ถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์ หนึ่งในสาเหตุการล่มสลายของโรมันตะวันตกคือการหลั่งไหลของผู้อพยพจำนวนมากที่หนีการรุกรานของเผ่าฮัน(Hun)
แถมผู้อพยพจำนวนหนึ่งก็หักหลังโรมันตะวันตก เช่น เผ่าแวนดัลซึ่งอพยพเข้าโรมันแล้วสุดท้ายก็ตีเมืองคาร์เธจ(ตูนีเซียในปัจจุบัน) ซึ่งเมืองคาร์เธจเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำของโรมันตะวันตก
แน่นอนว่าปัจจุบันโลกของเราก็ยังเผชิญกับปัญหาผู้อพยพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ไม่มีประเทศไหนอยากรับผู้อพยพหรอกครับ แต่มันไม่มีทางเลือกครับ เพราะถ้าปฏิเสธสุดท้ายก็ลักลอบเข้ามาทำธุรกิจมืดแบบมาเฟีย
ยกตัวอย่างเมกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบ คนอิตาลีจำนวนมากก็อพยพมาตั้งรกรากใหม่ที่แผ่นดินอเมริกา
ญี่ปุ่นเองก็อพยพไปอยู่ที่ประเทศแถบอเมริกาใต้จำนวนมาก
แม้แต่บรรพบุรุษของเราหลายคนในที่นี้ก็คือชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพหนีมาอยู่ไทย ครอบครัวผมก็เป็นหนึ่งในนั้น(แม้ว่าผมจะไม่ใช่จีนฮั่นก็ตาม)
สิ่งที่ผมจะบอกก็คือการแก้ปัญหาผู้อพยพจริงๆแล้วนั้น พวกเรามักจะมองและแก้กันที่ปลายเหตุปลายน้ำ โดยมองข้ามต้นเหตุสำคัญ
ต้นเหตุของการอพยพซึ่งคลาสสิคมากๆ
1.หนีสงคราม เช่น คนรัสเซียและยิวที่มาอยู่ในไทยตอนนี้เยอะมาก
2.หนีจากสภาวะอดอยาก เช่น คนแอฟริกันที่อพยพไปยุโรป (จริงๆในไทยก็ไม่น้อยครับ แต่รัฐก็ไม่กล้าเปิดตัวเลขจริงๆออกมา)
ดังนั้นต้นเหตุจริงๆ มักจะอยู่ที่สองข้อนี้ ดังนั้นถ้าแก้ปัญหา 2 ข้อนี้ได้ จำนวนผู้อพยพจะลดลงไปเยอะมาก เพราะมันคือการแก้ตั้งแต่ต้นน้ำ
ในข้อ 1 ผู้อพยพจากสงครามนั้น อย่างแรกเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนในโลกต้องช่วยกัน จะมาบอกว่าประเทศฉันไม่ใช่คู่กรณีไม่เกี่ยว แต่สุดท้ายทุกคนต้องรับกรรมเจอกับคลื่นผู้อพยพเหมือนกันหมด
ดังนั้นในข้อนี้ต่อให้เราไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง ประเทศต่างๆจำเป็นต้องกดดันไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายไปสู่สงครามหรือถ้าเกิดแล้วต้องให้คู่กรณีหยุดสงครามให้เร็วที่สุด
ในข้อ 2 ผมมองว่าถ้าเราสามารถลงทุนและสร้างงานสร้างอาชีพให้ประเทศต้นทางของผู้อพยพได้ มันจะช่วยลดผู้อพยพที่หนีออกมาจากประเทศตัวเองเพราะไม่มีอะไรจะกิน
สิ่งที่ผมคิดไม่ใช่มองแบบโลกสวย แต่ผมมองในแง่ร้ายและหาวิธีแก้ปัญหาจากต้นเหตุจริงๆ และก็ไม่อยากให้เกิดผู้อพยพไม่ว่าจะเราไปหาเขาหรือเขามาหาเราก็ตาม