อ่อ บาวร์ริ่งนี่เองมขอบคุณครับ
จะส่าไป หากงี้คนไทย(คนสยาม)น่าจะชอบค่าขายกะฝรั่งมิใช่รึ
หรือถูกปลูกฝังว่า" ไม่รักคบ คนนอกพระศาสนา"
หลายคนถูกปลูกฝังว่า สนธิสัญญาบาวริ่ง ในสมัย ร.5 เป็นสนธิสัญญาที่เอาเปรียบไทยนู่นนี่นั่นตามหนังสือเรียนบอก
อันที่จริงแล้วสนธิสัญญานี้เกือบจะเป็น สนธิสัญญาการค้าเขตปลอดภาษีฉบับแรกของเมืองไทย หรือ ที่ปัจจุบันเรียกกันติดปากว่า FTA(Free Trade Area)
และทำให้ประชาชนชาวไพร่ๆ อย่างพวกเราสามารถค้าขายโดยตรงกับต่างชาติด โดยไม่ต้องผ่านท้องพระคลัง และสินค้ามีราคาถูกลงเพราะไม่โดนภาษีซ้ำซ้อนหลายตัว
มันจำเป็นต้องเท้าความไปในสมัยยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นว่า ระบบการจัดเก็บภาษีของสยามประเทศนั้นค่อนข้างเอาเปรียบและมีการเก็บภาษีซ้ำซ้อนหลายตัว
ยกตัวอย่าง ภาษียุคก่อน
1.ภาษีปากเรือ เป็นค่าธรรมเนียมเมื่อเรือพาณิชย์เข้าจอดเทียบท่า
2.ภาษีสินค้าขาเข้า เป็นภาษีที่เก็บจากพ่อค้าที่นำเข้าสินค้าต่างประเทศเข้ามาขาย และถูกบังคับให้ผูกขาดขายเข้าท้องพระคลังเท่านั้น
3.ภาษีสินค้าขาออก เป็นภาษีที่เก็บจากพ่อค้าที่ต้องการส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ โดยถูกบังคับให้รับซื้อสินค้าจากท้องพระคลังเท่านั้น
4.จังกอบ เมื่อใดก็ตามที่สินค้าผ่านด่านต่างๆ เช่น สะพานข้ามคลองหรือแม่น้ำ ผ่านกำแพงเมือง ฯลฯ จะโดนภาษี 10 หยิบ 1 ทั้งคนไทยและต่างชาติ
5.อากร หรือ ก็คือภาษีบุคคลได้ในปัจจุบัน ราษฎรทำมาหาได้เท่าไหร่ ต้องจ่ายภาษี 1 ใน 10 ของที่ทำมาหาได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว พืชผลการเกษตร เงิน ฯลฯ
6.ส่วย สยามประเทศในสมัยก่อนนั้นมีกฎหมายบังคับให้ผู้ชายจะต้องเข้าเวร 6 เดือน ออกเวร 6 เดือน กล่าวคือ 1 ปี จะต้องถูกไปใช้แรงงานด้านโยธา หรือเป็นทหารเกณฑ์ 6 เดือน
แต่สามารถผ่อนผันด้วยการจ่ายเงินทดแทนการถูกเรียกได้
7.ฤชา คำพูดที่ว่า ความยุติธรรมต้องมีราคาต้องจ่าย ก็ไม่ผิดนัก เพราะการจะเปิดศาล นอกจากผู้ร้องเรียนจะต้องเขียนคำร้องแล้ว จะต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมจำนวนหนึ่ง
แน่นอนว่าชาวไพร่ตาดำๆอย่างพวกเรา แค่ต้องจ่ายอากร กับ ส่วย ก็แทบไม่มีเงินเหลือเก็บกันแล้ว เมื่อถูกรังแกและไม่ได้รับความอยุติธรรม ไหนเลยมีเงินจ่ายค่าเปิดศาล
8.ภาษีเดินนา เมื่อขุนนางเดินไปตรวจการทำนา ไพร่อย่างพวกเราก็ต้องออกค่าใช้จ่ายให้แก่ขุนนาง
9.ภาษีเดินสวน คล้ายๆกับภาษีเดินนา แต่เปลี่ยนเป็นสวนผลไม้แทน แน่นอนว่าไพร่อย่างพวกเราต้องออกค่าใช้จ่ายแก่ขุนนาง
10.ค่าผูกปี้ข้อมือจีน อันนี้เป็นภาษีหลังจากที่ชาวจีนอพยพมาอยู่ไทยในช่วงสมัย ร.3-ร.4 เป็นภาษีที่เก็บคนจีนเพิ่มกว่าไพร่ทั่วไป
11.ภาษีสินค้าเฉพาะ หรือปัจจุบันคือภาษีสรรพสามิตร ความหมายของมันคือ ภาษีสินค้าพิเศษที่รัฐอยากจะเก็บเป็นพิเศษ เช่น พริกไทย น้ำตาล ใบชา
เพื่อนๆคงเห็นแล้วใช่มั้ยครับ ว่าภาษีไทยในสมัยก่อน มันเยอะมาก แล้วทับซ้อนสุดๆ ยิ่งเก็บภาษีเยอะ แถมทับซ้อน มันยิ่งกดหัวชาวไพร่ตาดำๆ ไม่ให้ลืมตาอ้าปาก
ยังไม่นับเรื่องการผูกขาดซื้อขายผ่านท้องพระคลัง
อันที่จริงแล้ว สนธิสัญญาบาวริ่ง ดีกับชาวไพร่อย่างพวกเรามาก เพราะลดการเก็บภาษีทับซ้อนลง และสามารถซื้อขายสินค้าโดยไม่ต้องผ่านท้องพระคลัง
แต่เรื่องที่แย่อย่างเดียวคือ สิทธินอกอาณาเขต หรือก็คือเวลาต่างชาติทำผิดในไทย ศาลไทยเราเอาผิดไม่ได้ (เขาใช้ข้ออ้างว่าสมัยร.5 ไม่มีรัฐธรรมนูญ)
แน่นอนว่าคนที่เสียประโยชน์ที่สุดคือ ท้องพระคลังของพระมหากษัตริย์ไงครับ รายได้ในส่วนนี้หายไปมาก แต่ทว่ารายจ่ายเกี่ยวกับราชวงศ์ยังคงมากขึ้น
(ร.4 กับ ร.5 มีลูกมีเมียเยอะ แถมร.6 มีการเปย์นายใน รายจ่ายเลยสูงไม่สัมพันธ์กับรายได้ที่ลดลง)
แล้วปัญหาอีกข้อหนึ่งที่ผู้คนมักไม่กล่าว คือ สมัยก่อนมีการทำบัญชีทรัพย์สินที่ถูกบริหารโดยรัฐบาลกษัตริย์(สาธารณะ) รวมกับ ทรัพย์สินส่วนพระองค์(ส่วนตัว)
มันเลยทำให้มีการเอาเงินสาธารณะไปจ่ายในเรื่องส่วนตัวบ่อยครั้ง จนทำให้เกิดปัญหาเงินหมดท้องพระคลังในสมัย ร.7
หนักขนาดว่าไม่มีเงินจ่ายเงินเบี้ยหวัดหรือเงินเดือนข้าราชการและขุนนาง เหล่าขุนนางและปัญญาชนในยุคนั้นไม่พอใจจนทนไม่ไหว
จนเกิดการปฏิวัติการปกครอง 2475 โดยคณะราษฎร และมีการแยกทรัพย์สินส่วนพระองค์ กับ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้ชัดเจน
แก้ไขระบบภาษีที่ซ้ำซ้อนออก และรับคนธรรมดาเข้าทำงานเป็นข้าราชการได้
แต่ที่หนังสือเรียนพยายามใส่ร้ายว่าสนธิสัญญาบาวริ่งไม่ดี นั่นก็เพราะพวกเจ้าหรือราชวงศ์เสียผลประโยชน์ครับ แล้วคนที่สั่งให้เขียนหนังสือเรียนเป็นใคร..ผมว่าพวกคุณก็น่าจะรู้ดี
มันทำให้ประวัติศาสตร์บิดเบือนจากความเป็นจริงอย่างน่าเศร้า