แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก

ผู้เขียน หัวข้อ: แฟนตาซี:ทางโบสถ์ทำผิดหรือเปล่าที่ปราบผู้ใช้เวทมนตร์?/ทำไมคนถึงหันเข้าหาศาสตร์มืด  (อ่าน 5943 ครั้ง)

ออฟไลน์ pol

  • สาวกผู้สนับสนุนเซนนิคุง2Y
  • จอมทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 17,441
  • ถูกใจแล้ว: 14062 ครั้ง
  • ความนิยม: +377/-7
  • เพศ: ชาย
  • นักอู้มือหนึ่ง
ศาสนาส่วนมากมีผลประโยชน์และอำนาจมาเกี่ยวข้องนะครับ ยกตัวอย่าง วัดในญี่ปุ่นสมัยเซนโกกุมีอำนาจที่สามารถเก็บภาษีจากชาวบ้านที่มาเช่าที่วัดได้ โบสถ์ในบางประเทศมีอำนาจบีบราชาได้ด้วยซ้ำ. แล้วคนพวกนี้ใช้อะไรเป็นจุดขายละ?  คำตอบก็คือความเชื่อ-ความศรัทธา-ปาฎิหารย์ ซึ่งในมู้นี้ก็คือเวทมนต์ แล้วเรื่องอะไรทางโบสถ์จะยอมให้สิ่งนี้ไปอยู่กับคนอื่นละครับ? ไม่มีทางอยู่แล้ว อย่างในนิยายหลายๆเรื่องที่ตัวเอกเป็นคนที่พระเจ้าส่งมาเองโบสถ์ยังไม่ยอมรับเลยด้วยซ้ำไป
 

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,299
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +245/-433
ศาสนาส่วนมากมีผลประโยชน์และอำนาจมาเกี่ยวข้องนะครับ ยกตัวอย่าง วัดในญี่ปุ่นสมัยเซนโกกุมีอำนาจที่สามารถเก็บภาษีจากชาวบ้านที่มาเช่าที่วัดได้ โบสถ์ในบางประเทศมีอำนาจบีบราชาได้ด้วยซ้ำ. แล้วคนพวกนี้ใช้อะไรเป็นจุดขายละ?  คำตอบก็คือความเชื่อ-ความศรัทธา-ปาฎิหารย์ ซึ่งในมู้นี้ก็คือเวทมนต์ แล้วเรื่องอะไรทางโบสถ์จะยอมให้สิ่งนี้ไปอยู่กับคนอื่นละครับ? ไม่มีทางอยู่แล้ว อย่างในนิยายหลายๆเรื่องที่ตัวเอกเป็นคนที่พระเจ้าส่งมาเองโบสถ์ยังไม่ยอมรับเลยด้วยซ้ำไป
ก็นั่นล่ะครับ
องค์กรจะมีปลาเน่าคือเรื่องของมนุษย์ ไม่มีใครสกรีนได้ทั้งหมดแม้แต่ในสมัยที่ศาสดายังอยุ่ก็ตาม
ยกตัวอย่างยุคญี่ปุ่นโบราณที่ว่าคือเรื่องของการที่จักรพรรดิต้องการครองอำนาจ อ้างเป็นเทพเจ้าหลอกลวงประชาชน
แต่ในโลกที่มีเวทย์ ฮะกุเม็งจะมาขบหัวเราและจมเกาะญี่ปุ่น
นูราริเฮียงอาละวาดไปทั่ว ปีศาจตะขาบตัวขนาดใหญ่เท่าภูเขาอาละวาดจนชาวบ้านอยู่ไม่เป็นรสุข
context เนื้อเรื่องราวของโลกมันเป็นแบบนั้นล่ะครับ

คือ
ผมมองในเคสแบบว่า
เราด่าว่าตำรวจทุจริต คดโกง รับสินบนต่างๆได้
ผมเห็นด้วย
แต่จะมาบอกว่าไม่ควรมีตำรวจ กฎหมายคืออะไร? ไม่มีประโยชน์ ฉีกทิ้งดีกว่า
ใครใคร่ทำอะไรก็ทำเลย
ผมว่ามันก็ออกจะน่ากลัวนะครับกัะบแนวคิดแบบนั้น
คือปัญหาที่ผมสังเกตก็อย่างที่บอก

ปัญหาคือ เรื่องมักจะแสดงให้เห็นโบสถ์มาสุ้กับพระเอก

เราไม่เคยเห็นคนที่โบสถ์ได้ช่วยไว้จากฮะกุเม็งหรืออังกอร์

 - เรื่องที่ว่าถ้าในโลกแฟนตาซีมีพวกศาสตร์มืดอยู่จริง โบสถ์ปราบปรามผิดหรือป่าว อันนี้ถ้าทำอย่างตรงไปตรงมา มีวิธีหลักการที่พิสูจน์ได้แม่นยำแน่นอน ไม่เหวี่ยงแหกวาดเรียบสังหารคนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องเหมือนใช้ยาฆ่าแมลง ผมก็มองว่าไม่ผิดนะ สังเกตุว่าเรื่องที่แต่งแนวโบสถ์เป็นตัวร้าย ส่วนใหญ่จะมาจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงานที่ไร้ความสามารถ อคติ สติไม่เต็ม หรือชั่วร้ายต่างหาก โบสถ์มันก็คือหน่วยงานทางศาสนาที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์ ซึ่งถ้าได้ชื่อว่าเกี่ยวข้องกับมนุษย์ การจะปนเปื้อนด้วยความชั่วร้ายก็ไม่ใช่เรื่องแปลก


- เรื่องใช้ศาสตร์มืดแล้วเก่งเร็ว จนต้องมีการแบนหรือกำจัดความรู้ด้านนี้นั้น มันมีความเชื่อเบื้องหลังในโลกของเราอย่างหนึ่งคือ วิญญาณจะบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งที่ทำความชั่ว ยิ่งทำสิ่งชั่วร้ายมากๆ วิญญาณก็จะบิดเบี้ยวจนไม่มีรูปร่างแบบมนุษย์อีกต่อไปแต่มีสภาพทางวิญญาณเหมือนอสูรกายหรือสัตว์ประหลาดน่าสยองขวัญที่อาศัยในนรกมากกว่า และเป็นสาเหตุให้ต้องลงนรกเพราะสภาพวิญญาณมันไปจุติในโลกอื่นนอกจากในนรกไม่ได้
คือเรื่องศาสตร์มืด เป็นเรื่องที่จะมีธีมเหมือนกันทั้งโลกน่ะครับ
จากที่ผมบอกว่า ศึกษาแล้วพบว่าไม่ต่างกันในแง่องค์ประกอบโดยรวม
ตั้งแต่ แฮร์ี่ พอตเตอร์ ศาสตนาพุทธ มาจนถึงสตาวอส์
Path of damnation เดรัจฉานวิชาไม่ใช่แค่คำกล่าล้อเล่น

เบลลาทริกซ์บอกว่าต้องคิดอย่างนั้นจริงๆจึงจะใช้ศาสตร์มืดได้นั้นตรงกันกับตำนานวิชาเวทย์
ไม่มีใครปฏิเสธว่าศาสตร์มืดเก่งเร็วกว่าหรือให้พลังจริงๆ
คุณทำอย่างไรก็ได้ตามที่ขอนั่นล่ะคือศาสตร์มืด

ทีนี้ทางโบสถ์ก็แบนศาสตร์ที่เกี่ยวกับบูชายัญ
แม้แต่ในเรื่องแนวที่ด่าโบสถ์ เราก็เห็นว่าโบสถ์ไม่ได้แบนทั้งหมด
คาถารักษาหรืออะไรต่างๆนี่โอเค ได้รับการอนุญาตโดยโบสถ์ให้ทำได้
ไม่ได้ห้ามไปเสียทัึ้งหมด

แต่โบสถ์ที่ไม่ได้ห้ามทั้งหมดก็ยังห้ามเวทย์บางประเภท..ไม่มีใครคิดบ้างหรือว่ามันก็ต้องมีเหตุผลของมันอยู่ในการห้ามน่ะ?
"โอ๊ย ผมแค่อยากศึกษาเรื่องการอัญเชิญบาโฟเมธ และวิธีการบูชายัญเท่านั้นเองด้วยความสนใจเฉยๆ ไม่มีอะไรเล๊ย คุณน่ะคิดมาก"
ท่านจะยอมรับเหตุผลนี้ได้จากคุณจอห์นที่อยู่บ้านข้างๆท่านที่กำลังอ่านคัมภีร์หนังหมนุษย์และในมือกำลังเชือดไก่สดๆได้หรือเปล่าล่ะครับ?

คือที่ผมบอกว่าทั้งโลกความเห็นตรงกันในเรื่องศาสตร์มืดน่ะครับที่ทำให้ผมเริ่มเปลี่ยนมุมมองที่มีกับเรื่องพวกนี้ใหม่
ว่าท่านจะโอเคกับทางโบสถ์ที่"ไม่"แบนหนังสือหนังมนุษย์อัญเชิญปีศาจจริงๆน่ะหรือครับ?
หากโบสถ์ทำหน้าที่แบบตำรวจที่จับผู้ร้ายจริงๆจังก็น่าจะจริงครับที่คงเป็นที่นิยมกว่านี้ในเรื่องล่ะนะ ฮา่
อารมณ์ประมาณเห็นตำรวจปล่อยคนติดยาเต็มเมืองและมาจับเราที่แค่ไม่ใส่หมวกกันน๊อคล่ะนะ
[quote/]


- ตำหนิตรงโบสท์ไม่ได้กระทำเพื่อความถูกต้องอย่างที่กล่าวอ้าง แต่หวังผลประโยชน์ที่ตัวคนร้ายมีและใช้อำนาจช่วงชิงมา เหมือนกับที่ผมบอกไงถ้าทั้งสองคนไม่มีทรัพย์สินให้ชิงมีรึโบสท์จะมาสนใจ
มันไม่ใช่ความถูกต้องอย่างที่ว่าผู้มีอำนาจสามารถก่อความเสียหายได้มากกว่า เพราะถ้าเป้นผู้มีอำนาจต้องจัดการได้ตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่ปล่อยจนประชาชนแทบจะต้องจัดการเองแล้วถึงเสนอหน้ามา
เป็นคนฃ่วยและไม่ใช่เพื่อเอาทรัพย์สินไปเองด้วยมันต้องแจกจ่ายคืนให้ประชาชน มันมองได้ด้วยซ้ำว่าโบสท์รู้มานานแล้วว่าสองคนนี้กระทำผิดแต่โบสท์ไม่เข้าไปยุ่ง โบสท์จะรอจนกว่าเรื่องแดงรอจนกว่า
ผู้คนจะเริ่มทนไม่ได้เพื่อฉวยโอกาสมายึดทุกอย่างไปโดยอ้างความชอบธรรมของพระเจ้าและผู้คนมาเป็นเครื่องมือ


- มันไม่ใช่การทำดีอย่างสุจริตยังไงละเหมือนที่กล่าวไปในด้านบน

มนุษย์จะทำอะไรมันก็เป้ฯสิทธิ์ของเขาตราบเท่าที่ไม่ได้ล้ำสิทธิ์ของผู้อื่น นัน้คือสิ่งที่พระเจ้ามอบให้หลังจากที่บรรพบุรุษอดัมกับอีฟไม่เชื่อฟังพระเจ้าแล้ว ท่านก็ให้อิสระกับมวลมนุษยืแล้วว่า เจ้าจะเลือกเชื่ออะไรก้แล้วแต่เจ้า
เจ้าจะเลือกเชื่อปีศาจพระองค์ก็ไม่เคยห้ามนั้นคือสิทธิ์อิสระภาพที่พระองค์ให้กับมนุษย์ที่ทำให้ท่านผิดหวังมาแล้ว แล้วทำไมพวกมนุษย์ถึงถือดีมาอวดอ้างนามท่านทั้งๆที่ท่านไม่เคยบอกแบบนั้น ท่านไม่เคยบอกว่าให้ยึดครอง
ความเชื่อทำลายสิ่งีที่อยุ่ตรงข้ามกับสิ่งที่พระองค์เป็นให้หมดสิ้น ท่านไม่เคยขอให้ชำระบาปกับผุ้คนที่ไม่เชื่อในท่านหรือพระเยซูท่านก้ไม่เคยเอ่ยว่าต้องทำลายท่านแค่เทศนาถ้าคนจะเชื่อก็เชื่อไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ทุกอย่างล้วนแล้ว
แต่โมเมอ้างนามพระเจ้าสนองความถูกต้องในใจตัวเองเท่านั้นเอง โบสท์ในยุคนั้นมันก็แค่พวก SJW ในยุคนั้นเท่านั้นเอง เหมือนยุคนี้นั้นแหละทำเป็นกระแด๊กอวดอ้างตนเองเป็นผู้ปกป้องสิทธิ์สตรีว่ามังก้าเรื่องนั้นเกมนั้นอนิเมนี้มัน
ล่วงละเมิดทางเพศแบบนั้นแบบนี้ไม่ดีงามอย่างนั้นนี้ มันก็เรื่องของเขาๆจะสร้างอะไรออกมาถ้ามันไม่ทำร้ายใครโดยตรงมันก็เรื่องของเขา SJW ไปเจือกอะไรมาอวดอำนาจอะไรที่จะบอกให้หยุด

ท่านมีความคิดแบบนักเวทย์นะครับนี่ ฮา :P
ไม่แปลกที่ท่านจะคิดอย่างนั้นและจะไม่เห็นด้วยกับโบสถ์ล่ะครับ
ว่าเราจะศึกษาเวทย์หรืออะไรก็ได้แต่อย่างที่ผมเคยกล่าวล่ะครับ
Path of Damnation เดรัจฉานวิชา
ท่านเดินทางสายนั้น สุดเส้นทางท่านจะจำตนเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

มันต้องอาศัยคนที่มีจิตใจกล้าแข็งอย่างยิ่งยวดถึงจะเดินเส้นทางนั้นได้โดยไม่กลายเป็นหนึ่งในพ่อมดศาสตร์มืดน่ะครับ
อีกเรื่องผมไม่ค่อยเห็นด้วยที่บอกว่าชาวบ้านจะจัดการขุนนางอย่างเคราเครามหรือบา่โะรี่ได้

ยกเว้นท่านเก่งระดับแวน เฮลซิ่งที่ชกอัลลูการ์ดจนหมอบได้
คนธรรมดาอยากปราบเคราครามที่เป็นขุนนางก็ต้องใช้กำลังคน
คนธรรมดารวมม็อบมาก็โจมตีปราสาทขุนนางไม่ได้หรอกครับ
ต้องอาศัยการแซ็งชั่นบังคับใช้จากทางโบสถ์หรือจากแคว้นอื่นที่มีทหารเหมือนกันเท่านั้น
คือผมอาจจะได้อิทธิพลจากเควสต์ที่เล่นเลยรู้สึกเศร้าใจในเรื่องนี้
ประมาณว่า
ยายชราคนหนึ่ง ใช้สมุนไพรรักษาชาวบ้านอย่างมีเมตตาตลอดมา
แต่เฉลยว่าแกคือแม่มดที่ต้องการจะล้างแค้นคนท่เคยฆ่่าครอบครัวของแก
ที่น่าเศร้าที่สุดคือ แกมีความสุขกับการได้ช่วยชาวบ้านและอยนู่อย่างสงบจริงๆ
แต่ผลลงเอยด้วยความแค้น
แนวความคิดว่า "ตัวเราก็มีเวทมนตร์ทำไมต้องโดนขุนนางเอาเปรียบด้วย"
ทำให้แกฆ่าล้างหมู่บ้านและจับหญิงสาวหลายคนไปบูชายัญเพื่อจะอัญเชิญปีศาจ
ตัวละครทืี่ผมเล่นในฐฐานะทหารต๊อกต๋อย ไม่ใช่ขุนนาง
พยายามทุกวิถีทางที่จะเอาคนจำนวนมากไปจับหรือฆ่าแกและทำพิธีอย่างถูกต้องให้วิญญาณอยู่ในความสงบ

ไปสู้แค่แกเรียกพวกหมีอะไรออกมา คนระดับชาวบ้านก็โดนข่วนจนตายแล้วล่ะครับ
ตัวละครที่ผมเล่นต้องทุ่มเงินประมาณสามสิบเหรีญทองในการจ้างทหารรับจ้าง ไปตามล่าแกในป่า..ซึ่งทีแ่ย่ที่สุดคืิอ จำนวนเท่านั้นไม่แน่ใจด้วยว่าจะพอหรือเปล่้าในการสุ้กับแม่มด
หมายถึงท่านนึกภาพสิครับ คนธรรมดาที่จะจัดการ หญิงชรแม่มดคนเดียว ที่ไม่มีกองทัพหรือดินแดน ปราสาท ยังต้องใช้สามมสิบเหรียญทองแบบทุ่มหมดตัวที่ทำเควสต์มารทั้งหมด

การสุ้กับขุนนางจะลำบากขนาดไหน?
ในเคสที่ผมว่าคือการที่ผมวิ่งวุ่นไปท่วและได้รับการสนับสนุนจากทางการแล้วนะครับ
หากชาวบ้านไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางการก็รวบรวมคนไม่ได้หรอก
เรียกว่าตอนนั้นผมยังคิดเลยว่า ไอ้กองอัศวินรมันไปไหนหมดฟะ
สู้กับแม่มดและปีศาจจากนรกนี่มันเกินเลเวลของทหารธรรมดานะโว๊ย

ก็บอกแล้วไงว่ามันขึ้นอยู่กับวิธีการของโบสถ์ ลัทธิบูชายัญมีจริงไม่สำคัญ  ถ้าโบสถ์มันเหวี่ยงแหฆ่าไม่เลือกยังไงก็โดนมองว่าชั่วร้ายอยู่ดี
เด็กบริสุทธิ์แรกเกิดโบสถ์ให้อภัย ไม่มีทาง ฆ่ายกเมืองเพราะคนๆเดียว โบสถ์ก็เคยทำมาแล้ว
กล่าวถึงในเคสแม่มดซาเล็มน่ะครับ
ที่กันเด็กไว้เป็นพยานน่ะครับ

นึกภาพ เราจับกระสือยายสาย
เราก็ไม่เคยเห็นชาวบ้านจะกระทืบยายสายทันทีใช่ไหมล่ะครับ?
ชาวบ้านที่เราว่าเขาว่าโง่เขลา ไร้การศึกษาจะถามก่อนว่าเมื่อคืนนี้ใครแต่ละคนอยู่กันที่ไหน? ใครมีอาการปวดแสบปววดร้อนจากการเผามุ้งที่เปื้อนเลือดกระสือเช็ดปากบ้าง? ยายสายเมื่อคืนอยู่กับใครที่ไหนอย่างไร? ฯลฯ

ท่านเคยเห็นใครควงลุกซองไปยิงยายสายทันทีไม่ให้โอกาสพูดหรือแก้ตัวบ้างไหมล่ะครับ?
ส่วนตัวแล้วไม่คิดจะเลือกหรอกครับ ถ้าหากเงื่อนไขคือต้องเอาชีวิตรอด จะพลังด้านไหน ศรัทธาพระเจ้าหรือสัญญาปีศาจ
อันไหนทำให้รอด ณ วิกฤติขณะนั้นได้ก็เอาครับ ตัวเลือกมันมีสองอย่างก็จริง แต่ในสถานการณ์จริงมันไม่ได้มาถึงทันทีทั้งสองอย่างนี่
ปัญหาก็คือหลังจากนั้นแหละ รอดออกไปแล้วจะกำหนดเส้นทางต่อไปยังไง จะใช้ชีวิตแบบไหนต่า่งหาก
อย่างที่บอกล่ะนะ ว่าเพราะถึงจะเลือกเอาพลังด้านมืดมาใช้ แต่ถ้าไม่สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว การจะโดนชี้ว่าชั่วร้ายก็เป็นไปได้ยาก
กลับกัน ต่อให้เอาพลังเทพมาใช้ แต่ถ้าหากเอาไปก่อเรื่องวุ่นวาย สร้างความปั่นป่วน ต่อให้เป็นพลังเทพก็โดนกล่าวว่าเป็นมารจำแลงอยู่ดี

ดังนั้นที่ผมเอ่ยก็ไม่ใช่ว่าผมจะบอกว่า โบสถ็หรือศาสนาทำไม่ดีอย่างในนิยายปัจจุบันชอบเขียนกัน
บอกไปแต่แรกอ่ะนะว่า ไอ้ที่เขียนกันปัจจุบันที่พวกตัวเอกไปปกป้องว่าที่ตัวการน่ะ.... มันใช่เรื่องที่ว่าพวกตัวเอกมันทำถูกจริงเหรอ
เพราะแทบทุกเรื่องที่โบสถ์และศาสนาทำลงไป เพราะอดีตมันเคยเกิดหายนะมาแล้ว ดังนั้นมีโอกาสก็ต้องจบสาเหตุไปซะ
นั่นก็ถูกของพวกโบสถ์และศาสนา ... การเอาคติชนสมัยใหม่ไปอวดอ้างโดยไม่มีหลักค้ำประกันต่างหากที่ควรจะผิดน่ะ
แต่ที่พวกตัวเอกยุคใหม่มันดูทำถูกต้องหรือสมควร เพราะปัจจุบันเขียนให้มีพลังเวอร์วังแถมโกงแบบหน้าด้านๆ กันต่างหาก

ลองโดนอย่างเรื่องสแครปปริ๊นเซส หรือโลลิแบกโลงดูสิ ... ถ้าไม่มีพลังเวอร์วังหรือพลังขนาดเปลี่ยนกฏของเอกภพได้
ถามว่าคติชนสมัยใหม่ที่พวกตัวเอกปัจจุบันชอบใช้ มันจะช่วยใครได้ ... โบสถ์และศาสนาตามฆ่าเด็กที่อาจจะเป็นตัวการ ก็เรียกว่าไม่ผิดอะไรเลยน่ะ
(แต่ดีว่าผู้แต่งไม่ได้พวกอินดี้หรืออาร์ทเกิน อย่างนักเขียนสมัยใหม่น่ะ เลยหาเหตุผลที่ลงตัวมาจบได้)
 ;D :P
ก็เข้าใจครับว่าคงไม่เลือกทางไหนก็เป็นแนวความคิดหนึ่ง

แต่หมายถึงว่าอยู่ในโลกแบบนั้นจะทำให้เรามองโลกที่เลวร้ายลงมากขึ้นเรื่อยๆน่ะครับ
ให้นึกภาพคิริสึงุไว้นั่นล่ะครับ
คือการพัฒนาของคนที่อย่ในวงการนี้ล่ะครับ
จากฮีโร่แห่งความยุตติธรรม ผ่านเรื่องเลวร้าย ความตายมามากๆเข้าก็ลงเอยอย่างที่เห็น ร้องไห้หมดสิ้นกำลังใจถ้าไม่เจอชิโร่
มันมีมุกนี้ครับของคนที่อยู่ในวงการที่เป้นสายนักบวช
Puritan กับบ Radical
Puritan เรียกว่า by the book cop ตำรวจที่ต้องทำตามกฎหมายระเบบียบเป๊ะๆ
ในฐานะคนอยู่ในโบสถ์จะไม่ข้องแวะกับเวทย์เด็ดขาดเพราะเชื่อว่านั่นคือทางแห่งความเสือม
Radical คือพวกที่เชื่อว่าไฟก็ต้องสู้ด้วยไฟ ศาสตร์มืดก็ต้องสู้ด้วยศาสตร์มืด อย่างเนสเซสซาเรียสในอินเด็กก็ประมาณนี้
ไม่ใช่สิ่งที่พวก Puritan จะชอบนัก
ปัญหาคือ Puritan นานาๆไปจะรู้วสึกว่าไม่ใ้เวทย์คือความเสียเปรียบอย่างมหาศาล
ถ้ายังรอดชีวิตมาได้ก็จะค่อยเปลี่ยนแนวคิดเป็น radical ในที่สุด
ยกตัวอย่างคิริสึงุ ที่ตอนแรกอยากเป็นฮีโร่แห่งความยุติธรรมและกลายเป็นแค่ฆาตกรในตอนท้ายนั่นล่ะครับ
นึกในภาพรวมก็เป็นอย่างที่ท่านว่าล่ะครับ
เรื่องของทางเลือก เราจะเลือกไปทางไหนก็ได้
แค่สถานการณืโดยรวมมันเลวร้ายเพราะพวกศาสตร์มืดทรงพลังมากกว่า
วิชาเวทย์ธรรมดาก็อย่าหวังว่าจะแตะคนระดับอัลเควดหรือสาวกเลือดแท้ได้

ท่านจะคิดอย่างไรถ้าเป็นคนมีเลือเนื้อจริงๆในจักรควาลนั้นล่ะครับบ?
ผมว่าฝรั่งทำน่าสนใจในเควสตืเกมสืกระดานครับคือ
ยิ่งมีเวทมนตร์เท่าไร fresh ความสดชื่นหรือควมอิสระในการเลือกโชคชะตาจะค่อยๆหายไป
ถ้าค่า fresh หมด ผู้เล่นจะไม่สามารถเล่นตัวละครนั้นได้อีกต่อไป
หากเปรียบเปรยคือ คิริสึงุก็จะหมดค่า fresh แล้วจากสถานการณ์ที่เลวร้าย แต่เจอชิโร่ เลยเปลี่ยนแปลงตนเองได้อีกครั้ง
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol

ออฟไลน์ BlackLucky

  • จอมทัพหมี
  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 5,736
  • ถูกใจแล้ว: 8716 ครั้ง
  • ความนิยม: +232/-131
  • เพศ: ชาย
  • มังกรเงินผู้คอยบินเคียงข้างมังกรทองเสมอ
ก็นั้นมันระดับชาวบ้านไงครับ แต่ถามว่ามีไหม มีครับ ปัจจุบันหลายประเทศก็ยังทำอยู่

ศาลเตี้ยปาปัวฯ จับแม่มดเผานั่งยาง เคืองใช้อาคมฆ่าเด็ก

สลด! รุมฆ่าโหดแม่ลูกอินเดีย 5 ศพกล่าวหาเป็น "ปอบ"
วันที่ 25 ม.ค. กลุ่มชายฉกรรจ์บุกไปที่บ้านของนางมันดา ช่วงกลางดึก ขณะที่เธอและลูก ๆ กำลังหลับ โจมตีเธอและลูกด้วยท่อนไม้และขวาน ก่อนจะนำศพทั้ง 5 คนโยนทิ้งลงบ่อน้ำ แล้วหลบหนีไป

สลด! รุมฆ่าครอบครัว "ผีปอบ" อินเดีย 4 ศพ (มีคลิป)

Tanzanian 'witch killers' charged

Thousands Killed In Tanzania For Being Witches

UNHCR Witchcraft allegations, refugee protection and human rights: a review of the evidence
Jill Schnoebelen

REMEMBER THEIR NAMES – Victims of witch-hunts in South Africa 2000 to 2019

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,299
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +245/-433
ก็นั้นมันระดับชาวบ้านไงครับ แต่ถามว่ามีไหม มีครับ ปัจจุบันหลายประเทศก็ยังทำอยู่

ศาลเตี้ยปาปัวฯ จับแม่มดเผานั่งยาง เคืองใช้อาคมฆ่าเด็ก

สลด! รุมฆ่าโหดแม่ลูกอินเดีย 5 ศพกล่าวหาเป็น "ปอบ"
วันที่ 25 ม.ค. กลุ่มชายฉกรรจ์บุกไปที่บ้านของนางมันดา ช่วงกลางดึก ขณะที่เธอและลูก ๆ กำลังหลับ โจมตีเธอและลูกด้วยท่อนไม้และขวาน ก่อนจะนำศพทั้ง 5 คนโยนทิ้งลงบ่อน้ำ แล้วหลบหนีไป

สลด! รุมฆ่าครอบครัว "ผีปอบ" อินเดีย 4 ศพ (มีคลิป)

Tanzanian 'witch killers' charged

Thousands Killed In Tanzania For Being Witches

UNHCR Witchcraft allegations, refugee protection and human rights: a review of the evidence
Jill Schnoebelen

REMEMBER THEIR NAMES – Victims of witch-hunts in South Africa 2000 to 2019


นั่นล่ะครับที่ผมว่าท่านยกตัวอย่างจากโลกความจริง


ที่ชาวบ้านฆ่าคนที่แตกต่างด้วยความงมงาย




ยายที่หนาวสั่นคือ ยายที่เป็นไข้ มาลาเรียต่างๆที่น่าสงสารอยู่แล้ว


ชาวบ้านก็ไปซ้ำเติมกันอีก




แต่หากโลกนี้มีผีปอบจริง


และยายสายเป็นจริง




คำถามจะกลายสภาพจาก


"ทำไมชาวบ้านถึงโง่เขลาทำร้ายคุณยายที่เป็นโรคมาลาเรีย"




กลายเป็นคำถามว่า


"ทำไมชาวบ้านแค่ไล่ยายสายไปท้ายหมู่บ้านเฉยๆ ไม่ใช้ลูกซองยิงจัดการปัญหาให้หมดเรื่องไป"?


เรื่องที่ท่านยกมาคือตัวอย่างของความศรัทธาที่ฆ่าคน




แต่ในโลกที่มีเรื่องเหนือธรรมชาติจริง


ในแอฟริกามี skinwalker ที่สิงร่างคนได้จริง ไม่รู้ว่าใครโดนสิงอยู่บ้างในหมู่บ้าน




ท่านจะแก้ปัญหาอย่างไรล่ะครับ?


ก็คือ ผมมองว่าแต่ละท่านก็ยังมองแบบโลกความจริงที่มีแนวคิด


"ภูตผีปีศาจ เวทมนตร์ไม่มีอยู่จริง"


อยู่น่ะครับ


 ท่านไม่ได้มองแบบเรื่องเหนือธรรมชาติ




ที่มีแม่มดในป่าที่คอยจับเด็กกิน โทรลที่อยู่ตามถ้ำและ กูลที่อยู่ตามหนองน้ำ แวมไพร์สร้างสาวกใต้เงามืดของเมืองหลวงฯลฯ


เอางี้




ลองจินตนาการว่า ท่าน  isekai ไปเป็น มาโต้ ชินจิใน Fate สิครับ




ท่านจะทำตัวอย่างไร ?


หลบหนีแต่ในบ้านก็เป็นวิธีหนึ่ง เพราะบ้านปู่ก็มีการกันเวทย์ชั้นดี


แต่ท่านจะกลัวพวกนักเวทย์และพวกเหนือธรรมชาติอื่นๆและวางแผนที่จะป้องกันตนเองอย่างไรล่ะครับ?
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ wingaura

  • หัวหน้าสมาคมหนองโพ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 9,942
  • ถูกใจแล้ว: 2066 ครั้ง
  • ความนิยม: +249/-326
[quote/]
ก็นั่นล่ะครับ
องค์กรจะมีปลาเน่าคือเรื่องของมนุษย์ ไม่มีใครสกรีนได้ทั้งหมดแม้แต่ในสมัยที่ศาสดายังอยุ่ก็ตาม
ยกตัวอย่างยุคญี่ปุ่นโบราณที่ว่าคือเรื่องของการที่จักรพรรดิต้องการครองอำนาจ อ้างเป็นเทพเจ้าหลอกลวงประชาชน
แต่ในโลกที่มีเวทย์ ฮะกุเม็งจะมาขบหัวเราและจมเกาะญี่ปุ่น
นูราริเฮียงอาละวาดไปทั่ว ปีศาจตะขาบตัวขนาดใหญ่เท่าภูเขาอาละวาดจนชาวบ้านอยู่ไม่เป็นรสุข
context เนื้อเรื่องราวของโลกมันเป็นแบบนั้นล่ะครับ

คือ
ผมมองในเคสแบบว่า
เราด่าว่าตำรวจทุจริต คดโกง รับสินบนต่างๆได้
ผมเห็นด้วย
แต่จะมาบอกว่าไม่ควรมีตำรวจ กฎหมายคืออะไร? ไม่มีประโยชน์ ฉีกทิ้งดีกว่า
ใครใคร่ทำอะไรก็ทำเลย
ผมว่ามันก็ออกจะน่ากลัวนะครับกัะบแนวคิดแบบนั้น
คือปัญหาที่ผมสังเกตก็อย่างที่บอก

ปัญหาคือ เรื่องมักจะแสดงให้เห็นโบสถ์มาสุ้กับพระเอก

เราไม่เคยเห็นคนที่โบสถ์ได้ช่วยไว้จากฮะกุเม็งหรืออังกอร์

[quote/]
คือเรื่องศาสตร์มืด เป็นเรื่องที่จะมีธีมเหมือนกันทั้งโลกน่ะครับ
จากที่ผมบอกว่า ศึกษาแล้วพบว่าไม่ต่างกันในแง่องค์ประกอบโดยรวม
ตั้งแต่ แฮร์ี่ พอตเตอร์ ศาสตนาพุทธ มาจนถึงสตาวอส์
Path of damnation เดรัจฉานวิชาไม่ใช่แค่คำกล่าล้อเล่น

เบลลาทริกซ์บอกว่าต้องคิดอย่างนั้นจริงๆจึงจะใช้ศาสตร์มืดได้นั้นตรงกันกับตำนานวิชาเวทย์
ไม่มีใครปฏิเสธว่าศาสตร์มืดเก่งเร็วกว่าหรือให้พลังจริงๆ
คุณทำอย่างไรก็ได้ตามที่ขอนั่นล่ะคือศาสตร์มืด

ทีนี้ทางโบสถ์ก็แบนศาสตร์ที่เกี่ยวกับบูชายัญ
แม้แต่ในเรื่องแนวที่ด่าโบสถ์ เราก็เห็นว่าโบสถ์ไม่ได้แบนทั้งหมด
คาถารักษาหรืออะไรต่างๆนี่โอเค ได้รับการอนุญาตโดยโบสถ์ให้ทำได้
ไม่ได้ห้ามไปเสียทัึ้งหมด

แต่โบสถ์ที่ไม่ได้ห้ามทั้งหมดก็ยังห้ามเวทย์บางประเภท..ไม่มีใครคิดบ้างหรือว่ามันก็ต้องมีเหตุผลของมันอยู่ในการห้ามน่ะ?
"โอ๊ย ผมแค่อยากศึกษาเรื่องการอัญเชิญบาโฟเมธ และวิธีการบูชายัญเท่านั้นเองด้วยความสนใจเฉยๆ ไม่มีอะไรเล๊ย คุณน่ะคิดมาก"
ท่านจะยอมรับเหตุผลนี้ได้จากคุณจอห์นที่อยู่บ้านข้างๆท่านที่กำลังอ่านคัมภีร์หนังหมนุษย์และในมือกำลังเชือดไก่สดๆได้หรือเปล่าล่ะครับ?

คือที่ผมบอกว่าทั้งโลกความเห็นตรงกันในเรื่องศาสตร์มืดน่ะครับที่ทำให้ผมเริ่มเปลี่ยนมุมมองที่มีกับเรื่องพวกนี้ใหม่
ว่าท่านจะโอเคกับทางโบสถ์ที่"ไม่"แบนหนังสือหนังมนุษย์อัญเชิญปีศาจจริงๆน่ะหรือครับ?
หากโบสถ์ทำหน้าที่แบบตำรวจที่จับผู้ร้ายจริงๆจังก็น่าจะจริงครับที่คงเป็นที่นิยมกว่านี้ในเรื่องล่ะนะ ฮา่
อารมณ์ประมาณเห็นตำรวจปล่อยคนติดยาเต็มเมืองและมาจับเราที่แค่ไม่ใส่หมวกกันน๊อคล่ะนะ[quote/]
ท่านมีความคิดแบบนักเวทย์นะครับนี่ ฮา :P
ไม่แปลกที่ท่านจะคิดอย่างนั้นและจะไม่เห็นด้วยกับโบสถ์ล่ะครับ
ว่าเราจะศึกษาเวทย์หรืออะไรก็ได้แต่อย่างที่ผมเคยกล่าวล่ะครับ
Path of Damnation เดรัจฉานวิชา
ท่านเดินทางสายนั้น สุดเส้นทางท่านจะจำตนเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

มันต้องอาศัยคนที่มีจิตใจกล้าแข็งอย่างยิ่งยวดถึงจะเดินเส้นทางนั้นได้โดยไม่กลายเป็นหนึ่งในพ่อมดศาสตร์มืดน่ะครับ
อีกเรื่องผมไม่ค่อยเห็นด้วยที่บอกว่าชาวบ้านจะจัดการขุนนางอย่างเคราเครามหรือบา่โะรี่ได้

ยกเว้นท่านเก่งระดับแวน เฮลซิ่งที่ชกอัลลูการ์ดจนหมอบได้
คนธรรมดาอยากปราบเคราครามที่เป็นขุนนางก็ต้องใช้กำลังคน
คนธรรมดารวมม็อบมาก็โจมตีปราสาทขุนนางไม่ได้หรอกครับ
ต้องอาศัยการแซ็งชั่นบังคับใช้จากทางโบสถ์หรือจากแคว้นอื่นที่มีทหารเหมือนกันเท่านั้น
คือผมอาจจะได้อิทธิพลจากเควสต์ที่เล่นเลยรู้สึกเศร้าใจในเรื่องนี้
ประมาณว่า
ยายชราคนหนึ่ง ใช้สมุนไพรรักษาชาวบ้านอย่างมีเมตตาตลอดมา
แต่เฉลยว่าแกคือแม่มดที่ต้องการจะล้างแค้นคนท่เคยฆ่่าครอบครัวของแก
ที่น่าเศร้าที่สุดคือ แกมีความสุขกับการได้ช่วยชาวบ้านและอยนู่อย่างสงบจริงๆ
แต่ผลลงเอยด้วยความแค้น
แนวความคิดว่า "ตัวเราก็มีเวทมนตร์ทำไมต้องโดนขุนนางเอาเปรียบด้วย"
ทำให้แกฆ่าล้างหมู่บ้านและจับหญิงสาวหลายคนไปบูชายัญเพื่อจะอัญเชิญปีศาจ
ตัวละครทืี่ผมเล่นในฐฐานะทหารต๊อกต๋อย ไม่ใช่ขุนนาง
พยายามทุกวิถีทางที่จะเอาคนจำนวนมากไปจับหรือฆ่าแกและทำพิธีอย่างถูกต้องให้วิญญาณอยู่ในความสงบ

ไปสู้แค่แกเรียกพวกหมีอะไรออกมา คนระดับชาวบ้านก็โดนข่วนจนตายแล้วล่ะครับ
ตัวละครที่ผมเล่นต้องทุ่มเงินประมาณสามสิบเหรีญทองในการจ้างทหารรับจ้าง ไปตามล่าแกในป่า..ซึ่งทีแ่ย่ที่สุดคืิอ จำนวนเท่านั้นไม่แน่ใจด้วยว่าจะพอหรือเปล่้าในการสุ้กับแม่มด
หมายถึงท่านนึกภาพสิครับ คนธรรมดาที่จะจัดการ หญิงชรแม่มดคนเดียว ที่ไม่มีกองทัพหรือดินแดน ปราสาท ยังต้องใช้สามมสิบเหรียญทองแบบทุ่มหมดตัวที่ทำเควสต์มารทั้งหมด

การสุ้กับขุนนางจะลำบากขนาดไหน?
ในเคสที่ผมว่าคือการที่ผมวิ่งวุ่นไปท่วและได้รับการสนับสนุนจากทางการแล้วนะครับ
หากชาวบ้านไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางการก็รวบรวมคนไม่ได้หรอก
เรียกว่าตอนนั้นผมยังคิดเลยว่า ไอ้กองอัศวินรมันไปไหนหมดฟะ
สู้กับแม่มดและปีศาจจากนรกนี่มันเกินเลเวลของทหารธรรมดานะโว๊ย

[quote/]
กล่าวถึงในเคสแม่มดซาเล็มน่ะครับ
ที่กันเด็กไว้เป็นพยานน่ะครับ

นึกภาพ เราจับกระสือยายสาย
เราก็ไม่เคยเห็นชาวบ้านจะกระทืบยายสายทันทีใช่ไหมล่ะครับ?
ชาวบ้านที่เราว่าเขาว่าโง่เขลา ไร้การศึกษาจะถามก่อนว่าเมื่อคืนนี้ใครแต่ละคนอยู่กันที่ไหน? ใครมีอาการปวดแสบปววดร้อนจากการเผามุ้งที่เปื้อนเลือดกระสือเช็ดปากบ้าง? ยายสายเมื่อคืนอยู่กับใครที่ไหนอย่างไร? ฯลฯ

ท่านเคยเห็นใครควงลุกซองไปยิงยายสายทันทีไม่ให้โอกาสพูดหรือแก้ตัวบ้างไหมล่ะครับ?[quote/]
ก็เข้าใจครับว่าคงไม่เลือกทางไหนก็เป็นแนวความคิดหนึ่ง

แต่หมายถึงว่าอยู่ในโลกแบบนั้นจะทำให้เรามองโลกที่เลวร้ายลงมากขึ้นเรื่อยๆน่ะครับ
ให้นึกภาพคิริสึงุไว้นั่นล่ะครับ
คือการพัฒนาของคนที่อย่ในวงการนี้ล่ะครับ
จากฮีโร่แห่งความยุตติธรรม ผ่านเรื่องเลวร้าย ความตายมามากๆเข้าก็ลงเอยอย่างที่เห็น ร้องไห้หมดสิ้นกำลังใจถ้าไม่เจอชิโร่
มันมีมุกนี้ครับของคนที่อยู่ในวงการที่เป้นสายนักบวช
Puritan กับบ Radical
Puritan เรียกว่า by the book cop ตำรวจที่ต้องทำตามกฎหมายระเบบียบเป๊ะๆ
ในฐานะคนอยู่ในโบสถ์จะไม่ข้องแวะกับเวทย์เด็ดขาดเพราะเชื่อว่านั่นคือทางแห่งความเสือม
Radical คือพวกที่เชื่อว่าไฟก็ต้องสู้ด้วยไฟ ศาสตร์มืดก็ต้องสู้ด้วยศาสตร์มืด อย่างเนสเซสซาเรียสในอินเด็กก็ประมาณนี้
ไม่ใช่สิ่งที่พวก Puritan จะชอบนัก
ปัญหาคือ Puritan นานาๆไปจะรู้วสึกว่าไม่ใ้เวทย์คือความเสียเปรียบอย่างมหาศาล
ถ้ายังรอดชีวิตมาได้ก็จะค่อยเปลี่ยนแนวคิดเป็น radical ในที่สุด
ยกตัวอย่างคิริสึงุ ที่ตอนแรกอยากเป็นฮีโร่แห่งความยุติธรรมและกลายเป็นแค่ฆาตกรในตอนท้ายนั่นล่ะครับ
นึกในภาพรวมก็เป็นอย่างที่ท่านว่าล่ะครับ
เรื่องของทางเลือก เราจะเลือกไปทางไหนก็ได้
แค่สถานการณืโดยรวมมันเลวร้ายเพราะพวกศาสตร์มืดทรงพลังมากกว่า
วิชาเวทย์ธรรมดาก็อย่าหวังว่าจะแตะคนระดับอัลเควดหรือสาวกเลือดแท้ได้

ท่านจะคิดอย่างไรถ้าเป็นคนมีเลือเนื้อจริงๆในจักรควาลนั้นล่ะครับบ?
ผมว่าฝรั่งทำน่าสนใจในเควสตืเกมสืกระดานครับคือ
ยิ่งมีเวทมนตร์เท่าไร fresh ความสดชื่นหรือควมอิสระในการเลือกโชคชะตาจะค่อยๆหายไป
ถ้าค่า fresh หมด ผู้เล่นจะไม่สามารถเล่นตัวละครนั้นได้อีกต่อไป
หากเปรียบเปรยคือ คิริสึงุก็จะหมดค่า fresh แล้วจากสถานการณ์ที่เลวร้าย แต่เจอชิโร่ เลยเปลี่ยนแปลงตนเองได้อีกครั้ง



นั้นมันข้อมูลเก่าแล้วอีกไม่กี่ปีผมจะเป็น "นักปราชณ์" แล้วต่างหากละ.......นอกเรื่องๆ

หนทางแห่งเดรันฉานวิชาที่ส่วนมากหลุดออกไปไม่ใช่จิตใจอ่อนแอหรอก แต่มาจากการไม่เลือกวิธีการจนเสียตัวตนต่างหากละ การหาทางลัดหรือยอมละเว้นกฏกติกาของตัวเองเพื่อให้ได้พลังมาโดยเร็วนั้นแหละ
คือเหตุผลที่ผู้เดินทางนี้เสียตัวตนหลงลืมตัวเองกัน มีกฏของตัวเองและรักษามันไว้ในขณะที่กำลังไต่สูงขึ้นถ้าทำได้มันก็จะเป็นเครื่องบ่งบอกได้เองว่าตนมาจากที่ใด ตนกำลังอยุ่ที่ใด และตนกำลังจะไปที่ไหน

อย่าดูถูกคนทั่วไปนะที่เห็นเป็นเซอร์แวนท์นั้นมันปลดขีดจำกัดบ้างอย่างในฐานะมนุษย์ไปแล้ว ในบ้างกรณีถ้าเดิมมีพลังมากไปก็จะโดนลดแทนได้(อาเธอเรียเองก็เห้นว่าตอนมีชีวิตทรงพลังกว่าตอนเป็นเซอร์แวนท์)
อย่างที่หนึ่งโวหารเด็ดของป๋าเบย์ริฟเฟได้กล่าวเอาไว้ "ยากูซ่าไม่กลัวกลัวยกมากันเยอะ" แปลอีกทีก็คือเก่งไม่กลัวกลัวหมาหมู่ ถึงจะลูกหมาที่เอาขาเตะกลิ้งได้แต่ถ้ามันมากันเป้นร้อยเป้ฯพ้นก็พลาดท่าโดนมันรุมกัดได้

*ส่วนเสริม* โวหารเด็ดอื่นๆ "สันตีนพิทักษ์โลก(กรณีตัวละครใช้ท่ากระทืบศัตรูได้)" "กระชากถุงเลย์(ที่มามันคือตอนไรเด็นกระชากหลังฟันรั่วเสียงเหมือนเปิดถุงเลย์ หลังจากนั้นพอมีซีนกระชากก็จะใช้คำนี้)"
"ทุกอย่างสไนป์ได้ถ้าใจคุณแน่พอ(ตอนที่เอาอาวุธในมือลอบยิงระยะไกลแม้อาวุธมันจะไม่ออกแบบมาให้ใช้ได้แต่ป๋าเบย์ทำได้)" "เพราะข้างในมันอันตราย(ใช้ก่อนจะเข้าโซนที่รุ้ว่ามีของโหดรออยู่)"

ถ้ามันคือเกมมันคือกฏที่ถูกกำหนดมาเอาไว้แบบนั้นแต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น ทุกอย่างนอกกฏนอกกติกาได้หมด ถ้าพูดแค่ตามเนื้อเรื่องก็สมควรแล้วสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าขุนนางเป็นพวกหยิ่งเหลิงและลืมบุญคุณได้ง่ายสมควรแล้วที่จะต้องโดน เหมือนญานวีรสตรีของฝรั่งเศสเธอเป้นผุ้กอบกู้ประเทศให้แต่พวกขุนนางกลับขายเธอให้ศัตรู เพราะกลัวเะอจะมีอำนาจเหนือผู้คนสุดท้ายความชั่วก็ส่งผลให้ราชวงศ์ฝรั่งเศสล่มสลายไปจนไม่เหลือราชวงศ์อีกต่อไปในหลายปีข้างหน้า.......ประเทศแถวเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่งก็ใกล้จะเป้นแบบนั้นละ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2020, 10:17:21 PM โดย wingaura »
 

ออฟไลน์ pol

  • สาวกผู้สนับสนุนเซนนิคุง2Y
  • จอมทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 17,441
  • ถูกใจแล้ว: 14062 ครั้ง
  • ความนิยม: +377/-7
  • เพศ: ชาย
  • นักอู้มือหนึ่ง
ไม่ๆ มาเฟียไม่กลัว กลัวมากันเยอะ. ส่วนเปิดถุงเลย์นี่เบย์ใช้ในเกมSniper elite ต่างหากครับ :)
 

ออฟไลน์ BlackLucky

  • จอมทัพหมี
  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 5,736
  • ถูกใจแล้ว: 8716 ครั้ง
  • ความนิยม: +232/-131
  • เพศ: ชาย
  • มังกรเงินผู้คอยบินเคียงข้างมังกรทองเสมอ
ก็ถามเองว่ามีไหม ก็ยกว่ามีมาไงครับ แล้วคุณเองนั้นแหละที่ถามด้วยเรื่องในโลกจริง ในเมื่อถามว่าผมเคยเห็นไหม แล้วจะให้ผมตอบต่างโลกได้ไง
ต่อให้เป็นต่างโลกมันก็ไม่ต่างกันหรอกนะครับ ไม่สิยิ่งหนักกว่าโลกเราอีก
เพราะยิ่งมีจริง ยิ่งฆ่ากันได้ง่ายๆ พอความกลัวมันถึงจุดๆหนึ่ง คนเรามันก็ทำเรื่องแบบนั้นได้หมด

แล้วทำไมผมต้องแก้ปัญหาล่ะ ในเมื่อต่างโลกที่ว่ามันมีพวกปีศาจอยู่จริง ก็แปลว่าต้องเคยมีการปะทะ เคยมีการฆ่ามาแล้ว ก็ได้ข้อมูล ได้ศึกษา
ถ้าเป็นพวกตัวอันตรายจริง มันก็ต้องมีพวกหน่วยสักอย่างที่โดนตั้งมาไว้รับมืออยู่แล้ว
และแต่ละหมู่บ้านมันก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าแถวหมู่บ้านตัวเองมันมีตัวอันตรายอะไรบ้าง มีวิธีสังเกตยังไง เอาตัวรอดยังไง
ถ้าไม่รู้อะไรเลยมันคงล่มไปนานแล้ว ไม่อยู่รอดมาให้เห็นหรอก

เฟทมันก็มีองค์กรกลางที่คอยควบคุม คอยจัดการพวกนักเวทย์นอกรีตอยู่แล้ว
แล้วตระกูลเจ้าชินจิก็เป็นตระกูลจอมเวทย์โบราณมีข้อมูลให้ใช้เยอะแยะ ถ้าขยันศึกษาก็ได้วิธีรับมือไม่มากก็น้อย



ออฟไลน์ wingaura

  • หัวหน้าสมาคมหนองโพ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 9,942
  • ถูกใจแล้ว: 2066 ครั้ง
  • ความนิยม: +249/-326
ไม่ๆ มาเฟียไม่กลัว กลัวมากันเยอะ. ส่วนเปิดถุงเลย์นี่เบย์ใช้ในเกมSniper elite ต่างหากครับ :)


ผมไม่ทันเกมนั้นแฮะแต่จำชื่อเกมผิดแฮะต้องเป็นอันนั้นแหละ ส่วน "ยากูซ่าไม่กลัว กลัวยกมามาเยอะ" ป๋าเบย์แกก็ใช้สลับกับอันนั้นแหละ เพราะเคยได้ยินแกพูดอยู่เหมือนกัน

ส่วน "มาเฟียไม่กลัวกลัวมาเยอะ" นี่ก้ได้ยินอยู่
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 25, 2020, 11:40:02 PM โดย wingaura »
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol

ออฟไลน์ Zelretch

  • หมีเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 16
  • ถูกใจแล้ว: 6 ครั้ง
  • ความนิยม: +0/-0
ในโลกที่มีเวทมนต์จริงๆ ฝ่ายนึงคือศาสนจักร ฝ่ายนึงเป็นชนพื้นเมือง นับถือ Baal (ที่เป็นเทพเจ้า)ต่างฝ่ายต่างก็มีเวทมนต์ คาถา ปาฏิหาริย์ เหมือนกันหมด แบบนี้ใช้อะไรมาตัดสินว่าฝ่ายไหนเป็นเดรัจฉานวิชาหรือครับ ไม่ต้อง Baal ก็ได้ เอาเป็นเทพโรมัน ในประวัติศาสตร์ เคยมีสงครามตัวแทนเกิดขึ้นระหว่าง Old god (Olympus God) vs Christian ผลคือ Christian ชนะ หลังจากนั้นมาก็ครองอำนาจมายาวนาน และคอยไล่ตีตราเทพต่างศาสนาอื่นๆว่าเป็นมารเป็นปีศาจบ้าง ยกตัวอย่างก็ Baal กลายมาเป็น beelzebub ขอถามอีกครั้งครับแบบนี้ใช้อะไรมาตัดสินว่าฝ่ายไหนเป็นเดรัจฉานวิชา
 

ออฟไลน์ wingaura

  • หัวหน้าสมาคมหนองโพ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 9,942
  • ถูกใจแล้ว: 2066 ครั้ง
  • ความนิยม: +249/-326
ในโลกที่มีเวทมนต์จริงๆ ฝ่ายนึงคือศาสนจักร ฝ่ายนึงเป็นชนพื้นเมือง นับถือ Baal (ที่เป็นเทพเจ้า)ต่างฝ่ายต่างก็มีเวทมนต์ คาถา ปาฏิหาริย์ เหมือนกันหมด แบบนี้ใช้อะไรมาตัดสินว่าฝ่ายไหนเป็นเดรัจฉานวิชาหรือครับ ไม่ต้อง Baal ก็ได้ เอาเป็นเทพโรมัน ในประวัติศาสตร์ เคยมีสงครามตัวแทนเกิดขึ้นระหว่าง Old god (Olympus God) vs Christian ผลคือ Christian ชนะ หลังจากนั้นมาก็ครองอำนาจมายาวนาน และคอยไล่ตีตราเทพต่างศาสนาอื่นๆว่าเป็นมารเป็นปีศาจบ้าง ยกตัวอย่างก็ Baal กลายมาเป็น beelzebub ขอถามอีกครั้งครับแบบนี้ใช้อะไรมาตัดสินว่าฝ่ายไหนเป็นเดรัจฉานวิชา


ทางโบสท์ก็คงอ้าง "ความศรัทธา" ละนะ คงบอกว่าเวทมนต์ของตัวมาจากการศรัทธาในพระเจ้าทำให้พระเจ้าประทานพลังมาให้ ส่วนทางชนพื้นเมืองก็คงโดนหาว่าทำสัญญาแลกเปลี่ยนหรือขายวิญญาณให้กับพวกปีศาจเป็นเดรันฉานวิชา
 

ออฟไลน์ Zelretch

  • หมีเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 16
  • ถูกใจแล้ว: 6 ครั้ง
  • ความนิยม: +0/-0
[quote/]


ทางโบสท์ก็คงอ้าง "ความศรัทธา" ละนะ คงบอกว่าเวทมนต์ของตัวมาจากการศรัทธาในพระเจ้าทำให้พระเจ้าประทานพลังมาให้ ส่วนทางชนพื้นเมืองก็คงโดนหาว่าทำสัญญาแลกเปลี่ยนหรือขายวิญญาณให้กับพวกปีศาจเป็นเดรันฉานวิชา
ความศรัทธาที่ว่านี่ก็เหมือนกับการทำสัญญาแลกเปลี่ยนหรือขายวิญญาณหละตรับ ขึ้นอยู่ที่ว่าขายให้กับใคร ฝ่ายไหน
ตัวอย่างคือการทำสัญญาแลกเปลี่ยนขายวิญญาณให้กับพระเจ้า(ของศาสนจักร) นั้นหลักๆเลยมอบความศรัทธาให้พระเจ้าแลกเปลี่ยนกับพลัง เวทมนต์หรือปาฏิหาร์ยต่างๆ สุดท้ายตายแล้วก็ไปอยู่ในดินแดนพระเจ้าแบบนี้มันต่างอะไรกับการทำสัญญาแลกเปลี่ยนขายวิญญาณ (แบบนี้ก็เดรัจฉานวิชาเหมือนกัน)

ส่วนหัวกระทู้ที่ว่าโบสถ์ทำผิดหรือเปล่า ผมคิดว่าของแบบนี้นั้นไม่มีผิดถูก เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจ ชิงศรัทธาจากมวลชน ใครอ่อนแอก็แพ้ไป ฝ่ายแข็งแกร่งกว่าแผนดีกว่ามวลชนสัมพันธ์ดีกว่า่ก็ชนะ แล้วมาไล่ตีตราฝ่ายตรงข้ามว่าไม่ดีเป็นมารเป็นปีศาจไป

ซึ่งแน่นอนตามนิยายสายหลักฝ่ายตัวเอกถ้าต้องมางัดข้อกับศาสนจักร ตอนจบหรือใกล้จบตัวเอกต้องแกร่งมาก เมื่อแกร่งก็ต้องชนะ เมื่อชนะก็ต้องเป็นฝ่ายถูกครับ(เรื่องนี้เอาโลกจริงมาอ้างอิงได้ด้วย)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 26, 2020, 03:44:11 AM โดย Zelretch »
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: wingaura

ออฟไลน์ KAGUYA

  • ผู้สนับสนุนเซนนิคุงY2
  • จอมพลหมีผู้เกรียงไกร
  • *****
  • กระทู้: 21,851
  • ถูกใจแล้ว: 6324 ครั้ง
  • ความนิยม: +622/-548
[quote/]


ทางโบสท์ก็คงอ้าง "ความศรัทธา" ละนะ คงบอกว่าเวทมนต์ของตัวมาจากการศรัทธาในพระเจ้าทำให้พระเจ้าประทานพลังมาให้ ส่วนทางชนพื้นเมืองก็คงโดนหาว่าทำสัญญาแลกเปลี่ยนหรือขายวิญญาณให้กับพวกปีศาจเป็นเดรันฉานวิชา
ประเด็นมันก็จะมีอีกนะว่าถ้าปีศาจจำแลงกายมาเป็นพระเจ้าได้ทางโบสถ์รู้ได้ไงว่า"พระเจ้า"ของตัวเองคือพระเจ้าจริง?แล้วที่ชนพื้นเมืองนับถือไม่ใช่"พระเจ้า"? สุดท้ายมันก็คือคิดเองเออเองไม่ใช่เหรอ
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: wingaura

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,299
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +245/-433
นึกครึ้มๆกลางดึก ทำให้ผมนึกสาเหตุที่ผมมองว่าเวทย์เป็นเรื่องอันตรายได้

ทุกคนเคยอ่านนิยายผีเล่มละห้าบาทกันหรือเปล่าล่ะครับ?
หลายปีก่อน ตอนเด็กๆ
ผมอ่านนิยายผีประมาณนั้น
เขียนเรื่อง หมอผี ที่สามารรถบังคับวิญญาณต่างๆเอาวิญญาณหญิงสาวมาสมสู่ บังคับวิญญาณต่างๆเป็นทาส
แต่คนเขียนจบเรื่องด้วยที่ว่า พอเวลาผ่านไป หมอผีคนนั้นตายไปก็โดนหมอผีคนอื่น เรียกวิญญาณมาเป็นทาสรับใช้ต่อไปเพราะวิญญาณของคนมีวิทยาอาคมเป็นที่ต้องการ
เหมือนกับที่ต้องการวิญญาณของพวกเสือ โจรชื่อดังต่างๆ ที่มีวิทยาอาคมฟันแทงไม่เข้าตั้งแต่สมัยยังมีชีวิตเพราะวิญญาณพวกนี้ก็มักจะมีวิทยาอาคมมากเช่นกัน

จึงเป็นที่นิยมของเหล่าหมอผีที่ได้ยินเรื่องเล่าขานของคนเหล่านี้ ว่าจะจับวิญญาณของคนพวกนี้มาเป็นลูกน้อง โหงพรายที่เลี้ยงไว้ใช้งาน
มันทำให้ผมคิดูดีดีมันคือ วัฏจักรของการเป็นหมอผีน่ะครับ
เริ่มจากวิทยาอาคมเล็กน้อย เริ่มร้อนวิชาไปจับแม่นาก ผีตายท้องกลมมาเป็นลูกน้อง ช่วงนี้ที่ตายก็ตายไปเพราะไปเจอของแข็ง
แต่ถ้ารอดมาได้ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเรื่อย
สุดท้ายดวลกับหมอผีด้วยกันเพื่อแย่งของดีบางอย่าง พอชนะได้อยู่จนบั้นปลายชีวิตตายไปวิญญาณก็จะโดนหมอผีคนอื่นบังคับบใช้งาน

มันคือวัฏจักรที่ไม่มีวันหนีพ้น
ต่างกับมือปืนที่ถอนตัวไม่ได้แม้จะตายไปแล้ว มือปืนตายไปแล้วก็นับว่าจบกัน
หมอผีตายไปแล้วก็นับว่าพึ่งเริ่มอีกฉากของชีวิต..เอ๊ยไร้ชีวิตเท่านั้น
อำนาจนำมาสู่อำนาจที่มากขึ้น มันคือดินแดนที่คนกัดกินกันเองล่ะครับ
จำได้คุ้นๆว่าเรื่องจอมขมังเวทย์ก็คล้ายๆอย่างนี้
การจะจัดการหมอผีตัวร้าย ก็ต้องใช้ของดีหลายๆอย่าง
ไอ้ของดีที่ว่าก็อยู่ในมือคนหลายคน การไล่ตามจัดการหมอผีตัวร้าย
ผลลงเอยของพวกเราถ้าจะเดินทางสายนั้นมันก็ไม่ต่างกัน

นี่คือเคสที่ผมบอกว่าเวทย์จริงๆแล้วมีการเตือนมาตลอดว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยวหากคุณเป็นคนดีดี
มันไม่ใช่เรื่องของการที่ไม่มีอยู่จริง แต่มันอันตรายต่อวิญญาณของคุณเองแม้ตายไปแล้วก็ไม่หลุดพ้นจากวงการเวทย์นี้
[quote/]ประเด็นมันก็จะมีอีกนะว่าถ้าปีศาจจำแลงกายมาเป็นพระเจ้าได้ทางโบสถ์รู้ได้ไงว่า"พระเจ้า"ของตัวเองคือพระเจ้าจริง?แล้วที่ชนพื้นเมืองนับถือไม่ใช่"พระเจ้า"? สุดท้ายมันก็คือคิดเองเออเองไม่ใช่เหรอ
ไปอ่านเจอประมาณว่า พระยะโฮวา ที่แท้จริงแล้วก็คือเทพเจ้าสงคราม "เอล"ของชาวยิวล่ะครับ
ชาวยิวดั้งเดิมมีเทพเจ้าหลายองค์ ตอนหลังฟิวชั่นกลายเป็นพระเจ้าสุงสุดองค์เดียวว่าอย่างนั้น

จนมีคนบอกว่าหากนับตำนานเป็นเรื่องจริง การกลายร่างของเทพเจ้าหลายองค์เป็นองค์เดียวนี่ต้องเป็นเหตุการณ์สำคัญแน่ๆ
ประวัติศาสตร์์โลกบันทึกไว้อย่างวงหนึ่ง
แต่เราจะมองดูมันต่างไปจากเดิมทุกอย่าางหากมองจากสายตาของนักเวทย์นี่ล่ะครับที่ผมคิด
[quote/]ความศรัทธาที่ว่านี่ก็เหมือนกับการทำสัญญาแลกเปลี่ยนหรือขายวิญญาณหละตรับ ขึ้นอยู่ที่ว่าขายให้กับใคร ฝ่ายไหน
ตัวอย่างคือการทำสัญญาแลกเปลี่ยนขายวิญญาณให้กับพระเจ้า(ของศาสนจักร) นั้นหลักๆเลยมอบความศรัทธาให้พระเจ้าแลกเปลี่ยนกับพลัง เวทมนต์หรือปาฏิหาร์ยต่างๆ สุดท้ายตายแล้วก็ไปอยู่ในดินแดนพระเจ้าแบบนี้มันต่างอะไรกับการทำสัญญาแลกเปลี่ยนขายวิญญาณ (แบบนี้ก็เดรัจฉานวิชาเหมือนกัน)

ส่วนหัวกระทู้ที่ว่าโบสถ์ทำผิดหรือเปล่า ผมคิดว่าของแบบนี้นั้นไม่มีผิดถูก เพราะเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจ ชิงศรัทธาจากมวลชน ใครอ่อนแอก็แพ้ไป ฝ่ายแข็งแกร่งกว่าแผนดีกว่ามวลชนสัมพันธ์ดีกว่า่ก็ชนะ แล้วมาไล่ตีตราฝ่ายตรงข้ามว่าไม่ดีเป็นมารเป็นปีศาจไป

ซึ่งแน่นอนตามนิยายสายหลักฝ่ายตัวเอกถ้าต้องมางัดข้อกับศาสนจักร ตอนจบหรือใกล้จบตัวเอกต้องแกร่งมาก เมื่อแกร่งก็ต้องชนะ เมื่อชนะก็ต้องเป็นฝ่ายถูกครับ(เรื่องนี้เอาโลกจริงมาอ้างอิงได้ด้วย)
มันก็เป็นเรื่องที่คนจะเถียงกันในด้านปรัชญาได้ล่ะครับ
แต่ธีมของเรื่องที่เป็นมาตลอดอย่างที่ผมยกตัวอย่างเรื่องหมอผี
คุณจะไม่หลุดจากวงการแมท้จะตายไปแล้ว

นึกถึงมุกที่สเปน คาธอลิกพูดกับหนวดดำใน ไพเรทออฟคาริบเบียน
"คุณเป็นคนที่โง่เขลายิ่งนัก ที่แวสวงหาในสิ่งที่มีแต่ความศรัทธาเท่านั้นที่ให้ได้"
ท่านละเลยเรื่องของ"โบนัสหลังเกษียณ"ของแต่ละฝ่านยด้วยนะครับหากเทียบเทพเจ้ากับปีศาจ
ปีศาจจะกลืนกินท่านตามสไตล์นักเวทย์ที่บังคับวิญญาณแต่ไปจนถึงขั้นสูงสุด
ส่วนเทพเจ้าจะให้ท่านพักผ่อนในสวรรค์ ป้องกันวิญญาณของท่านเอาไว้จากปีศาจอื่นๆ

หากท่านคิดว่าจะเก่งกว่าปีศาจครองนรกได้เองก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ
คือทางเลือกหนึ่งเหมือนกัน ตามตำราทำชั่วจนถึงที่สุดก็เป็นการบรรลุได้เช่นกัน
ผมถึงบอกว่ามันน่ากลัวไงครับ?
เพราะมันเปิดโอกาสให้คนทำชั่วได้จริงและทรงพลังขึ้นได้จริงจากการทำชั่วนั้น

มุกจาก ทายาทอสูร ความจริงก็พูดคล้ายยยๆกับที่ผมว่ามา
ผมถึงบอกว่า ที่แท้จริงแล้วเวทย์ทั่วโลกมาจากตำราเดียวกัน

มีภิษุในทายาทอสูรพูดประมาณว่า "คนดีบุญส่งเสริมบุญ ปีศาจบาปส่งเสริมบาป"
ยิ่งทำบาปก็ยิ่งได้บัฟพลังมากขึ้นไปอีก
เมื่อหนทางของเรายิ่งทำบาปยิ่งมีพลังมากขึ้น
ทำไมต้องเลิกด้วย?
มองอย่างนี้ท่านก็พอจะเข้าใจจิตใจของขุนแผนที่ผ่าท้องบัวคลี่ล่ะครับ?"ในเมื่อบัวคลี่ก็จะเป็นศัตรูอยู่แล้ว ทำไมเราไม่ผ่าท้องเธอ เอาลูกในท้องมาเป็นกุมารทาองทำงานให้เรา"
มีหักมุมในสไตล์นี้ไหม?
ไม่มี
 ขุนแผนทำอะไรก็ได้อย่างที่หวัง
ผ่าท้องก้ได้กุมารทอง :(

ก็ถามเองว่ามีไหม ก็ยกว่ามีมาไงครับ แล้วคุณเองนั้นแหละที่ถามด้วยเรื่องในโลกจริง ในเมื่อถามว่าผมเคยเห็นไหม แล้วจะให้ผมตอบต่างโลกได้ไง
ต่อให้เป็นต่างโลกมันก็ไม่ต่างกันหรอกนะครับ ไม่สิยิ่งหนักกว่าโลกเราอีก
เพราะยิ่งมีจริง ยิ่งฆ่ากันได้ง่ายๆ พอความกลัวมันถึงจุดๆหนึ่ง คนเรามันก็ทำเรื่องแบบนั้นได้หมด

แล้วทำไมผมต้องแก้ปัญหาล่ะ ในเมื่อต่างโลกที่ว่ามันมีพวกปีศาจอยู่จริง ก็แปลว่าต้องเคยมีการปะทะ เคยมีการฆ่ามาแล้ว ก็ได้ข้อมูล ได้ศึกษา
ถ้าเป็นพวกตัวอันตรายจริง มันก็ต้องมีพวกหน่วยสักอย่างที่โดนตั้งมาไว้รับมืออยู่แล้ว
และแต่ละหมู่บ้านมันก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าแถวหมู่บ้านตัวเองมันมีตัวอันตรายอะไรบ้าง มีวิธีสังเกตยังไง เอาตัวรอดยังไง
ถ้าไม่รู้อะไรเลยมันคงล่มไปนานแล้ว ไม่อยู่รอดมาให้เห็นหรอก

เฟทมันก็มีองค์กรกลางที่คอยควบคุม คอยจัดการพวกนักเวทย์นอกรีตอยู่แล้ว
แล้วตระกูลเจ้าชินจิก็เป็นตระกูลจอมเวทย์โบราณมีข้อมูลให้ใช้เยอะแยะ ถ้าขยันศึกษาก็ได้วิธีรับมือไม่มากก็น้อย



ที่ผมยกประเด็นก็เพราะแต่ละคนไม่ยอมวิจารณ์ในแง่มุมที่ปีศาจมีอยู่จริงสักทีนี่ครับ?
ผมถึงบอกว่าในเคสที่ท่านยกมาหากมี skinchanger ที่สิงและฆ่าคนในหมู่บ้า่น
เกิดเหตุการณ์ไล่ล่า skinchanger ในหมู่บ้านที่แอฟริกา
ท่านจะบอกให้ชาวบ้านอยู่เฉยๆโดนskinchanger ยึดร่างและกัดกินอวัยวะภายในหรือครับ?
ที่ท่านบอกมาก็ใช่เลยว่าคนผ่านประสบการณ์มาก็ต้องมีความรู้และองค์กรจัดการ
องค์กรและความรู้คือใคร?
ถ้าหากไม่ใช่องค์กรระดับประเทศอย่างโบสถ์ ก็ต้องผู้เฒ่าผู้แก่ หมอผี คนทำพิธีประจำหมู่บ้าน?
หากผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านตัดสินว่าคนนี้คือ skinchanger ท่านก็จจะยังไม่เชื่อผู้เฒ่าที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น?
กล่าวหาว่าชาวบ้านยังโง่เขลาอีก?
โอเค ท่านอาจบอกว่า ผู้เฒ่า โง่เขลา ชาวบ้านตัดสินไม่ได้ โบสถ์ท่านก็ไม่ชอบ..
ตกลงท่านอยากให้องค์กรไหนมารับผิดชอบเรื่องนี้ล่ะครับ?
พอเข้าใจว่าคนเกลียดโบสถ์เข้าไส้ ไม่มองศาสนาในแง่ดี
งั้นขอคุยนอย่างประนีประนอมกันหน่อย
ยกตัวอย่างศาสนาพุทธแทน
เราไม่มีองค์กรที่จะไปไล่ฆ่าอย่างเป็นทางการ
แต่ภิกษุที่ีอฌาณสูงก็จะบ่นจนปากเปียกปากแฉะว่่านี่มันเดรัจฉานวิชาอย่าไปข้องเกี่ยว

นโยบลายพุทธคือเตือนเฉยๆเป็นหลัก
หากเกินไปจริงระดับทั้งจังหวัดเดือดร้อนถึงจะออกโรงแบบเคสแม่นาก
เอาแบบในหนังที่มีคนอาละวาดก็จะส่งลูกศิษย์ก้นกุฎิไปจัดการ เป็น case by case เป็นกรณีไป
ซึ่งก็อาจจะดีไปอย่า่ง
แต่มันคือคำถามที่ว่า วิธีนี้มีประสิทธิภาพได้ผลเป็นที่น่าพอใจไหม?
ในการปล่อยให้อาจารย์คงอาละวาดไปทั่วภาค หรือ แม่นากอาละวาดไปทั้งตำบลก่อน?

ที่ผมถามท่านคือ ไม่ได้บอกใหท่านคิดวิธีแก้ไข
แค่ต้องการจะทราบจุดยืนที่ท่านเอาเรื่องเหนือธรรมชาติเข้าไปในสมการการคิดของท่านแล้วน่ะครับ
ว่าอันตรายจากพวกนี้เป็นจริงและแนวทางของภิกษุคือการจัดการตามมีตามเกิด
ผลก็อย่างที่เห็น
จะเป็นวิธีที่ดีกว่าหรือไม่ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา
เราจะดกรธเกีลยดโบสถ์อย่างไรก็ได้
ให้มองการอาละวาดของ ขุนแผน ไว้ว่านั่นคือผลลัพธ์จากการที่ไม่มีองค์กรเป็นรูปธรรมก็พอครับ

[quote/]


นั้นมันข้อมูลเก่าแล้วอีกไม่กี่ปีผมจะเป็น "นักปราชณ์" แล้วต่างหากละ.......นอกเรื่องๆ

หนทางแห่งเดรันฉานวิชาที่ส่วนมากหลุดออกไปไม่ใช่จิตใจอ่อนแอหรอก แต่มาจากการไม่เลือกวิธีการจนเสียตัวตนต่างหากละ การหาทางลัดหรือยอมละเว้นกฏกติกาของตัวเองเพื่อให้ได้พลังมาโดยเร็วนั้นแหละ
คือเหตุผลที่ผู้เดินทางนี้เสียตัวตนหลงลืมตัวเองกัน มีกฏของตัวเองและรักษามันไว้ในขณะที่กำลังไต่สูงขึ้นถ้าทำได้มันก็จะเป็นเครื่องบ่งบอกได้เองว่าตนมาจากที่ใด ตนกำลังอยุ่ที่ใด และตนกำลังจะไปที่ไหน

อย่าดูถูกคนทั่วไปนะที่เห็นเป็นเซอร์แวนท์นั้นมันปลดขีดจำกัดบ้างอย่างในฐานะมนุษย์ไปแล้ว ในบ้างกรณีถ้าเดิมมีพลังมากไปก็จะโดนลดแทนได้(อาเธอเรียเองก็เห้นว่าตอนมีชีวิตทรงพลังกว่าตอนเป็นเซอร์แวนท์)
อย่างที่หนึ่งโวหารเด็ดของป๋าเบย์ริฟเฟได้กล่าวเอาไว้ "ยากูซ่าไม่กลัวกลัวยกมากันเยอะ" แปลอีกทีก็คือเก่งไม่กลัวกลัวหมาหมู่ ถึงจะลูกหมาที่เอาขาเตะกลิ้งได้แต่ถ้ามันมากันเป้นร้อยเป้ฯพ้นก็พลาดท่าโดนมันรุมกัดได้

*ส่วนเสริม* โวหารเด็ดอื่นๆ "สันตีนพิทักษ์โลก(กรณีตัวละครใช้ท่ากระทืบศัตรูได้)" "กระชากถุงเลย์(ที่มามันคือตอนไรเด็นกระชากหลังฟันรั่วเสียงเหมือนเปิดถุงเลย์ หลังจากนั้นพอมีซีนกระชากก็จะใช้คำนี้)"
"ทุกอย่างสไนป์ได้ถ้าใจคุณแน่พอ(ตอนที่เอาอาวุธในมือลอบยิงระยะไกลแม้อาวุธมันจะไม่ออกแบบมาให้ใช้ได้แต่ป๋าเบย์ทำได้)" "เพราะข้างในมันอันตราย(ใช้ก่อนจะเข้าโซนที่รุ้ว่ามีของโหดรออยู่)"

ถ้ามันคือเกมมันคือกฏที่ถูกกำหนดมาเอาไว้แบบนั้นแต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น ทุกอย่างนอกกฏนอกกติกาได้หมด ถ้าพูดแค่ตามเนื้อเรื่องก็สมควรแล้วสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าขุนนางเป็นพวกหยิ่งเหลิงและลืมบุญคุณได้ง่ายสมควรแล้วที่จะต้องโดน เหมือนญานวีรสตรีของฝรั่งเศสเธอเป้นผุ้กอบกู้ประเทศให้แต่พวกขุนนางกลับขายเธอให้ศัตรู เพราะกลัวเะอจะมีอำนาจเหนือผู้คนสุดท้ายความชั่วก็ส่งผลให้ราชวงศ์ฝรั่งเศสล่มสลายไปจนไม่เหลือราชวงศ์อีกต่อไปในหลายปีข้างหน้า.......ประเทศแถวเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่งก็ใกล้จะเป้นแบบนั้นละ

ที่เควสต์ที่ผมเล่นก็กะจะใช้พวกมากกลบความแตกต่างด้านเวทมนตร์ล่ะครับ
ถึงจะเอาคนติดอาวุธสามสิบคนไปรุมแต่ก็อย่างที่ว่า แม่มดแปลงเป็นหมีได้และเรียกพวกสิงสาราสัตว์ บีสตืแมนมาเพิ่มจำนวนตนเองได้
ผมถึงบอกว่าร้องเรียกหากองทัพอัศวินที่ติดอาวุธชุดเกราะอย่างดีเลย
ความต่างของชาวบ้านที่ใช้เกราะหนังกับอัศวินที่มีเกราะหนัก มีม้าและหอกอย่างดีนี่ต่างกันมหาศาลเลยครับ

เรียกว่าแม่มดที่แปลงเป็นหมี หากโดนอัศวินกองหนึ่งเข้าชาร์จก็ตายแน่ๆ
แต่ผมต้องรวบรวมกำลังคนตามมีตามเกิด
..
เรื่องของการมีใจที่แน่วแน่ก็ใมช่ครับ
ก็อาจจะเป็นเรื่องหนึ่ง หนทางรอดก็อาจจะไม่ใช่หนทางศรัทธาสายเดียว

เหมือนกับว่าคนที่รอดต้องอาศัยความเชื่อมั่นหรือศรัทะากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างแรงกล้า
จึงจะผ่านโลกมืดได้โดยยังคงความเป็นตัวของตนเองอยู่

จะบอกว่า
ในทางเทคนิค คิริสึงุ ไม่ใช่คนแปลกที่เริ่มกลายเป็นคนโหดร้ายเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย
วิธีการก็ยิ่งโหดเหี้ยมขึ้นเรื่อยๆ
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ Zelretch

  • หมีเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 16
  • ถูกใจแล้ว: 6 ครั้ง
  • ความนิยม: +0/-0
นึกครึ้มๆกลางดึก ทำให้ผมนึกสาเหตุที่ผมมองว่าเวทย์เป็นเรื่องอันตรายได้

ทุกคนเคยอ่านนิยายผีเล่มละห้าบาทกันหรือเปล่าล่ะครับ?
หลายปีก่อน ตอนเด็กๆ
ผมอ่านนิยายผีประมาณนั้น
เขียนเรื่อง หมอผี ที่สามารรถบังคับวิญญาณต่างๆเอาวิญญาณหญิงสาวมาสมสู่ บังคับวิญญาณต่างๆเป็นทาส
แต่คนเขียนจบเรื่องด้วยที่ว่า พอเวลาผ่านไป หมอผีคนนั้นตายไปก็โดนหมอผีคนอื่น เรียกวิญญาณมาเป็นทาสรับใช้ต่อไปเพราะวิญญาณของคนมีวิทยาอาคมเป็นที่ต้องการ
เหมือนกับที่ต้องการวิญญาณของพวกเสือ โจรชื่อดังต่างๆ ที่มีวิทยาอาคมฟันแทงไม่เข้าตั้งแต่สมัยยังมีชีวิตเพราะวิญญาณพวกนี้ก็มักจะมีวิทยาอาคมมากเช่นกัน

จึงเป็นที่นิยมของเหล่าหมอผีที่ได้ยินเรื่องเล่าขานของคนเหล่านี้ ว่าจะจับวิญญาณของคนพวกนี้มาเป็นลูกน้อง โหงพรายที่เลี้ยงไว้ใช้งาน
มันทำให้ผมคิดูดีดีมันคือ วัฏจักรของการเป็นหมอผีน่ะครับ
เริ่มจากวิทยาอาคมเล็กน้อย เริ่มร้อนวิชาไปจับแม่นาก ผีตายท้องกลมมาเป็นลูกน้อง ช่วงนี้ที่ตายก็ตายไปเพราะไปเจอของแข็ง
แต่ถ้ารอดมาได้ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเรื่อย
สุดท้ายดวลกับหมอผีด้วยกันเพื่อแย่งของดีบางอย่าง พอชนะได้อยู่จนบั้นปลายชีวิตตายไปวิญญาณก็จะโดนหมอผีคนอื่นบังคับบใช้งาน

มันคือวัฏจักรที่ไม่มีวันหนีพ้น
ต่างกับมือปืนที่ถอนตัวไม่ได้แม้จะตายไปแล้ว มือปืนตายไปแล้วก็นับว่าจบกัน
หมอผีตายไปแล้วก็นับว่าพึ่งเริ่มอีกฉากของชีวิต..เอ๊ยไร้ชีวิตเท่านั้น
อำนาจนำมาสู่อำนาจที่มากขึ้น มันคือดินแดนที่คนกัดกินกันเองล่ะครับ
จำได้คุ้นๆว่าเรื่องจอมขมังเวทย์ก็คล้ายๆอย่างนี้
การจะจัดการหมอผีตัวร้าย ก็ต้องใช้ของดีหลายๆอย่าง
ไอ้ของดีที่ว่าก็อยู่ในมือคนหลายคน การไล่ตามจัดการหมอผีตัวร้าย
ผลลงเอยของพวกเราถ้าจะเดินทางสายนั้นมันก็ไม่ต่างกัน

นี่คือเคสที่ผมบอกว่าเวทย์จริงๆแล้วมีการเตือนมาตลอดว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยวหากคุณเป็นคนดีดี
มันไม่ใช่เรื่องของการที่ไม่มีอยู่จริง แต่มันอันตรายต่อวิญญาณของคุณเองแม้ตายไปแล้วก็ไม่หลุดพ้นจากวงการเวทย์นี้
[quote/]
ไปอ่านเจอประมาณว่า พระยะโฮวา ที่แท้จริงแล้วก็คือเทพเจ้าสงคราม "เอล"ของชาวยิวล่ะครับ
ชาวยิวดั้งเดิมมีเทพเจ้าหลายองค์ ตอนหลังฟิวชั่นกลายเป็นพระเจ้าสุงสุดองค์เดียวว่าอย่างนั้น

จนมีคนบอกว่าหากนับตำนานเป็นเรื่องจริง การกลายร่างของเทพเจ้าหลายองค์เป็นองค์เดียวนี่ต้องเป็นเหตุการณ์สำคัญแน่ๆ
ประวัติศาสตร์์โลกบันทึกไว้อย่างวงหนึ่ง
แต่เราจะมองดูมันต่างไปจากเดิมทุกอย่าางหากมองจากสายตาของนักเวทย์นี่ล่ะครับที่ผมคิด
[quote/]
มันก็เป็นเรื่องที่คนจะเถียงกันในด้านปรัชญาได้ล่ะครับ
แต่ธีมของเรื่องที่เป็นมาตลอดอย่างที่ผมยกตัวอย่างเรื่องหมอผี
คุณจะไม่หลุดจากวงการแมท้จะตายไปแล้ว

นึกถึงมุกที่สเปน คาธอลิกพูดกับหนวดดำใน ไพเรทออฟคาริบเบียน
"คุณเป็นคนที่โง่เขลายิ่งนัก ที่แวสวงหาในสิ่งที่มีแต่ความศรัทธาเท่านั้นที่ให้ได้"
ท่านละเลยเรื่องของ"โบนัสหลังเกษียณ"ของแต่ละฝ่านยด้วยนะครับหากเทียบเทพเจ้ากับปีศาจ
ปีศาจจะกลืนกินท่านตามสไตล์นักเวทย์ที่บังคับวิญญาณแต่ไปจนถึงขั้นสูงสุด
ส่วนเทพเจ้าจะให้ท่านพักผ่อนในสวรรค์ ป้องกันวิญญาณของท่านเอาไว้จากปีศาจอื่นๆ

หากท่านคิดว่าจะเก่งกว่าปีศาจครองนรกได้เองก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ
คือทางเลือกหนึ่งเหมือนกัน ตามตำราทำชั่วจนถึงที่สุดก็เป็นการบรรลุได้เช่นกัน
ผมถึงบอกว่ามันน่ากลัวไงครับ?
เพราะมันเปิดโอกาสให้คนทำชั่วได้จริงและทรงพลังขึ้นได้จริงจากการทำชั่วนั้น

มุกจาก ทายาทอสูร ความจริงก็พูดคล้ายยยๆกับที่ผมว่ามา
ผมถึงบอกว่า ที่แท้จริงแล้วเวทย์ทั่วโลกมาจากตำราเดียวกัน

มีภิษุในทายาทอสูรพูดประมาณว่า "คนดีบุญส่งเสริมบุญ ปีศาจบาปส่งเสริมบาป"
ยิ่งทำบาปก็ยิ่งได้บัฟพลังมากขึ้นไปอีก
เมื่อหนทางของเรายิ่งทำบาปยิ่งมีพลังมากขึ้น
ทำไมต้องเลิกด้วย?
มองอย่างนี้ท่านก็พอจะเข้าใจจิตใจของขุนแผนที่ผ่าท้องบัวคลี่ล่ะครับ?"ในเมื่อบัวคลี่ก็จะเป็นศัตรูอยู่แล้ว ทำไมเราไม่ผ่าท้องเธอ เอาลูกในท้องมาเป็นกุมารทาองทำงานให้เรา"
มีหักมุมในสไตล์นี้ไหม?
ไม่มี
 ขุนแผนทำอะไรก็ได้อย่างที่หวัง
ผ่าท้องก้ได้กุมารทอง :(

[quote/]
ที่ผมยกประเด็นก็เพราะแต่ละคนไม่ยอมวิจารณ์ในแง่มุมที่ปีศาจมีอยู่จริงสักทีนี่ครับ?
ผมถึงบอกว่าในเคสที่ท่านยกมาหากมี skinchanger ที่สิงและฆ่าคนในหมู่บ้า่น
เกิดเหตุการณ์ไล่ล่า skinchanger ในหมู่บ้านที่แอฟริกา
ท่านจะบอกให้ชาวบ้านอยู่เฉยๆโดนskinchanger ยึดร่างและกัดกินอวัยวะภายในหรือครับ?
ที่ท่านบอกมาก็ใช่เลยว่าคนผ่านประสบการณ์มาก็ต้องมีความรู้และองค์กรจัดการ
องค์กรและความรู้คือใคร?
ถ้าหากไม่ใช่องค์กรระดับประเทศอย่างโบสถ์ ก็ต้องผู้เฒ่าผู้แก่ หมอผี คนทำพิธีประจำหมู่บ้าน?
หากผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านตัดสินว่าคนนี้คือ skinchanger ท่านก็จจะยังไม่เชื่อผู้เฒ่าที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น?
กล่าวหาว่าชาวบ้านยังโง่เขลาอีก?
โอเค ท่านอาจบอกว่า ผู้เฒ่า โง่เขลา ชาวบ้านตัดสินไม่ได้ โบสถ์ท่านก็ไม่ชอบ..
ตกลงท่านอยากให้องค์กรไหนมารับผิดชอบเรื่องนี้ล่ะครับ?
พอเข้าใจว่าคนเกลียดโบสถ์เข้าไส้ ไม่มองศาสนาในแง่ดี
งั้นขอคุยนอย่างประนีประนอมกันหน่อย
ยกตัวอย่างศาสนาพุทธแทน
เราไม่มีองค์กรที่จะไปไล่ฆ่าอย่างเป็นทางการ
แต่ภิกษุที่ีอฌาณสูงก็จะบ่นจนปากเปียกปากแฉะว่่านี่มันเดรัจฉานวิชาอย่าไปข้องเกี่ยว

นโยบลายพุทธคือเตือนเฉยๆเป็นหลัก
หากเกินไปจริงระดับทั้งจังหวัดเดือดร้อนถึงจะออกโรงแบบเคสแม่นาก
เอาแบบในหนังที่มีคนอาละวาดก็จะส่งลูกศิษย์ก้นกุฎิไปจัดการ เป็น case by case เป็นกรณีไป
ซึ่งก็อาจจะดีไปอย่า่ง
แต่มันคือคำถามที่ว่า วิธีนี้มีประสิทธิภาพได้ผลเป็นที่น่าพอใจไหม?
ในการปล่อยให้อาจารย์คงอาละวาดไปทั่วภาค หรือ แม่นากอาละวาดไปทั้งตำบลก่อน?

ที่ผมถามท่านคือ ไม่ได้บอกใหท่านคิดวิธีแก้ไข
แค่ต้องการจะทราบจุดยืนที่ท่านเอาเรื่องเหนือธรรมชาติเข้าไปในสมการการคิดของท่านแล้วน่ะครับ
ว่าอันตรายจากพวกนี้เป็นจริงและแนวทางของภิกษุคือการจัดการตามมีตามเกิด
ผลก็อย่างที่เห็น
จะเป็นวิธีที่ดีกว่าหรือไม่ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา
เราจะดกรธเกีลยดโบสถ์อย่างไรก็ได้
ให้มองการอาละวาดของ ขุนแผน ไว้ว่านั่นคือผลลัพธ์จากการที่ไม่มีองค์กรเป็นรูปธรรมก็พอครับ

[quote/]

ที่เควสต์ที่ผมเล่นก็กะจะใช้พวกมากกลบความแตกต่างด้านเวทมนตร์ล่ะครับ
ถึงจะเอาคนติดอาวุธสามสิบคนไปรุมแต่ก็อย่างที่ว่า แม่มดแปลงเป็นหมีได้และเรียกพวกสิงสาราสัตว์ บีสตืแมนมาเพิ่มจำนวนตนเองได้
ผมถึงบอกว่าร้องเรียกหากองทัพอัศวินที่ติดอาวุธชุดเกราะอย่างดีเลย
ความต่างของชาวบ้านที่ใช้เกราะหนังกับอัศวินที่มีเกราะหนัก มีม้าและหอกอย่างดีนี่ต่างกันมหาศาลเลยครับ

เรียกว่าแม่มดที่แปลงเป็นหมี หากโดนอัศวินกองหนึ่งเข้าชาร์จก็ตายแน่ๆ
แต่ผมต้องรวบรวมกำลังคนตามมีตามเกิด
..
เรื่องของการมีใจที่แน่วแน่ก็ใมช่ครับ
ก็อาจจะเป็นเรื่องหนึ่ง หนทางรอดก็อาจจะไม่ใช่หนทางศรัทธาสายเดียว

เหมือนกับว่าคนที่รอดต้องอาศัยความเชื่อมั่นหรือศรัทะากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างแรงกล้า
จึงจะผ่านโลกมืดได้โดยยังคงความเป็นตัวของตนเองอยู่

จะบอกว่า
ในทางเทคนิค คิริสึงุ ไม่ใช่คนแปลกที่เริ่มกลายเป็นคนโหดร้ายเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย
วิธีการก็ยิ่งโหดเหี้ยมขึ้นเรื่อยๆ

ผมว่าคุณหลงประด็นที่ผมต้องการจะสื่อแล้วครับ ที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ คุณแน่ใจได้ยังไงว่าพระเจ้าในศาสนจักรที่นับถือกันอยู่นั้นเป็นพระเจ้าสูงสุดจริงๆ ในเมื่อแต่ละฝ่ายต่างก็อ้างตัวเป็นพระเจ้า ใช้อะไรตัดสิน
ส่วนอีกฝ่ายก็อย่าเพิ่งไปตีตราว่าเป็นปีศาจเป็นเดรัจฉานวิชาเป็นทางแห่งความเสื่อมที่คุณว่า คุณรู้ได้ยังไงว่าโบนัสหลังเกษียณของแต่ละฝ่ายเป็นเช่นไร ใครบอกอะไรก็เชื่อหรือ ผมถึงบอกไงว่าฝ่ายไหนทำมวลชนสัมพันธ์ดีๆ propagandaแจ่มๆ  มอบผลประโยชน์ให้มากกว่าก็หาคนเข้ารีตได้ง่ายขึ้น ซึ่งสุดท้ายก็ต้องมาตัดสินกันที่ว่าใครมีอำนาจมีพลังมากกว่าเพื่อหาตัวผู้ชนะ ผู้ชนะก็จะกลายเป็นพระเจ้าเป็นเทพ ผู้แพ้ก็จะโดนผู้ชนะตีตราว่าเป็นมารเป็นปีศาจวิชาที่ใช้เป็นเดรัจฉานวิชาเป็นทางแห่งความเสื่อม โบนัสหลังเกษียณของฝ่ายที่โดนตีตราก็คงไม่ต้องบรรยายมากเลวร้ายอยู่แล้วเพราะโดนตีตราไปแล้วว่าเป็นปีศาจ
ตัวอย่างโบนัสหลังเกษียณก็ตำนานไวกิ้งที่ว่านักรบผู้กล้าหาญจะมีวัลคีรี่รับตัวไปเป็น Einherjar ที่ Valhallaไปเสวยสุข(มั้ง)รอเพื่อที่จะไปรบในศึก ragnarok นี่คือฝ่ายนึง
ผมมองว่านี่คือการชิงอำนาจกันระหว่างขั้วอำนาจ ระหว่างเทพกับเทพ พระเจ้ากับพระเจ้า ไม่ใช่เทพกับปีศาจหรือมาร ใช่ครับโบนัสหลังเกษียณของเทพก็ต้องดีอยู่แล้ว แต่ที่มันดูไม่ดีเพราะโดนpropaganda จากผู้ชนะต่างหากจากประวัติศาสตร์จริงก็มีในโรมระหว่างพากัน(เทพโอลิมปัส) กับคริสเตียน ก็มีการชิงอำนาจกัน (พากันนี่คือคำเรียกที่ชาวคริสเตียนไว้เรียกพวกที่นับถือพระเจ้าหลายองค์หรือก็คือพวกนอกศาสนา ผมถือว่านี่เป็นการตีตราเป็นคำเหยียดอย่างหนึ่ง) ฝ่ายคริสเตียนดึงจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 เข้ารีตได้ หลังจากนั้นฝ่ายพากัน ก็เริ่มฉิบหายยาวไปหลายรุ่น ซึ่งถือว่าฝ่ายคริสเตียนมีการทำมวลชนสัมพันธ์ดีที่นำผู้มีอำนาจขณะนั้นมาเป็นพวกได้ พวกนักบวชพากัน โดนจับฆ่าวัดวิหารรูปปั้นโดนทำลายสมบัติโดนปล้น นักบวชและผู้มีความรู้ส่วนนึงหนีไปเปอร์เซีย (ไปพัฒนาเปอร์เซียพอดี)จากตัวอย่างข้างบนทำให้อนุมานได้ว่า ฝ่ายชนะเป็นฝ่ายที่ถูกครับ  ไม่ต้องไปชนะปีศาจในนรกที่ไหน ชนะคนด้วยกันเองนี่แหละ ทั้งโลกจริงและโลกแฟนตาซี(โลกแฟนตาซีก็แค่เพิ่มเวทมนต์เข้าไปด้วย) จากหัวกระทู้ ทางโบสถ์ทำผิดหรือเปล่าที่ปราบผู้ใช้เวทมนต์ 
ส่วนทำไมคนถึงหันเข้าหาศาสตร์มืด คุณต้องนิยามคำว่าศาสตร์มืดของคุณก่อน ว่าใช่ทุกพลังที่ไม่ใช่ของพระเจ้าหรือเปล่า และนิยามพระเจ้าของคุณเป็นแบบไหน มีองค์เดียวหรือหลายองค์
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: KAGUYA

ออฟไลน์ KAGUYA

  • ผู้สนับสนุนเซนนิคุงY2
  • จอมพลหมีผู้เกรียงไกร
  • *****
  • กระทู้: 21,851
  • ถูกใจแล้ว: 6324 ครั้ง
  • ความนิยม: +622/-548
เพิ่มเติมหน่อยนะ ท่านแน่ใจได้ไงว่าถ้าท่านได้ขึ้นสวรรค์แล้วท่านจะได้พักจริงๆ ไม่โดนเรียกไปเป็นกำลังพลสำรองในสงครามครั้งสุดท้าย
 

ออฟไลน์ wingaura

  • หัวหน้าสมาคมหนองโพ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 9,942
  • ถูกใจแล้ว: 2066 ครั้ง
  • ความนิยม: +249/-326
นึกครึ้มๆกลางดึก ทำให้ผมนึกสาเหตุที่ผมมองว่าเวทย์เป็นเรื่องอันตรายได้

ทุกคนเคยอ่านนิยายผีเล่มละห้าบาทกันหรือเปล่าล่ะครับ?
หลายปีก่อน ตอนเด็กๆ
ผมอ่านนิยายผีประมาณนั้น
เขียนเรื่อง หมอผี ที่สามารรถบังคับวิญญาณต่างๆเอาวิญญาณหญิงสาวมาสมสู่ บังคับวิญญาณต่างๆเป็นทาส
แต่คนเขียนจบเรื่องด้วยที่ว่า พอเวลาผ่านไป หมอผีคนนั้นตายไปก็โดนหมอผีคนอื่น เรียกวิญญาณมาเป็นทาสรับใช้ต่อไปเพราะวิญญาณของคนมีวิทยาอาคมเป็นที่ต้องการ
เหมือนกับที่ต้องการวิญญาณของพวกเสือ โจรชื่อดังต่างๆ ที่มีวิทยาอาคมฟันแทงไม่เข้าตั้งแต่สมัยยังมีชีวิตเพราะวิญญาณพวกนี้ก็มักจะมีวิทยาอาคมมากเช่นกัน

จึงเป็นที่นิยมของเหล่าหมอผีที่ได้ยินเรื่องเล่าขานของคนเหล่านี้ ว่าจะจับวิญญาณของคนพวกนี้มาเป็นลูกน้อง โหงพรายที่เลี้ยงไว้ใช้งาน
มันทำให้ผมคิดูดีดีมันคือ วัฏจักรของการเป็นหมอผีน่ะครับ
เริ่มจากวิทยาอาคมเล็กน้อย เริ่มร้อนวิชาไปจับแม่นาก ผีตายท้องกลมมาเป็นลูกน้อง ช่วงนี้ที่ตายก็ตายไปเพราะไปเจอของแข็ง
แต่ถ้ารอดมาได้ก็จะยิ่งทรงพลังมากขึ้นเรื่อย
สุดท้ายดวลกับหมอผีด้วยกันเพื่อแย่งของดีบางอย่าง พอชนะได้อยู่จนบั้นปลายชีวิตตายไปวิญญาณก็จะโดนหมอผีคนอื่นบังคับบใช้งาน

มันคือวัฏจักรที่ไม่มีวันหนีพ้น
ต่างกับมือปืนที่ถอนตัวไม่ได้แม้จะตายไปแล้ว มือปืนตายไปแล้วก็นับว่าจบกัน
หมอผีตายไปแล้วก็นับว่าพึ่งเริ่มอีกฉากของชีวิต..เอ๊ยไร้ชีวิตเท่านั้น
อำนาจนำมาสู่อำนาจที่มากขึ้น มันคือดินแดนที่คนกัดกินกันเองล่ะครับ
จำได้คุ้นๆว่าเรื่องจอมขมังเวทย์ก็คล้ายๆอย่างนี้
การจะจัดการหมอผีตัวร้าย ก็ต้องใช้ของดีหลายๆอย่าง
ไอ้ของดีที่ว่าก็อยู่ในมือคนหลายคน การไล่ตามจัดการหมอผีตัวร้าย
ผลลงเอยของพวกเราถ้าจะเดินทางสายนั้นมันก็ไม่ต่างกัน

นี่คือเคสที่ผมบอกว่าเวทย์จริงๆแล้วมีการเตือนมาตลอดว่าอย่าไปยุ่งเกี่ยวหากคุณเป็นคนดีดี
มันไม่ใช่เรื่องของการที่ไม่มีอยู่จริง แต่มันอันตรายต่อวิญญาณของคุณเองแม้ตายไปแล้วก็ไม่หลุดพ้นจากวงการเวทย์นี้
[quote/]
ไปอ่านเจอประมาณว่า พระยะโฮวา ที่แท้จริงแล้วก็คือเทพเจ้าสงคราม "เอล"ของชาวยิวล่ะครับ
ชาวยิวดั้งเดิมมีเทพเจ้าหลายองค์ ตอนหลังฟิวชั่นกลายเป็นพระเจ้าสุงสุดองค์เดียวว่าอย่างนั้น

จนมีคนบอกว่าหากนับตำนานเป็นเรื่องจริง การกลายร่างของเทพเจ้าหลายองค์เป็นองค์เดียวนี่ต้องเป็นเหตุการณ์สำคัญแน่ๆ
ประวัติศาสตร์์โลกบันทึกไว้อย่างวงหนึ่ง
แต่เราจะมองดูมันต่างไปจากเดิมทุกอย่าางหากมองจากสายตาของนักเวทย์นี่ล่ะครับที่ผมคิด
[quote/]
มันก็เป็นเรื่องที่คนจะเถียงกันในด้านปรัชญาได้ล่ะครับ
แต่ธีมของเรื่องที่เป็นมาตลอดอย่างที่ผมยกตัวอย่างเรื่องหมอผี
คุณจะไม่หลุดจากวงการแมท้จะตายไปแล้ว

นึกถึงมุกที่สเปน คาธอลิกพูดกับหนวดดำใน ไพเรทออฟคาริบเบียน
"คุณเป็นคนที่โง่เขลายิ่งนัก ที่แวสวงหาในสิ่งที่มีแต่ความศรัทธาเท่านั้นที่ให้ได้"
ท่านละเลยเรื่องของ"โบนัสหลังเกษียณ"ของแต่ละฝ่านยด้วยนะครับหากเทียบเทพเจ้ากับปีศาจ
ปีศาจจะกลืนกินท่านตามสไตล์นักเวทย์ที่บังคับวิญญาณแต่ไปจนถึงขั้นสูงสุด
ส่วนเทพเจ้าจะให้ท่านพักผ่อนในสวรรค์ ป้องกันวิญญาณของท่านเอาไว้จากปีศาจอื่นๆ

หากท่านคิดว่าจะเก่งกว่าปีศาจครองนรกได้เองก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ
คือทางเลือกหนึ่งเหมือนกัน ตามตำราทำชั่วจนถึงที่สุดก็เป็นการบรรลุได้เช่นกัน
ผมถึงบอกว่ามันน่ากลัวไงครับ?
เพราะมันเปิดโอกาสให้คนทำชั่วได้จริงและทรงพลังขึ้นได้จริงจากการทำชั่วนั้น

มุกจาก ทายาทอสูร ความจริงก็พูดคล้ายยยๆกับที่ผมว่ามา
ผมถึงบอกว่า ที่แท้จริงแล้วเวทย์ทั่วโลกมาจากตำราเดียวกัน

มีภิษุในทายาทอสูรพูดประมาณว่า "คนดีบุญส่งเสริมบุญ ปีศาจบาปส่งเสริมบาป"
ยิ่งทำบาปก็ยิ่งได้บัฟพลังมากขึ้นไปอีก
เมื่อหนทางของเรายิ่งทำบาปยิ่งมีพลังมากขึ้น
ทำไมต้องเลิกด้วย?
มองอย่างนี้ท่านก็พอจะเข้าใจจิตใจของขุนแผนที่ผ่าท้องบัวคลี่ล่ะครับ?"ในเมื่อบัวคลี่ก็จะเป็นศัตรูอยู่แล้ว ทำไมเราไม่ผ่าท้องเธอ เอาลูกในท้องมาเป็นกุมารทาองทำงานให้เรา"
มีหักมุมในสไตล์นี้ไหม?
ไม่มี
 ขุนแผนทำอะไรก็ได้อย่างที่หวัง
ผ่าท้องก้ได้กุมารทอง :(

[quote/]
ที่ผมยกประเด็นก็เพราะแต่ละคนไม่ยอมวิจารณ์ในแง่มุมที่ปีศาจมีอยู่จริงสักทีนี่ครับ?
ผมถึงบอกว่าในเคสที่ท่านยกมาหากมี skinchanger ที่สิงและฆ่าคนในหมู่บ้า่น
เกิดเหตุการณ์ไล่ล่า skinchanger ในหมู่บ้านที่แอฟริกา
ท่านจะบอกให้ชาวบ้านอยู่เฉยๆโดนskinchanger ยึดร่างและกัดกินอวัยวะภายในหรือครับ?
ที่ท่านบอกมาก็ใช่เลยว่าคนผ่านประสบการณ์มาก็ต้องมีความรู้และองค์กรจัดการ
องค์กรและความรู้คือใคร?
ถ้าหากไม่ใช่องค์กรระดับประเทศอย่างโบสถ์ ก็ต้องผู้เฒ่าผู้แก่ หมอผี คนทำพิธีประจำหมู่บ้าน?
หากผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านตัดสินว่าคนนี้คือ skinchanger ท่านก็จจะยังไม่เชื่อผู้เฒ่าที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น?
กล่าวหาว่าชาวบ้านยังโง่เขลาอีก?
โอเค ท่านอาจบอกว่า ผู้เฒ่า โง่เขลา ชาวบ้านตัดสินไม่ได้ โบสถ์ท่านก็ไม่ชอบ..
ตกลงท่านอยากให้องค์กรไหนมารับผิดชอบเรื่องนี้ล่ะครับ?
พอเข้าใจว่าคนเกลียดโบสถ์เข้าไส้ ไม่มองศาสนาในแง่ดี
งั้นขอคุยนอย่างประนีประนอมกันหน่อย
ยกตัวอย่างศาสนาพุทธแทน
เราไม่มีองค์กรที่จะไปไล่ฆ่าอย่างเป็นทางการ
แต่ภิกษุที่ีอฌาณสูงก็จะบ่นจนปากเปียกปากแฉะว่่านี่มันเดรัจฉานวิชาอย่าไปข้องเกี่ยว

นโยบลายพุทธคือเตือนเฉยๆเป็นหลัก
หากเกินไปจริงระดับทั้งจังหวัดเดือดร้อนถึงจะออกโรงแบบเคสแม่นาก
เอาแบบในหนังที่มีคนอาละวาดก็จะส่งลูกศิษย์ก้นกุฎิไปจัดการ เป็น case by case เป็นกรณีไป
ซึ่งก็อาจจะดีไปอย่า่ง
แต่มันคือคำถามที่ว่า วิธีนี้มีประสิทธิภาพได้ผลเป็นที่น่าพอใจไหม?
ในการปล่อยให้อาจารย์คงอาละวาดไปทั่วภาค หรือ แม่นากอาละวาดไปทั้งตำบลก่อน?

ที่ผมถามท่านคือ ไม่ได้บอกใหท่านคิดวิธีแก้ไข
แค่ต้องการจะทราบจุดยืนที่ท่านเอาเรื่องเหนือธรรมชาติเข้าไปในสมการการคิดของท่านแล้วน่ะครับ
ว่าอันตรายจากพวกนี้เป็นจริงและแนวทางของภิกษุคือการจัดการตามมีตามเกิด
ผลก็อย่างที่เห็น
จะเป็นวิธีที่ดีกว่าหรือไม่ก็แล้วแต่ท่านจะพิจารณา
เราจะดกรธเกีลยดโบสถ์อย่างไรก็ได้
ให้มองการอาละวาดของ ขุนแผน ไว้ว่านั่นคือผลลัพธ์จากการที่ไม่มีองค์กรเป็นรูปธรรมก็พอครับ

[quote/]

ที่เควสต์ที่ผมเล่นก็กะจะใช้พวกมากกลบความแตกต่างด้านเวทมนตร์ล่ะครับ
ถึงจะเอาคนติดอาวุธสามสิบคนไปรุมแต่ก็อย่างที่ว่า แม่มดแปลงเป็นหมีได้และเรียกพวกสิงสาราสัตว์ บีสตืแมนมาเพิ่มจำนวนตนเองได้
ผมถึงบอกว่าร้องเรียกหากองทัพอัศวินที่ติดอาวุธชุดเกราะอย่างดีเลย
ความต่างของชาวบ้านที่ใช้เกราะหนังกับอัศวินที่มีเกราะหนัก มีม้าและหอกอย่างดีนี่ต่างกันมหาศาลเลยครับ

เรียกว่าแม่มดที่แปลงเป็นหมี หากโดนอัศวินกองหนึ่งเข้าชาร์จก็ตายแน่ๆ
แต่ผมต้องรวบรวมกำลังคนตามมีตามเกิด
..
เรื่องของการมีใจที่แน่วแน่ก็ใมช่ครับ
ก็อาจจะเป็นเรื่องหนึ่ง หนทางรอดก็อาจจะไม่ใช่หนทางศรัทธาสายเดียว

เหมือนกับว่าคนที่รอดต้องอาศัยความเชื่อมั่นหรือศรัทะากับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างแรงกล้า
จึงจะผ่านโลกมืดได้โดยยังคงความเป็นตัวของตนเองอยู่

จะบอกว่า
ในทางเทคนิค คิริสึงุ ไม่ใช่คนแปลกที่เริ่มกลายเป็นคนโหดร้ายเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อย
วิธีการก็ยิ่งโหดเหี้ยมขึ้นเรื่อยๆ



มันเป็นเรื่องปกติในการใช้ชีวิตนั้นแหละ เหมือนเราๆท่านๆในยุคปัจจุบันนั้นแหละ ถ้าบอกให้เรียนกับทำงานโดยห้ามมีสิ่งบันเทิงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจก็บ้ากันหมดทุกคนนั้นแหละ


กรณีคิริสึกุเป็นการชดใช้บาปมากกว่า บาปที่ตัวเองไม่กล้าฆ่าเชอรี่ทำให้เชอรี่ต้องกลายเป็นชิโตะไป แล้วทำให้เชอรี่ตัวการเป็นตัวการถูกฆ่าล้างเกาะด้วย
แถมเธอยังต้องไปโดนคนอื่นฆ่าทั้งๆที่เธอยากให้คิริสึกุฆ่าตัวเองมากกว่า คิริสึกุจึงตัดสินใจที่หลังจากนี้ไปจะไม่ลังเลถ้าต้องฆ่าก็จะฆ่าโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครโดยเริ่มจากเป่าหัวพ่อตัวเองก่อนเลย
ยอมที่จะชั่วร้ายเพื่อหาทางที่ดีที่สุดนั้นคือการชดใช้บาปของคิริสึกุ แต่ในปลายทางสุดท้ายก็แตกสลายเพราะอุตสาห์มาจนถึงสิ่งที่น่าจะทำให้ความหวังเป้ฯจริงได้แล้วแท้ๆ แต่กลับต้องมาพบความจริงว่า
แม้แต่จอกก็ให้สิ่งที่เขาต้องการที่สุดไม่ได้เลยหมดหวังไปแล้ว
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 28, 2020, 03:07:37 AM โดย wingaura »
 

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,299
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +245/-433
พูดถึงประสบการณ์ที่ผมลองเล่นสวมบทบาท เควสต์ role play หน่อยครับ

คือที่ผมเริ่มมีแนวคิดมองเวทย์เป็นเรื่องอันตรายเพราะการเล่นเควสต์ในจักรวาล warhammer fantasy น่ะครับ
ใครเล่น Total Warhammer คงจะพอเข้าใจว่ามีเทพเจ้าเคออส
คอยควบคุมปีศาจมาทำลายชาวบ้านที่อยู่ทางใต้
แต่เนื่องจากเล่นกับเนิรืดฝรั่ง จึงมีคนเป็นเทิสม์อยู่มาก
จนผมต้องกล่าวว่า"ในโลกที่พระเจ้าส่งปีศาจมาทำลายบ้านเรือนของผู้เห็นต่างได้นี่จะยังมีเอทิสม์อีกเรอะ" ???
แต่ก็ว่าเข้าไปนั่น การมีเอทิสม์ก็ไม่แปลก แต่คนที่เป็นเอทิสม์จะเป็นพ่อมดด้านมืดเท่านั้นเอง
ประมาณทำสัญญากับปีศาจแต่ไม่ขายวิญญาณให้
"ข้ารู้สึกเช่นเดียวกับท่านเช่นเดียวกับเทพเจ้าแห่งกฎเกณฑ์ ข้าไม่รับใช้ใครหรือเทพองค์ไหนทั้งนั้น"

แต่ก็นั่นล่ะ สุดท้ายก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องขายวิญญาณให้เทพเจ้าเคออสเพื่อเอาตัวรอด
กลับมาตอนที่ผมเล่น role play
คือ เมื่อเรารู้ว่าคนมีเวทย์นั้นเป็นตัวล่อให้ปีศาจมาเข้าสิงหรือจะกลายเดป็นพ่อมดแม่มดด้านมืดหากไม่ได้รับการฝึกฝน
ผมกับคนที่เล่นด้วยกันเลยกำหนดนโยบายในดินแดนในปกครองว่า
คนตที่มีเวทย์ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกในโบสถ์เท่านั้น  แน่นอนไม่ได้บังคับอย่างเดียวมีเงินและสวัสดิการต่างๆให้ครอบครัว
ให้ครอบครัวย้ายมาอยู่ข้างๆทำงานให้โบสถ์เพื่อไม่ให้โดเดี่ยว ฯลฯ
มาตรการสารพัดที่ทำเพื่อหลีกเลี่ยงมุกที่ว่า
"เด็กหญิงที่มีเวทมนตร์โดนรังเกียจจากคนทั้งงหมู่บ้าน โดนคนในหมู่บ้านไล่ฆ่า สุดท้ายขายวิญญาณให้ปีศาจเปลี่ยนคนทั้งหมู่บ้านแเป็นแมงมุม"
แน่นอน นโยบายเรา conscript บังคับเกณฑ์เข้ามาเป็นเด็กวัด ไม่มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาหรือทางเลือกอื่นในเขตนี้
ถ้าเป็นโลกความเป็นจริง คือขัดกับหลักการถือเสรีภาพทางศาสนาที่เป็นเสรีภาพเด็ดขาดตามรัฐธรรมนูญ
แต่ในโลก warhammer

เกณฑ์เด็กที่มีเวทมนตร์เป็นเด็กวัดคือทางที่ปลอดภัยที่สุดทางหนึ่ง
เพราะการใช้เวทย?์สายศรัทธาคือการให้พลังเวทย์แก่เทพเจ้าและเทพเจ้าแสดง"ปาฏิหาริย์"เป็นคาถาต่างๆในสายตาของนักบวช คาถาต่างๆคือการใช้ผ่านพระเจ้า
ในสายตาของนักเวทย์คือการใช้ผ่านตนเอง
ตามระบบคือนักบวชจ่ายพลังให้พระเจ้าและพระเจ้าใช้แทนให้
เรื่องนี้ระบบต่างๆกับตำนานก็เห็นตรงกัน
ตอบคำถามบางส่วนของหลายท่านว่าคาถาของนักเวทย์กับนักบวชมันต่างกันตรงไหน
ที่นี้การใช้เวทย์คือการใช้ด้วยตนเองมันอันตรายเหมือนกับใช้สมองในการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของโลก

อย่างที่เบลลาทริกซ์ว่า ต้องตั้งใจให้คนเจ็บปวดจริงๆ คือหลักการของศาสตร์มืด
หมายความว่าคนที่ใมช้เวทย์ฆ่าคนต้องตั้งใจอย่างนั้นจริง
มีสภาพจิตใจที่สามารถฆ่าคนได้ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า
ดังนั้นที่ผมเล่น role play
จึงวางนโยบายเกณฑ์เด็กที่มีความสามารถทั้งหมดมาเป็นเด็กวัด ไม่มีทางเลือกอื่น
แต่ผมจะให้สวัสดิการทุกอย่างและทุนสนับสนุนกับทางบ้านของเด็กด้วย
ซึ่งในทางเทคนิค ไม่นับว่าลำบากอะไรนัก
เพราะเด็กที่มีเวทยืไม่ได้เยอะนักเทียบกับประชากร
และเด็กที่มีเวทย์ หากได้รับการฝึกเป้นนักบวชก็จะเป็นใหญ่เป็นโต เป็นพลังให้กับเรา แทนที่จะปล่อยพวกเขาให้โดนรังเกียจและกลายเป็นนักเวทศาสตร์มืดไป

นี่คือแนวคิดของผมตอนเล่นเควสต์ที่เวทย์มีจริงและคนมีเวทย์มีสิทธิขายวิญญาณให้กับปีศาจร์และใช้ศาสตร์มืดได้ล่ะครับ
อเมริกามีเคส x-men ที่พวกฝรั่งจะเซ็นสิทิฟกับเรื่องการลงทะเบียนมิวแทนต์
แต่นโยบายนี้ก็ชนะในที่สุดเพราะเด็กที่มีเวทย์ปล่อยไปไม่ให้มีการฝึกวืินับและการควบคุมพลังตั้งแต่เด็กปล่อยไปจะอันตรายมากๆ


แฮร์รี่เป็นเด็กดี ไม่กลายเป็นออบสครูลัส

แต่ลองคิดภาพโวลเดอมอร์ตอนเด็กๆสิครับ
ที่จ้องมองก็ทำให้ตูล็อกเกอร์ลุกเป้นไฟ บังคับจิตใจคน เสกงูมาขู่ให้คนตกใจฯลฯ
คนที่มีพลังเช่นนี้ตั้งแต่เกิดเติบโตมาจะเป็นคนอย่างไร?
และจินตนาการเด็กอย่างโวลเดอมอร์ที่โดนปีศาจกระซิบสัญญาว่าจะสอนเรื่องต่างๆและมอบพลังให้สิครับ?
เรียกว่าโบสถ์คือองค์กรที่ผมสนับสนุนเพื่อให้เด็กที่มีเวทย์สามารถฝึกทักษะได้อย่างปลอดภัย ดดยมีผู้เชชี่ยวชาญเฝ้าควบคุมตลอดเวลา
อีกอย่างมันอกจะเรื่องการเมืองด้วยเพราะชาวบ้านไม่ไว้ใจสำนักเวทย์มนตร์

โบสถ์จะเป็นอะไรที่มีภาพพจน์ดีกว่ากับชาวบ้าน

ที่ชาวบ้านยอมให้ลูกทำงานให้รับใช้โบสถ์ได้ง่ายกว่า

เปรียบในไทยก็
ขุนแผนก็เรียนกับพระในวัดนั่นล่ะครับ
ชาวบ้านชอบที่พลายแก้วบวชเรียน ไม่ได้ไปเรียนวิชากับหมอผีหรือสำนักเวทย์ในป่าเขา
[quote/]


มันเป็นเรื่องปกติในการใช้ชีวิตนั้นแหละ เหมือนเราๆท่านๆในยุคปัจจุบันนั้นแหละ ถ้าบอกให้เรียนกับทำงานโดยห้ามมีสิ่งบันเทิงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจก็บ้ากันหมดทุกคนนั้นแหละ


กรณีคิริสึกุเป็นการชดใช้บาปมากกว่า บาปที่ตัวเองไม่กล้าฆ่าเชอรี่ทำให้เชอรี่ต้องกลายเป็นชิโตะไป แล้วทำให้เชอรี่ตัวการเป็นตัวการถูกฆ่าล้างเกาะด้วย
แถมเธอยังต้องไปโดนคนอื่นฆ่าทั้งๆที่เธอยากให้คิริสึกุฆ่าตัวเองมากกว่า คิริสึกุจึงตัดสินใจที่หลังจากนี้ไปจะไม่ลังเลถ้าต้องฆ่าก็จะฆ่าโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครโดยเริ่มจากเป่าหัวพ่อตัวเองก่อนเลย
ยอมที่จะชั่วร้ายเพื่อหาทางที่ดีที่สุดนั้นคือการชดใช้บาปของคิริสึกุ แต่ในปลายทางสุดท้ายก็แตกสลายเพราะอุตสาห์มาจนถึงสิ่งที่น่าจะทำให้ความหวังเป้ฯจริงได้แล้วแท้ๆ แต่กลับต้องมาพบความจริงว่า
แม้แต่จอกก็ให้สิ่งที่เขาต้องการที่สุดไม่ได้เลยหมดหวังไปแล้ว

นั่นล่ะครับ
เข้ามาในวงการจะทำให้ศีลธรรมเปลี่ยนแปลงไป

ที่เจอจอกแล้วบ้าคลั่ง เรฃลิกทำหน้าที่มือสังหารจอมเวทย์
ก็เพราะคิดว่าจอกจะให้สิ่งที่ปรารถนาได้
นั่นคือความอันตรายของการเข้ามาในวิถีแห่งเวทย์

จะสังเกตว่าคิริสึงุ มองเวทย์เป้นแค่เครื่องมือ ไม่ได้บ้าคลลั่งค้นคว้าอย่างนักเวทย์จริงๆ
จะใช้อาวุธก็เลือกป่นซี่โครงตนเอง มากกว่าที่จะทำร้ายคนอื่น
แต่พอมาเจอจอกก็ละทิ้งหลายนยอย่างไปเพื่อทำให้สำเร็จ แม้ต้องสละคนบริสุทธิ์
แน่นอนที่ยังพอจะปลอบประโลมใจตนเองได้เพราะยังมีคติว่า"ให้คนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด"

ความน่ากลัวของศาสตร์เวทย์
ผมไปแเจอเรื่องที่เขียนมาว่า เพราะเวทย์รู้สึกดีเหมือนสิ่งเสพติด
แต่ก็มีคนบอกว่านั่นก็ไม่เรียกว่าสิ่งที่เสพติดที่สุดสำหรับเวทย์
มันคือศาสตร์ที่จะทำอะไรก็ได้ ขอเพียงคุณจ่ายมากพอ

โซวเค็น เริ่มจากการเป็นหนุ่มรูปหล่อ รักความยุติธรรมเหมือนกันแต่สุดท้ายกลายเป็นหนอนในร่างมนุษย์เพราะอะไร?
เขายืดชีวิตไวว้ได้ก็เพราะศาสตร์เวทย์ของเขา"สามารถที่จะกระทำได้"

สามัญสำนึกและศีลธรรมของคนปรกติจะค่อยๆหดหายไปถ้าข้องเกี่ยวกับวงการนี้
รินถือว่าใจดีมากๆและมีอุดมคติที่ดีต่อนักเวทย์
ชิโร่ที่จิตใจเข้มแข็งสุดๆก็ยังกลายเป็นอาเชอร์ในหลายๆไทม์ไลน์
Path of damnation ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

ลองตั้งคำถามศีลธรรมก็ได้ครับ
หากการบูชายัญไก่สิบตัว ทำให้เราทำกิจการสำเร็จได้เลื่อนตำแหน่ง
ในอนาคตเราจะบูชายัญผู้คนเพื่อผลประโยชน์ที่มากกว่านั้นหรือเปล่า?
คิริสึงุ พยายามสละส่วนน้อยและมีอุดมการณืและจิตใจที่เข้มแข็ง
ถึงอยู่มาได้นานขนาดนั้น

ผมถึงบอกว่าผมที่เป้นคนธรรมดา ทนไม่ได้ถึงขนาดนั้นหรอก
คงกลายเป็นนักเวทย์ที่ชั่วร้ายคนหนึ่งในฌโลกนั้นเท่านั้นเอง
เพิ่มเติมหน่อยนะ ท่านแน่ใจได้ไงว่าถ้าท่านได้ขึ้นสวรรค์แล้วท่านจะได้พักจริงๆ ไม่โดนเรียกไปเป็นกำลังพลสำรองในสงครามครั้งสุดท้าย

นั่นท่านต้องไปเข้าแก็งค์ท่านโอดินครับที่โฆษณาว่าสงครามครั้งสุดท้ายคือรางวัล
แก็งค์อื่นโฆษราอย่างอื่น
หากบอกว่าเชื่อใจได้อย่างไร?
ก็มุกประมาณ "ปีศาจโกหกไม่ได้แต่พูดความจริงไม่หมด"นั่นล่ะครับ
อาจจะมีลูกเล่นหลอกล่ออะไรอยู่ แต่ทั้งสองทีมก็อยู่บนกติกาเดียวกันนั่นล่ะ

อีกนิดหนึ่งคือ ถ้าท่านอยู่ทีมโอดินหรือชาวนอร์ส

นั่นก็นับว่าสายศาสนาเหมือนกัยนครับ

ตัดแขน สละลูกตาเพื่อพลังเวทย์ ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวใช่ไหมล่ะครับ?
มีเทพธอร์ต่างๆคอยบัฟพลังให้ ไม่ใช่สายเวทย์เพียวๆ
[quote/]ผมว่าคุณหลงประด็นที่ผมต้องการจะสื่อแล้วครับ ที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ คุณแน่ใจได้ยังไงว่าพระเจ้าในศาสนจักรที่นับถือกันอยู่นั้นเป็นพระเจ้าสูงสุดจริงๆ ในเมื่อแต่ละฝ่ายต่างก็อ้างตัวเป็นพระเจ้า ใช้อะไรตัดสิน
ส่วนอีกฝ่ายก็อย่าเพิ่งไปตีตราว่าเป็นปีศาจเป็นเดรัจฉานวิชาเป็นทางแห่งความเสื่อมที่คุณว่า คุณรู้ได้ยังไงว่าโบนัสหลังเกษียณของแต่ละฝ่ายเป็นเช่นไร ใครบอกอะไรก็เชื่อหรือ ผมถึงบอกไงว่าฝ่ายไหนทำมวลชนสัมพันธ์ดีๆ propagandaแจ่มๆ  มอบผลประโยชน์ให้มากกว่าก็หาคนเข้ารีตได้ง่ายขึ้น ซึ่งสุดท้ายก็ต้องมาตัดสินกันที่ว่าใครมีอำนาจมีพลังมากกว่าเพื่อหาตัวผู้ชนะ ผู้ชนะก็จะกลายเป็นพระเจ้าเป็นเทพ ผู้แพ้ก็จะโดนผู้ชนะตีตราว่าเป็นมารเป็นปีศาจวิชาที่ใช้เป็นเดรัจฉานวิชาเป็นทางแห่งความเสื่อม โบนัสหลังเกษียณของฝ่ายที่โดนตีตราก็คงไม่ต้องบรรยายมากเลวร้ายอยู่แล้วเพราะโดนตีตราไปแล้วว่าเป็นปีศาจ
ตัวอย่างโบนัสหลังเกษียณก็ตำนานไวกิ้งที่ว่านักรบผู้กล้าหาญจะมีวัลคีรี่รับตัวไปเป็น Einherjar ที่ Valhallaไปเสวยสุข(มั้ง)รอเพื่อที่จะไปรบในศึก ragnarok นี่คือฝ่ายนึง
ผมมองว่านี่คือการชิงอำนาจกันระหว่างขั้วอำนาจ ระหว่างเทพกับเทพ พระเจ้ากับพระเจ้า ไม่ใช่เทพกับปีศาจหรือมาร ใช่ครับโบนัสหลังเกษียณของเทพก็ต้องดีอยู่แล้ว แต่ที่มันดูไม่ดีเพราะโดนpropaganda จากผู้ชนะต่างหากจากประวัติศาสตร์จริงก็มีในโรมระหว่างพากัน(เทพโอลิมปัส) กับคริสเตียน ก็มีการชิงอำนาจกัน (พากันนี่คือคำเรียกที่ชาวคริสเตียนไว้เรียกพวกที่นับถือพระเจ้าหลายองค์หรือก็คือพวกนอกศาสนา ผมถือว่านี่เป็นการตีตราเป็นคำเหยียดอย่างหนึ่ง) ฝ่ายคริสเตียนดึงจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 เข้ารีตได้ หลังจากนั้นฝ่ายพากัน ก็เริ่มฉิบหายยาวไปหลายรุ่น ซึ่งถือว่าฝ่ายคริสเตียนมีการทำมวลชนสัมพันธ์ดีที่นำผู้มีอำนาจขณะนั้นมาเป็นพวกได้ พวกนักบวชพากัน โดนจับฆ่าวัดวิหารรูปปั้นโดนทำลายสมบัติโดนปล้น นักบวชและผู้มีความรู้ส่วนนึงหนีไปเปอร์เซีย (ไปพัฒนาเปอร์เซียพอดี)จากตัวอย่างข้างบนทำให้อนุมานได้ว่า ฝ่ายชนะเป็นฝ่ายที่ถูกครับ  ไม่ต้องไปชนะปีศาจในนรกที่ไหน ชนะคนด้วยกันเองนี่แหละ ทั้งโลกจริงและโลกแฟนตาซี(โลกแฟนตาซีก็แค่เพิ่มเวทมนต์เข้าไปด้วย) จากหัวกระทู้ ทางโบสถ์ทำผิดหรือเปล่าที่ปราบผู้ใช้เวทมนต์ 
ส่วนทำไมคนถึงหันเข้าหาศาสตร์มืด คุณต้องนิยามคำว่าศาสตร์มืดของคุณก่อน ว่าใช่ทุกพลังที่ไม่ใช่ของพระเจ้าหรือเปล่า และนิยามพระเจ้าของคุณเป็นแบบไหน มีองค์เดียวหรือหลายองค์


นั่นเป็นการวิจารณ์ทางปรัชญาล่ะครับ
บอกว่าใครชนะเป็นฝ่ายถูกก็อาจจะใช่หรือที่จริงคนเรานับถือเทพเจ้าที่เมหาะกับตนเองอย่างที่ว่ามากันนั่นล่ะ
เจอประโยคว่า "ความดี" ความยุติธรรม "ฯลฯคำต่างๆเหล่านั้นอาจจะเป็นคำกล่าวหลอกลวงให้คนหลงเชื่อก็จริง

แต่"คำโกหก"นั้นสำคัญ
มันเป็นมุกที่มีมาตลอดว่าคนที่โกหก"ได้ตรงๆคือมนุษย์เท่านั้น ปีศาจ ภูติต่างๆต้องใช้ความจริงครึ่งเดียวหรือใช้ภาพลวงตาทำให้เข้าใจผิด แต่จะโกหกตรงๆไม่ได้

จะเรียกว่าศีลธรรมและคุณธรรมคือการโกหกก็ได้ครับ
แต่อย่างที่บอกมใันเป็นคำโกหกที่เป็นเรื่องสำคัญ

ทีนี้เราก็มาที่คำว่าศาสตร์มืดคืออะไร
ตอบแบบคร่าวๆคือ สิ่งที่โบสถ์ห้าม
สิ่งที่โบสถ์ห้ามท่านอาจจะเกลียดโบสถ์มองในแง่ไม่ดี
ถ้าอย่างนั้นผมก็จะยกตัวอย่าง
เช่นการติดต่อกับปีศาจ การทำเสน่ห์ วิธีบูชายัญเพื่อบังคับวิญญาณปีศาจฯลฯ

ทางซ้ายของคับบาล่าห์คือแนวความเชื่อเรื่องของการทำบาปถึงที่สุดจะทำให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอีกครั้ง
แนวทางทั่วไปคือการรักษาสมดุลย์ที่เป้นสายคับบาล่าห์ปรกติ

มันเป้นตำราต้นกำเนิดที่อ่านประกอบโบสถ์เริ่มมต้นมารจากยิวก็ไม่ได้ห้ามแนวทางเวทย์สายมาตรฐานนั้นหากพิจารณากันจริงๆ
เอาแบบ isekai ท่านก็เห็นโบสถ์ใช้คาถารักษาปรกติไม่ได้ห้ามอะไรใช่ไหมครับ? กางบาเรีย ฮีลต่างๆไม่ได้ห้ามแม้แต่น้อย


คำถามที่ว่าทำไมไม่มีใครคิดจะทำความดีอย่างเดียวเพราะ คนที่ไปทางนั้นได้มีแต่พระเจ้าเท่านั้น ตามตำราว่าประมาณนั้น



ท่านมีความเข้าใจว่าศาสตร์มืดประมาณไหนล่ะครับ?
วิชาพูดกับคนตายนั้นทำได้เพราะพระเยซุทำให้ดูแล้วน่ะครับ
ตามตำรา สมัยก่อน คนที่รับหน้าที่กล่อมวิญญาณคนตายก็นักบวชนั่นล่ะครับ

เรียกว่าแค่ระดับนักบวชก็มีหลายๆอย่างที่ชาวบ้าน สามัญสำนึกเกือบรับไม่ได้แล้ว
หรืออาชีพสัปเหร่อ
ที่พิธีกรรมคาถาจัดการกระดูกเสกวิญญาณเข้าโกฐก็นับว่าโอเค ชาวบ้านยอมรับ
เรื่องที่น่ากลัวอย่างนั้นนับเป็นยวิชาที่รับได้ จัดยังอยู่ในสายขาว
แต่ที่รับไม่ได้ก็อย่างที่ผมว่าล่ะครับ
ติดต่อ บูชายัญกับปีศาจและสิ่งที่ก้ามข้ามสามัญสำนึกของผู้คนไป

ที่มีเรื่อง มิสซอมเมอร์กำลังฉาย ผมไปค้นเจอรูปหนึ่ง
ที่ผู้หญิงเอาประจำเดือนผสมอาหารให้ผู้ชายทาน ให้เป็นยาเสน่ห์ให้ผู้ชายหลงรัก

ตำราตะวันตกนั้นตรงกับตำราไทยเป๊ะเลยล่ะครับ :(
เล่นเอาผมรู้สึกสยองนิดๆไปสักพักเลย

แนวคิดที่ว่า "ต้นกำเนิดเวทย์มาจากที่เดียวกัน"ของผมก็มาจากการเปรียบเทียบตำนานและเวทย์หลายๆประเทศล่ะครับ
ตำรายาเสน่ห์ของฝรั่งก็รงกับตำรายาเสน่ห์ของไทย

ต่างกันตรงที่ตำราของไทยกลายเป็นตำราอยู่ในหนังสือพรมหมชาติ พิมพ์ขายเป็นทางการ
ส่วนโบสถ์นั้นเข้มงวดกว่า แบนการทำยาเสน่ห์ไป
คำถามคือ ท่านต้องการให้คาถาที่มีผลต่อจิตใจของผู้คน สามารถฝึกได้อย่างเสรีไม่มีการควบคุมงั้นหรือครับ?
หรือ คาถาอัญเชิญตัวยึกยือ แบบเคราครามควรจะมีการศึกษาอย่างแพร่หลาย ไม่ควรแบน?
ท่านถามว่าศาสตร์มืดคืออะไร?
ผมก็จะตอบว่ามันคือศาสตร์ที่คนตัดสินว่าเป็นศาสตร์มืด เพราะหากปล่อยให้คนฝึกจำนวนมาก ประเทศได้ลงเหวกันแน่ๆหรือมีตัวยึกยือของเคราครามถล่มหมู่บ้านไม่เว้นแต่ละวัน
ความปลอดภัยต่อสาธารณะ นันนับเป็นเหตุผลที่ดีพอหรือเปล่าที่จะจัดหมดปแระเภทนั้น?

เอาแบบจอกศักดิ์สิทธิ์
บูชายัญ วีรชนเจ็ดตนนั้นมันดูยากไป
จะเกิดอะไรขขึ้นถ้ามีนักเวทย์ที่คิดว่าใช้วิญญาณคนธรรมดา 1,000,000 คนนั้นง่ายกว่าเยอะ?
อะไรที่ไม่สามารถทำได้เพราะขาดความรู้เราใช้พลังทดแทน
พลังอะไรที่ขาดไป เราเพิ่มเติมได้ด้วยการบูชายัญมนุษย์
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ wingaura

  • หัวหน้าสมาคมหนองโพ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 9,942
  • ถูกใจแล้ว: 2066 ครั้ง
  • ความนิยม: +249/-326
พูดถึงประสบการณ์ที่ผมลองเล่นสวมบทบาท เควสต์ role play หน่อยครับ

คือที่ผมเริ่มมีแนวคิดมองเวทย์เป็นเรื่องอันตรายเพราะการเล่นเควสต์ในจักรวาล warhammer fantasy น่ะครับ
ใครเล่น Total Warhammer คงจะพอเข้าใจว่ามีเทพเจ้าเคออส
คอยควบคุมปีศาจมาทำลายชาวบ้านที่อยู่ทางใต้
แต่เนื่องจากเล่นกับเนิรืดฝรั่ง จึงมีคนเป็นเทิสม์อยู่มาก
จนผมต้องกล่าวว่า"ในโลกที่พระเจ้าส่งปีศาจมาทำลายบ้านเรือนของผู้เห็นต่างได้นี่จะยังมีเอทิสม์อีกเรอะ" ???
แต่ก็ว่าเข้าไปนั่น การมีเอทิสม์ก็ไม่แปลก แต่คนที่เป็นเอทิสม์จะเป็นพ่อมดด้านมืดเท่านั้นเอง
ประมาณทำสัญญากับปีศาจแต่ไม่ขายวิญญาณให้
"ข้ารู้สึกเช่นเดียวกับท่านเช่นเดียวกับเทพเจ้าแห่งกฎเกณฑ์ ข้าไม่รับใช้ใครหรือเทพองค์ไหนทั้งนั้น"

แต่ก็นั่นล่ะ สุดท้ายก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องขายวิญญาณให้เทพเจ้าเคออสเพื่อเอาตัวรอด
กลับมาตอนที่ผมเล่น role play
คือ เมื่อเรารู้ว่าคนมีเวทย์นั้นเป็นตัวล่อให้ปีศาจมาเข้าสิงหรือจะกลายเดป็นพ่อมดแม่มดด้านมืดหากไม่ได้รับการฝึกฝน
ผมกับคนที่เล่นด้วยกันเลยกำหนดนโยบายในดินแดนในปกครองว่า
คนตที่มีเวทย์ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกในโบสถ์เท่านั้น  แน่นอนไม่ได้บังคับอย่างเดียวมีเงินและสวัสดิการต่างๆให้ครอบครัว
ให้ครอบครัวย้ายมาอยู่ข้างๆทำงานให้โบสถ์เพื่อไม่ให้โดเดี่ยว ฯลฯ
มาตรการสารพัดที่ทำเพื่อหลีกเลี่ยงมุกที่ว่า
"เด็กหญิงที่มีเวทมนตร์โดนรังเกียจจากคนทั้งงหมู่บ้าน โดนคนในหมู่บ้านไล่ฆ่า สุดท้ายขายวิญญาณให้ปีศาจเปลี่ยนคนทั้งหมู่บ้านแเป็นแมงมุม"
แน่นอน นโยบายเรา conscript บังคับเกณฑ์เข้ามาเป็นเด็กวัด ไม่มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาหรือทางเลือกอื่นในเขตนี้
ถ้าเป็นโลกความเป็นจริง คือขัดกับหลักการถือเสรีภาพทางศาสนาที่เป็นเสรีภาพเด็ดขาดตามรัฐธรรมนูญ
แต่ในโลก warhammer

เกณฑ์เด็กที่มีเวทมนตร์เป็นเด็กวัดคือทางที่ปลอดภัยที่สุดทางหนึ่ง
เพราะการใช้เวทย?์สายศรัทธาคือการให้พลังเวทย์แก่เทพเจ้าและเทพเจ้าแสดง"ปาฏิหาริย์"เป็นคาถาต่างๆในสายตาของนักบวช คาถาต่างๆคือการใช้ผ่านพระเจ้า
ในสายตาของนักเวทย์คือการใช้ผ่านตนเอง
ตามระบบคือนักบวชจ่ายพลังให้พระเจ้าและพระเจ้าใช้แทนให้
เรื่องนี้ระบบต่างๆกับตำนานก็เห็นตรงกัน
ตอบคำถามบางส่วนของหลายท่านว่าคาถาของนักเวทย์กับนักบวชมันต่างกันตรงไหน
ที่นี้การใช้เวทย์คือการใช้ด้วยตนเองมันอันตรายเหมือนกับใช้สมองในการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของโลก

อย่างที่เบลลาทริกซ์ว่า ต้องตั้งใจให้คนเจ็บปวดจริงๆ คือหลักการของศาสตร์มืด
หมายความว่าคนที่ใมช้เวทย์ฆ่าคนต้องตั้งใจอย่างนั้นจริง
มีสภาพจิตใจที่สามารถฆ่าคนได้ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า
ดังนั้นที่ผมเล่น role play
จึงวางนโยบายเกณฑ์เด็กที่มีความสามารถทั้งหมดมาเป็นเด็กวัด ไม่มีทางเลือกอื่น
แต่ผมจะให้สวัสดิการทุกอย่างและทุนสนับสนุนกับทางบ้านของเด็กด้วย
ซึ่งในทางเทคนิค ไม่นับว่าลำบากอะไรนัก
เพราะเด็กที่มีเวทยืไม่ได้เยอะนักเทียบกับประชากร
และเด็กที่มีเวทย์ หากได้รับการฝึกเป้นนักบวชก็จะเป็นใหญ่เป็นโต เป็นพลังให้กับเรา แทนที่จะปล่อยพวกเขาให้โดนรังเกียจและกลายเป็นนักเวทศาสตร์มืดไป

นี่คือแนวคิดของผมตอนเล่นเควสต์ที่เวทย์มีจริงและคนมีเวทย์มีสิทธิขายวิญญาณให้กับปีศาจร์และใช้ศาสตร์มืดได้ล่ะครับ
อเมริกามีเคส x-men ที่พวกฝรั่งจะเซ็นสิทิฟกับเรื่องการลงทะเบียนมิวแทนต์
แต่นโยบายนี้ก็ชนะในที่สุดเพราะเด็กที่มีเวทย์ปล่อยไปไม่ให้มีการฝึกวืินับและการควบคุมพลังตั้งแต่เด็กปล่อยไปจะอันตรายมากๆ


แฮร์รี่เป็นเด็กดี ไม่กลายเป็นออบสครูลัส

แต่ลองคิดภาพโวลเดอมอร์ตอนเด็กๆสิครับ
ที่จ้องมองก็ทำให้ตูล็อกเกอร์ลุกเป้นไฟ บังคับจิตใจคน เสกงูมาขู่ให้คนตกใจฯลฯ
คนที่มีพลังเช่นนี้ตั้งแต่เกิดเติบโตมาจะเป็นคนอย่างไร?
และจินตนาการเด็กอย่างโวลเดอมอร์ที่โดนปีศาจกระซิบสัญญาว่าจะสอนเรื่องต่างๆและมอบพลังให้สิครับ?
เรียกว่าโบสถ์คือองค์กรที่ผมสนับสนุนเพื่อให้เด็กที่มีเวทย์สามารถฝึกทักษะได้อย่างปลอดภัย ดดยมีผู้เชชี่ยวชาญเฝ้าควบคุมตลอดเวลา
อีกอย่างมันอกจะเรื่องการเมืองด้วยเพราะชาวบ้านไม่ไว้ใจสำนักเวทย์มนตร์

โบสถ์จะเป็นอะไรที่มีภาพพจน์ดีกว่ากับชาวบ้าน

ที่ชาวบ้านยอมให้ลูกทำงานให้รับใช้โบสถ์ได้ง่ายกว่า

เปรียบในไทยก็
ขุนแผนก็เรียนกับพระในวัดนั่นล่ะครับ
ชาวบ้านชอบที่พลายแก้วบวชเรียน ไม่ได้ไปเรียนวิชากับหมอผีหรือสำนักเวทย์ในป่าเขา
[quote/]
นั่นล่ะครับ
เข้ามาในวงการจะทำให้ศีลธรรมเปลี่ยนแปลงไป

ที่เจอจอกแล้วบ้าคลั่ง เรฃลิกทำหน้าที่มือสังหารจอมเวทย์
ก็เพราะคิดว่าจอกจะให้สิ่งที่ปรารถนาได้
นั่นคือความอันตรายของการเข้ามาในวิถีแห่งเวทย์

จะสังเกตว่าคิริสึงุ มองเวทย์เป้นแค่เครื่องมือ ไม่ได้บ้าคลลั่งค้นคว้าอย่างนักเวทย์จริงๆ
จะใช้อาวุธก็เลือกป่นซี่โครงตนเอง มากกว่าที่จะทำร้ายคนอื่น
แต่พอมาเจอจอกก็ละทิ้งหลายนยอย่างไปเพื่อทำให้สำเร็จ แม้ต้องสละคนบริสุทธิ์
แน่นอนที่ยังพอจะปลอบประโลมใจตนเองได้เพราะยังมีคติว่า"ให้คนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด"

ความน่ากลัวของศาสตร์เวทย์
ผมไปแเจอเรื่องที่เขียนมาว่า เพราะเวทย์รู้สึกดีเหมือนสิ่งเสพติด
แต่ก็มีคนบอกว่านั่นก็ไม่เรียกว่าสิ่งที่เสพติดที่สุดสำหรับเวทย์
มันคือศาสตร์ที่จะทำอะไรก็ได้ ขอเพียงคุณจ่ายมากพอ

โซวเค็น เริ่มจากการเป็นหนุ่มรูปหล่อ รักความยุติธรรมเหมือนกันแต่สุดท้ายกลายเป็นหนอนในร่างมนุษย์เพราะอะไร?
เขายืดชีวิตไวว้ได้ก็เพราะศาสตร์เวทย์ของเขา"สามารถที่จะกระทำได้"

สามัญสำนึกและศีลธรรมของคนปรกติจะค่อยๆหดหายไปถ้าข้องเกี่ยวกับวงการนี้
รินถือว่าใจดีมากๆและมีอุดมคติที่ดีต่อนักเวทย์
ชิโร่ที่จิตใจเข้มแข็งสุดๆก็ยังกลายเป็นอาเชอร์ในหลายๆไทม์ไลน์
Path of damnation ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

ลองตั้งคำถามศีลธรรมก็ได้ครับ
หากการบูชายัญไก่สิบตัว ทำให้เราทำกิจการสำเร็จได้เลื่อนตำแหน่ง
ในอนาคตเราจะบูชายัญผู้คนเพื่อผลประโยชน์ที่มากกว่านั้นหรือเปล่า?
คิริสึงุ พยายามสละส่วนน้อยและมีอุดมการณืและจิตใจที่เข้มแข็ง
ถึงอยู่มาได้นานขนาดนั้น

ผมถึงบอกว่าผมที่เป้นคนธรรมดา ทนไม่ได้ถึงขนาดนั้นหรอก
คงกลายเป็นนักเวทย์ที่ชั่วร้ายคนหนึ่งในฌโลกนั้นเท่านั้นเอง
[quote/]

นั่นท่านต้องไปเข้าแก็งค์ท่านโอดินครับที่โฆษณาว่าสงครามครั้งสุดท้ายคือรางวัล
แก็งค์อื่นโฆษราอย่างอื่น
หากบอกว่าเชื่อใจได้อย่างไร?
ก็มุกประมาณ "ปีศาจโกหกไม่ได้แต่พูดความจริงไม่หมด"นั่นล่ะครับ
อาจจะมีลูกเล่นหลอกล่ออะไรอยู่ แต่ทั้งสองทีมก็อยู่บนกติกาเดียวกันนั่นล่ะ

อีกนิดหนึ่งคือ ถ้าท่านอยู่ทีมโอดินหรือชาวนอร์ส

นั่นก็นับว่าสายศาสนาเหมือนกัยนครับ

ตัดแขน สละลูกตาเพื่อพลังเวทย์ ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวใช่ไหมล่ะครับ?
มีเทพธอร์ต่างๆคอยบัฟพลังให้ ไม่ใช่สายเวทย์เพียวๆ
[quote/]

นั่นเป็นการวิจารณ์ทางปรัชญาล่ะครับ
บอกว่าใครชนะเป็นฝ่ายถูกก็อาจจะใช่หรือที่จริงคนเรานับถือเทพเจ้าที่เมหาะกับตนเองอย่างที่ว่ามากันนั่นล่ะ
เจอประโยคว่า "ความดี" ความยุติธรรม "ฯลฯคำต่างๆเหล่านั้นอาจจะเป็นคำกล่าวหลอกลวงให้คนหลงเชื่อก็จริง

แต่"คำโกหก"นั้นสำคัญ
มันเป็นมุกที่มีมาตลอดว่าคนที่โกหก"ได้ตรงๆคือมนุษย์เท่านั้น ปีศาจ ภูติต่างๆต้องใช้ความจริงครึ่งเดียวหรือใช้ภาพลวงตาทำให้เข้าใจผิด แต่จะโกหกตรงๆไม่ได้

จะเรียกว่าศีลธรรมและคุณธรรมคือการโกหกก็ได้ครับ
แต่อย่างที่บอกมใันเป็นคำโกหกที่เป็นเรื่องสำคัญ

ทีนี้เราก็มาที่คำว่าศาสตร์มืดคืออะไร
ตอบแบบคร่าวๆคือ สิ่งที่โบสถ์ห้าม
สิ่งที่โบสถ์ห้ามท่านอาจจะเกลียดโบสถ์มองในแง่ไม่ดี
ถ้าอย่างนั้นผมก็จะยกตัวอย่าง
เช่นการติดต่อกับปีศาจ การทำเสน่ห์ วิธีบูชายัญเพื่อบังคับวิญญาณปีศาจฯลฯ

ทางซ้ายของคับบาล่าห์คือแนวความเชื่อเรื่องของการทำบาปถึงที่สุดจะทำให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอีกครั้ง
แนวทางทั่วไปคือการรักษาสมดุลย์ที่เป้นสายคับบาล่าห์ปรกติ

มันเป้นตำราต้นกำเนิดที่อ่านประกอบโบสถ์เริ่มมต้นมารจากยิวก็ไม่ได้ห้ามแนวทางเวทย์สายมาตรฐานนั้นหากพิจารณากันจริงๆ
เอาแบบ isekai ท่านก็เห็นโบสถ์ใช้คาถารักษาปรกติไม่ได้ห้ามอะไรใช่ไหมครับ? กางบาเรีย ฮีลต่างๆไม่ได้ห้ามแม้แต่น้อย


คำถามที่ว่าทำไมไม่มีใครคิดจะทำความดีอย่างเดียวเพราะ คนที่ไปทางนั้นได้มีแต่พระเจ้าเท่านั้น ตามตำราว่าประมาณนั้น



ท่านมีความเข้าใจว่าศาสตร์มืดประมาณไหนล่ะครับ?
วิชาพูดกับคนตายนั้นทำได้เพราะพระเยซุทำให้ดูแล้วน่ะครับ
ตามตำรา สมัยก่อน คนที่รับหน้าที่กล่อมวิญญาณคนตายก็นักบวชนั่นล่ะครับ

เรียกว่าแค่ระดับนักบวชก็มีหลายๆอย่างที่ชาวบ้าน สามัญสำนึกเกือบรับไม่ได้แล้ว
หรืออาชีพสัปเหร่อ
ที่พิธีกรรมคาถาจัดการกระดูกเสกวิญญาณเข้าโกฐก็นับว่าโอเค ชาวบ้านยอมรับ
เรื่องที่น่ากลัวอย่างนั้นนับเป็นยวิชาที่รับได้ จัดยังอยู่ในสายขาว
แต่ที่รับไม่ได้ก็อย่างที่ผมว่าล่ะครับ
ติดต่อ บูชายัญกับปีศาจและสิ่งที่ก้ามข้ามสามัญสำนึกของผู้คนไป

ที่มีเรื่อง มิสซอมเมอร์กำลังฉาย ผมไปค้นเจอรูปหนึ่ง
ที่ผู้หญิงเอาประจำเดือนผสมอาหารให้ผู้ชายทาน ให้เป็นยาเสน่ห์ให้ผู้ชายหลงรัก

ตำราตะวันตกนั้นตรงกับตำราไทยเป๊ะเลยล่ะครับ :(
เล่นเอาผมรู้สึกสยองนิดๆไปสักพักเลย

แนวคิดที่ว่า "ต้นกำเนิดเวทย์มาจากที่เดียวกัน"ของผมก็มาจากการเปรียบเทียบตำนานและเวทย์หลายๆประเทศล่ะครับ
ตำรายาเสน่ห์ของฝรั่งก็รงกับตำรายาเสน่ห์ของไทย

ต่างกันตรงที่ตำราของไทยกลายเป็นตำราอยู่ในหนังสือพรมหมชาติ พิมพ์ขายเป็นทางการ
ส่วนโบสถ์นั้นเข้มงวดกว่า แบนการทำยาเสน่ห์ไป
คำถามคือ ท่านต้องการให้คาถาที่มีผลต่อจิตใจของผู้คน สามารถฝึกได้อย่างเสรีไม่มีการควบคุมงั้นหรือครับ?
หรือ คาถาอัญเชิญตัวยึกยือ แบบเคราครามควรจะมีการศึกษาอย่างแพร่หลาย ไม่ควรแบน?
ท่านถามว่าศาสตร์มืดคืออะไร?
ผมก็จะตอบว่ามันคือศาสตร์ที่คนตัดสินว่าเป็นศาสตร์มืด เพราะหากปล่อยให้คนฝึกจำนวนมาก ประเทศได้ลงเหวกันแน่ๆหรือมีตัวยึกยือของเคราครามถล่มหมู่บ้านไม่เว้นแต่ละวัน
ความปลอดภัยต่อสาธารณะ นันนับเป็นเหตุผลที่ดีพอหรือเปล่าที่จะจัดหมดปแระเภทนั้น?

เอาแบบจอกศักดิ์สิทธิ์
บูชายัญ วีรชนเจ็ดตนนั้นมันดูยากไป
จะเกิดอะไรขขึ้นถ้ามีนักเวทย์ที่คิดว่าใช้วิญญาณคนธรรมดา 1,000,000 คนนั้นง่ายกว่าเยอะ?
อะไรที่ไม่สามารถทำได้เพราะขาดความรู้เราใช้พลังทดแทน
พลังอะไรที่ขาดไป เราเพิ่มเติมได้ด้วยการบูชายัญมนุษย์



สังเวยคนแทนไก่ได้มั้ย ก็เพราะแบบนั้นไงผมถึงบอกว่าไม่มีกฏหรือหลักยึดเอาไว้ก็เขว้หมดแหละ หรือไม่รุ้จักหยุดพักเลิกสนใจบ้างก็บ้า
จิตใจของมนุษย์ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ ขอแค่เพียงมีสิ่งยึดเอาไว้ได้ก็ไม่มีอะไรทำใไ้มันสั่นไหวได้ แต่พอเสียสิ่งยึดไปแค่แตะก้ล้มแล้ว
หนทางแห่งเดรันฉานวิชาน่ะมันหนทางที่มีแต่คนที่จิตใจพร้อมแล้วถึงไปได้ ไม่งั้นก็บ้าและเพี้ยนไปเลย เพราะงั้นศาสตร์มืดของไทยนั้น
จะสอนให้ใครต้องดูวันปีเกิดด้วยไงเพราะบ้างคนจะเกิดมาพร้อมกับจิตใจที่แข็งมากพอที่จะเดินบนเส้นทางนี้ได้ มันไม่ยากแต่แค่คุณจะสู้
กับตัวเองได้นานขนาดไหนมาหหว่าจะยอมล้มกฏทิ้งความอดทนเพื่อไปใช้ทางลัด จะผ่านไปจบจบได้หรือจะละทิ้งแล้วยอมทุกอย่างก็เท่านั้นเอง

แต่ก็เห็นด้วยว่าเดรันฉานวิชามันมีเสน่ห์ผู้คนที่จิตใจอ่อนแอถ้าได้ลิ้มรสมันแล้ว จะหลงกับพลังอำนาจพวกนั้นถ้าเทิดทูนมันก็คือจบถ้าแค่มีไว้เป็นเครื่องมือ
แบบคิริสึกุก็คือเหนือกว่ามันแล้ว ผู้สำเร็จวิชาคือผู้ที่ไม่ได้สนใจจะมองหาโอกาสใช้วิชาแต่จะมองหาเหตุผลว่าวิชามันจะใช้เกิดประโยชน์ได้ยังไง
เพราะเส้นทางพุทธของพระพุทธเจ้าเองก็มีวิชาที่ทำให้หลงทางแบบนี้อยุ่เช่นกัน(เมื่อจิตบรรลุโศดาบันจะเข้าถึงวิชาได้เอง เหมือนเจไดนั้นแหละพอสัมผัสฟอร์สได้
ก็จะควบคุมฟอร์สมาใช้ได้) ท่านจึงทรงสั่งห้ามมิให้เหล่าโสดาบันทั้งหลายเอาวิชามาใช้ให้มีเพียงพระโมขคัลลาเพียงคนเดียวที่ให้วิชาได้ เพื่อให้พระโมขคัลลาเป็นผู้ต่อสู้
กับศัตรูผู้มาจากต่างศาสนาที่จะเข้ามาทำลายศาสนาพุทธ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 29, 2020, 08:41:12 PM โดย wingaura »
 

ออฟไลน์ Rumia

  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,353
  • ถูกใจแล้ว: 2270 ครั้ง
  • ความนิยม: +347/-403
โหยคิดกันไปไกลชิบเอาจริงๆที่ว่าศาสตร์มืดจริงๆแล้วมันมีแค่สองสามเคศครับถ้านับตามความเป็นจริง
๑คือการที่โบสถขับไล่ศาสนาเก่าครับ
๒คือพวกที่เรียนจากโบสถ์เองออกมาหากินและไม่แบ่งโบสถ
๓คือหมอชาวบ้านหรือผู้นำท้องถิ่นที่ไม่ยอมโบสถ
๔คือเหยื่อในการกลันแกล้งในด้านต่างๆตามผลประโยชน์เช่นสาวบ้านนี้สวยเจ้าเมืองหรือนักบวชต้องการ แต่สาวไม่ยอมก็ไช้อำนาจโบสถลงโทษแน่นอนว่ามันไช้ในการลงทัณฆ์เมื่อขัดผลประโชยน์ของผู้มีอำนาจและโบสถ
เอาจริงๆมันก็มีแค่นี้แหละ

ออฟไลน์ KAGUYA

  • ผู้สนับสนุนเซนนิคุงY2
  • จอมพลหมีผู้เกรียงไกร
  • *****
  • กระทู้: 21,851
  • ถูกใจแล้ว: 6324 ครั้ง
  • ความนิยม: +622/-548
โหยคิดกันไปไกลชิบเอาจริงๆที่ว่าศาสตร์มืดจริงๆแล้วมันมีแค่สองสามเคศครับถ้านับตามความเป็นจริง
๑คือการที่โบสถขับไล่ศาสนาเก่าครับ
๒คือพวกที่เรียนจากโบสถ์เองออกมาหากินและไม่แบ่งโบสถ
๓คือหมอชาวบ้านหรือผู้นำท้องถิ่นที่ไม่ยอมโบสถ
๔คือเหยื่อในการกลันแกล้งในด้านต่างๆตามผลประโยชน์เช่นสาวบ้านนี้สวยเจ้าเมืองหรือนักบวชต้องการ แต่สาวไม่ยอมก็ไช้อำนาจโบสถลงโทษแน่นอนว่ามันไช้ในการลงทัณฆ์เมื่อขัดผลประโชยน์ของผู้มีอำนาจและโบสถ
เอาจริงๆมันก็มีแค่นี้แหละ
เพิ่มอีกข้อครับ
5.พวกศาสตร์,แนวคิดหรือวิชาการที่ส่งผลกระทบในด้านลบหรือขัดแย้งต่อโบสถ์หรือคำสอนของโบสถ์ อย่างกาลิเลโอที่บอกว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาลและหมุนรอบดวงอาทิตย์ยังโดนหาว่านอกรีตเลย
 

 

Tags:
แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก