ยุคแรกๆเลย ที่มีบันทึกน่าจะเป็นลัมธิบูชาไฟ ต่อมาพัฒณาเป็นเทพสภาวะต่างๆ พอเริ่มมีการรวมเป็นสังคมก็มีการเพิ่มส่วนของวิญญาณบรรพบุรุษ
ช่วงนั้นจะเป็นในรูปแบบชนเผ่า พอเริ่มมีการรวมเผ่าเทพในยุคนี่ คือพวกเทพที่เป็นวิญญาณของบรรพบุรษร่วมกับพวกเทพสภาวะต่างๆ พวกสายฟ้า ดวงอาทิตย์ ต่อมาเมื่อมีการร่วมกันเป็นเมืองหลายเมืองและมีประชากรมาก จึ่งรวมความคิดเดิมเข้ากับการปกครองกลายเป็นพวกสมมุติเทพ พอต่อมาก็แตกออกจากการเมืองโดยตรงแต่ยังเกี่ยวโยงกับการปกครองอยุ่ ช่วงนี่จะมีศาสนาที่เราคุ้นเคยกัน พวกคริตส์ อิสลาม เป็นต้น และจะมีพวกศาสนาที่ยังต่อมจากศาสนาเก่า แต่บวกแนวปรัชญาเข้าไป
พอต่อมาคนเริ่มออกสำรวจโลก ก็จะนำพาความเชื่อและศาสนาของตัวเองไปด้วย พอเจอคนพื๊นเมือง เผื่อที่จะปกครองหรือ อาศัยอยุ่ร่วมกันก็จะเอาความเชื่อของคนท้องถิ่น มาผสมปนเปกับความเชื่อเดิมของตน จนกลายเป้นศาสนาอย่างที่พวกเราร้จักกันตอนนี่เหลาะ
ถ้าคุณจะให้พวกนั้นมีจริงก็ไม่ต่างจากพวกพระเจ้าในความเชื่อของศสนาหรอก ยกตัวอย่างง่ายๆความเชื่อางตะวันออก เทพและปีศาจ ภูติผีก็คือพวกเดียวกันนนั้นละ เทพอาจจะกลายเป็นปีศาจหรือมารก็กลายเป็นเทพได้เหมือนกัน อย่างศิวะ นะ เป็นเทพของเผ่าชาวเคอร์มัน แต่ก็เป็นปีศาจของพวกดาวิเดียนเหมือนกัน
ครับผม ผมว่าประวัตศาสตร์แบบโลกความเป็นจริงก็น่าสนใจในเรื่องแง่มุมตค่างๆ ว่าแต่ละวัฒนธรรม มีเหมือนหรือต่างกันอย่างไร
แต่พอเราเอาแนว urban fantasy มารวมเข้ากับประวัติศาสตร์จริง มันจะยิ่ง ฮามากกว่าเดิมน่ะครับ
ว่ากิลกาเมธชกกับวัวเทพ ในโลบกเดียวกับที่พระรามรบกับทศกัณฑ์และโลกิที่จับมัดอยู่ตรงก้อนหินในเวลาเดียวกัน
หรือเวทมนตร์ก็เช่นกัน ที่อาจจะอธิบายเอาความจริงมาผสมว่า
ความจริงแล้วที่เห็นคล้ายๆกัน อาจไม่ใช่เพราะอัจฉริยะเจ้าสำนักเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะ ปรมาจารย์รุ่นดึกดำบรรพ์ก็ได้ศึกษามาจากแนวทางเดียวกันต่างหาก และจึงแตกแขนงไปตามภูมิภาค
แต่โดยสรุปก็คือ วิชาเวทมนตร์จริงๆมาจากสำนักเดียวกันในทางทฤษฎี
เวทมนต์มันแบ่งเป็นสองสายครับมีความเชื่อต่างที่มาสายคำสาบนี่เป็นสายบูชาผีครับเป็นสายดังเดิมมีคล้ายกันทัวโลกที่มีการไหว้คนตายเช่นแถบยุโหรปทังแถบและเอเชียคำเรียกผู้ไช้เช่นแม่มด หมอผี ผู้รักษา อีกสายที่เราเรียกว่ามนต์ธาตุดังเดิมมาจากเทวนิยมจากแถบอาหรับเวทธาตุนี่ครอบคลุมตังแต่เสกดินน้ำลมไฟไปยันเสกมอนเรียกมอน ส่วนมากอิงจากนิทานอาหรับคำเรียกผู้ไช้ จอมเวท พ่อมด ผู้วิเศษ
ปล.แถบยุโหรปไม่มีพ่อมดนะครับเวทมนต์แถบนั้นถือว่าชัวร้ายเวทยุคเก่าจึงมีแต่คำสาบแช่งจนยุคอุสาหกรรมที่มีการเดินทางไปยัง อาหรับได้มีคนคัดลอกนิทานอาหรับที่มีการไช้เวทมนต์ที่แฟนตาซีอย่างจินนี่ อาลาดิน ฯลฯ จึงมีการแต่งนิยายแฟนตาซีที่เอาฉากยุกกลางมารวมกับเวทอาหรับจนเกิดนิยายแฟนตาซีที่มีเซตติ้งยุคกลางมาจนทุกวันนี้
ปล.2สาวน้อยเวทมีมานานตังแต่นิทานอาหรับแล้วครับ
นั่นล่ะครับ ผมว่าน่าสนใจในการศึกษาวิชาเนโครแมนเชอร์ ก็อาจจะค้นจากตำราของขุนแผนได้
ความจริงฉากการต่อสู้แปลงเป็นแอนิเมจัส คงกระพัน ในขุนแผนขชองเราก็มีนะครับ
ฉากต่อสู้ก็เรียกว่าสมจริงด้วยแบบเดียวกับ game of throne คือ หากสองฝ่ายวิชาฝีมือพอพอกัน ฝ่ายที่ชนะคือคนที่มีพวกมากกว่า
ประมาณว่า แสนตรีเพชรกล้าแห่งเชียงใหม่เก่งกล้าวิทยาอาคมมาก ขุนแผนเอาชนะโดยการทำศึกยืดเยื้อและเอาคนคุกสามสิบห้าคนที่มีวิทยาอาคม รุมจับแสนตรีเพชรกล้าได้เป็นผลสำเร็จ
ต่อจากนั้นก็มีเถรขวาทที่เป็นแอนิเมจัสจรเข้ แต่เนื่องจากสนใจแต่เรื่องชิงรักหักสวาท ความขัดแย้งเลยไม่อยู่บนสมรภูมิแบบกรณีแสนตรีเพชรกล้า
[quote/]
เอ่อ นิยายแฟนตาซียุคกลางมีตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แล้วแถมยังนิยมด้วยนะครับ เรียกว่า Chivalric Romance ตัวอย่างก็ตำนานอาเธอร์ที่ถูกเขียนหลายเวอร์ชั่นเต็มไปหมดกับ Matter Of France ชีวประวัติพระเจ้าชาร์เลอร์มาญเวอร์ชั่นแฟนตาซี ต้นกำเนิดพวก 12 พาลาดินอย่างแอสโทโฟล ยังไม่รวมพวก Folklore ก่อนหน้านั้นอย่าง Beowulf,Ulster Cycle อีก ไม่เกี่ยวกับยุคอุตสาหกรรมเลย
ผมชอบสังเกตตำนานพวกนี้นะ ว่าแต่ละคนมีวิชาอะไรบ้างเท่าที่พอจำได้ พวกดรูิอดที่ทำนายให้ คู พี่หมาของเราก็มีวิชามองเห็นอนาคตและสัตย์สาบานต่างๆ
หมายความว่าสัตย์สาบานนี่มีผลจริงๆอย่าทำเป็นเล่นไป
อย่างในแฮรี่เองก็ทีเล่นหนึ่งเปรย ๆ พวกเวทมนตร์ตะวันออกด้วยนะครับ อย่างพรมบินได้อะไรแบบนี้ ซึ่งผมว่าน่าสนใจเหมือนกัน เสียดายที่เจเคไม่เอาไปขยายเนื้อหาส่วนนั้นต่อ ความจริงผมว่าสร้างเป็นภาคแยกอีกภาคได้เลยละ เวทตะวันออกเองก็น่าสนใจไม่เบานะครับ แล้วผมว่ามันมีความต่างในความเหมือนด้วย
อย่างอาคมไทยเองก็ผูกกับความเชื่อเรื่องผีสาง การบูชาสิ่งของ ซึ่งน่าสนใจครับ
นั่นล่ะครับ
คือผมว่ามีความแตกต่างในทางด้านภูมิภาคต่างๆ
ในการบูชาเทพเจ้า
ผมเจอเคสโรมันที่ทำคล้ายๆชาวเหนือบูชาแถนน่ะครับ
ปรกติเราจะรู้สึกเคารพเทพเจ้าใช่ไหมล่ะครับ?
แต่การบูชาแถนคือการปล่อยบั้งไฟไปบนฟ้า เพื่อขู่แถนว่าอย่าลืมสัญยาที่จะทำให้ฝนตกเปรียเปรยก็เหมือนกับยิงขีปณาวุธขู่เทพเจ้านั่นล่ะ ว่าทำตามที่ข้าต้องการเสียดีดี
โรมันคล้ายๆว่าก็มีเคสที่ว่า หากข้าบูชาปีนี้ เอ็งไม่ให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกลาลปีหน้าข้าก็ไม่บูชาให้จนกว่าเอ็งจะยอมทำตามสัญญาที่ข้าให้เครื่องบูชายัญไป
หรือ บูชายัญ คือ สัญลักษณ์พิธีกรรมเวทมนตร์สูงสุด
อียิปต์ โรมัน จิ๋นซี บูชายัญหลายสิบ หลายร้อยในพิธีกรรมเพื่อกลายเป็นเทพเจ้า
ทุกคนเห็นตรงกัน..จนกระทั่งมาวันหนึ่ง สุดยอดการบูชายัญเกิดขึ้นคือ พระคริสต์ เสียสละเพื่อลบล้างบาปต้นกำเนิด
ดังนั้นเมื่อมีพระคริสต์แล้ว จึงไม่ต้องบูชายัญอีกต่อไป เพราะไม่มีพิธรีกรรมไหนยิ่งใหญ่กว่านี้ไปอีกแล้ว
หมายความว่า แอซแทคที่ต้องควักหัวใจชายัญเพราะเชื่อว่าเป็นการป้องกันว่าโลกจะสูญสลายก็สามารถเลิกทำพิธีนั้นได้แล้ว
หลักๆที่เหมือนกันคือ เรารุ้ว่าการบูชายัญนั้นได้ผล การใช้เลือดและชีวิตคนในพิธีกรรมนั้นก็ยิ่งได้ผล
ไม่มีใครเถียงกันในข้อนั้นว่ามันมีผลจริงๆ แต่ศาสนาช่วยอธิบายในภาพรวมว่า ทำไมการบูชายัญต่อเทพเจ้าที่ผ่านมาถึงไม่จำเป็น เพราะเรามีสุดยอดพิธีกรรมโดยบุตรพระเจ้าไปแล้ว