แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก

ผู้เขียน หัวข้อ: แฟนตาซี-พลังพิเศษความจริงแล้วเวทย์นั้นคล้ายกันอย่างมากในแต่ละประเทศ  (อ่าน 1883 ครั้ง)

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,301
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +246/-433
ช่วงนี้ผมกำลังศึกษามุกเอามาเขียนนิยายอยู่ครับ

และเผอิญไปเจอ ภาพของแนวยุโรป ที่มีภาพผู้หญิงใช้ประจำเดือนลงไปในอาหารใช้เป็นยาเสน่ห์ให้สามีหรือผู้ชายหลงใหล ???

ซึ่งมันก็เป็นอะไรที่ตรงกันอย่างมากกับตำราทำเสน่ห์ของไทย


หรือแนวการสักยันต์ต่างๆที่ก็มีมาตั้งแต่โบราณของไทยและตามตำราเซลติก ของ พี่หมาคูชูฮเลนแห่ง เฟทด้วย

ว่้่าแนวทางเวทมนตร์ที่แท้จริงแล้วอาจจะไม่ได้แปลกแยกจากกันเสียทีเดียว

หากเป็นมุกในนิยายแฟนตาซีผมคงอธิบายว่า ตำรานั้น มาจากการศึกษาค้นคว้าของอัจฉริยะในแต่ละประเทศ ไม่แปลกที่อัจฉริยะของแต่ละประเทศจะคิดอ่านตรงกันสร้างเป็นตำราของตนขึ้นมา

ในความเป็นจริงเจอคำอธิบายว่า แท้ที่จริงแล้ว ตำราศาสนาวิชาพวกนี้อาจมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน

บทสวดของอียิปต์และพิธีกรรมที่ค้นพบจากโบราณสถานก็เรียกว่าคล้ายศาสนาพุทะมากทีเดียว

ตำนานน้ำท่วมโลกก็ราวกับว่า ทุกคนเผชิญกับเหตุการณ์เดียวแต่เล่าเรื่องราวแตกต่างกันไป


ทุกท่านคิดว่าอย่างไรบ้างครับ?


หากอธิบายว่า urban fantasy สไตล์ไทป์มุนหรือจักรวาลเฟท ที่พยายามอธิบายว่าคือโลกที่ดูจากเปลือกนอกคล้ายกับโลกเราแต่ภายในที่ซ่อนอยู่มีเวทย์และเรื่องเหนือธรรมชาติ


ท่านจะอธิบายว่าอย่างไรในแนวทางที่คล้ายกันของวิชาเวทย์ของสำนักต่างๆครับ?

ผมกะกำลังเล่นมุกในนิยายของผมว่า ตอนแรกพระเอกพยายามคิดว่าศึกษาหลายแขนงจะสร้างความหลากหลายของวิชา

แต่ยิ่งศึกษาไปมากขึ้น ยิ่งทำให่้รู้สึกถึงความเหมือนต่างหาก
ว่าอาจจะมีการพัฒนาไปหลายอย่าง ตามความเชี่ยวชาญเล็กๆน้อย แต่แกนหลักของเวทมนตร์ หลายสำนักค่อนข้างเห็นตรงกันมากกว่าที่คิด

ประมาณว่า ไม่จำเป็นต้องรวมวิชา เพราะวิชามาจากรากฐานเดียวกันอยู่แล้ว

เอาแบบมุกเฟท เวทย์อัญเชิญตัวยึกยือของเคราคราม ที่เปรลาติให้มา ที่จริงก็เอามาจากตำราของราชวงศ์ชางในสมัยของจิ้งจอกต๋าจี่ ที่แปลมาเป้นภาษาอิตาลี่อีกทีหนึ่้งไม่ใช่ตำราดั้งเดิมภาษาจีน
มุกเดียวกับคัมภีรืทานตะวันที่เป็นของก็อปปี้ ไม่ใช่ของต้นฉบับสุดเทพ


เรื่องที่น่าสนใจคือ ศาสนาใหญ่ก็สามัคคีกันแบนวิทยาอาคมต่างๆด้วย โดยพร้อมเพรียงกันอย่างมีนัยยะสำคัญ

ในความเป็นจริง เราอาจมองว่าเป็นเรื่องการเมือง ที่ศาสนาไม่ยอมให้ใครมีอำนาจนอกจากพระผุ้เป็นเจ้า...แต่หากอธิบายแบบแนวเรื่องลึกลับแบบเฟท world of darkness ล่ะ?


แปลว่ามันต้องมีเหตุผลที่ศาสนาใหญ่ๆเห็นตรงกันเช่นกันนอกเหนือไปจากเรื่องการเมือง

ว่าเวทมนตร์เป็นสิ่งที่ทำให้ตกอยู่ในทางชั่วร้ายได้ง่ายก็ว่ากันไป

คนที่มีอำนาจปลุกคนตายได้มีแค่ระดับพระคริสต์เท่านั้น คนอื่นทำพระเจ้าไม่อนุมัติคือเนโครแมนเชอร์

ทุกท่านคิดว่าอย่างไรบ้างครับ? หากเราอยู่บนโลกที่มีเวทมนตร์เป้นของจริงและหลายๆสำนักเห็นตรงกัน?
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ richter

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • แม่ทัพหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 2,270
  • ถูกใจแล้ว: 1122 ครั้ง
  • ความนิยม: +52/-25
ประจำเดือนไม่น่าจะได้ผลเพราะเป็นแค่การขับเยื้อที่ไม่ใช้แล้ว แต่ถ้าเป็น love nectar ช่วงตกไข่ล่ะก็ไม่แน่ ช่วงนั้นฟีโรโมนแรง  :-X

ส่วนตัวผมมองว่าเริ่มต้นแล้วศาสนาเกิดขึ้นจากการสร้างระเบียบให้กับสังคมนั้นๆ อยู่กันอย่างสงบสุข แต่พูดลอยๆ ใครจะเชื่อก็เลยต้องมีคุณมีโทษ สร้างฐานอำนาจขึ้นมาปกป้องทำให้คนอื่นนั้นไม่มาขัดขวางแนวทางนั้นๆ ได้ อย่างไรก็ดีสัญชาตญาณของมนุษย์ย่อมใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งที่ใช้ได้ ด้วยอำนาจที่ล้นเหลือจึงเริ่มมีการบิดเบือนระเบียบต่างๆ เพื่อให้ต้นได้ผลประโยชน์โดยอาศัยที่ระเบียบบางอย่างต้องปรับเปลี่ยนไปบ้างตามกาลและสถาน จะหนักก็ตรงช่วงการแย่งชิงอำนาจการสร้างระเบียบระหว่างระบบการปกครองกับคำสอนของศาสนา

ทีนี้พวกมนตราศาสตร์มืดปลุกยันต์สวดวอนต่างๆ นั้นล้วนแล้วแต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างอำนาจเพื่อปกป้องบรรยัติของศาสนาความเชื่อนั้นๆ ซึ่งของพวกนี้ผมเชื่อว่าจะต้องมีการ Me too ตูเอาด้วย เป็นอย่างแน่แท้เช่นเห็นลัทธิความเชื่ออื่นเริ่มมีการสักยันต์ทำให้คนยึดมั่นแล้วคนในลัทธิที่ยังไม่มีที่คิดว่าสามารถปรับใช้ให้เกิดผลประโยชน์ต่อทางตนได้ก็จะเริ่มเอามาปรับใช้บ้างเป็นต้น

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,301
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +246/-433
@richter




ขอบคุณครับ




คือในที่นี้ เราอยู่บนสมมติฐานที่ว่า เวทมนตร์ สิ่งเหนือธรรมชานิมีอยู่จริง แต่หลบซ่อนจากสายตาของมักเกิ้ลน่ะครับ urban fantasy




เข้าใจว่าจะทำให้มุมมองของเราหลายๆเรื่องเปลี่ยนไป หากยอมรับว่าเวทย์มีอยู่จริง






ยกตัวอย่างเช่น การมีผีปอบ




ในภาพข่าวของโลกความเป็นจริง จะแสดงว่าชาวบ้านงมงาย ไล่คุณยายที่คิดว่าเป็นผีปอบหรือผีกระสือ ไปนอนหนาวสั่นนอกหมู่บ้านเพราะความเชื่องมงาย ทั้งที่ตามความเป็นจริงคุณยายที่น่าสงสารพวกนั้น แค่ไข้ขึ้น ไข้เลือดออกมาเลเรีย กำลังป่วยอยู่ด้วยซ้ำ แต่กลับโดนความเชื่องมงายของชาวบ้านซ้ำเติมให้ลำบากกว่าเดิมอีก






....แต่หากเราตั้งสมมริฐานว่าเราเป็น urban fantasy แบบเดียวกับเฟท




เราจะมองว่า ชาวบ้านโง่เขลา จับผีปอบได้แทนที่จะจุดไฟเผาตั้งแต่ตอนกลางวัน ดันแค่ไล่ไปนอกหมู่บ้าน ทำให้ตอนกลางคืน คุณยายผีปอบมีกำลังกลับมาไบ่ฆ่าคนในหมู่บ้านอีกครั้งเพราะคนในหมู่บ้านใจอ่อนเกินไป เพราะทำเพียงแค่ไล่ไปนอกหมู่บ้าน แทนที่จะเผาให้สิ้นปัญหาผีปอบ




ที่ท่านพูดคือแนวคิด ตามโลกความเป็นจริงน่ะครับ ว่าศาสนาสร้างเรื่องให้คนเชื่อปฏิบัติตามและคนทำตามๆกัน


เป็นเรื่องท่นักสังคมวิทยา ประวัติศาสตร์ก็มองไปในทางนั้น




แต่ในเคสนี้ หมายถึงโลกที่มีเวทย์และปีศาจตามตำนานอยู่จริงน่ะครับ เราจะแปลความศาสนาได้ว่าอย่างไร?


หรือแนวทางเวทมนตร์ตามที่ต่างๆที่เหมือนกันได้ว่าอย่างไรน่ะครับ
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ Yongkare

  • สาวกผู้สนับสนุนเซนนิคุง2Y
  • แม่ทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 2,028
  • ถูกใจแล้ว: 351 ครั้ง
  • ความนิยม: +43/-29
  • เพศ: ชาย
  • อย่างรู้เนื๊อแท้ของคน จงมอบอำนาจให้แก่เขา
 ยุคแรกๆเลย ที่มีบันทึกน่าจะเป็นลัมธิบูชาไฟ ต่อมาพัฒณาเป็นเทพสภาวะต่างๆ พอเริ่มมีการรวมเป็นสังคมก็มีการเพิ่มส่วนของวิญญาณบรรพบุรุษ
ช่วงนั้นจะเป็นในรูปแบบชนเผ่า พอเริ่มมีการรวมเผ่าเทพในยุคนี่ คือพวกเทพที่เป็นวิญญาณของบรรพบุรษร่วมกับพวกเทพสภาวะต่างๆ พวกสายฟ้า ดวงอาทิตย์  ต่อมาเมื่อมีการร่วมกันเป็นเมืองหลายเมืองและมีประชากรมาก จึ่งรวมความคิดเดิมเข้ากับการปกครองกลายเป็นพวกสมมุติเทพ พอต่อมาก็แตกออกจากการเมืองโดยตรงแต่ยังเกี่ยวโยงกับการปกครองอยุ่ ช่วงนี่จะมีศาสนาที่เราคุ้นเคยกัน พวกคริตส์ อิสลาม เป็นต้น และจะมีพวกศาสนาที่ยังต่อมจากศาสนาเก่า แต่บวกแนวปรัชญาเข้าไป


พอต่อมาคนเริ่มออกสำรวจโลก  ก็จะนำพาความเชื่อและศาสนาของตัวเองไปด้วย พอเจอคนพื๊นเมือง เผื่อที่จะปกครองหรือ อาศัยอยุ่ร่วมกันก็จะเอาความเชื่อของคนท้องถิ่น มาผสมปนเปกับความเชื่อเดิมของตน  จนกลายเป้นศาสนาอย่างที่พวกเราร้จักกันตอนนี่เหลาะ
ถ้าคุณจะให้พวกนั้นมีจริงก็ไม่ต่างจากพวกพระเจ้าในความเชื่อของศสนาหรอก  ยกตัวอย่างง่ายๆความเชื่อางตะวันออก เทพและปีศาจ ภูติผีก็คือพวกเดียวกันนนั้นละ เทพอาจจะกลายเป็นปีศาจหรือมารก็กลายเป็นเทพได้เหมือนกัน  อย่างศิวะ นะ เป็นเทพของเผ่าชาวเคอร์มัน แต่ก็เป็นปีศาจของพวกดาวิเดียนเหมือนกัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2019, 01:33:30 AM โดย Yongkare »

There is nothing either good or bad but thinking make it so
ไม่มีสิ่งใดบนโลกที่ดีหรือเลว ความคิดของเราต่างหากที่ทำให้เกิดความดีความเลว
Hamlet Act 2,scene 2, 239-251
 

ออฟไลน์ Rumia

  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,353
  • ถูกใจแล้ว: 2270 ครั้ง
  • ความนิยม: +347/-403
เวทมนต์มันแบ่งเป็นสองสายครับมีความเชื่อต่างที่มาสายคำสาบนี่เป็นสายบูชาผีครับเป็นสายดังเดิมมีคล้ายกันทัวโลกที่มีการไหว้คนตายเช่นแถบยุโหรปทังแถบและเอเชียคำเรียกผู้ไช้เช่นแม่มด หมอผี ผู้รักษา อีกสายที่เราเรียกว่ามนต์ธาตุดังเดิมมาจากเทวนิยมจากแถบอาหรับเวทธาตุนี่ครอบคลุมตังแต่เสกดินน้ำลมไฟไปยันเสกมอนเรียกมอน ส่วนมากอิงจากนิทานอาหรับคำเรียกผู้ไช้ จอมเวท พ่อมด ผู้วิเศษ


ปล.แถบยุโหรปไม่มีพ่อมดนะครับเวทมนต์แถบนั้นถือว่าชัวร้ายเวทยุคเก่าจึงมีแต่คำสาบแช่งจนยุคอุสาหกรรมที่มีการเดินทางไปยัง อาหรับได้มีคนคัดลอกนิทานอาหรับที่มีการไช้เวทมนต์ที่แฟนตาซีอย่างจินนี่ อาลาดิน ฯลฯ จึงมีการแต่งนิยายแฟนตาซีที่เอาฉากยุกกลางมารวมกับเวทอาหรับจนเกิดนิยายแฟนตาซีที่มีเซตติ้งยุคกลางมาจนทุกวันนี้
ปล.2สาวน้อยเวทมีมานานตังแต่นิทานอาหรับแล้วครับ

ออฟไลน์ gintamaben

  • ผู้สนับสนุนเซนนิคุงY2
  • หัวหน้าฝูงหมีกลาง
  • *****
  • กระทู้: 788
  • ถูกใจแล้ว: 101 ครั้ง
  • ความนิยม: +13/-11
เวทมนต์มันแบ่งเป็นสองสายครับมีความเชื่อต่างที่มาสายคำสาบนี่เป็นสายบูชาผีครับเป็นสายดังเดิมมีคล้ายกันทัวโลกที่มีการไหว้คนตายเช่นแถบยุโหรปทังแถบและเอเชียคำเรียกผู้ไช้เช่นแม่มด หมอผี ผู้รักษา อีกสายที่เราเรียกว่ามนต์ธาตุดังเดิมมาจากเทวนิยมจากแถบอาหรับเวทธาตุนี่ครอบคลุมตังแต่เสกดินน้ำลมไฟไปยันเสกมอนเรียกมอน ส่วนมากอิงจากนิทานอาหรับคำเรียกผู้ไช้ จอมเวท พ่อมด ผู้วิเศษ


ปล.แถบยุโหรปไม่มีพ่อมดนะครับเวทมนต์แถบนั้นถือว่าชัวร้ายเวทยุคเก่าจึงมีแต่คำสาบแช่งจนยุคอุสาหกรรมที่มีการเดินทางไปยัง อาหรับได้มีคนคัดลอกนิทานอาหรับที่มีการไช้เวทมนต์ที่แฟนตาซีอย่างจินนี่ อาลาดิน ฯลฯ จึงมีการแต่งนิยายแฟนตาซีที่เอาฉากยุกกลางมารวมกับเวทอาหรับจนเกิดนิยายแฟนตาซีที่มีเซตติ้งยุคกลางมาจนทุกวันนี้
ปล.2สาวน้อยเวทมีมานานตังแต่นิทานอาหรับแล้วครับ


เอ่อ นิยายแฟนตาซียุคกลางมีตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แล้วแถมยังนิยมด้วยนะครับ เรียกว่า Chivalric Romance ตัวอย่างก็ตำนานอาเธอร์ที่ถูกเขียนหลายเวอร์ชั่นเต็มไปหมดกับ Matter Of France ชีวประวัติพระเจ้าชาร์เลอร์มาญเวอร์ชั่นแฟนตาซี ต้นกำเนิดพวก 12 พาลาดินอย่างแอสโทโฟล ยังไม่รวมพวก Folklore ก่อนหน้านั้นอย่าง Beowulf,Ulster Cycle อีก ไม่เกี่ยวกับยุคอุตสาหกรรมเลย

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2019, 10:50:25 AM โดย gintamaben »
 

ออฟไลน์ Rumia

  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,353
  • ถูกใจแล้ว: 2270 ครั้ง
  • ความนิยม: +347/-403
[quote/]


เอ่อ นิยายแฟนตาซียุคกลางมีตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แล้วแถมยังนิยมด้วยนะครับ เรียกว่า Chivalric Romance ตัวอย่างก็ตำนานอาเธอร์ที่ถูกเขียนหลายเวอร์ชั่นเต็มไปหมดกับ Matter Of France ชีวประวัติพระเจ้าชาร์เลอร์มาญเวอร์ชั่นแฟนตาซี ต้นกำเนิดพวก 12 พาลาดินอย่างแอสโทโฟล ยังไม่รวมพวก Folklore ก่อนหน้านั้นอย่าง Beowulf,Ulster Cycle อีก ไม่เกี่ยวกับยุคอุตสาหกรรมเลย


มันจะมีเวทบินได้ไช้เวทโจมตีเป็นธาตุต่อเมื่อได้รับนิทานแปลจากอาหรับครับ ก่อนหน้าเวทของมนุษย์ทังหมดในเรื่องเล่าเป็นคำสาบทังหมดแม้แต่สโนไวทแม่มดยังสาบไห้ตายด้วยยาพิษ บิวตี้แอนเดอะบิสก็สาบ เอาจริงๆไช้แต่คำสาบมันทุกเรื่อง

ออฟไลน์ Diamos

  • นักปราชญ์แห่งเขาเซนนิคุมะ
  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 5,014
  • ถูกใจแล้ว: 4581 ครั้ง
  • ความนิยม: +446/-110
  • เพศ: ชาย
อย่างในแฮรี่เองก็ทีเล่นหนึ่งเปรย ๆ พวกเวทมนตร์​ตะวันออกด้วยนะครับ อย่างพรมบินได้อะไรแบบนี้ ซึ่งผมว่าน่าสนใจเหมือนกัน เสียดายที่เจเคไม่เอาไปขยายเนื้อหาส่วนนั้นต่อ ความจริงผมว่าสร้างเป็นภาคแยกอีกภาคได้เลยละ เวทตะวันออกเองก็น่าสนใจไม่เบานะครับ แล้วผมว่ามันมีความต่างในความเหมือนด้วย

อย่างอาคมไทยเองก็ผูกกับความเชื่อเรื่องผีสาง การบูชาสิ่งของ ซึ่งน่าสนใจครับ
สถาปนิก, นักออกแบบและสร้างสรรค์เพื่อเหล่าหมีผู้น่ารัก
โครงการนิยายแต่ง หน้าหลัก;Age of War;DSU Board
 

ออฟไลน์ gintamaben

  • ผู้สนับสนุนเซนนิคุงY2
  • หัวหน้าฝูงหมีกลาง
  • *****
  • กระทู้: 788
  • ถูกใจแล้ว: 101 ครั้ง
  • ความนิยม: +13/-11
[quote/]
มันจะมีเวทบินได้ไช้เวทโจมตีเป็นธาตุต่อเมื่อได้รับนิทานแปลจากอาหรับครับ ก่อนหน้าเวทของมนุษย์ทังหมดในเรื่องเล่าเป็นคำสาบทังหมดแม้แต่สโนไวทแม่มดยังสาบไห้ตายด้วยยาพิษ บิวตี้แอนเดอะบิสก็สาบ เอาจริงๆไช้แต่คำสาบมันทุกเรื่อง


ในวรรณคดีอาหรับแบบ Arabian Nights ไม่มี element แบบนั้น เวทย์บินได้นิยาย Chivalric ก็มีครับ  มีตำนานแบบพวก Ifrit แต่จริงๆมันไม่ได้ไฟลุกแบบทั่เห็นในแฟนตาซีนะครับ ที่บรรยายไว้คือกำเนิดตัวจากไฟและควันแถมยังจัดเป็นปีศาจชั่วร้ายซะอีก เหมือนที่คนเข้าใจผิดว่า Bahamut มันเป็นมังกรทั้งๆที่ตามตำนานจริงมันคือวาฬนั่นแหละครับ รู้มั้ยครับว่าเทรนด์นักเวทย์ร่ายเวทย์ธาตุมันมาจากไหน Dungeon & Dragons ไงล่ะครับ คอนเซ็ปต์เรื่อง "ธาตุ"  มันมีมานานแล้วแต่นักเวทย์ปล่อยลูกไฟนี่พึ่งมามีในฟนตาซียุคใหม่ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 17, 2019, 11:26:54 AM โดย gintamaben »
 

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,301
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +246/-433
 ยุคแรกๆเลย ที่มีบันทึกน่าจะเป็นลัมธิบูชาไฟ ต่อมาพัฒณาเป็นเทพสภาวะต่างๆ พอเริ่มมีการรวมเป็นสังคมก็มีการเพิ่มส่วนของวิญญาณบรรพบุรุษ
ช่วงนั้นจะเป็นในรูปแบบชนเผ่า พอเริ่มมีการรวมเผ่าเทพในยุคนี่ คือพวกเทพที่เป็นวิญญาณของบรรพบุรษร่วมกับพวกเทพสภาวะต่างๆ พวกสายฟ้า ดวงอาทิตย์  ต่อมาเมื่อมีการร่วมกันเป็นเมืองหลายเมืองและมีประชากรมาก จึ่งรวมความคิดเดิมเข้ากับการปกครองกลายเป็นพวกสมมุติเทพ พอต่อมาก็แตกออกจากการเมืองโดยตรงแต่ยังเกี่ยวโยงกับการปกครองอยุ่ ช่วงนี่จะมีศาสนาที่เราคุ้นเคยกัน พวกคริตส์ อิสลาม เป็นต้น และจะมีพวกศาสนาที่ยังต่อมจากศาสนาเก่า แต่บวกแนวปรัชญาเข้าไป


พอต่อมาคนเริ่มออกสำรวจโลก  ก็จะนำพาความเชื่อและศาสนาของตัวเองไปด้วย พอเจอคนพื๊นเมือง เผื่อที่จะปกครองหรือ อาศัยอยุ่ร่วมกันก็จะเอาความเชื่อของคนท้องถิ่น มาผสมปนเปกับความเชื่อเดิมของตน  จนกลายเป้นศาสนาอย่างที่พวกเราร้จักกันตอนนี่เหลาะ
ถ้าคุณจะให้พวกนั้นมีจริงก็ไม่ต่างจากพวกพระเจ้าในความเชื่อของศสนาหรอก  ยกตัวอย่างง่ายๆความเชื่อางตะวันออก เทพและปีศาจ ภูติผีก็คือพวกเดียวกันนนั้นละ เทพอาจจะกลายเป็นปีศาจหรือมารก็กลายเป็นเทพได้เหมือนกัน  อย่างศิวะ นะ เป็นเทพของเผ่าชาวเคอร์มัน แต่ก็เป็นปีศาจของพวกดาวิเดียนเหมือนกัน
ครับผม ผมว่าประวัตศาสตร์แบบโลกความเป็นจริงก็น่าสนใจในเรื่องแง่มุมตค่างๆ ว่าแต่ละวัฒนธรรม มีเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
แต่พอเราเอาแนว urban fantasy มารวมเข้ากับประวัติศาสตร์จริง มันจะยิ่ง ฮามากกว่าเดิมน่ะครับ ???
ว่ากิลกาเมธชกกับวัวเทพ ในโลบกเดียวกับที่พระรามรบกับทศกัณฑ์และโลกิที่จับมัดอยู่ตรงก้อนหินในเวลาเดียวกัน
หรือเวทมนตร์ก็เช่นกัน ที่อาจจะอธิบายเอาความจริงมาผสมว่า

ความจริงแล้วที่เห็นคล้ายๆกัน อาจไม่ใช่เพราะอัจฉริยะเจ้าสำนักเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะ ปรมาจารย์รุ่นดึกดำบรรพ์ก็ได้ศึกษามาจากแนวทางเดียวกันต่างหาก และจึงแตกแขนงไปตามภูมิภาค

แต่โดยสรุปก็คือ วิชาเวทมนตร์จริงๆมาจากสำนักเดียวกันในทางทฤษฎี
เวทมนต์มันแบ่งเป็นสองสายครับมีความเชื่อต่างที่มาสายคำสาบนี่เป็นสายบูชาผีครับเป็นสายดังเดิมมีคล้ายกันทัวโลกที่มีการไหว้คนตายเช่นแถบยุโหรปทังแถบและเอเชียคำเรียกผู้ไช้เช่นแม่มด หมอผี ผู้รักษา อีกสายที่เราเรียกว่ามนต์ธาตุดังเดิมมาจากเทวนิยมจากแถบอาหรับเวทธาตุนี่ครอบคลุมตังแต่เสกดินน้ำลมไฟไปยันเสกมอนเรียกมอน ส่วนมากอิงจากนิทานอาหรับคำเรียกผู้ไช้ จอมเวท พ่อมด ผู้วิเศษ


ปล.แถบยุโหรปไม่มีพ่อมดนะครับเวทมนต์แถบนั้นถือว่าชัวร้ายเวทยุคเก่าจึงมีแต่คำสาบแช่งจนยุคอุสาหกรรมที่มีการเดินทางไปยัง อาหรับได้มีคนคัดลอกนิทานอาหรับที่มีการไช้เวทมนต์ที่แฟนตาซีอย่างจินนี่ อาลาดิน ฯลฯ จึงมีการแต่งนิยายแฟนตาซีที่เอาฉากยุกกลางมารวมกับเวทอาหรับจนเกิดนิยายแฟนตาซีที่มีเซตติ้งยุคกลางมาจนทุกวันนี้
ปล.2สาวน้อยเวทมีมานานตังแต่นิทานอาหรับแล้วครับ
นั่นล่ะครับ ผมว่าน่าสนใจในการศึกษาวิชาเนโครแมนเชอร์ ก็อาจจะค้นจากตำราของขุนแผนได้
ความจริงฉากการต่อสู้แปลงเป็นแอนิเมจัส คงกระพัน ในขุนแผนขชองเราก็มีนะครับ

ฉากต่อสู้ก็เรียกว่าสมจริงด้วยแบบเดียวกับ game of throne คือ หากสองฝ่ายวิชาฝีมือพอพอกัน ฝ่ายที่ชนะคือคนที่มีพวกมากกว่า
ประมาณว่า แสนตรีเพชรกล้าแห่งเชียงใหม่เก่งกล้าวิทยาอาคมมาก ขุนแผนเอาชนะโดยการทำศึกยืดเยื้อและเอาคนคุกสามสิบห้าคนที่มีวิทยาอาคม รุมจับแสนตรีเพชรกล้าได้เป็นผลสำเร็จ ???
ต่อจากนั้นก็มีเถรขวาทที่เป็นแอนิเมจัสจรเข้ แต่เนื่องจากสนใจแต่เรื่องชิงรักหักสวาท ความขัดแย้งเลยไม่อยู่บนสมรภูมิแบบกรณีแสนตรีเพชรกล้า
[quote/]


เอ่อ นิยายแฟนตาซียุคกลางมีตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แล้วแถมยังนิยมด้วยนะครับ เรียกว่า Chivalric Romance ตัวอย่างก็ตำนานอาเธอร์ที่ถูกเขียนหลายเวอร์ชั่นเต็มไปหมดกับ Matter Of France ชีวประวัติพระเจ้าชาร์เลอร์มาญเวอร์ชั่นแฟนตาซี ต้นกำเนิดพวก 12 พาลาดินอย่างแอสโทโฟล ยังไม่รวมพวก Folklore ก่อนหน้านั้นอย่าง Beowulf,Ulster Cycle อีก ไม่เกี่ยวกับยุคอุตสาหกรรมเลย


ผมชอบสังเกตตำนานพวกนี้นะ ว่าแต่ละคนมีวิชาอะไรบ้างเท่าที่พอจำได้ พวกดรูิอดที่ทำนายให้ คู พี่หมาของเราก็มีวิชามองเห็นอนาคตและสัตย์สาบานต่างๆ
หมายความว่าสัตย์สาบานนี่มีผลจริงๆอย่าทำเป็นเล่นไป
อย่างในแฮรี่เองก็ทีเล่นหนึ่งเปรย ๆ พวกเวทมนตร์​ตะวันออกด้วยนะครับ อย่างพรมบินได้อะไรแบบนี้ ซึ่งผมว่าน่าสนใจเหมือนกัน เสียดายที่เจเคไม่เอาไปขยายเนื้อหาส่วนนั้นต่อ ความจริงผมว่าสร้างเป็นภาคแยกอีกภาคได้เลยละ เวทตะวันออกเองก็น่าสนใจไม่เบานะครับ แล้วผมว่ามันมีความต่างในความเหมือนด้วย

อย่างอาคมไทยเองก็ผูกกับความเชื่อเรื่องผีสาง การบูชาสิ่งของ ซึ่งน่าสนใจครับ
นั่นล่ะครับ

คือผมว่ามีความแตกต่างในทางด้านภูมิภาคต่างๆ
ในการบูชาเทพเจ้า
ผมเจอเคสโรมันที่ทำคล้ายๆชาวเหนือบูชาแถนน่ะครับ
ปรกติเราจะรู้สึกเคารพเทพเจ้าใช่ไหมล่ะครับ?

แต่การบูชาแถนคือการปล่อยบั้งไฟไปบนฟ้า เพื่อขู่แถนว่าอย่าลืมสัญยาที่จะทำให้ฝนตกเปรียเปรยก็เหมือนกับยิงขีปณาวุธขู่เทพเจ้านั่นล่ะ ว่าทำตามที่ข้าต้องการเสียดีดี
โรมันคล้ายๆว่าก็มีเคสที่ว่า หากข้าบูชาปีนี้ เอ็งไม่ให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกลาลปีหน้าข้าก็ไม่บูชาให้จนกว่าเอ็งจะยอมทำตามสัญญาที่ข้าให้เครื่องบูชายัญไป

หรือ บูชายัญ คือ สัญลักษณ์พิธีกรรมเวทมนตร์สูงสุด
อียิปต์ โรมัน จิ๋นซี บูชายัญหลายสิบ หลายร้อยในพิธีกรรมเพื่อกลายเป็นเทพเจ้า

ทุกคนเห็นตรงกัน..จนกระทั่งมาวันหนึ่ง สุดยอดการบูชายัญเกิดขึ้นคือ พระคริสต์ เสียสละเพื่อลบล้างบาปต้นกำเนิด
ดังนั้นเมื่อมีพระคริสต์แล้ว จึงไม่ต้องบูชายัญอีกต่อไป เพราะไม่มีพิธรีกรรมไหนยิ่งใหญ่กว่านี้ไปอีกแล้ว
หมายความว่า แอซแทคที่ต้องควักหัวใจชายัญเพราะเชื่อว่าเป็นการป้องกันว่าโลกจะสูญสลายก็สามารถเลิกทำพิธีนั้นได้แล้ว


หลักๆที่เหมือนกันคือ เรารุ้ว่าการบูชายัญนั้นได้ผล การใช้เลือดและชีวิตคนในพิธีกรรมนั้นก็ยิ่งได้ผล
ไม่มีใครเถียงกันในข้อนั้นว่ามันมีผลจริงๆ แต่ศาสนาช่วยอธิบายในภาพรวมว่า ทำไมการบูชายัญต่อเทพเจ้าที่ผ่านมาถึงไม่จำเป็น เพราะเรามีสุดยอดพิธีกรรมโดยบุตรพระเจ้าไปแล้ว
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ Diamos

  • นักปราชญ์แห่งเขาเซนนิคุมะ
  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 5,014
  • ถูกใจแล้ว: 4581 ครั้ง
  • ความนิยม: +446/-110
  • เพศ: ชาย
ถ้านิยายญี่ปุ่นที่ยำเรื่องเวทมนต์​ทั้งตะวันออกตะวันตก มีเรื่องจอมมนต์ตราซุยเมย์ครับที่ผมแนะนำให้ใช้อ้างอิง เวลาใช้เวท เขาจะบรรยายละเอียดว่าเวทนั้นใช้มาจากคาถาของประเทศ​ไหน อิงตามความเชื่อใดครับ
สถาปนิก, นักออกแบบและสร้างสรรค์เพื่อเหล่าหมีผู้น่ารัก
โครงการนิยายแต่ง หน้าหลัก;Age of War;DSU Board
 

ออฟไลน์ richter

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • แม่ทัพหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 2,270
  • ถูกใจแล้ว: 1122 ครั้ง
  • ความนิยม: +52/-25
@samuison
ท่านข้ามขั้นตอนไปครับถ้าแบบนั้น อันดับแรกที่ท่านต้องกำหนดคือ lore ของต้นกำเนิดเวทย์มนตร์ จากนั้นค่อยวางโครงแนวทางการกระจายความรู้ตรงนี้ไปยังมุมต่างๆ ของโลกแล้วค่อยเชื่อมเข้ากับศาสนาลัทธิความเชื่อ จากนั้นถึงค่อยเอาตำนานทั้งหลายเข้ามาโดยใช้ lore ของเรื่องที่เรากำหนดเอาไว้อธิบายแทน

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,301
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +246/-433
ถ้านิยายญี่ปุ่นที่ยำเรื่องเวทมนต์​ทั้งตะวันออกตะวันตก มีเรื่องจอมมนต์ตราซุยเมย์ครับที่ผมแนะนำให้ใช้อ้างอิง เวลาใช้เวท เขาจะบรรยายละเอียดว่าเวทนั้นใช้มาจากคาถาของประเทศ​ไหน อิงตามความเชื่อใดครับ


มนตราล้าหลังสินะครับ?


ว่าไปแล้ว มันก็แสดงแนวคิดได้ดีว่า แนวความคิดการศึกษามองให้ลึกขึ้นและเป็นระเบียบแบบตะวันตกนั้น


ทำให้เวทย์พัฒนาได้เร็วกว่าการสืบทอด ศึกษาแบบโบราณ

@richter


ใช่ครับผม


เราถูกผูกมัดโดยตำนานของโลกต่างๆที่เราต้องแถให้เข้ากันให้ได้




อย่างเรื่อง เฟทที่บอกว่ากระดธกไดโนเสาร์ที่แท้จริงคือมังกร




หรือเรื่อง เดรสเดรน ไฟล์ ที่ว่า มนุษย์ถูกขับไล่จากส่วนอีเดน คือสิ่งเดียวกับที่ไพรเมทคู่แรกเดินทางออกจากทวีปแอฟริกา


ไม่มีอะไรขัดแย้งกันในตำนาน เพราะหากเรามองดูจากแนวคิด "ชั้นของโลก" ทุกตำนานนั้นเป็นจริงและสามารถเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันได้






คือ เรื่องต้นกำเนิดเวทย์ ผมพยายามมองแบบกลางๆน่ะครับ


จะไม่เล่นมุกว่า "เวทย์ทั้งหมดมาจากโซโลมอน" เพราะตามแนวทาง นักบวชอียิปต์ก็ใช้เวทย์ได้และมีการศึกษามาก่อนหน้านั้นหลายแขนง




แต่จะพยายามออกมาในแนวทางว่า หลายแขนง ที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าก็ได้แนวทางที่คล้ายๆกันน่ะครับ




ว่าปาฏิหาริย์ของพระเจ้าเจ็ดอย่าง นักบวชอียิปต์ทำได้สองอย่าง




มีเส้าหลิน ไม่ได้แปลว่า คงท้ง แชเซี๊ยะ ไร้คุณค่า


แต่แม้จะต่างสำนัก หลักการพื้นฐานนั้นเหมือนกันอย่างมาก




อาจจะเป็นเพราะว่า ความเป็นจริงที่เราอยู่นั้นเหมือนกัน ไม่สามารถตีความอย่างอื่นไปได้


นักปราชญ์ อัจฉริยะสมัยโบราณ แม้อาจจะอยู่ที่ห่างกัน ก็ยังค้นคว้าได้ข้อสรุปใกล้เคียงกัน



http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ Rumia

  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,353
  • ถูกใจแล้ว: 2270 ครั้ง
  • ความนิยม: +347/-403
[quote/]


ในวรรณคดีอาหรับแบบ Arabian Nights ไม่มี element แบบนั้น เวทย์บินได้นิยาย Chivalric ก็มีครับ  มีตำนานแบบพวก Ifrit แต่จริงๆมันไม่ได้ไฟลุกแบบทั่เห็นในแฟนตาซีนะครับ ที่บรรยายไว้คือกำเนิดตัวจากไฟและควันแถมยังจัดเป็นปีศาจชั่วร้ายซะอีก เหมือนที่คนเข้าใจผิดว่า Bahamut มันเป็นมังกรทั้งๆที่ตามตำนานจริงมันคือวาฬนั่นแหละครับ รู้มั้ยครับว่าเทรนด์นักเวทย์ร่ายเวทย์ธาตุมันมาจากไหน Dungeon & Dragons ไงล่ะครับ คอนเซ็ปต์เรื่อง "ธาตุ"  มันมีมานานแล้วแต่นักเวทย์ปล่อยลูกไฟนี่พึ่งมามีในฟนตาซียุคใหม่ครับ
ผมว่านักเวทร่ายมันมาจากนิทานอาหรับอย่างอาลาดินมากกว่าเพราะมีการร่่ายดินน้ำลมไฟชัดเจน ยิ่งชัดไปอีกเมือแปลอาหรับพันราตรีขนาดเปิดประตูเวทยังต้องร่าย และจำนวนครังในการร่ายก็มีปรากฏในอาหรับราตรีเช่นกันเช่นพรยักไช้ได้สามครัง เวทที่อาลาดีนไช้จำกัดจำนวนนี่ชัดเจนมากแถมรีเซ็ตตอนข้ามวันอีกไอ้ดันเจี้ยนนะทำหลังหลายพันปีเลยนาเอาจริงๆผมยังคิดว่าไอ้ดันเจียนเนี่ยลอกนิยายอาหรับมาทังเซ็ตตังแต่เวทยันวิธีไช้เลย เพราะนิทานอาหรับมันมีคนไช้เวทไม่จำกัดเช่นเทพปีศาจ แต่คนและสิ่งของมีการจำกัดจำนวนไช้แม้จะบอกแค่ฝ่ายพระเอกก็ตามเเละจะรีเซ็ตเวทตอนวันใหม่ อีกแบบคือไม่มีจำนวนครังแต่มีขีดจำกัดแบบมานาเช่นพวกยัก ภูต ผี อสูร เอจริงๆนิทานพวกนี้มันมีมานานมากครับ ส่วนเวทยุโรปคือสิ่งชัวร้ายอย่างพวกคำสาบเท่านั้น พวกที่ไช้พลังสายฟ้าอดีตไม่ไช่เวทครับแต่คือปาติหารมันแยกชัดเจนมากคำสาบคือเวทในนิยามของยุโรปส่วนปาติหารคือสิ่งดีไม่ไช่เวทเช่นเสกน้ำเสกไฟเสกอาหารแยกน้ำหรือแม้แต่บินทังหมดคือปาติหารครับ แม้แต่เมอลินในนิยายอาเธอร์ยังไม่เคยไช้เวทสักครัง พวกไช้ปาติหารส่วนมากก็เป็นเทพอีกต่างหาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 23, 2019, 03:01:50 AM โดย Rumia »
 

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,301
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +246/-433
[quote/]
ผมว่านักเวทร่ายมันมาจากนิทานอาหรับอย่างอาลาดินมากกว่าเพราะมีการร่่ายดินน้ำลมไฟชัดเจน ยิ่งชัดไปอีกเมือแปลอาหรับพันราตรีขนาดเปิดประตูเวทยังต้องร่าย และจำนวนครังในการร่ายก็มีปรากฏในอาหรับราตรีเช่นกันเช่นพรยักไช้ได้สามครัง เวทที่อาลาดีนไช้จำกัดจำนวนนี่ชัดเจนมากแถมรีเซ็ตตอนข้ามวันอีกไอ้ดันเจี้ยนนะทำหลังหลายพันปีเลยนาเอาจริงๆผมยังคิดว่าไอ้ดันเจียนเนี่ยลอกนิยายอาหรับมาทังเซ็ตตังแต่เวทยันวิธีไช้เลย เพราะนิทานอาหรับมันมีคนไช้เวทไม่จำกัดเช่นเทพปีศาจ แต่คนและสิ่งของมีการจำกัดจำนวนไช้แม้จะบอกแค่ฝ่ายพระเอกก็ตามเเละจะรีเซ็ตเวทตอนวันใหม่ อีกแบบคือไม่มีจำนวนครังแต่มีขีดจำกัดแบบมานาเช่นพวกยัก ภูต ผี อสูร เอจริงๆนิทานพวกนี้มันมีมานานมากครับ ส่วนเวทยุโรปคือสิ่งชัวร้ายอย่างพวกคำสาบเท่านั้น พวกที่ไช้พลังสายฟ้าอดีตไม่ไช่เวทครับแต่คือปาติหารมันแยกชัดเจนมากคำสาบคือเวทในนิยามของยุโรปส่วนปาติหารคือสิ่งดีไม่ไช่เวทเช่นเสกน้ำเสกไฟเสกอาหารแยกน้ำหรือแม้แต่บินทังหมดคือปาติหารครับ แม้แต่เมอลินในนิยายอาเธอร์ยังไม่เคยไช้เวทสักครัง พวกไช้ปาติหารส่วนมากก็เป็นเทพอีกต่างหาก
ว่าไปแล้วผมว่าพวกดราก้อนเควสต์ก็ไๆด้อิทธิพลจากดันเจี้ยนเกมส์ของฝรั่งมาเยอะเลยล่ะครับ
แต่ก็แตกไปตามแนวของตนเอง
เท่าที่อ่านมา เวทย์ไม่มีสเตตัส มันคืออะไรที่ลลึกลับ
ของเราก็ออกแนวขุนแผนเนโครแมนเชอร์ อะไรที่มนุษย์ทำเองไม่ได้ ให้จับผีมาเป็นโปเกมอน อสูรอาคมที่ทำงานแทนเรา
เช่นใช้ผีเปรตเดินทางข้ามจังหวัดของขุนแผน


นึกถึงแนว game of throne ที่ก็กำหนดให้เวทย์เป็นเรื่องลึกลับ คนสติดีดีดูไม่ค่อยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเวทย์
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ Magnatic

  • หมีเต็มตัว
  • *
  • กระทู้: 14
  • ถูกใจแล้ว: 3 ครั้ง
  • ความนิยม: +0/-2
ถ้าจะให้เขียนแบบนั้นนะ

เป็นผมจะเขียนว่า ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลที่ตัวเอกอยู่อ่ะ ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์ พลังปราณเซียน สิ่งมีชีวิต ดวงดาว หรือ พลังวิเศษต่างๆ

ถูกสร้างขึ้นโดยสิ่งมีชีวิตตนหนึ่ง ( บอส ) ที่หว่านเมล็ดพันธุ์เอาไว้ เพื่อรอเวลาที่ผลผลิต ( สิ่งมีชีวิตและทรัพยากร ) เติบโตได้ที่แล้ว จะมาเก็บเกี่ยวอีกครั้ง

โลกที่ตัวเอกอยู่เป็นเพียงสถานที่เล็กๆแห่งหนึ่ง ออกไปจากถ้ำที่ถูกบอสกักขังไว้แล้ว จะมีดินแดนแท้จริงอยู่อีกนับไม่ถ้วน ตัวเอกเป็นเพียงเศษฝุ่นเล็กๆเท่านั้นอะไรแบบนี้
 

ออฟไลน์ sariora123

  • จอมพลหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 14,067
  • ถูกใจแล้ว: 4109 ครั้ง
  • ความนิยม: +472/-445



อัจฉริยะ นั้นมักมองเห็นอะไรเหมือนๆ กันแม้จะอยู่ต่างที่ต่างถิ่น หรือแม้แต่ต่างช่วงเวลากัน อันนี้ก็น่าจะจริง


อย่างคำพูดของ นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ค้นคว้าเรื่องความจริง ของจักรวาลนี้ ในอดีต คำพูดของพวกเขาเกิดขึ้นในสมัยที่คนเรายังไม่เข้าใจเอกภพนี้หรือยังไม่เข้าใจถึงลักษณะของแสง
แต่คนเหล่านั้นกลับตั้งสมมุติฐาน ที่แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ แต่มันกลับใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สมัยนี้ค้นพบมาก
   เช่นเรื่องของแสงที่เทสล่าเคยบอกไว้ว่ามันคือคลื่น ในยุคก่อน
   หรือเรื่องที่ว่าทำไมท้องฟ้าในตอนกลางคืนจึงมืด ทั้งๆ ทีมีดาวในจักรวาลมากจนเต็มท้องฟ้าไปหมด และจักวาลก็อายุหลายล้านปี ทำไมท้องฟ้าตอนกลางคืนควรสว่างเช่นเดียวกับกลางวัน แสงจากดวงดาวควรจะสว่างจนไม่มีส่วนใดบนท้องฟ้างกลางคืนมืดมิดเลย  ยุคนั้นมีคนตั้งสมุตติฐานไว้ว่า เพราะดาวแต่ล่ะดวงนั้นห่างกันมากจนเกินจะคนานับ และแสงมิได้ปรากฏโดยทันทีแต่ต้องเดินทางในพื้นที่ว่างเปล่า เพราะระยะห่างที่มากมายนี้ทำให้แสง ยังเดินทางมาไม่ถึงเราในขนะนี้ จึงทำให้ท้องฟ้ากลางคืนนั้นมืด แทนที่จะสว่างไสวไปด้วยแสงดาวเต็มท้องฟ้า
   หรือแม้แต่คำพูดของเทสล่าที่ว่า ถ้าหากต้องการรู้ความลับของเอกภพ  จงคิดในเชิง พลัง คลื่นความถี่ และการสั่นไหว   ตอนนี้เราเริ่มคิดเรื่อง ทฤษฎี string
 

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,301
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +246/-433
ถ้าจะให้เขียนแบบนั้นนะ

เป็นผมจะเขียนว่า ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลที่ตัวเอกอยู่อ่ะ ไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์ พลังปราณเซียน สิ่งมีชีวิต ดวงดาว หรือ พลังวิเศษต่างๆ

ถูกสร้างขึ้นโดยสิ่งมีชีวิตตนหนึ่ง ( บอส ) ที่หว่านเมล็ดพันธุ์เอาไว้ เพื่อรอเวลาที่ผลผลิต ( สิ่งมีชีวิตและทรัพยากร ) เติบโตได้ที่แล้ว จะมาเก็บเกี่ยวอีกครั้ง

โลกที่ตัวเอกอยู่เป็นเพียงสถานที่เล็กๆแห่งหนึ่ง ออกไปจากถ้ำที่ถูกบอสกักขังไว้แล้ว จะมีดินแดนแท้จริงอยู่อีกนับไม่ถ้วน ตัวเอกเป็นเพียงเศษฝุ่นเล็กๆเท่านั้นอะไรแบบนี้
นั่นเอาไว้เป็นพล้อตตอนจะจบเรื่องได้น่ะครับ
แต่ผมพยายามจะเขียนว่าโลกในที่ทุกตำนานเป็นจริง เราควรจะมีการอธิบายว่าทำไมเวทมนตร์ถึงคล้ายๆกันมากกว่าที่เราคิด?
แต่ละสำนักที่จริงเห็นตรงกันในภาพรวม ที่ต่างกันไปเพียงแค่รายละเอียดปลีกย่อยที่มุ่้งไปตามแนวทางที่สำนักนั้นเห็นว่าดีที่สุดเท่านั้นเอง
เหมือนกับทุกคนก็เห็นตรงกันในเค้าโครงของความเป็นจริงนั่นล่ะ แต่มีความแกต่างเล็กน้อยในการตีความ
ซึ่งตามความเห็นผม การตีความธาตุเป็นอีเธอร์หรือ หยิน-หยาง สมดุลย์ไม่ค่อยต่างกันเท่าไร
เหมือนกับการอธิบายเรื่องเดียวกันด้วยศัพท์ต่างกันเท่านั้นเอง



อัจฉริยะ นั้นมักมองเห็นอะไรเหมือนๆ กันแม้จะอยู่ต่างที่ต่างถิ่น หรือแม้แต่ต่างช่วงเวลากัน อันนี้ก็น่าจะจริง


อย่างคำพูดของ นักวิทยาศาสตร์ หรือผู้ค้นคว้าเรื่องความจริง ของจักรวาลนี้ ในอดีต คำพูดของพวกเขาเกิดขึ้นในสมัยที่คนเรายังไม่เข้าใจเอกภพนี้หรือยังไม่เข้าใจถึงลักษณะของแสง
แต่คนเหล่านั้นกลับตั้งสมมุติฐาน ที่แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ แต่มันกลับใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สมัยนี้ค้นพบมาก
   เช่นเรื่องของแสงที่เทสล่าเคยบอกไว้ว่ามันคือคลื่น ในยุคก่อน
   หรือเรื่องที่ว่าทำไมท้องฟ้าในตอนกลางคืนจึงมืด ทั้งๆ ทีมีดาวในจักรวาลมากจนเต็มท้องฟ้าไปหมด และจักวาลก็อายุหลายล้านปี ทำไมท้องฟ้าตอนกลางคืนควรสว่างเช่นเดียวกับกลางวัน แสงจากดวงดาวควรจะสว่างจนไม่มีส่วนใดบนท้องฟ้างกลางคืนมืดมิดเลย  ยุคนั้นมีคนตั้งสมุตติฐานไว้ว่า เพราะดาวแต่ล่ะดวงนั้นห่างกันมากจนเกินจะคนานับ และแสงมิได้ปรากฏโดยทันทีแต่ต้องเดินทางในพื้นที่ว่างเปล่า เพราะระยะห่างที่มากมายนี้ทำให้แสง ยังเดินทางมาไม่ถึงเราในขนะนี้ จึงทำให้ท้องฟ้ากลางคืนนั้นมืด แทนที่จะสว่างไสวไปด้วยแสงดาวเต็มท้องฟ้า
   หรือแม้แต่คำพูดของเทสล่าที่ว่า ถ้าหากต้องการรู้ความลับของเอกภพ  จงคิดในเชิง พลัง คลื่นความถี่ และการสั่นไหว   ตอนนี้เราเริ่มคิดเรื่อง ทฤษฎี string
ใช่ครับ

ผมพยายามตีความเป็นกลางๆ แม้จะคิดเรื่องไปในแนวทางจักรวาลนาสุที่ว่าเวทย์ยุคใหม่มาจากโซโลมอน
..แต่ประวัติจริงๆก็ไม่อย่างนั้นทั้งหมด
จักรวาลนาสุเล่นมุกคับบาลาห์ ที่มีความคล้่้ายกันอย่างมากกับภาพบัลลัะงก์ของเทพเจ้า
แค่แทนตัวเลขชื่อต่างกันไป
กับการตีความว่า พระเจ้าสูงสุดมีจิตวิญญาณของตนเองกำหนดให้เป็นไปก็คือจะกลายเป็นแนวคิดของโบสถ์
ส่วนการตีความว่าธาตุพื้นฐานของความเป็นจริงไม่มีจิตวิญญาณของตนเองแตค่เป็นภาพสะท้อนเท่านั้นก็จะกลายเป็นคับบาล่าห์

เรียกว่าทั้งโบสถ์ที่แท้จริงแล้วคิดเหมือนกันว่าเวทมนตร์เกิดขึ้นจากไหนและทำพิธีกรรมอย่างนี้จะเกิดผลอย่างนี้ มีโครงสร้างเหมือนกันเป๊ะๆในการอธิบายปรากฎการณ์ธรรมชาติในโลก
อย่างเดียวที่ต่างไปคือการตีความต้นกำเนิดของทั้งหมดที่ว่าเท่านั้นเอง
หากผมบรรยายให้ซับซ้อนขึ้นอีก แนวทางด้านซ้ายของคับบาล่าห์คือแนวทางที่ไม้เน้นสมดุลย์ แต่เน้นไปทางทำบาปให้ชั่วบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งผูกมัดก็จะเข้าใกล้พระเจ้ามากที่สุด หลุดจากขีดจำกัดของมนุษย์...บรรยายคล้ายการเป็นเซียนมารของทางจีน กับกลายเป็นปีศาจของทางโบสถ์
กระบวนการและผลลัพธ์ทั้งหมดนั้น ทุกฝ่า่ยเห็นตรงกัน แค่ตีความว่าต้นกำเนิดที่แท้จริงคืออะไรต่า่งกัน

ผมจะบรรยายว่า อัจฉริยะในยุคสมัยต่างๆ ตีความตรงกันนั่นล่ะ ต่างไปแค่คำถามก้าวสุดท้าย ว่าไอ้ที่อยู่หลังประตูคืออะไรกันแน่?


แต่แผนภาพรวมของความเป็นจริงน่ะ เรียกว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันหมดตั้งนานแล้ว

ทางโบสถ์ปราบพวกเวทมนตร์เพราะทางซ้ายของคับบาล่าห์นั้นไปได้ง่ายกว่า แบบเดียวกับด้านมืดของพลังนั่นล่ะครับทำบาปนั้นง่าย ทำดีนั้นยาก
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,301
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +246/-433
อีกเรื่องที่ผมคิดว่าคล้ายกัน จนน่าจะมาจากตำราเดียวกัน คือ เงินปากผี




ที่เราใส่เงินไว้ในปากของศพที่ตายแล้วเพื่อใช้จ่ายในปรโลก




ฝรั่งก็มี charon coin เงินที่ต้องจ่ายให้คนที่พายเรือข้ามแม่น้ำปรโลก




รายละเอียดตัวละครต่างกัน แต่เนื้อหาสาระยังตรงกันอยู่ ว่าให้คนตายเอาไปใช้ได้ พิธีการนี้เห็นตรวกันไม่ว่าทางโลกตะวันตกหรือตะวันออก




ผมวิเคราะห์ว่าประเพณีงานศพ นั้นมีมาตลอดตั้งแต่บรรพกาล จึงเล่นมุกในแนวเหนือธรรมชาติแบบเฟทว่า




เป็นหนึ่งในเคล็ดวิชาที่สืบทอดมาโดยสูญหายน้อยมากตั้งแต่สมัยเทพเจ้า




เคล็ดลับของสัปปะเหร่อในไทยตอนเก็บกระดูก ผมไปเจอมาสองงานก็มองว่าน่าจะมาจากตำราเดียวกัน สืบทอดมาประจำตระกูล




วิชาของสายเนโครแมนเชอร์จึงเป็นหนึ่งในวิชาที่มีการศึกษาค้นคส้ากันมากที่สุด


เนโครแมนเชอแบบด้านสว่าง คือการจัดการดูแลศพ ให้วิญญาณผู้ตายได้รับความสงบ




ใสเคสนี้คือการให้เวิจแบะการฝังอย่างถูกต้อง หรือแบบพระคริสต์ที่คุยกับวิญญาณคนตายให้พวกเขาหมดห่วงหรือคืนชีพได้เพื่อทำภารกิจให้ลุล่วง




แต่การปลุกคนตายอย่างนั้นมันหมิ่นเหม่กับเนโครแมนเชอร์สายมืด ที่ปลุกคนตายมาเป็นทาส


แต่เอาจากไบเบิ้ล นักบวชหลายคนก็มีสกิลคุยกับคนตาย นับเป็นหนึ่งในวิชาเนโครแมนเชอร์ที่โบสถ์รองรับ




ของไทย ขุนแผนดูจะสอนรวมกัน ไม่แบ่งแยกว่าอันไหนสายสว่างหรือมืด


ในสายตาของโบสถ์ ประเทศไทยเราคงมีพ่อมดเนโครแมนเชอร์ศาสตร์มืดเต็มไปหมด
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

 

Tags:
แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก