การเขียนโดยไม่ไห้ตัวเอกโกงนี่เอาจริงๆยากมากครับเพราะนิยายขายดีพระเอกมันโกงทุกเรื่องถ้าไม่มีอะไรเด่นเลยมันจะยากที่จะเขียนไห้คนอ่านตาม
ใช่ครับ
ผมเอาแบบอย่างมาจากเควสต์ ว่าตัวละครที่เราเห็นในเรื่อง ไม่ว่าพระเอกหรือตัวประกอบ
จะเป็นผู้ที่มีความสามารถเหนือกว่าคนทั่วไปที่ไม่ได้กล่าวถึงในเรื่อง
และพวกนั้นไม่ใช่คนธรรมดาสักคน
ประมาณว่าแค่จะหาพลังที่โจมตีข้ามขั้นได้ ก็หายากสมชื่อจริงๆเรียกว่าต้องทอยลูกเต๋าใมห้ได้ร้อยแต้มจากลูกเต๋าร้อยหน้า d100
คนธรรมดาในเซ็ตติ้งโลกนั้นอย่าหวังว่าจะหาได้
จริงๆ ถ้าจะเอาให้ละเอียดจะต้องแบ่ง stat คล้าย FM(football manager) ไม่งั้นบางตัวมันจะเก่งเกินอัพไม่กี่ stat แต่โหดเกินไปครับ
และทำให้เกิดความ Balance ครับ และนักเวทย์ไม่จำเป็นต้องฉลาดก็ได้ครับ(อาจจะคิดช้าตัดสินใจช้า) แต่มีพลังเวทย์เยอะ
[img/]
ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึง Ciri หรือ เจ้าหญิง Cirilla พลังเวทย์โครตสูงจากสายเลือด Elder Blood แต่โง่มาก ผสมน้ำมันทาดาบฆ่า Werewolf ยังผสมผิดผสมถูกเลย
หรือ Saber ในเฟท พลังเวทย์โครตเยอะ(ถ้าพลัง fulll) แต่คุณเธอโครตซื่อบื้อเลย
FM จะแบ่ง stat คนเป็น 3 อย่างครับ
1.Technical Attribute(ด้านเทคนิค ฝีมือ)
2.Mental Attribute(ด้านจิตใจ)
3.Physical Atrribute(ด้านพลังกาย)
สมมุติว่านักดาบสองมือละกัน
ด้าน Technical ก็จะมีสกิลจำพวก Two-handed Sword Master , Footwork Step
ด้าน Mental ก็จะมีสกิลจำพวก Aggressive(ความดุดัน) Bravery(กล้าหาญ) Decision(ตัดสินใจเร็ว ไม่ลังเล) Morale(กำลังใจ ถ้าหมดวิ่งหนี) พวกนี้สูง เป็นต้น
ด้าน Physical ก็จะมีค่า Stregth Agile ที่สูงเป็นหลัก
แล้วที่สำคัญกว่านั้นควรมี Trait พิเศษ(คล้ายๆกับ Totalwar)
เช่น Duel (เก่งเวลาสู้ดวล 1-1) Hot-headed(หัวร้อนง่าย ถูกยุท้าดวล จะปฏิเสธไม่เป็น เข้าบวกทันที)
Stat นักเวทย์
ด้าน Technical ก็จะมีสกิลจำพวก Casting(ถ้าสูงก็จะร่ายเร็ว) Rune Writing(การเขียนอักขระ เป็นพวกสายวาง Trap หรือเวทย์พื้นที่) Staff Mastery , Wand Mastery
ด้าน Mental ก็จะมีสกิลจำพวก Creativity(สร้างสรรค์) Memory(ความจำ)
ด้าน Physical ก็คือ ค่า Magic หรือ Mana เนี่ยแหละ
แล้วก็ควรมี Trait
เช่น Coward(เวลาศัตรูเข้าประชิดตัวจะเสียกำลังใจมาก) Briliant(ทำให้เรียนรู้ได้เร็ว exp ขึ้นไว)
การให้อย่างนั้นก็ต้องเพิ่มความซับซ้อนล่ะครับ
พวกเนิรืดฝรั่งปรกติก็เรียกว่าเปิดสูตร excel ทำตารางคำนวณค่าพลังที่จะได้จากการบ่มเพาะพลังเลยล่ะครับ
ที่ผมเจอระบบของ เกมส์กระดานที่ไม่ออกแนวเน้นเทคนิคอย่าง warhammer ก็จะแบ่งเป็นสามอย่างมั้งคือ
physical ร่างกายmental ปัญญาsocial สังคม
ซึ่งในร่างกาย ปัญยา สังคมก็จะแยกย่อยไปอีกสามค่าสถานะ เช่น มี str dex vit ในค่าสถานะร่างกาย
แต่ก้นั่นล่ะหากพยายามสร้างเกมส์ที่ซับซ้อนและมีรายละเอียดมากขึ้นมันก็ต้องคำนวณเยอะ
GM ป้องกันการที่ไม่ให้ผู้เล่นเก่งเร็วไปโดยบอกว่าเพิ่มค่าสถานะ จะไม่มีผลแค่ตัวเลข แต่จะเกิดผลจากร่างกายเราด้วย
เช่นการเพิ่ม str ต่างๆจะทำให้เราจากรูปร่างปรกติ หากเพิ่มไปสามเท่า เราจะกลายเป็นพี่กล้ามและสูงขึ้นอีกสิบหรือสี่สิบเซ็นติเมตรด้วย
หรือ warhammer เผลออัพค่าสถานะตอนมีค่า corruption แขนจะกลายเป็นแขนคนกลายพันธุ์เอา
ขอเสนอแนวคิดของพวกจอมเวทย์ใน นิยายแปล(น่าจะ)จีน advance of the archmage แล้วกันครับที่พวกจอมเวทย์จะได้เปรียบพวกนักรบ(ที่ระบบยังกับพวกฝึกยุทธ) ที่สุดตรงที่ "ความรู้" ครับ ซึ่งจอมเวทย์พวกนี้แม่งรู้ทุกอย่างเท่าที่จะทำได้จริงๆครับ
เวทย์มนต์ที่ใช้ก็ระดับสารพัดประโยชน์ตั้งแต่ให้แสงไฟ ยันเวทย์ที่ใช้ได้เฉพาะบางสถาณการณ์(แต่ได้ผลชะงัก)ไม่ใช้แค่เวทย์มนต์แต่รวมไปถึงพวกปรุงยา สร้างอุปกรณ์ หาตัง สงคราม การเมือง เสริมสวย และการถ้ำมอง(ถ้าว่าง) นั้นส่งผลให้จอมเวทย์นั้นมีสถาณะทางสังคมที่สูงโดยไม่เกี่ยวข้องกับเวทย์มนต์เพราะพวกแม่งฉลาดสึตๆ
ซึ่งจากที่บรรยายเอาไว้ในเรื่องจอมเวทย์พวกนี้จะแข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่ของตัวเองที่เรียกว่า "หอคอยจอมเวทย์" ไม่ก็ "หอคอยเวทย์มนต์" อะไรซักอย่างนี่เหละ ซึ่งมีผลบัพค่าพลังทุกค่าของจอมเวทย์เจ้าของหอคอยให้สูงขึ้นได้ และลดค่าพลังศัตรูตามแต่สถานการณ์
เรื่องของเรื่อง ถ้าคิดตามหลักการแล้วพวกจอมยุทธเราสามารถเปรียบเทียบพวกเขากับพวกรถถัง ไม่ก็เรือรบได้ เพราะสร้างยาก ต้นทุนสูง แต่ทรงพลัง แถมถ้าวางรากฐานดีๆแบบที่นิยายกำลังภายในชอบพูด ซักวันอาจอัพคลาสกลายเป็นปราการณ์เคลื่อนที่ไม่ก็เดธสตาร์ที่ยิงลำแสงทำลายดวงดาวได้ถ้าแบบเวอร์ๆอะนะ แต่เอาแบบปรกติถ้าไม่ยุ่งกับระดับจักรวาลก็หยุดที่คลาสเรือประจันบาน ไม่ก็เรือพิฆาตขนหัวรบข้ามทวีปอะไรแบบนั้น
ส่วนพวกจอมเวทย์อันนี้จะเหมือนแนวป้องกันจำพวกปืนใหญ่ต่อต้านรถถัง กับเรือรบ แต่เริ่มต้นก็เป็นได้แค่ปืนเต็บโง่ๆที่ยิงตรงๆยังไม่ได้ จนไปหยุดที่หัวรบนิวเคลียร์ไม่ก็ซาบอมบ่า แต่ถ้ามีพลังระดับจักรวาลหรือพวกเทพเจ้าขึ้นมาเมื่อไร ก็ไอ้พวกนี้นี่แหละที่สร้างเดธสตาร์หรือหนักๆเลยก็ท่านดากเวเดอร์นั้นเอง
แต่ถ้าถามผมถึงความได้เปรียบของเวทย์มนต์ที่มีเหนือพลังยุทธ ผมคิดว่าน่าจะเป็นพวกเวทย์พิธีกรรม ไม่พาสซีปที่โคตรพิสดาร เช่นเรื่อง soul tower นิยายคนไทยนี่แหละ ที่จอมเวทย์น้ำแข็ง(อดีตพระเอก)คนหนึ่ง ถ้ายังมีน้ำแข็งอยู่ในพื้นที่ก็สามารถฟื้นคืนชีพได้เสมอ ถ้าเปลี่ยนพื้นเป็นลาวาหมดก็น่าจะช่วยได้ แต่ถ้าไปต่อสู้ในพื้นที่ๆเขาได้เปรียบเช่นเขตขั้วโลกอะไรแบบนั้น และเป็นอาณาเขต"บ้าน"ของเขา เขาจะเป็นอมตะโดยสมบูรณ์ อีกอันก็เวทย์พิธีกรรม พวกจอมยุทธถ้าถามว่าเทคโนด้านไหนต่ำสุดก็เวทย์พิธีกรรมสายอัญเชิญเทพสมมุติ หรือบอสบังคับตายนี่แหละ ซึ่งพวกสายเวทย์พิธีกรรมสายนี้ถ้าเงื่อนไขครบ จะบังคับให้เทพเจ้าจริงๆตายยังได้เลย แค่เงื่อนไขแม่งโหดสัสเช่นสังเวยทุกชีวิตบนโลกอะไรแบบนั้นตามพล็อตเรื่อง
อย่างนั้นล่ะครับ แต่พยายามจะคิดให้เป(็นระบบสมจริงคือแม้แต่อัจฉริยะในรอบร้อยปีก็ต้องใช้เวลาสักพักในการเตรียมสิ่งของต่างๆ
แต่แน่นอน คนฉลาดน่ะ จะมีการมองปัญหาเป็นระบบ คำนวณทุกขั้นตอน
อย่างที่พวกเนิร์ดฝรั่งทำกันตอนที่ผมเล่นเควสต์ออนไลน์น่ะครับ
พวกนี้คำนวณตัวเลขและระยะเวลาในการบ่มเพาะพลังกันทุกขั้นตอน
ผมว่าเป็นจุดน่าสนใจดีเหมือนกันของแนวคิดฝรั่ง ที่ต่างกับแนวคิดของจีน
จีนเน้นบ้าพลังและปาฏิหาริย์ ฝรั่งคำนวณกระบวนการที่ได้ผลลัพธ์ดีที่สุดเท่าที่สามารถจะกระทำได้
หากให้บอกข้อเสียของพวกฝรั่งคือ
เนื่องจากเป็นคนคำนวณทุกอย่างอย่างรอบคอบ
จึงมักไม่ลงมือจนกว่าอัตรความสำเร็จจะมากกว่า 100% auto success สำเร็จอัตโนมัติจากโบนัสต่างๆและการคำนวณในการบ่มเพาะพลัง
ผมว่าเป็นแนวทางที่แสดงความแตกต่างได้ัชัดเจนดี
ตะวันออก อิปโป กับโค้ช เอาตัวเข้าแลกด้วยใจนักสู้ เอาการชกมวยแบบแผนเก่าท้าทายโลก
แบบแผนใหม่บอกว่า เพราะต้องการแก้ไขข้อเสียของแบบแผนเก่านั่นล่ะ แบบแผนใหม่จึงเกิดขึ้นมา ที่ต้องการความปลอดภัยและการถนอมอายุนักกีฬามากขึ้น
ในปราณยุทธก็จะออกแนว เมจบ่มเพาะพลังด้วยความรวดเร็วจนได้พลังที่บรรลุขั้นต่อไปได้
แต่จะเอ้อระเหยตามสายตาของคนฝึกปราณยุทธทั่วไป ที่ไม่ยอมทะลวงด่านบรรลุขั้นต่อไปเสียที
แต่นั่นเนื่องจากเมจไม่ได้กินยาจนเกิดขีดจำกัดหรือประสบเหตุพิสดาร
แต่เมจจะคำนวณว่าต้องการพลังแค่ไหนจึงจะทะลวงผ่านได้อย่างง่ายดายมากขึ้น หรือต้องการไอเท็มอะไรในการฝ่าด่าน
ฝ่าด่านไปแล้วนั้นต้องเตรียมยาปรับสภาพลมปราณไปอีกเท่าไร?
อันเป็นแนวคิดที่ดูคิดมาก แต่ก็เรียกว่าอัตราประสบผลสำเร็จนั้นมากกว่าร้อยเปอร์เซ็น ไม่มีโอกาสธาตุไฟเข้าแทรกเพราะทะลวงด่านผิดพลาด
เพราะทุกการเดินลมใปราณเกิดจากการจำลองสมการและการคำนวณอย่างแน่นอน
คือผมว่าจะเขียนเมจเป็นอย่างนักวิทยาศาสตร์จริงๆหน่อย
ที่นักวิทยาศาสตร์มีจุดเด่นคือ ไม่ใช่เอาสิ่งประดิษฐ์อะไรออกมาก็ได้ แต่คือกระบวนการคิดและวิธีการต่างหาก
[quote/]
ใช่ครับในเกมส์ Witcher ก็มีค่า Toxicity เหมือนกัน โด๊ปยาเกินขนาดนี่ตายได้เลยครับ(ติดพิษจากยา เพราะ ยาที่ witcher กิน สำหรับคนคือยาพิษ แต่ witcher ทนพิษได้จำนวนหนึ่ง)
สาย Alchemy หรือ สายยา มันจะมี Perk ที่ทำให้เราทนพิษจากยาได้มากขึ้น หรือ ทำให้ฤทธิ์ของยาอยู่นานขึ้น หรือ ใช้ประโยชน์จากพิษที่อยู่ในร่างกายหลังกินยาได้
แต่สาย Alchemy เพียวๆ สู้คนอื่นยาก ส่วนใหญ่เขาจะผสมสายอื่นเข้าไปเพื่อที่จะต่อสู้กับศัตรูบางจำพวกได้ เช่น สายต่อสู้ 25% ยา 75% หรือ สาย sign(เวทย์) 50% สายยา 50% เป็นต้น
เพื่อมาทำคอมโบกับยาที่กินไป และยาในเกมส์เองก็เงื่อนไขเยอะพอตัวครับ ยิ่งยาที่ให้ผลดีๆ นอกจากเราจะโดนพิษของยาแล้ว มันยังมีเงื่อนไขอื่นเช่น ยานี้เพิ่มพลังเวทย์ แต่ต้องอยู่ในสภาวะอากาศที่หมอกลง
ยานี้เพิ่มการโจมตีติดคริ แต่ต้องอยู่ในสภาวะฝนฟ้าคะนอง ดังนั้นสายกินยาเนี่ยต้องดูสิ่งแวดล้อมรอบตัวเยอะเหมือนกัน ถ้าใช้ถูกจังหวะยาจะส่งผลต่อการต่อสู้มากๆ แต่ถ้าใช้ไม่ได้อ่านสรรพคุณก็เปล่าประโยชน์
ใช่ครับ สายนักเล่นแร่แปรธาตุ มีจุดอ่อนตรงที่อาจขาดความสามารถในการต่อสู้
GM เตือนว่าหากไปสายบุ๋นเต็มที่อาจจะตายได้แม้แต่ในช่ววงเริ่มต้นเพราะขาดพลังที่จะรับรองความปลอดภัยของตนเองได้
การเลือกทักษะ คุณสมบัติต่างๆ
ต้องบาลายนซ์กันระหว่างความปลอดภัยในระยะสั้นกับผลประโยชน์ของเรารในระยะยาว