พูดถึงประสบการณ์ที่ผมลองเล่นสวมบทบาท เควสต์ role play หน่อยครับ
คือที่ผมเริ่มมีแนวคิดมองเวทย์เป็นเรื่องอันตรายเพราะการเล่นเควสต์ในจักรวาล warhammer fantasy น่ะครับ
ใครเล่น Total Warhammer คงจะพอเข้าใจว่ามีเทพเจ้าเคออส
คอยควบคุมปีศาจมาทำลายชาวบ้านที่อยู่ทางใต้
แต่เนื่องจากเล่นกับเนิรืดฝรั่ง จึงมีคนเป็นเทิสม์อยู่มาก
จนผมต้องกล่าวว่า"ในโลกที่พระเจ้าส่งปีศาจมาทำลายบ้านเรือนของผู้เห็นต่างได้นี่จะยังมีเอทิสม์อีกเรอะ"
แต่ก็ว่าเข้าไปนั่น การมีเอทิสม์ก็ไม่แปลก แต่คนที่เป็นเอทิสม์จะเป็นพ่อมดด้านมืดเท่านั้นเอง
ประมาณทำสัญญากับปีศาจแต่ไม่ขายวิญญาณให้
"ข้ารู้สึกเช่นเดียวกับท่านเช่นเดียวกับเทพเจ้าแห่งกฎเกณฑ์ ข้าไม่รับใช้ใครหรือเทพองค์ไหนทั้งนั้น"
แต่ก็นั่นล่ะ สุดท้ายก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องขายวิญญาณให้เทพเจ้าเคออสเพื่อเอาตัวรอด
กลับมาตอนที่ผมเล่น role play
คือ เมื่อเรารู้ว่าคนมีเวทย์นั้นเป็นตัวล่อให้ปีศาจมาเข้าสิงหรือจะกลายเดป็นพ่อมดแม่มดด้านมืดหากไม่ได้รับการฝึกฝน
ผมกับคนที่เล่นด้วยกันเลยกำหนดนโยบายในดินแดนในปกครองว่า
คนตที่มีเวทย์ต้องเข้ามาเป็นสมาชิกในโบสถ์เท่านั้น แน่นอนไม่ได้บังคับอย่างเดียวมีเงินและสวัสดิการต่างๆให้ครอบครัว
ให้ครอบครัวย้ายมาอยู่ข้างๆทำงานให้โบสถ์เพื่อไม่ให้โดเดี่ยว ฯลฯ
มาตรการสารพัดที่ทำเพื่อหลีกเลี่ยงมุกที่ว่า
"เด็กหญิงที่มีเวทมนตร์โดนรังเกียจจากคนทั้งงหมู่บ้าน โดนคนในหมู่บ้านไล่ฆ่า สุดท้ายขายวิญญาณให้ปีศาจเปลี่ยนคนทั้งหมู่บ้านแเป็นแมงมุม"
แน่นอน นโยบายเรา conscript บังคับเกณฑ์เข้ามาเป็นเด็กวัด ไม่มีเสรีภาพในการนับถือศาสนาหรือทางเลือกอื่นในเขตนี้
ถ้าเป็นโลกความเป็นจริง คือขัดกับหลักการถือเสรีภาพทางศาสนาที่เป็นเสรีภาพเด็ดขาดตามรัฐธรรมนูญ
แต่ในโลก warhammer
เกณฑ์เด็กที่มีเวทมนตร์เป็นเด็กวัดคือทางที่ปลอดภัยที่สุดทางหนึ่ง
เพราะการใช้เวทย?์สายศรัทธาคือการให้พลังเวทย์แก่เทพเจ้าและเทพเจ้าแสดง"ปาฏิหาริย์"เป็นคาถาต่างๆในสายตาของนักบวช คาถาต่างๆคือการใช้ผ่านพระเจ้า
ในสายตาของนักเวทย์คือการใช้ผ่านตนเอง
ตามระบบคือนักบวชจ่ายพลังให้พระเจ้าและพระเจ้าใช้แทนให้
เรื่องนี้ระบบต่างๆกับตำนานก็เห็นตรงกัน
ตอบคำถามบางส่วนของหลายท่านว่าคาถาของนักเวทย์กับนักบวชมันต่างกันตรงไหน
ที่นี้การใช้เวทย์คือการใช้ด้วยตนเองมันอันตรายเหมือนกับใช้สมองในการเปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของโลก
อย่างที่เบลลาทริกซ์ว่า ต้องตั้งใจให้คนเจ็บปวดจริงๆ คือหลักการของศาสตร์มืด
หมายความว่าคนที่ใมช้เวทย์ฆ่าคนต้องตั้งใจอย่างนั้นจริง
มีสภาพจิตใจที่สามารถฆ่าคนได้ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า
ดังนั้นที่ผมเล่น role play
จึงวางนโยบายเกณฑ์เด็กที่มีความสามารถทั้งหมดมาเป็นเด็กวัด ไม่มีทางเลือกอื่น
แต่ผมจะให้สวัสดิการทุกอย่างและทุนสนับสนุนกับทางบ้านของเด็กด้วย
ซึ่งในทางเทคนิค ไม่นับว่าลำบากอะไรนัก
เพราะเด็กที่มีเวทยืไม่ได้เยอะนักเทียบกับประชากร
และเด็กที่มีเวทย์ หากได้รับการฝึกเป้นนักบวชก็จะเป็นใหญ่เป็นโต เป็นพลังให้กับเรา แทนที่จะปล่อยพวกเขาให้โดนรังเกียจและกลายเป็นนักเวทศาสตร์มืดไป
นี่คือแนวคิดของผมตอนเล่นเควสต์ที่เวทย์มีจริงและคนมีเวทย์มีสิทธิขายวิญญาณให้กับปีศาจร์และใช้ศาสตร์มืดได้ล่ะครับ
อเมริกามีเคส x-men ที่พวกฝรั่งจะเซ็นสิทิฟกับเรื่องการลงทะเบียนมิวแทนต์
แต่นโยบายนี้ก็ชนะในที่สุดเพราะเด็กที่มีเวทย์ปล่อยไปไม่ให้มีการฝึกวืินับและการควบคุมพลังตั้งแต่เด็กปล่อยไปจะอันตรายมากๆ
แฮร์รี่เป็นเด็กดี ไม่กลายเป็นออบสครูลัส
แต่ลองคิดภาพโวลเดอมอร์ตอนเด็กๆสิครับ
ที่จ้องมองก็ทำให้ตูล็อกเกอร์ลุกเป้นไฟ บังคับจิตใจคน เสกงูมาขู่ให้คนตกใจฯลฯ
คนที่มีพลังเช่นนี้ตั้งแต่เกิดเติบโตมาจะเป็นคนอย่างไร?
และจินตนาการเด็กอย่างโวลเดอมอร์ที่โดนปีศาจกระซิบสัญญาว่าจะสอนเรื่องต่างๆและมอบพลังให้สิครับ?
เรียกว่าโบสถ์คือองค์กรที่ผมสนับสนุนเพื่อให้เด็กที่มีเวทย์สามารถฝึกทักษะได้อย่างปลอดภัย ดดยมีผู้เชชี่ยวชาญเฝ้าควบคุมตลอดเวลา
อีกอย่างมันอกจะเรื่องการเมืองด้วยเพราะชาวบ้านไม่ไว้ใจสำนักเวทย์มนตร์
โบสถ์จะเป็นอะไรที่มีภาพพจน์ดีกว่ากับชาวบ้าน
ที่ชาวบ้านยอมให้ลูกทำงานให้รับใช้โบสถ์ได้ง่ายกว่า
เปรียบในไทยก็
ขุนแผนก็เรียนกับพระในวัดนั่นล่ะครับ
ชาวบ้านชอบที่พลายแก้วบวชเรียน ไม่ได้ไปเรียนวิชากับหมอผีหรือสำนักเวทย์ในป่าเขา
[quote/]
มันเป็นเรื่องปกติในการใช้ชีวิตนั้นแหละ เหมือนเราๆท่านๆในยุคปัจจุบันนั้นแหละ ถ้าบอกให้เรียนกับทำงานโดยห้ามมีสิ่งบันเทิงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจก็บ้ากันหมดทุกคนนั้นแหละ
กรณีคิริสึกุเป็นการชดใช้บาปมากกว่า บาปที่ตัวเองไม่กล้าฆ่าเชอรี่ทำให้เชอรี่ต้องกลายเป็นชิโตะไป แล้วทำให้เชอรี่ตัวการเป็นตัวการถูกฆ่าล้างเกาะด้วย
แถมเธอยังต้องไปโดนคนอื่นฆ่าทั้งๆที่เธอยากให้คิริสึกุฆ่าตัวเองมากกว่า คิริสึกุจึงตัดสินใจที่หลังจากนี้ไปจะไม่ลังเลถ้าต้องฆ่าก็จะฆ่าโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเป็นใครโดยเริ่มจากเป่าหัวพ่อตัวเองก่อนเลย
ยอมที่จะชั่วร้ายเพื่อหาทางที่ดีที่สุดนั้นคือการชดใช้บาปของคิริสึกุ แต่ในปลายทางสุดท้ายก็แตกสลายเพราะอุตสาห์มาจนถึงสิ่งที่น่าจะทำให้ความหวังเป้ฯจริงได้แล้วแท้ๆ แต่กลับต้องมาพบความจริงว่า
แม้แต่จอกก็ให้สิ่งที่เขาต้องการที่สุดไม่ได้เลยหมดหวังไปแล้ว
นั่นล่ะครับ
เข้ามาในวงการจะทำให้ศีลธรรมเปลี่ยนแปลงไป
ที่เจอจอกแล้วบ้าคลั่ง เรฃลิกทำหน้าที่มือสังหารจอมเวทย์
ก็เพราะคิดว่าจอกจะให้สิ่งที่ปรารถนาได้
นั่นคือความอันตรายของการเข้ามาในวิถีแห่งเวทย์
จะสังเกตว่าคิริสึงุ มองเวทย์เป้นแค่เครื่องมือ ไม่ได้บ้าคลลั่งค้นคว้าอย่างนักเวทย์จริงๆ
จะใช้อาวุธก็เลือกป่นซี่โครงตนเอง มากกว่าที่จะทำร้ายคนอื่น
แต่พอมาเจอจอกก็ละทิ้งหลายนยอย่างไปเพื่อทำให้สำเร็จ แม้ต้องสละคนบริสุทธิ์
แน่นอนที่ยังพอจะปลอบประโลมใจตนเองได้เพราะยังมีคติว่า"ให้คนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด"
ความน่ากลัวของศาสตร์เวทย์
ผมไปแเจอเรื่องที่เขียนมาว่า เพราะเวทย์รู้สึกดีเหมือนสิ่งเสพติด
แต่ก็มีคนบอกว่านั่นก็ไม่เรียกว่าสิ่งที่เสพติดที่สุดสำหรับเวทย์
มันคือศาสตร์ที่จะทำอะไรก็ได้ ขอเพียงคุณจ่ายมากพอ
โซวเค็น เริ่มจากการเป็นหนุ่มรูปหล่อ รักความยุติธรรมเหมือนกันแต่สุดท้ายกลายเป็นหนอนในร่างมนุษย์เพราะอะไร?
เขายืดชีวิตไวว้ได้ก็เพราะศาสตร์เวทย์ของเขา"สามารถที่จะกระทำได้"
สามัญสำนึกและศีลธรรมของคนปรกติจะค่อยๆหดหายไปถ้าข้องเกี่ยวกับวงการนี้
รินถือว่าใจดีมากๆและมีอุดมคติที่ดีต่อนักเวทย์
ชิโร่ที่จิตใจเข้มแข็งสุดๆก็ยังกลายเป็นอาเชอร์ในหลายๆไทม์ไลน์
Path of damnation ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ลองตั้งคำถามศีลธรรมก็ได้ครับ
หากการบูชายัญไก่สิบตัว ทำให้เราทำกิจการสำเร็จได้เลื่อนตำแหน่ง
ในอนาคตเราจะบูชายัญผู้คนเพื่อผลประโยชน์ที่มากกว่านั้นหรือเปล่า?
คิริสึงุ พยายามสละส่วนน้อยและมีอุดมการณืและจิตใจที่เข้มแข็ง
ถึงอยู่มาได้นานขนาดนั้น
ผมถึงบอกว่าผมที่เป้นคนธรรมดา ทนไม่ได้ถึงขนาดนั้นหรอก
คงกลายเป็นนักเวทย์ที่ชั่วร้ายคนหนึ่งในฌโลกนั้นเท่านั้นเอง
เพิ่มเติมหน่อยนะ ท่านแน่ใจได้ไงว่าถ้าท่านได้ขึ้นสวรรค์แล้วท่านจะได้พักจริงๆ ไม่โดนเรียกไปเป็นกำลังพลสำรองในสงครามครั้งสุดท้าย
นั่นท่านต้องไปเข้าแก็งค์ท่านโอดินครับที่โฆษณาว่าสงครามครั้งสุดท้ายคือรางวัล
แก็งค์อื่นโฆษราอย่างอื่น
หากบอกว่าเชื่อใจได้อย่างไร?
ก็มุกประมาณ "ปีศาจโกหกไม่ได้แต่พูดความจริงไม่หมด"นั่นล่ะครับ
อาจจะมีลูกเล่นหลอกล่ออะไรอยู่ แต่ทั้งสองทีมก็อยู่บนกติกาเดียวกันนั่นล่ะ
อีกนิดหนึ่งคือ ถ้าท่านอยู่ทีมโอดินหรือชาวนอร์ส
นั่นก็นับว่าสายศาสนาเหมือนกัยนครับ
ตัดแขน สละลูกตาเพื่อพลังเวทย์ ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวใช่ไหมล่ะครับ?
มีเทพธอร์ต่างๆคอยบัฟพลังให้ ไม่ใช่สายเวทย์เพียวๆ
[quote/]ผมว่าคุณหลงประด็นที่ผมต้องการจะสื่อแล้วครับ ที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ คุณแน่ใจได้ยังไงว่าพระเจ้าในศาสนจักรที่นับถือกันอยู่นั้นเป็นพระเจ้าสูงสุดจริงๆ ในเมื่อแต่ละฝ่ายต่างก็อ้างตัวเป็นพระเจ้า ใช้อะไรตัดสิน
ส่วนอีกฝ่ายก็อย่าเพิ่งไปตีตราว่าเป็นปีศาจเป็นเดรัจฉานวิชาเป็นทางแห่งความเสื่อมที่คุณว่า คุณรู้ได้ยังไงว่าโบนัสหลังเกษียณของแต่ละฝ่ายเป็นเช่นไร ใครบอกอะไรก็เชื่อหรือ ผมถึงบอกไงว่าฝ่ายไหนทำมวลชนสัมพันธ์ดีๆ propagandaแจ่มๆ มอบผลประโยชน์ให้มากกว่าก็หาคนเข้ารีตได้ง่ายขึ้น ซึ่งสุดท้ายก็ต้องมาตัดสินกันที่ว่าใครมีอำนาจมีพลังมากกว่าเพื่อหาตัวผู้ชนะ ผู้ชนะก็จะกลายเป็นพระเจ้าเป็นเทพ ผู้แพ้ก็จะโดนผู้ชนะตีตราว่าเป็นมารเป็นปีศาจวิชาที่ใช้เป็นเดรัจฉานวิชาเป็นทางแห่งความเสื่อม โบนัสหลังเกษียณของฝ่ายที่โดนตีตราก็คงไม่ต้องบรรยายมากเลวร้ายอยู่แล้วเพราะโดนตีตราไปแล้วว่าเป็นปีศาจ
ตัวอย่างโบนัสหลังเกษียณก็ตำนานไวกิ้งที่ว่านักรบผู้กล้าหาญจะมีวัลคีรี่รับตัวไปเป็น Einherjar ที่ Valhallaไปเสวยสุข(มั้ง)รอเพื่อที่จะไปรบในศึก ragnarok นี่คือฝ่ายนึง
ผมมองว่านี่คือการชิงอำนาจกันระหว่างขั้วอำนาจ ระหว่างเทพกับเทพ พระเจ้ากับพระเจ้า ไม่ใช่เทพกับปีศาจหรือมาร ใช่ครับโบนัสหลังเกษียณของเทพก็ต้องดีอยู่แล้ว แต่ที่มันดูไม่ดีเพราะโดนpropaganda จากผู้ชนะต่างหากจากประวัติศาสตร์จริงก็มีในโรมระหว่างพากัน(เทพโอลิมปัส) กับคริสเตียน ก็มีการชิงอำนาจกัน (พากันนี่คือคำเรียกที่ชาวคริสเตียนไว้เรียกพวกที่นับถือพระเจ้าหลายองค์หรือก็คือพวกนอกศาสนา ผมถือว่านี่เป็นการตีตราเป็นคำเหยียดอย่างหนึ่ง) ฝ่ายคริสเตียนดึงจักรพรรดิคอนสแตนตินที่ 1 เข้ารีตได้ หลังจากนั้นฝ่ายพากัน ก็เริ่มฉิบหายยาวไปหลายรุ่น ซึ่งถือว่าฝ่ายคริสเตียนมีการทำมวลชนสัมพันธ์ดีที่นำผู้มีอำนาจขณะนั้นมาเป็นพวกได้ พวกนักบวชพากัน โดนจับฆ่าวัดวิหารรูปปั้นโดนทำลายสมบัติโดนปล้น นักบวชและผู้มีความรู้ส่วนนึงหนีไปเปอร์เซีย (ไปพัฒนาเปอร์เซียพอดี)จากตัวอย่างข้างบนทำให้อนุมานได้ว่า ฝ่ายชนะเป็นฝ่ายที่ถูกครับ ไม่ต้องไปชนะปีศาจในนรกที่ไหน ชนะคนด้วยกันเองนี่แหละ ทั้งโลกจริงและโลกแฟนตาซี(โลกแฟนตาซีก็แค่เพิ่มเวทมนต์เข้าไปด้วย) จากหัวกระทู้ ทางโบสถ์ทำผิดหรือเปล่าที่ปราบผู้ใช้เวทมนต์
ส่วนทำไมคนถึงหันเข้าหาศาสตร์มืด คุณต้องนิยามคำว่าศาสตร์มืดของคุณก่อน ว่าใช่ทุกพลังที่ไม่ใช่ของพระเจ้าหรือเปล่า และนิยามพระเจ้าของคุณเป็นแบบไหน มีองค์เดียวหรือหลายองค์
นั่นเป็นการวิจารณ์ทางปรัชญาล่ะครับ
บอกว่าใครชนะเป็นฝ่ายถูกก็อาจจะใช่หรือที่จริงคนเรานับถือเทพเจ้าที่เมหาะกับตนเองอย่างที่ว่ามากันนั่นล่ะ
เจอประโยคว่า "ความดี" ความยุติธรรม "ฯลฯคำต่างๆเหล่านั้นอาจจะเป็นคำกล่าวหลอกลวงให้คนหลงเชื่อก็จริง
แต่"คำโกหก"นั้นสำคัญ
มันเป็นมุกที่มีมาตลอดว่าคนที่โกหก"ได้ตรงๆคือมนุษย์เท่านั้น ปีศาจ ภูติต่างๆต้องใช้ความจริงครึ่งเดียวหรือใช้ภาพลวงตาทำให้เข้าใจผิด แต่จะโกหกตรงๆไม่ได้
จะเรียกว่าศีลธรรมและคุณธรรมคือการโกหกก็ได้ครับ
แต่อย่างที่บอกมใันเป็นคำโกหกที่เป็นเรื่องสำคัญ
ทีนี้เราก็มาที่คำว่าศาสตร์มืดคืออะไร
ตอบแบบคร่าวๆคือ สิ่งที่โบสถ์ห้าม
สิ่งที่โบสถ์ห้ามท่านอาจจะเกลียดโบสถ์มองในแง่ไม่ดี
ถ้าอย่างนั้นผมก็จะยกตัวอย่าง
เช่นการติดต่อกับปีศาจ การทำเสน่ห์ วิธีบูชายัญเพื่อบังคับวิญญาณปีศาจฯลฯ
ทางซ้ายของคับบาล่าห์คือแนวความเชื่อเรื่องของการทำบาปถึงที่สุดจะทำให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าอีกครั้ง
แนวทางทั่วไปคือการรักษาสมดุลย์ที่เป้นสายคับบาล่าห์ปรกติ
มันเป้นตำราต้นกำเนิดที่อ่านประกอบโบสถ์เริ่มมต้นมารจากยิวก็ไม่ได้ห้ามแนวทางเวทย์สายมาตรฐานนั้นหากพิจารณากันจริงๆ
เอาแบบ isekai ท่านก็เห็นโบสถ์ใช้คาถารักษาปรกติไม่ได้ห้ามอะไรใช่ไหมครับ? กางบาเรีย ฮีลต่างๆไม่ได้ห้ามแม้แต่น้อย
คำถามที่ว่าทำไมไม่มีใครคิดจะทำความดีอย่างเดียวเพราะ คนที่ไปทางนั้นได้มีแต่พระเจ้าเท่านั้น ตามตำราว่าประมาณนั้น
ท่านมีความเข้าใจว่าศาสตร์มืดประมาณไหนล่ะครับ?
วิชาพูดกับคนตายนั้นทำได้เพราะพระเยซุทำให้ดูแล้วน่ะครับ
ตามตำรา สมัยก่อน คนที่รับหน้าที่กล่อมวิญญาณคนตายก็นักบวชนั่นล่ะครับ
เรียกว่าแค่ระดับนักบวชก็มีหลายๆอย่างที่ชาวบ้าน สามัญสำนึกเกือบรับไม่ได้แล้ว
หรืออาชีพสัปเหร่อ
ที่พิธีกรรมคาถาจัดการกระดูกเสกวิญญาณเข้าโกฐก็นับว่าโอเค ชาวบ้านยอมรับ
เรื่องที่น่ากลัวอย่างนั้นนับเป็นยวิชาที่รับได้ จัดยังอยู่ในสายขาว
แต่ที่รับไม่ได้ก็อย่างที่ผมว่าล่ะครับ
ติดต่อ บูชายัญกับปีศาจและสิ่งที่ก้ามข้ามสามัญสำนึกของผู้คนไป
ที่มีเรื่อง มิสซอมเมอร์กำลังฉาย ผมไปค้นเจอรูปหนึ่ง
ที่ผู้หญิงเอาประจำเดือนผสมอาหารให้ผู้ชายทาน ให้เป็นยาเสน่ห์ให้ผู้ชายหลงรัก
ตำราตะวันตกนั้นตรงกับตำราไทยเป๊ะเลยล่ะครับ
เล่นเอาผมรู้สึกสยองนิดๆไปสักพักเลย
แนวคิดที่ว่า "ต้นกำเนิดเวทย์มาจากที่เดียวกัน"ของผมก็มาจากการเปรียบเทียบตำนานและเวทย์หลายๆประเทศล่ะครับ
ตำรายาเสน่ห์ของฝรั่งก็รงกับตำรายาเสน่ห์ของไทย
ต่างกันตรงที่ตำราของไทยกลายเป็นตำราอยู่ในหนังสือพรมหมชาติ พิมพ์ขายเป็นทางการ
ส่วนโบสถ์นั้นเข้มงวดกว่า แบนการทำยาเสน่ห์ไป
คำถามคือ ท่านต้องการให้คาถาที่มีผลต่อจิตใจของผู้คน สามารถฝึกได้อย่างเสรีไม่มีการควบคุมงั้นหรือครับ?
หรือ คาถาอัญเชิญตัวยึกยือ แบบเคราครามควรจะมีการศึกษาอย่างแพร่หลาย ไม่ควรแบน?
ท่านถามว่าศาสตร์มืดคืออะไร?
ผมก็จะตอบว่ามันคือศาสตร์ที่คนตัดสินว่าเป็นศาสตร์มืด เพราะหากปล่อยให้คนฝึกจำนวนมาก ประเทศได้ลงเหวกันแน่ๆหรือมีตัวยึกยือของเคราครามถล่มหมู่บ้านไม่เว้นแต่ละวัน
ความปลอดภัยต่อสาธารณะ นันนับเป็นเหตุผลที่ดีพอหรือเปล่าที่จะจัดหมดปแระเภทนั้น?
เอาแบบจอกศักดิ์สิทธิ์
บูชายัญ วีรชนเจ็ดตนนั้นมันดูยากไป
จะเกิดอะไรขขึ้นถ้ามีนักเวทย์ที่คิดว่าใช้วิญญาณคนธรรมดา 1,000,000 คนนั้นง่ายกว่าเยอะ?
อะไรที่ไม่สามารถทำได้เพราะขาดความรู้เราใช้พลังทดแทน
พลังอะไรที่ขาดไป เราเพิ่มเติมได้ด้วยการบูชายัญมนุษย์