แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก

ผู้เขียน หัวข้อ: ขอถามความเห็นหน่อยครับว่าใครได้เปรียบใครกันแน่  (อ่าน 417 ครั้ง)

ออฟไลน์ daily

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 147
  • ถูกใจแล้ว: 44 ครั้ง
  • ความนิยม: +2/-2
และอยากให้เด็กได้เริ่มเรียนกฏหมายตั้งกะชั้นประถม  เอาแค่กฏหมายทั่วไปในชีวิตประจำวัน  ที่เด็กๆจะต้องพบเจอ
อย่างการข้ามถนนเอย  ประเภทของการขโมยเอย  โตมาหน่อยช่วง ม.ต้น ก็ให้เรียนเพิ่มอย่างกฏหมายจราจรเอย
การทำใบขับขี่มอร์ไซค์ 

เพราะบางคนสอบใบขับขี่มอร์ไซค์มาได้หลายปี  ยังไม่รู้เลยว่ามอร์ไซค์ให้ขี่ชิดซ้าย  เปิดไฟสูงแค่บางเวลา  อันนี้
จริงๆนะ  มีคนไม่รู้จริงๆ  ให้รู้เบื้องตั้นของใบขับขี่รถยนต์ไปด้วยเลยก็ดี  เพราะบางคนไม่รู้จริงๆ  และพอเป็นผู้ใหญ่
ก็จะเถียงข้างๆคูๆ  เพราะความไม่รุ้กฏหมาย  และให้เรียนกฏหมายทั่วไปอื่นๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

พอม.ปลาย  ในเมื่อกฏหมายพื้นฐานในการใช้ชีวิตทั่วไปให้เรียนในระดับชั้นม.ต้นไปแล้ว  ช่วงนี้ก็ควรให้เรียน
เบื้องต้นของกฏหมายเฉพาะทางบ้าง  ถึงมันจะมีสอนอยู่หน่อยๆ  แต่มันเป็นบทเรียนที่นักเรียนท่องเอาไว้สอบ
ควรให้นักเรียนได้เรียนพวกกฏหมายการริเริ่มสร้างธุรกิจ  การเสียภาษีในธุรกิจ  อะไรๆที่เกี่ยวกับการสร้างเนื้อสร้างตัว
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Black7nos

ออฟไลน์ Black7nos

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,760
  • ถูกใจแล้ว: 974 ครั้ง
  • ความนิยม: +54/-63
และอยากให้เด็กได้เริ่มเรียนกฏหมายตั้งกะชั้นประถม  เอาแค่กฏหมายทั่วไปในชีวิตประจำวัน  ที่เด็กๆจะต้องพบเจอ
อย่างการข้ามถนนเอย  ประเภทของการขโมยเอย  โตมาหน่อยช่วง ม.ต้น ก็ให้เรียนเพิ่มอย่างกฏหมายจราจรเอย
การทำใบขับขี่มอร์ไซค์ 

เพราะบางคนสอบใบขับขี่มอร์ไซค์มาได้หลายปี  ยังไม่รู้เลยว่ามอร์ไซค์ให้ขี่ชิดซ้าย  เปิดไฟสูงแค่บางเวลา  อันนี้
จริงๆนะ  มีคนไม่รู้จริงๆ  ให้รู้เบื้องตั้นของใบขับขี่รถยนต์ไปด้วยเลยก็ดี  เพราะบางคนไม่รู้จริงๆ  และพอเป็นผู้ใหญ่
ก็จะเถียงข้างๆคูๆ  เพราะความไม่รุ้กฏหมาย  และให้เรียนกฏหมายทั่วไปอื่นๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

พอม.ปลาย  ในเมื่อกฏหมายพื้นฐานในการใช้ชีวิตทั่วไปให้เรียนในระดับชั้นม.ต้นไปแล้ว  ช่วงนี้ก็ควรให้เรียน
เบื้องต้นของกฏหมายเฉพาะทางบ้าง  ถึงมันจะมีสอนอยู่หน่อยๆ  แต่มันเป็นบทเรียนที่นักเรียนท่องเอาไว้สอบ
ควรให้นักเรียนได้เรียนพวกกฏหมายการริเริ่มสร้างธุรกิจ  การเสียภาษีในธุรกิจ  อะไรๆที่เกี่ยวกับการสร้างเนื้อสร้างตัว


ผมเห็นด้วยแบบ Fully Agreement เลยครับ อะไรที่ใช้ในชีวิตประจำวันควรจะได้เรียนในห้องเรียน ส่วนอะไรที่ไม่สำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ผมว่าให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลา หรือ ให้เด็กจัดชมรมที่รวมกลุ่มความสนใจเองก็ได้
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: daily

ออฟไลน์ ricca chan

  • หมีเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 89
  • ถูกใจแล้ว: 8 ครั้ง
  • ความนิยม: +2/-49
[quote/]


เดี๋ยวจะอธิบายอีกครั้งนะครับ ให้คุณ @ricca chan ครับ


Value Add Tax คือ ภาษีที่เกิดจากการเพิ่มมูลค่าของสินค้า


ยกตัวอย่างที่ 1 ขายแบบเท่าทุน
กรณีที่เราซื้อของมา 100 บาท + VAT ซื้อ 7% แต่เราขายด้วยราคาที่เท่าเดิมคือ 100 บาท + VAT ขาย 7%


กรณี VAT ซื้อ มูลค่า 100 บาท VAT ซื้อ = 7 บาท
กรณี VAT ขาย มูลค่า 100 บาท VAT ขาย = 7 บาท


การเสียภาษีจะเป็น VAT ขาย - VAT ซื้อ = 0 บาท
จะเห็นได้ว่า เราไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะราคาสินค้าที่เราขายนั้น ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากเดิม ส่วน 7 บาทของ VAT ขายนั้น


เราได้ผลักภาระภาษีให้แก่คนที่ซื้อคนถัดไปต่อจากเราเป็นคนรับภาษีนี้ต่อเท่ากับ 7 บาท (แต่ตัวเราเป็นคนนำส่งภาษี 7 บาทของ VAT ขายที่คนต่อไปรับภาระแก่สรรพากร)


ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครขายของเท่ากับราคาต้นทุนที่ซื้อมาหรอกครับ ขายเท่าทุน เท่ากับทำงานการกุศล ไม่มีใครเขาทำกันหรอกครับ


ตัวอย่างที่ 2 กรณีเพิ่มมูลค่าสินค้า
เราซื้อของมา 100 บาท + VAT ซื้อ 7% = 7 บาท รวมเป็น 107 บาท
เราต้องการจะขายสินค้านี้ต่อให้แก่คนอื่น 200 บาท + VAT ขาย 7% = 214 บาท


ดังนั้นเราจะเสียภาษีให้แก่สรรพากรเนื่องจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นมา = 14 - 7 = 7 บาท
เราจะเสียแค่ 7 บาท และจะผลักภาระภาษีอีก 7 บาทให้แก่คนซื้อสินค้าเราคนถัดไปรับภาระต่อครับ


ถ้าคนซื้อคนต่อไปคือผู้บริโภคคนสุดท้าย เขาจะต้องจ่ายเงินทั้งหมดคือ 214 บาท
โดย 200 บาท คือ ราคา + กำไร และ 14 บาท คือ ภาระภาษีที่ผู้บริโภคคนสุดท้ายต้องแบกรับ


คือผมยังงงอยู่ครับดังนั้นผมจะสมมติเหตุการณ์ขึ้นมานะครับโดยมี5คนซื้อขายกัน4ครั้ง
นาย a ผลิตตุ๊กตาหมีและขาย100(100บาทนี่รวมต้นทุนทั้งหมดและกำไรแล้ว) รวมvatvอีก7บาทเป็น107บาทจากนั้นไปขายให้นาย b ในราคา 107 บาท
นาย b ซื้อมาจากนาย a 107 บาท ไปขายต่อให้นาย c 160.5 บาท(ใน 160.5 บาทนี้เป็นราคาทุนบวกกำไร150บาทอีก10.5บาทเป็น vat)
นาย c ซื้อจากนาน b มา160.5 บาท นำไปขายต่อให้นาย  d 214 บาท(โดยใน214บาทนี้ เป็นทุนบวกกำไร200บาทอีก14บาทเป็น vat)
จากนั้นนาย d นำไปขายต่อให้นาย e 428 บาท(ใน428บาทนี้เป็นทุนบวกกำไร400บาท อีก 28 บาทเป็น vat)


จากข้างบนสรุปว่าสินค้าชิ้นเดียวมีการซื้อขายกัน4ครั้งสรรพากรจะได้vat รวมทั้งสิ้น 7+ 10.5 + 14 +28 = 59.5 บาทใช่ไหมครับ โดยทั้งหมด59.5 ขอคืน vat ไม่ได้สักบาทใช่ไหมครับ???
@Black7nos
 

ออฟไลน์ daily

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 147
  • ถูกใจแล้ว: 44 ครั้ง
  • ความนิยม: +2/-2
[quote/]


คือผมยังงงอยู่ครับดังนั้นผมจะสมมติเหตุการณ์ขึ้นมานะครับโดยมี5คนซื้อขายกัน4ครั้ง
นาย a ผลิตตุ๊กตาหมีและขาย100(100บาทนี่รวมต้นทุนทั้งหมดและกำไรแล้ว) รวมvatvอีก7บาทเป็น107บาทจากนั้นไปขายให้นาย b ในราคา 107 บาท
นาย b ซื้อมาจากนาย a 107 บาท ไปขายต่อให้นาย c 160.5 บาท(ใน 160.5 บาทนี้เป็นราคาทุนบวกกำไร150บาทอีก10.5บาทเป็น vat)
นาย c ซื้อจากนาน b มา160.5 บาท นำไปขายต่อให้นาย  d 214 บาท(โดยใน214บาทนี้ เป็นทุนบวกกำไร200บาทอีก14บาทเป็น vat)
จากนั้นนาย d นำไปขายต่อให้นาย e 428 บาท(ใน428บาทนี้เป็นทุนบวกกำไร400บาท อีก 28 บาทเป็น vat)


จากข้างบนสรุปว่าสินค้าชิ้นเดียวมีการซื้อขายกัน4ครั้งสรรพากรจะได้vat รวมทั้งสิ้น 7+ 10.5 + 14 +28 = 59.5 บาทใช่ไหมครับ โดยทั้งหมด59.5 ขอคืน vat ไม่ได้สักบาทใช่ไหมครับ???
@Black7nos

อันดับแรก  นาย a จดทะเบียนหรือเปล่า??  เป็นรัฐวิสาหกิจชุมชนหรือเป็นผู้ผลิตที่ได้รับข้อยกเว้นมั๊ย
เพราะผู้ผลิตอันดับเริ่มต้นหน่ะ  ถ้าเป็นsmeหรือขนาดเล็กเนี่ย  ไม่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มนะเออ  อันนี้มัก
มีปัญหาที่คนที่รับซื้อกังวลหน่ะ  เพราะร้านค้ารายย่อยแข่งขันราคากันดุเดือดกับสินค้า  การที่ต้องอุ้ม
หรือมียอดราคาที่แพงกว่าคู่แข่งใกล้เคียงกันถึง 7%หรือ7บาทต่อหนึ่งร้อยบาท  มันแข่งขันแพ้
ซึ่งมันทำให้เกิดการเลี่ยงภาษี  เกิดการไม่รับซื้อสินค้าชุมชน  เกิดการไม่รับซื้อสินค้าจากธุรกิจขนาดเล็ก
ที่ไม่ยอมจดทะเบียน  ไม่ยอมขึ้นทะเบียน

นาย b ก็เสีย10.50-7=เสีย3.50บาทไง  เพราะซื้อสินค้ามา100ขาย150โดยตอนซื้อมันราคาnet
(หมายถึงรวมภาษี)เป็น107บาท  เอาสินค้า100ไปขาย150บาท  ภาษีก็เพิ่มขึ้น3.50

นาย c d  ก็เหมือนกัน

ย่อหน้าสุดท้ายของท่าน  ใช้สมการผิด  เพราะนาย b c d ซื้อสินค้าโดยมีภาษีมูลค่าบวกไปแล้วไม่ใช่เหรอ??
ไม่ว่าจะกี่ขั้นต่อกี่ขั้น  พอถึงมือผู้บริโภคคนสุดท้าย  มันก็7%อิงราคาขายสุดท้ายอยู่ดี  ก็แค่ทั้งสี่คนรวมกันจ่าย
โดย a จ่าย7%จากร้อยบาทก็คือจ่ายไป7บาท  b จ่าย7%จาก50บาทที่เพิ่มขึ้นก็สมทบทุนรวมไปในราคาสินค้าอีก3.50
นาย c ก็จ่าย 3.50บาท  ส่วนนาย d ขายโหดแฮะ  อัพราคาไป200บาทก็จ่ายภาษีไป14บาท

สรุปแล้วภาษีที่เสียก็คือ28บาท  โดย a จ่าย7  bจ่าย3.50  c3.50  d14  รวมยอด28บาท
อ้อ  อันนี้เป็นภาษีที่เก็บจากผู้บริโภคนะ  ไม่ใช่เก็บจากผู้ขายสินค้า  แต่บ้านเรา  ประเทศไทยเรา
มักนิยมเขียนราคาโดยรวมภาษีเข้าไปด้วย  เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจง่าย

แต่ต่างประเทศ  อย่างยุโรปเอย  ญี่ปุ่นเอย  หลายประเทศเอย  บางประเทศเขาไม่เขียนราคาสินค้าที่บวกภาษี
บางที่จะไปคิดภาษีที่แคชเชียตอนจ่ายตังค์  สินค้าฟุ่มเฟือยหลายอย่างก็ทำอย่างงี้ด้วย(ไม่ใช่ที่ไทย)

@ricca chan



แก้ไขนิดหน่อย  ย่อหน้าแรกหมายถึงสินค้าที่นาย a ซื้อมา  เป็นสินค้าจากแหล่งใด  ผู้ผลิตรายย่อย??
ผู้ค้ารายย่อยที่จดทะเบียน  ซื้อจากธุรกิจขนาดเล็ก  ซื้อจากที่ใด  แต่ถ้าตัดเรื่องแหล่งที่มา  ก็อ่านต่อได้เลย
เริ่มอ่านจากกลางย่อหน้าแรก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 29, 2021, 01:20:46 PM โดย daily »
 

ออฟไลน์ Black7nos

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,760
  • ถูกใจแล้ว: 974 ครั้ง
  • ความนิยม: +54/-63
[quote/]


คือผมยังงงอยู่ครับดังนั้นผมจะสมมติเหตุการณ์ขึ้นมานะครับโดยมี5คนซื้อขายกัน4ครั้ง
นาย a ผลิตตุ๊กตาหมีและขาย100(100บาทนี่รวมต้นทุนทั้งหมดและกำไรแล้ว) รวมvatvอีก7บาทเป็น107บาทจากนั้นไปขายให้นาย b ในราคา 107 บาท
นาย b ซื้อมาจากนาย a 107 บาท ไปขายต่อให้นาย c 160.5 บาท(ใน 160.5 บาทนี้เป็นราคาทุนบวกกำไร150บาทอีก10.5บาทเป็น vat)
นาย c ซื้อจากนาน b มา160.5 บาท นำไปขายต่อให้นาย  d 214 บาท(โดยใน214บาทนี้ เป็นทุนบวกกำไร200บาทอีก14บาทเป็น vat)
จากนั้นนาย d นำไปขายต่อให้นาย e 428 บาท(ใน428บาทนี้เป็นทุนบวกกำไร400บาท อีก 28 บาทเป็น vat)


จากข้างบนสรุปว่าสินค้าชิ้นเดียวมีการซื้อขายกัน4ครั้งสรรพากรจะได้vat รวมทั้งสิ้น 7+ 10.5 + 14 +28 = 59.5 บาทใช่ไหมครับ โดยทั้งหมด59.5 ขอคืน vat ไม่ได้สักบาทใช่ไหมครับ???
@Black7nos


ตามคุณ Daily กล่าวมาถูกต้องแล้ว แต่เพิ่มเติมนะครับ สินค้าต้นทางอย่างเช่น สินค้าการเกษตรที่ไม่ได้แปรรูปจะไม่คิดภาษี VAT


ดังนั้นมันจึงเป็นเหตุผลที่ผมบอกว่า คนจนที่ไม่ได้เป็นเกษตรกร แต่เป็นลูกจ้างรายวันนี่แหละเสียเปรียบที่สุดครับ เพราะพวกเขาแทบจะไม่ได้สิทธิทางภาษีอะไรเลย


แต่จริงๆต่างประเทศก็เขียนครับ แต่มันจะเขียนมูลค่าก่อนบวก VAT กับมูลค่า VAT ชัดเจน(ไม่ต้องให้ผู้บริโภคไปกดเครื่องคิดเลขคำนวนเอง)


เช่น โดรายากิจากร้านสะดวกซื้อญี่ปุ่น ราคา 200 Yen (VAT8% = 16 Yen) ส่วนใหญ่จะเขียนกันแบบนี้ครับ


ส่วนบางประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น บังคลาเทศ ที่ผมทำงานอยู่ มันมักจะไม่เขียนครับ ให้ผู้บริโภคคำนวนเอง(โครตไม่ Service mind เลย 555)


สำหรับ @ricca chan เวลาเดินไปกินร้านอาหารญี่ปุ่นที่ไทย แนะนำให้พยายามถามพนักงานของเขาก่อนนะครับว่าราคาของเขารวม VAT ไปแล้ว หรือ ราคาที่ยังไม่รวม VAT (ร้านที่มีเจ้าของเป็นคนไทยมักจะรวม VAT ส่วนร้านที่มีเจ้าของเป็นคนญี่่ปุ่นเขามักจะไม่รวม VATให้) ไม่งั้นเดี๋ยวไปกินและเขาคิดบิลใบเสร็จออกมาแล้วจะเงิบเนื่องจากเตรียมตังไปไม่พอ เพราะเขามักบวก VAT ที่หลังจากราคาป้าย และร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย แม่งก็เขียน VAT ตัวจะเล็กไปไหนแถมอยู่ล่างๆใต้ป้ายอีก
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: daily

 

Tags:
แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก