภาษีให้แก่คนที่ซื้อคนถัดไปต่อจากเราเป็นคนรับภาษีนี้ต่อเท่ากับ 7 บาท (แต่ตัวเราเป็นคนนำส่งภาษี 7 บาทของ VAT ขายที่คนต่อไปรับภาระแก่สรรพากร)


ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครขายของเท่ากับราคาต้นทุนที่ซื้อมาหรอกครับ ขายเท่าทุน เท่ากับทำงานการกุศล ไม่มีใครเขาทำกันหรอกครับ


ตัวอย่างที่ 2 กรณีเพิ่มมูลค่าสินค้า
เราซื้อของมา 100 บาท + VAT ซื้อ 7% = 7 บาท รวมเป็น 107 บาท
เราต้องการจะขายสินค้านี้ต่อให้แก่คนอื่น 200 บาท + VAT ขาย 7% = 214 บาท


ดังนั้นเราจะเสียภาษีให้แก่สรรพากรเนื่องจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นมา = 14 - 7 = 7 บาท
เราจะเสียแค่ 7 บาท และจะผลักภาระภาษีอีก 7 บาทให้แก่คนซื้อสินค้าเราคนถัดไปรับภาระต่อครับ


ถ้าคนซื้อคนต่อไปคือผู้บริโภคคนสุดท้าย เขาจะต้องจ่ายเงินทั้งหมดคือ 214 บาท
โดย 200 บาท คือ ราคา + กำไร และ 14 บาท คือ ภาระภาษีที่ผู้บริโภคคนสุดท้ายต้องแบกรับ
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: daily

ออฟไลน์ daily

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 147
  • ถูกใจแล้ว: 44 ครั้ง
  • ความนิยม: +2/-2
เพราะงั้นมันจึงชื่อว่าภาษีมูลค่าเพิ่ม  ^^  เพราะมันเสียภาษี  โดยคิดจากมูลค่าที่เพิ่ม 
เรื่องภาษี  คนมักงงกันหลายตัว  อย่างภาษีเงินได้นิติบุคคล  คนไม่เคยเสียภาษีหรือคนทั่วไป
บางคนไม่รู้  นึกว่าเก็บภาษีโดยยึดโยงรายได้  แต่มันเก็บจากกำไรสุทธิ
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Black7nos

ออนไลน์ Black7nos

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,760
  • ถูกใจแล้ว: 974 ครั้ง
  • ความนิยม: +54/-63
เพราะงั้นมันจึงชื่อว่าภาษีมูลค่าเพิ่ม  ^^  เพราะมันเสียภาษี  โดยคิดจากมูลค่าที่เพิ่ม 
เรื่องภาษี  คนมักงงกันหลายตัว  อย่างภาษีเงินได้นิติบุคคล  คนไม่เคยเสียภาษีหรือคนทั่วไป
บางคนไม่รู้  นึกว่าเก็บภาษีโดยยึดโยงรายได้  แต่มันเก็บจากกำไรสุทธิ


ถูกต้องแล้วครับ ภาษีมีหลายตัว ในฐานะที่เราอาศัยอยู่ในประเทศนี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจระบบภาษี ซึ่งถือเป็นเรื่องพื้นฐาน ผมเองก็แปลกใจว่าสมัยเรียนมัธยมเขาแทบไม่สอนเรื่องภาษีเลย ทั้งที่มันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ผมก็เรียนรู้เอง แต่ที่จริงมันเป็นเรื่องที่ควรจะสอนมากกว่าวิชาพุทธศาสนาเสียอีก เพราะเราอยู่กับระบบภาษีตั้งแต่เด็กจวบจนวันตาย ในเมื่อหนีไม่ได้ก็มีทางเดียวคือต้องอยู่ร่วมอย่างเข้าใจมัน


อันที่จริงๆ ผมไม่ได้ใส่ใจหรอกนะว่าจะจ่ายภาษีน้อยหรือมาก สำคัญที่สุดคือภาษีที่เราจ่ายนี้เอาไปทำอะไร และ สิ่งที่เราได้กลับมาคุ้มค่ากับที่จ่ายออกไปมั้ย


ผมอยากให้หลายคนนึกภาพภาษีคล้ายๆกับการร่วมกันลงขันเงินห้องหรือเงินรุ่นจะเห็นภาพง่ายสุด มันไม่เหมือนยุคกลางที่เราจ่ายภาษีเหมือนเราจ่ายส่วยค่าคุ้มครองของขุนนางท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของที่ดินหรือจ้าวชีวิต


สมมุติว่าเราต้องการจะตัดเสื้อรุ่น สมมุติว่ากรณีดีไซน์เสื้อเหมือนกัน ถ้าพวกเราไปตัดเอง คนตัดเราก็จะคิดเราแพงถูกมั้ยครับ เพราะของที่ผลิตจำนวนน้อยๆ สั่งของน้อยๆ ย่อมมีราคาแพง เพราะเขาต้องบวกค่าความเสี่ยงในการสั่งของเข้าไปด้วย


แต่ถ้าเรากับเพื่อนร่วมรุ่นเราร่วมกันรวมเงินและสั่งทีเดียวเยอะๆ เขาก็จะคิดราคาค่าตัดเสื้อถูกกว่า เพราะการสั่งของเยอะมันสั่งง่ายกว่าของน้อย แถมไม่ต้องบวกค่าความเสี่ยงเท่ากับสั่งตัดน้อย


ทีนี้ผมอยากให้เรามองภาพโครงการก่อสร้าง ถ้าใครสังเกตดีๆ ราคากลางของรัฐจะถูกกว่าราคาก่อสร้างของเอกชนประมาณ 1.3-1.4 เท่า อันนี้ผมเคยทำ VO เคยเอาราคากลางของรัฐมาอ้างอิงสำหรับงานเพิ่มของผรม. ปกติแล้วราคากลางของรัฐมักจะถูกกว่าครับ หลักการเดียวกับการลงขันเนี่ยแหละครับ อันนี้ผมพูดถึงการประมูลงานที่ไม่มีนอกไม่มีในนะ(ตามทฤษฎี)


ที่พูดเรื่องภาษีหลายครั้ง ก็เพราะอยากให้เพื่อนๆหลายคนรู้และเข้าใจระบบภาษี รวมถึงตระหนักการรักษาผลประโยชน์ของตนเองที่มีสิทธิในการตั้งคำถามหรือทวงถามจากรัฐได้ ไม่ใช่เขาเอาภาษีไปใช้อะไรในเรื่องไม่เหมาะสม แต่เราก็ปล่อยเลยตามเลยเหมือนคนจ่ายส่วยค่าคุ้มครองหรือคล้ายกับเราเช่าประเทศเขาอยู่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่แน่ๆ
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 

 

Tags:
แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก