แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก

ผู้เขียน หัวข้อ: ถามเรื่องความแตกต่างระหว่างรัฐสวัสดิการกับประชานิยม  (อ่าน 327 ครั้ง)

ออฟไลน์ ricca chan

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 148
  • ถูกใจแล้ว: 26 ครั้ง
  • ความนิยม: +3/-53
ก็ตามหัวมู้เลยครับระหว่างประเทศรัฐสวัสดิการกับประเทศประชานิยมมันต่างกันยังไงครับในความคิดของเพื่อนๆในเวปนี้เพราะผมอ่านตามเวปเห็นบางคนว่าให้สวัสดิการประชาชนมากๆเป็นประชานิยมบางคนก็ว่าเป็นรัฐสวัสดิการตกลงมันต่างกันยังไงครับและถ้าว่าให้สวัสดิการประชาชนมากๆๆๆๆประชานิยมพวกประเทศยุโรปกับเมกาไใาประชานิยมเหรอครับ??

อีกคำถามท่านคิดว่าประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากภาษีที่เก็บ จำนวนประชากร กับสวัสดิการที่รัฐให้มันสมดุลกันไหมครับและมีประเทศไหนไหมครับที่เก็บภาษี จำนวนประชากร พอๆกับไทยแต่มีสวัสดิการรัฐที่ดีกว่า  ;)  ???????
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: nosta

ออฟไลน์ thpimpf

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • หัวหน้าฝูงหมีกลาง
  • ****
  • กระทู้: 587
  • ถูกใจแล้ว: 853 ครั้ง
  • ความนิยม: +40/-31
ก็ตามหัวมู้เลยครับระหว่างประเทศรัฐสวัสดิการกับประเทศประชานิยมมันต่างกันยังไงครับในความคิดของเพื่อนๆในเวปนี้เพราะผมอ่านตามเวปเห็นบางคนว่าให้สวัสดิการประชาชนมากๆเป็นประชานิยมบางคนก็ว่าเป็นรัฐสวัสดิการตกลงมันต่างกันยังไงครับและถ้าว่าให้สวัสดิการประชาชนมากๆๆๆๆประชานิยมพวกประเทศยุโรปกับเมกาไใาประชานิยมเหรอครับ??

อีกคำถามท่านคิดว่าประเทศไทยเมื่อพิจารณาจากภาษีที่เก็บ จำนวนประชากร กับสวัสดิการที่รัฐให้มันสมดุลกันไหมครับและมีประเทศไหนไหมครับที่เก็บภาษี จำนวนประชากร พอๆกับไทยแต่มีสวัสดิการรัฐที่ดีกว่า  ;)  ???????
เท่าที่ตอนทำวิจัยจบ ผมได้ทำเรื่องนี้  ประเทศvatอยู่ที่ 10 แต่ ลดมา 7 เป็นยี่สิบปีละ ประเทศที่เท่ากับไทย ก็มีแค่โซนบ้านเรา ที่รัฐสวัสดิการน้อยกว่าหรือพอๆกับเรา(เฉพาะสิงคโปร) แถมข้อยกเว้นทั้งภาษีมูลค่าเพิ่มก็เยอะ (ไม่เก็บรายย่อย ไม่เก็บจากพวกสินค้าการเกษตร ปศุสัตว์ และการส่งออก ) แถมภาษีนิติบุคคลและเงินได้ข้อยกเว้นก็เยอะกว่าชาวบ้านถ้าเทียบเมืองนอก จึงต้องหากินกับ พวกบุหรี่และเหล้า และ หวยนี้แหละ (จริงอยากให้เพิ่มการพนันไปด้วย ส่วนการขายบริการ ผมไม่เห็นด้วยนะ มันมีมูลค่าเพราะมันผิดกฏหมายนี่แหหละ)


ในขณะที่ต่างประเทศ ญี่ปุ่นก็ใกล้เคียงกับเราคือ 10 ก็ตาม แต่พวกนี้ภาษีนิติบุคคลหรือภาษีเงินได้อื่นๆ โหด และข้อยกเว้นน้อย รายย่อยก็ไม่ไหวยิ่งในยุโรปพวกขึ้นชื่อเรื่อง รัฐสวัสดิการ แถบจะเป็นสังคมนิยมทางอ้อมเลยแหละ เก็บภาษีโหดแลกด้วยสวัสดิการที่ดี  ยิ่งอเมริกา ตรวจสอบและคดีเรื่องภาษีดุมาก

ความแตกต่างระหว่าง รัฐสวัสดิการ  และประชานิยม
รัฐสวัสดิการ ไมไ่ด้ให้ฟรีๆ เค้าเก็บภาษีไปอุดหนุม
ประชานิยม ให้ฟรีๆ อาจะไม่ให้อะไรแบบซาอุ(เพราะรวยอยู่แล้ว) หรืออาจหวังเป้นคะแนนเสียง ซึ่งรัฐบาลหลายสมัยเคยใช้ !


จริงๆกรมสรรพกร เคยบอกว่าจะเพิ่มรัฐสวัสการ ก็ทำได้ แต่ต้องปรับกลับมาที่ 10และอาจต้องปรับขึ้นอื่นๆอีก


ปัญหาของประเทศไทยคือ
1การเก็บภาษีที่ อาจจะน้อยเกินไป
2 การใช้และการลดทุจริต (ซึ่งเป็นปัญหาทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย)
แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเสียภาษี ไม่มีใครอยากเสียหรอก แต่การอ้างว่า ไม่เสียภาษีพวกอย่างไงก็ถูกเอาไปทุจริตอยู่ ดีมันเป็น้ขออ้างฟังไม่ขึ้น ก็ยังมีหลายโครงการที่ต้องการงบช่วยเหลือประชาชน และไมไ่ด้ทุจริต จะพอลยขาดงบด้วย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 14, 2021, 03:29:50 PM โดย thpimpf »
 

ออฟไลน์ Rumia

  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 6,730
  • ถูกใจแล้ว: 2707 ครั้ง
  • ความนิยม: +224/-346
ไช่ครับแบบมู้บนประชานิยมคือแจกแหลกแบบซาอุส่วนรัฐสวัดิการคือปกติครับเก็บภาษีจากประชาชนและไช้จ่ายภาษีเพื่อประชาชน ความต่างคือประชานิยมจะไม่ตอบสนองผลประโยชน์ใดๆกับประชาชนเลย เช่นคุณอยากขอสัมประทานน้ำมันคุณจะไม่ได้เรียกว่าเป็นใหณ่มีเงินจากรัฐแบบนี้ยากมากถ้าไม่เป็นคนใน แต่ประชาชนจะได้รับเงินและปัจจัยสูงพอสมควรจากรัฐและรัฐที่ทำได้คือรัฐที่หาเงินได้มากจากทรัพยากรตัวเองไม่เก็บภาษี ส่วนเพ็ดกลางจะเก็บภาษีเหมือนรัฐสวัดิการแต่ไช้จ่ายภาษีเพื่อตัวเองเช่นซื้ออาวุธมาต่อสู้กับโรคติดต่อ
ปล.ที่ว่ามานะมันคือคำนิยามของคนคิดคำแต่ความจริงแม่งแค่เล่นคำทังสองแบบจริงๆมันความหมายเดียวกัน คือไช้เงินภาษีเพื่อประชาชนครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 14, 2021, 04:16:09 PM โดย Rumia »
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol, Put1996, Taw และมีอีก 0 หมีที่ถูกใจสิ่งนี้

ออฟไลน์ Black7nos

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 3,187
  • ถูกใจแล้ว: 2650 ครั้ง
  • ความนิยม: +178/-172
@ricca chan
ประชานิยม หรือ Populism มันมีมานานแล้วครับ ตั้งแต่สมัยกรีก-โรมัน ถ้าพูดถึงผู้ที่ใช้นโยบายเชิง Populism ที่เก่าที่สุดและดังที่สุดก็คงไม่พ้น จูเลียส ซีซาร์


เริ่มที่ความหมายของคำว่า Populism ก่อน คำนี้แปลว่า The People หรือ ผู้คนจำนวนมาก


หรือพูดง่ายๆ คือ นโยบายที่เอื้อคนหมู่มาก จะถูกเรียกว่า Populism หรือ ประชานิยม ไม่จำเป็นต้องแจกของเสมอไปนะครับ อาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้ เช่น ประกาศทำสงคราม
ยกตัวอย่าง เมกาโดนเหตุการณ์ 911 เครื่องบินชนตึกเวิร์ลด์เทรด ประชาชนเมกาแค้นใจต้องการแก้แค้นคืน และพบว่าอิรักให้ที่กบดานผู้ก่อการร้าย
ดังนั้นปธน.+สภาก็เลยลงมติประกาศสงครามกับซัดดัม ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของประชาชนที่ต้องการแก้แค้น ณ ขณะนั้น
(สังเกตว่า Populism จำเป็นต้องมีช่วงเวลากำกับเสมอ เพราะความต้องการของคนหมู่มากเปลี่ยนไปตามกาลเวลา)

(ข้อสังเกตนะครับ การแจกเงินแจกของ ไม่ถือเป็น Populism ถ้าแจกไม่ตรงตามความต้องการคนหมู่มาก ก็ไม่เรียกว่า ประชานิยม หรือ Populism ครับ)


ยกตัวอย่าง สมัยโรมันเลยก็ได้ครับจะได้เห็นภาพ จูเลียส ซีซาร์เลือกที่จะไปเป็นผู้สำเร็จราชการแคว้นกอลล์และยกกองทัพทำสงครามกับเผ่ากอลล์ เผ่ากอลล์นั้นถือเป็นภัยต่อประชาชนชาวโรมันหมู่มาก(ไม่ทุกคนที่เดือดร้อนจากเผ่ากอลล์) ณ ขณะนั้นเนื่องจากหลายครั้งชาวโรมันถูกคนจากเผ่ากอลล์ปล้นและก็ไม่มีใครสามารถปราบเผ่ากอลล์กว่าหลายร้อยเผ่าได้เสียที จูเลียส ซีซาร์ไหนๆก็ถูกเตะออกจากตำแหน่งกงศุลไปเป็นผู้สำเร็จราชการแล้วก็เลยดำเนินนโยบายประชานิยมด้วยการทำสงครามกับเผ่ากอลล์ที่เป็นภัยต่อคนหมู่มากของชาวโรมัน


ซึ่งผลก็อย่างที่รู้กันว่าจูเลียส ซีซาร์ทำสำเร็จปราบเผ่ากอลล์ลงได้หมด ผลก็คือทำให้จูเลียส ซีซาร์ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนชาวโรมันให้ควรกลับไปมีอำนาจในสภาอีกครั้ง เพราะคนหมู่มากของชาวโรมันรู้สึกปลอดภัยไม่ถูกรุกรานและปล้นจากเผ่ากอลล์อีกแล้ว


นี่คือตัวอย่างประชานิยมครับ


ประชานิยมนั้นเป็นนโยบายที่ซ้ายก็ได้ หรือ ขวาก็ได้ ไม่จำกัดฟากการเมืองใด เพียงแต่มันคือการเล่นกับช่วงเวลา ณ ขณะนั้นว่าคนหมู่มากต้องการอะไรมากที่สุด และตอบสนองต่อคนหมู่มากให้ได้ นี่คือความหมายของประชานิยมครับ ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นแค่การแจกของ เพราะ ประเทศไทยมักทำให้คำศัพท์หลายคำถูกบิดเบือนในสงครามแห่งการชิงความหมาย


แน่นอนว่าผู้ดำเนินประชานิยมมักจะถูกโจมตีว่าละเลยคนส่วนน้อย เพราะสนใจแต่การตอบสนองความต้องการของคนหมู่มาก ทำให้เกิดคนชายขอบขึ้น
แต่ว่าประชานิยมเองก็คือรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยครับ คือตอบสนองนโยบายของคนส่วนมากในประเทศ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือการเลือกตั้งนี่แหละคือการวัดพลังประชานิยมนั่นเองครับ


ผมไม่รู้ว่าใครเคยได้ยินคำพูดของ Archer จาก Fate มั้ย "คุณไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนได้ เมื่อคุณช่วยคนกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งก็จะถูกละเลย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำจัดส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนมาก"
หรือ "The wish of wanting everyone to be happy is merely a fairy tale(การปรารถนาต้องการจะช่วยเหลือทุกคนให้มีความสุขนั้นเป็นเรื่องฝันเฟื่อง)"
แนวคิดและการกระทำของ Archer Fate จึงเป็นประชานิยม


"ฆ่าหนึ่งคนเพื่อช่วยคนเป็นสิบ
ฆ่าคนเป็นสิบเพื่อช่วยคนเป็นพัน
ฆ่าคนเป็นพันเพื่อช่วยคนเป็นล้าน
ฆ่าคนเป็นล้านเพื่อช่วยคนทั้งโลก"



คนที่คิดหรือกระทำแบบนี้ เรียกว่า นัก Populism ครับ


ดังนั้น Populism จะฝ่ายซ้ายก็ได้ ฝ่ายขวาก็ได้หมดครับ Keyword คือ ขอแค่ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของคนหมู่มาก นั่นแหละเรียกว่า ประชานิยม


อย่างคุณทักษิณ ทำไมคุณทักษิณถึงถูกเรียกว่าเป็นนักประชานิยม หรือ Populist แม้แต่ต่างชาติก็กล่าวว่าคุณทักษิณคือ Populist นั่นก็เพราะคุณทักษิณเลือกใช้นโยบายช่วยคนส่วนมากในประเทศก็คือ ชนชั้นรากหญ้า ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในประเทศ แต่ตัดสินใจละเลยหรือทำลายคนส่วนน้อยที่เรียกว่า Elite และ พวกอาชญากรค้ายาและมือหวยใต้ดินซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยกว่าอันแรก


ดังนั้นคุณทักษิณจึงเป็นนัก Populism อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

Ref
https://en.wikipedia.org/wiki/Populism

ลองอ่านความหมายสากลของ Populism หรือประชานิยมของสากลโลกก่อนครับ มันไม่ได้หมายถึงการแจกของอย่างที่คนไทยหลายคนบิดเบือนนะครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 14, 2021, 05:42:39 PM โดย Black7nos »
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Taw

ออฟไลน์ Black7nos

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 3,187
  • ถูกใจแล้ว: 2650 ครั้ง
  • ความนิยม: +178/-172
ยกตัวอย่างสั้นๆง่ายๆ เพื่อให้เห็นภาพสำหรับคนที่ยังงงๆ ไม่เข้าใจนะ


ข้อ 1 สมมุติประเทศ A มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนรวย 90% แต่มีคนจนแค่ 10% นาย ก เป็นนายกฯออกนโยบายโดยเล็งเป้าหมายให้ประโยชน์แก่คนรวย 90% ของประชากร
กรณีนี้นาย ก ถือเป็น นักประชานิยม


ข้อ 2 สมมุติประเทศ A มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนรวย 10% แต่มีคนจน 90% นาย ก เป็นนายกฯออกนโยบายโดยเล็งเป้าหมายให้ประโยชน์แก่คนจน 90% ของประชากร
กรณีนี้ก็ถือว่านาย ก ยังคงเป็น นักประชานิยม


ข้อ 3 สมมุติประเทศ A มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนรวย 90% แต่มีคนจน 10% นาย ก เป็นนายกฯ ออกนโยบายโดยเล็งเป้าหมายให้ประโยชน์แก่คนจน 10% ของประชากร
กรณีนี้ไม่ถือว่า นาย ก เป็นนักประชานิยม


ดังนั้นมันไม่สำคัญว่าจะซ้ายหรือขวา บนหรือล่าง มันสำคัญแค่ Keyword คือ คนหมู่มาก(The People) ก็เท่านั้นครับ


เป็นนักประชานิยม ต้องแคร์แค่คนหมู่มาก อย่าแคร์คนส่วนน้อย
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Put1996, Taw

ออฟไลน์ Black7nos

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 3,187
  • ถูกใจแล้ว: 2650 ครั้ง
  • ความนิยม: +178/-172
ส่วนรัฐสวัสดิการ(Welfare State) สมัยก่อนอ.ปรีดี ใช้คำว่า "บำนาญราษฎร"


ถามว่ามันคืออะไร มันก็คือ สวัสดิการ นั่นแหละครับ เหมือนที่เราทำงานบริษัทก็ต้องมีสวัสดิการบริษัท เช่น ค่าเดินทาง ค่าทุนสำรองเลี้ยงชีพ บลาๆ(แล้วแต่นโยบายบริษัทนั้นๆ) ฯลฯ


เพียงแต่รัฐสวัสดิการ คือ การขยาย Scale จากสวัสดิการบริษัท มาเป็น สวัสดิการทั้งประเทศ


แนวคิดนี้มองว่าประเทศหรือรัฐนั้นเป็นบริษัทหนึ่งที่ใหญ่มาก และมองว่าประชากรที่เป็นพลเรือนประเทศนั้นคือพนักงานบริษัทครับ ทุกคนต่างทำงานให้แก่ประเทศ(ผลิตภาษี) ดังนั้นบริษัท(ประเทศ)จึงมีหน้าที่ตอบแทนสวัสดิการแก่พนักงาน(พลเรือนประเทศนั้น)


Keyword ก็คือ พลเมืองทุกคนที่ถือสัญชาติในประเทศนั้น


ตราบใดที่คุณถือสัญชาติประเทศใดๆ คุณจะต้องได้รับสวัสดิการของประเทศนั้นๆเสมอ นี่คือหลักการครับ ไม่สนว่าคุณจะจน หรือ รวย คุณได้ขั้นต่ำเท่ากันหมดครับ


ดังนั้น รัฐสวัสดิการ กับ ประชานิยม ย่อมไม่เหมือนกันครับ
พลเมืองสัญชาติเดียวกันทุกคน ย่อมไม่เท่ากับ คนหมู่มาก

รัฐสวัสดิการ คือ การแคร์ทุกคนที่มีสัญชาติของรัฐนั้นๆและจะต้องได้ขั้นต่ำเท่ากัน ส่วนคนสัญชาติอื่นก็ช่างหัวแม่งมันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 14, 2021, 05:14:42 PM โดย Black7nos »
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 

ออฟไลน์ thpimpf

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • หัวหน้าฝูงหมีกลาง
  • ****
  • กระทู้: 587
  • ถูกใจแล้ว: 853 ครั้ง
  • ความนิยม: +40/-31
@ricca chan
ประชานิยม หรือ Populism มันมีมานานแล้วครับ ตั้งแต่สมัยกรีก-โรมัน ถ้าพูดถึงผู้ที่ใช้นโยบายเชิง Populism ที่เก่าที่สุดและดังที่สุดก็คงไม่พ้น จูเลียส ซีซาร์


เริ่มที่ความหมายของคำว่า Populism ก่อน คำนี้แปลว่า The People หรือ ผู้คนจำนวนมาก


หรือพูดง่ายๆ คือ นโยบายที่เอื้อคนหมู่มาก จะถูกเรียกว่า Populism หรือ ประชานิยม ไม่จำเป็นต้องแจกของเสมอไปนะครับ อาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้ เช่น ประกาศทำสงคราม
ยกตัวอย่าง เมกาโดนเหตุการณ์ 911 เครื่องบินชนตึกเวิร์ลด์เทรด ประชาชนเมกาแค้นใจต้องการแก้แค้นคืน และพบว่าอิรักให้ที่กบดานผู้ก่อการร้าย
ดังนั้นปธน.+สภาก็เลยลงมติประกาศสงครามกับซัดดัม ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของประชาชนที่ต้องการแก้แค้น ณ ขณะนั้น
(สังเกตว่า Populism จำเป็นต้องมีช่วงเวลากำกับเสมอ เพราะความต้องการของคนหมู่มากเปลี่ยนไปตามกาลเวลา)

(ข้อสังเกตนะครับ การแจกเงินแจกของ ไม่ถือเป็น Populism ถ้าแจกไม่ตรงตามความต้องการคนหมู่มาก ก็ไม่เรียกว่า ประชานิยม หรือ Populism ครับ)


ยกตัวอย่าง สมัยโรมันเลยก็ได้ครับจะได้เห็นภาพ จูเลียส ซีซาร์เลือกที่จะไปเป็นผู้สำเร็จราชการแคว้นกอลล์และยกกองทัพทำสงครามกับเผ่ากอลล์ เผ่ากอลล์นั้นถือเป็นภัยต่อประชาชนชาวโรมันหมู่มาก(ไม่ทุกคนที่เดือดร้อนจากเผ่ากอลล์) ณ ขณะนั้นเนื่องจากหลายครั้งชาวโรมันถูกคนจากเผ่ากอลล์ปล้นและก็ไม่มีใครสามารถปราบเผ่ากอลล์กว่าหลายร้อยเผ่าได้เสียที จูเลียส ซีซาร์ไหนๆก็ถูกเตะออกจากตำแหน่งกงศุลไปเป็นผู้สำเร็จราชการแล้วก็เลยดำเนินนโยบายประชานิยมด้วยการทำสงครามกับเผ่ากอลล์ที่เป็นภัยต่อคนหมู่มากของชาวโรมัน


ซึ่งผลก็อย่างที่รู้กันว่าจูเลียส ซีซาร์ทำสำเร็จปราบเผ่ากอลล์ลงได้หมด ผลก็คือทำให้จูเลียส ซีซาร์ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนชาวโรมันให้ควรกลับไปมีอำนาจในสภาอีกครั้ง เพราะคนหมู่มากของชาวโรมันรู้สึกปลอดภัยไม่ถูกรุกรานและปล้นจากเผ่ากอลล์อีกแล้ว


นี่คือตัวอย่างประชานิยมครับ


ประชานิยมนั้นเป็นนโยบายที่ซ้ายก็ได้ หรือ ขวาก็ได้ ไม่จำกัดฟากการเมืองใด เพียงแต่มันคือการเล่นกับช่วงเวลา ณ ขณะนั้นว่าคนหมู่มากต้องการอะไรมากที่สุด และตอบสนองต่อคนหมู่มากให้ได้ นี่คือความหมายของประชานิยมครับ ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจผิดว่าเป็นแค่การแจกของ เพราะ ประเทศไทยมักทำให้คำศัพท์หลายคำถูกบิดเบือนในสงครามแห่งการชิงความหมาย


แน่นอนว่าผู้ดำเนินประชานิยมมักจะถูกโจมตีว่าละเลยคนส่วนน้อย เพราะสนใจแต่การตอบสนองความต้องการของคนหมู่มาก ทำให้เกิดคนชายขอบขึ้น
แต่ว่าประชานิยมเองก็คือรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยครับ คือตอบสนองนโยบายของคนส่วนมากในประเทศ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือการเลือกตั้งนี่แหละคือการวัดพลังประชานิยมนั่นเองครับ


ผมไม่รู้ว่าใครเคยได้ยินคำพูดของ Archer จาก Fate มั้ย "คุณไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนได้ เมื่อคุณช่วยคนกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งก็จะถูกละเลย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกำจัดส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนมาก"
หรือ "The wish of wanting everyone to be happy is merely a fairy tale(การปรารถนาต้องการจะช่วยเหลือทุกคนให้มีความสุขนั้นเป็นเรื่องฝันเฟื่อง)"
แนวคิดและการกระทำของ Archer Fate จึงเป็นประชานิยม


"ฆ่าหนึ่งคนเพื่อช่วยคนเป็นสิบ
ฆ่าคนเป็นสิบเพื่อช่วยคนเป็นพัน
ฆ่าคนเป็นพันเพื่อช่วยคนเป็นล้าน
ฆ่าคนเป็นล้านเพื่อช่วยคนทั้งโลก"



คนที่คิดหรือกระทำแบบนี้ เรียกว่า นัก Populism ครับ


ดังนั้น Populism จะฝ่ายซ้ายก็ได้ ฝ่ายขวาก็ได้หมดครับ Keyword คือ ขอแค่ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของคนหมู่มาก นั่นแหละเรียกว่า ประชานิยม


อย่างคุณทักษิณ ทำไมคุณทักษิณถึงถูกเรียกว่าเป็นนักประชานิยม หรือ Populist แม้แต่ต่างชาติก็กล่าวว่าคุณทักษิณคือ Populist นั่นก็เพราะคุณทักษิณเลือกใช้นโยบายช่วยคนส่วนมากในประเทศก็คือ ชนชั้นรากหญ้า ซึ่งมีประชากรมากที่สุดในประเทศ แต่ตัดสินใจละเลยหรือทำลายคนส่วนน้อยที่เรียกว่า Elite และ พวกอาชญากรค้ายาและมือหวยใต้ดินซึ่งเป็นคนจำนวนน้อยกว่าอันแรก


ดังนั้นคุณทักษิณจึงเป็นนัก Populism อย่างไม่ต้องสงสัยเลย

Ref
https://en.wikipedia.org/wiki/Populism

ลองอ่านความหมายสากลของ Populism หรือประชานิยมของสากลโลกก่อนครับ มันไม่ได้หมายถึงการแจกของอย่างที่คนไทยหลายคนบิดเบือนนะครับ
จังหวัดไหน เลือกผม ผมช่วยจังหวัดนั้นก่อน


“ทักษิณ” ประกาศใครไม่เลือก ทรท.ช่วยทีหลัง (mgronline.com)
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol

ออฟไลน์ Black7nos

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 3,187
  • ถูกใจแล้ว: 2650 ครั้ง
  • ความนิยม: +178/-172
[quote/] จังหวัดไหน เลือกผม ผมช่วยจังหวัดนั้นก่อน


“ทักษิณ” ประกาศใครไม่เลือก ทรท.ช่วยทีหลัง (mgronline.com)


ก็นัก populism ก็คิดแบบนั้นอยู่แล้วครับ ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นปฏิบัติ​นิยมอิงกับความจริงก็ได้


เปรียบเทียบกับการตลาดก็ได้ สมมุติว่าคุณมีธุรกิจขายไก่ แล้วคุณครองตลาดเมือง A และส่วนใหญ่ทั่วประเทศ ยกเว้นตลาดเมือง B ที่ถือครองตลาดโดยคู่แข่ง


มันมีคำถามว่าคุณจะรักษาฐานลูกค้าทุกเมือง ยกเว้นเมือง B หรือ คุณจะลงทุนเมืองเท่ากัน โดยไม่สนว่าเมือง B เป็นตลาดของคู่แข่ง


คือมันไม่มีคำตอบตายตัวว่าอย่างไหนถูกหรือผิด


นักประชานิยม​ก็จะเลือกรักษาฐานลูกค้าทุกเมือง ส่วนเมือง B ก็ช่างมัน
ถ้าเป็นแนวคิดแบบรัฐสวัสดิการ ก็จะปูพรมลงทุนทุกเมืองเท่าๆกัน ต่อให้ไม่ใช่เมืองที่ตนเองถือครองตลาดก็ช่าง ก็แย่งตลาดคู่แข่งมาซะเลย แย่งได้ไม่ได้อีกเรื่อว


ผมกำลังจะบอกว่ามันไม่ได้ถูกหรือผิดนะ ที่คุณจะประชานิยมหรือไม่ประชานิยม
เพราะซ้ายหรือขวา มันก็ประชานิยมได้เหมือนกัน


มันคือแนวคิดในเชิงของการตลาดว่าจะรักษาฐานลูกค้าเดิมหรือเสี่ยงลงทุนหาฐานลูกค้าใหม่ แค่นั้นเอง
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 

ออฟไลน์ pol

  • สาวกผู้สนับสนุนเซนนิคุง2Y
  • จอมพลหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 13,261
  • ถูกใจแล้ว: 15012 ครั้ง
  • ความนิยม: +315/-148
  • เพศ: ชาย
  • ตาลุงไร้สาระ
[quote/]


ก็นัก populism ก็คิดแบบนั้นอยู่แล้วครับ ซึ่งอาจจะมองว่าเป็นปฏิบัติ​นิยมอิงกับความจริงก็ได้


เปรียบเทียบกับการตลาดก็ได้ สมมุติว่าคุณมีธุรกิจขายไก่ แล้วคุณครองตลาดเมือง A และส่วนใหญ่ทั่วประเทศ ยกเว้นตลาดเมือง B ที่ถือครองตลาดโดยคู่แข่ง


มันมีคำถามว่าคุณจะรักษาฐานลูกค้าทุกเมือง ยกเว้นเมือง B หรือ คุณจะลงทุนเมืองเท่ากัน โดยไม่สนว่าเมือง B เป็นตลาดของคู่แข่ง


คือมันไม่มีคำตอบตายตัวว่าอย่างไหนถูกหรือผิด


นักประชานิยม​ก็จะเลือกรักษาฐานลูกค้าทุกเมือง ส่วนเมือง B ก็ช่างมัน
ถ้าเป็นแนวคิดแบบรัฐสวัสดิการ ก็จะปูพรมลงทุนทุกเมืองเท่าๆกัน ต่อให้ไม่ใช่เมืองที่ตนเองถือครองตลาดก็ช่าง ก็แย่งตลาดคู่แข่งมาซะเลย แย่งได้ไม่ได้อีกเรื่อว


ผมกำลังจะบอกว่ามันไม่ได้ถูกหรือผิดนะ ที่คุณจะประชานิยมหรือไม่ประชานิยม
เพราะซ้ายหรือขวา มันก็ประชานิยมได้เหมือนกัน


มันคือแนวคิดในเชิงของการตลาดว่าจะรักษาฐานลูกค้าเดิมหรือเสี่ยงลงทุนหาฐานลูกค้าใหม่ แค่นั้นเอง
นั่นเป็นสิ่งที่คิดได้แต่ไม่ควรจะพูดครับเพราะมันจะสร้างความแตกแยก  สมมุติว่าผมอยู่จังหวัด A แล้วไม่ได้เลือกคุณทักษิณ  เมื่อเกิดเรื่องเดือดร้อนขึ้นแล้วช่วยจังหวัดผมทีหลัง ผมก็จะคิดว่าแล้วทำไมผมต้องจ่ายภาษีด้วยละครับ? หนักกว่านั้นก็จะคิดว่าทำไมต้องอยู่รวมกับประเทศ....  ด้วยละครับ? แยกตัวออกมาเป็นประเทศอื่นเลยดีกว่าไหม?  ???
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Taw

ออฟไลน์ Black7nos

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 3,187
  • ถูกใจแล้ว: 2650 ครั้ง
  • ความนิยม: +178/-172
[quote/] นั่นเป็นสิ่งที่คิดได้แต่ไม่ควรจะพูดครับเพราะมันจะสร้างความแตกแยก  สมมุติว่าผมอยู่จังหวัด A แล้วไม่ได้เลือกคุณทักษิณ  เมื่อเกิดเรื่องเดือดร้อนขึ้นแล้วช่วยจังหวัดผมทีหลัง ผมก็จะคิดว่าแล้วทำไมผมต้องจ่ายภาษีด้วยละครับ? หนักกว่านั้นก็จะคิดว่าทำไมต้องอยู่รวมกับประเทศ....  ด้วยละครับ? แยกตัวออกมาเป็นประเทศอื่นเลยดีกว่าไหม?  ???


เขาก็ต้องรับผลก็คือไม่ได้คะแนนจากคนเมืองนั้นไปไงครับ เมื่อเขาเลือกเขาต้องผลที่เขาเลือกมันก็แค่นั้น


แล้วประชานิยม มันก็ไม่ใช่อะไรที่จะจีรังยั่งยืน สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนนโยบายอยู่ดี เพราะเมื่อความต้องการเดิมได้รับการตอบสนองก็จะมีความต้องการใหม่ ฐานลูกค้าก็จะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ผมไม่ค่อยซีเรียสนะ เพราะถ้ายังฝืนใช้ประชานิยมไปเรื่อยมันก็จะกลายเป็นดาบสองคมเข้าตัวเองไม่วันใดก็วันหนึ่ง


ถ้าเขาเลือก เขาก็ต้องทำใจรับผล มันก็แค่นั้น
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol

ออฟไลน์ pol

  • สาวกผู้สนับสนุนเซนนิคุง2Y
  • จอมพลหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 13,261
  • ถูกใจแล้ว: 15012 ครั้ง
  • ความนิยม: +315/-148
  • เพศ: ชาย
  • ตาลุงไร้สาระ
[quote/]


เขาก็ต้องรับผลก็คือไม่ได้คะแนนจากคนเมืองนั้นไปไงครับ เมื่อเขาเลือกเขาต้องผลที่เขาเลือกมันก็แค่นั้น


แล้วประชานิยม มันก็ไม่ใช่อะไรที่จะจีรังยั่งยืน สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนนโยบายอยู่ดี เพราะเมื่อความต้องการเดิมได้รับการตอบสนองก็จะมีความต้องการใหม่ ฐานลูกค้าก็จะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ผมไม่ค่อยซีเรียสนะ เพราะถ้ายังฝืนใช้ประชานิยมไปเรื่อยมันก็จะกลายเป็นดาบสองคมเข้าตัวเองไม่วันใดก็วันหนึ่ง


ถ้าเขาเลือก เขาก็ต้องทำใจรับผล มันก็แค่นั้น
เรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วยกับท่านนะครับเพราะเงินที่เอามาใช้ประชานิยม"มันไม่ใช่เงินของเขา"  แต่เป็นเงินของประเทศที่บางครั้งก็ME้มาใช้แบบโง่ๆ แล้วคนเซนต์อนุญาตต้องมาใช้เงินที่ME้มาไหม?  ก็ไม่  ;D
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 14, 2021, 08:54:24 PM โดย pol »
 

ออฟไลน์ sechan

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 2,584
  • ถูกใจแล้ว: 1489 ครั้ง
  • ความนิยม: +120/-225
แต่ที่รู้รวมศูนย์กระจายเงิน แบบไม่มีทิศทาง เป็นการแบ่งเค้กให้ราชการท้องิ่นกับผู้รับเหมาแดก  ส่วนพวกที่มีทิศทางอย่างจำเพาะก็เฉพาะผลประโยชน์นายทุน  นายทุนผลักดันให้ตัวเองได้  ความเจริญบ้านเรามันเลยฮวบฮวบแบบนี้แหละ   จะเรียกไงดีรัฐสวัสดิข้าราชการ   ส่วนประชาก็รับส่วนบุญไปแล้วกัน  ไอ้สวัสดิการข้าราชการอย่างเดียวแม่งก็หลายหมื่นล้านต่อปี คิดต่อหัวข้าราชการและครอบครัว สวัสดิการเยอะกว่าประชาชนคนจ่ายภาษีกันสามเท่ากว่า
 

ออฟไลน์ nosta

  • แม่ทัพหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 2,396
  • ถูกใจแล้ว: 1033 ครั้ง
  • ความนิยม: +88/-132
เรื่องเก็บภาษี ดู  tax Per gdp  ได้ครับ แล้ว เอาไปคูณกับ gdp per capital  จะได้ภาษีต่อหัว แล้วค่อยเอามาเทียบประเทศที่พอกันครับ ซึ่งจริงๆไทยเก็บภาษีค่อนข้างน้อย และต่อให้เก็บภาษีเท่ากันรายได้ต่อหัวเราน้อยกว่ายุโรป จำนวนภาษีต่อหัวจะได้น้อยกว่าครับ อย่างเก็บภาษี สิบเปอร์เซ็นของหมื่น กับสิบเปอร์เซ็นของแสนมันต่างกันเยอะนะครับ  แต่ส่วนใหญ่คนจะไม่เข้าใจเรื่องนี้และมักจะโดนเอาไปเทียบกับยุโรปแล้วเป็นดราม่า
 

ออฟไลน์ Rumia

  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 6,730
  • ถูกใจแล้ว: 2707 ครั้ง
  • ความนิยม: +224/-346
[quote/] เรื่องนี้ผมไม่เห็นด้วยกับท่านนะครับเพราะเงินที่เอามาใช้ประชานิยม"มันไม่ใช่เงินของเขา"  แต่เป็นเงินของประเทศที่บางครั้งก็ME้มาใช้แบบโง่ๆ แล้วคนเซนต์อนุญาตต้องมาใช้เงินที่กู้มาไหม?  ก็ไม่  ;D
อันนี้ผมค้านครับเพราะสวัดิการมันก็ไช้แบบโง่ๆทุกวันนี้ก็ชัดเจนอย่างบัตรคนจนที่สินคาฟิกร้านและราคาสูง แจกมา6-7ปีแต่คนจนเพิ่มคนที่ได้รับสวัดิการก็ไม่ได้ดีขึ้นผมว่าประชานิยมมุ่งพัตนาในทิศทางเดียวดีกว่า กระจายเงินสวัดิการครับผมบอกเลยว่าอันไหนก็ดีอยู่ที่คนไช้และบริบทตอนนั้นๆและไทยไม่เหมาะกับรัฐสวัดิการครับ เพราะไม่สามารถจ่ายสวัดิการไห้ทุกคนอย่างเพียงพอได้ความจริงมันชัดเจนครับถ้าบริหารโง่ๆระบบไหนก็พังครับ สมัยทักษินที่ว่าประชานิยมมันบริหารแบบมุ่งเน้นไปที่ละอย่างครับไม่ได้กระจายทุนไปทุกอย่าง ตัวอย่างชัดๆก็มือถือที่ไช้อยู่ทุกวันนี้มันเน้นการลงทุนจนโทรศัพราคาถูกคุณคิดว่าก่อนมีมือถือค่าโทรเท่าไหร่ครับ มันแพงกว่าตอนนี้เยอะมากโทรศัพบ้านค่าโทรนาที่ละ3บาท-5บาาต่างจังหวัดนาที่ละยี่สิบถึงร้อย ทังๆที่คู่สายไช้ตัวเดียวกันกับมือถือนี่คือการพัตนาที่ชัดเจนครับว่ากันตรงๆ จุดเปรี่ยนยุคทักษินมีเยอะมากที่ทำไห้ไทยอับเกรดแต่มันทำทีละอย่างเสร็จเป็นเรื่องๆไช้ทุนที่มีจำกัดอย่างมีประสิทภาพ อย่างน้อยก็ดีที่สุดเท่าที่นายกไทยมีมา
เรื่องเก็บภาษี ดู  tax Per gdp  ได้ครับ แล้ว เอาไปคูณกับ gdp per capital  จะได้ภาษีต่อหัว แล้วค่อยเอามาเทียบประเทศที่พอกันครับ ซึ่งจริงๆไทยเก็บภาษีค่อนข้างน้อย และต่อให้เก็บภาษีเท่ากันรายได้ต่อหัวเราน้อยกว่ายุโรป จำนวนภาษีต่อหัวจะได้น้อยกว่าครับ อย่างเก็บภาษี สิบเปอร์เซ็นของหมื่น กับสิบเปอร์เซ็นของแสนมันต่างกันเยอะนะครับ  แต่ส่วนใหญ่คนจะไม่เข้าใจเรื่องนี้และมักจะโดนเอาไปเทียบกับยุโรปแล้วเป็นดราม่า  
เอิ่มคิดเป็น%ไทยก็เก็บภาษีหนักแทบจะที่1ในโลกแล้วมังจริงๆต่อไห้คิดเป็นจำนวนเงินก็ยังมากอยู่ดีครับ คนปกติชนชันกลางคิดเร็วๆเสียภาษีราวๆ3-5000บาทต่อเดือนครับนี่คือพวกไม่มีรายได้มากพอจะเสียภาษีปกตินะครับ เอาจริงๆมากกว่าแถบยุโรปอีกไม่ว่าจะคิดเป็น%หรือจำนวนเงิน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 15, 2021, 01:59:39 AM โดย Rumia »
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol, Put1996

ออฟไลน์ sechan

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 2,584
  • ถูกใจแล้ว: 1489 ครั้ง
  • ความนิยม: +120/-225
Tax บ้านเราเก็บแยกแม่งทุกอย่าง ประเทศไหนมี tax แปลกๆบ้านเราเอาหมด tax แค่ taxน้ำมันก็ล่อไปเกือบ 1ใน4ของมูลค่าที่จ่าย ภาษีน้ำตาล ภาษีความเค็ม ภาษีมั่นคงพลังงาน ภาษีบลาบลาบลา  เราจ่ายแบบไม่รู้ตัวแล้วมันไม่ได้เอารวมกับtaxปรกติที่ใช้ เพียงแค่เปลี่ยนชื่อเป็นกองทุน A b c d แตาถึงเวลารัฐเจ๊งบ๊งดึงออกได้ซะงั้น เช่น กองทุน น้ำมัน เงินประกันสังคม


ประกันสังคมคือเงิน 10%ของค่าจ้างที่นายจ้างกับลูกจ้างจ่ายคนละครึ่ง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 15, 2021, 05:44:14 AM โดย sechan »
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol, Put1996

ออฟไลน์ Black7nos

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 3,187
  • ถูกใจแล้ว: 2650 ครั้ง
  • ความนิยม: +178/-172
[quote/]
อันนี้ผมค้านครับเพราะสวัดิการมันก็ไช้แบบโง่ๆทุกวันนี้ก็ชัดเจนอย่างบัตรคนจนที่สินคาฟิกร้านและราคาสูง แจกมา6-7ปีแต่คนจนเพิ่มคนที่ได้รับสวัดิการก็ไม่ได้ดีขึ้นผมว่าประชานิยมมุ่งพัตนาในทิศทางเดียวดีกว่า กระจายเงินสวัดิการครับผมบอกเลยว่าอันไหนก็ดีอยู่ที่คนไช้และบริบทตอนนั้นๆและไทยไม่เหมาะกับรัฐสวัดิการครับ เพราะไม่สามารถจ่ายสวัดิการไห้ทุกคนอย่างเพียงพอได้ความจริงมันชัดเจนครับถ้าบริหารโง่ๆระบบไหนก็พังครับ สมัยทักษินที่ว่าประชานิยมมันบริหารแบบมุ่งเน้นไปที่ละอย่างครับไม่ได้กระจายทุนไปทุกอย่าง ตัวอย่างชัดๆก็มือถือที่ไช้อยู่ทุกวันนี้มันเน้นการลงทุนจนโทรศัพราคาถูกคุณคิดว่าก่อนมีมือถือค่าโทรเท่าไหร่ครับ มันแพงกว่าตอนนี้เยอะมากโทรศัพบ้านค่าโทรนาที่ละ3บาท-5บาาต่างจังหวัดนาที่ละยี่สิบถึงร้อย ทังๆที่คู่สายไช้ตัวเดียวกันกับมือถือนี่คือการพัตนาที่ชัดเจนครับว่ากันตรงๆ จุดเปรี่ยนยุคทักษินมีเยอะมากที่ทำไห้ไทยอับเกรดแต่มันทำทีละอย่างเสร็จเป็นเรื่องๆไช้ทุนที่มีจำกัดอย่างมีประสิทภาพ อย่างน้อยก็ดีที่สุดเท่าที่นายกไทยมีมา
[quote/]
เอิ่มคิดเป็น%ไทยก็เก็บภาษีหนักแทบจะที่1ในโลกแล้วมังจริงๆต่อไห้คิดเป็นจำนวนเงินก็ยังมากอยู่ดีครับ คนปกติชนชันกลางคิดเร็วๆเสียภาษีราวๆ3-5000บาทต่อเดือนครับนี่คือพวกไม่มีรายได้มากพอจะเสียภาษีปกตินะครับ เอาจริงๆมากกว่าแถบยุโรปอีกไม่ว่าจะคิดเป็น%หรือจำนวนเงิน


@Rumia
คืออย่างนี้ครับ บัตรคนจนไม่ถือเป็นสวัสดิการครับ เพราะ ถ้ามันเป็นรัฐสวัสดิการนั่นหมายถึงทุกคนที่เป็นพลเมืองที่มีสัญชาติไทยจะได้เหมือนกันและเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน คุณจะต้องได้ครับ
แต่บัตรคนจน มันจะต้องพิสูจน์ความจน หรือก็คือ ผลประโยชน์ตกแก่คนจนอันเป็นคนหมู่มาก ดังนั้นบัตรคนจน คือ Populism หรือ ประชานิยมครับ เพราะไม่ใช่คนไทยทุกคนที่จะจน ชนชั้นกลางก็มี คนรวยมันก็มี ดังนั้นมันไม่ได้หมายถึง พลเมืองสัญชาติไทยทั้งหมดครับ


ความหมายของรัฐสวัสดิการ คือ สวัสดิการขั้นต่ำที่ทุกคนที่มีสัญชาติของรัฐนั้น เป็นพลเมืองรัฐนั้นโดยถูกกฎหมายจะต้องได้ทุกคน ไม่ต้องมาพิสูจน์เงื่อนไขอะไรเลย


ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาภาคบังคับถึง ม.3 โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม(แม้จะยังต้องจ่ายค่าอย่างอื่น) อันนี้คือ รัฐสวัสดิการ ครับ
เพราะ มันคือ พลเมืองทุกคนที่มีสัญชาติไทยจะต้องได้รับการศึกษาขั้นต่ำ ดังนั้น Keyword มันอยู่ที่คำว่า "พลเมืองทุกคนที่มีสัญชาติไทย"


หรือกรณีมีบุตรแล้วได้ลดหย่อนภาษี อันนี้ก็คือ รัฐสวัสดิการเหมือนกันครับ เพราะ Keyword คือ บุตรของพลเมืองสัญชาติไทยทุกคน ผู้เป็นผู้ปกครองบุตรย่อมได้สิทธิลดหย่อนภาษี


ส่วนการ Populism มันคือ ผลประโยชน์ตกแก่คนหมู่มาก ช่างหัวคนส่วนน้อย มันจึงไม่เท่ากับคนทุกคนแบบรัฐสวัสดิการไงครับ


ดังนั้นผมถึงบอกไงว่าแนวคิดสองอย่างนี้มันไม่ผิด
อย่างคุณ @pol ก็มีแนวคิดแบบรัฐสวัสดิการ คือ ทุกคนต้องได้ผลประโยชน์เหมือนๆกัน ไม่เกิดความแตกต่าง
อย่างคุณ @Rumia ซึ่งชอบแนวคิดประชานิยม คือ ทำผลประโยชน์ให้แก่คนหมู่มาก เพราะมันทำแล้วเห็นผลลัพธ์ชัดเจนกว่าโปรยเงินหว่านไปทั่ว
มันก็ไม่ผิดครับ ที่จะคิดหรือชอบแบบไหน มันแล้วแต่คนจริงๆ


คิดง่ายๆครับ
ประชานิยม = For Many
รัฐสวัสดิการ = For All


ซึ่งสองแนวคิดนี้มันก็ต่างถกเถียงว่าใครดีกว่า
บางทีประชานิยมก็โจมตีรัฐสวัสดิการว่า เพ้อเจ้อและฝันเฟื่องว่า การทำให้ทุกคนได้รับความพึงพอใจมันเป็นไปไม่ได้หรอก ในทางปฏิบัติเราทำได้แค่ทำให้คนหมู่มากพอใจ
ขณะที่รัฐสวัสดิการก็โจมตีรัฐสวัสดิการว่า การทำเพื่อคนหมู่มากอย่างเดียวก็เท่ากับละทิ้งคนส่วนน้อยอันเป็นคนชายขอบ อย่างนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม


ก็ว่ากันไป เรื่องนี้มันไม่มีถูกหรือผิดหรอกครับ มันเป็นแค่วิธีการก็เท่านั้นครับ ซึ่งสุดท้ายในการบริหารจริงหลายประเทศ มันก็จะใช้ 2 อย่างนี้สลับวนกันไปครับเพื่อความ Balance
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 15, 2021, 08:52:05 AM โดย Black7nos »
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol, Put1996, Taw และมีอีก 0 หมีที่ถูกใจสิ่งนี้

ออฟไลน์ nosta

  • แม่ทัพหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 2,396
  • ถูกใจแล้ว: 1033 ครั้ง
  • ความนิยม: +88/-132
[quote/]
อันนี้ผมค้านครับเพราะสวัดิการมันก็ไช้แบบโง่ๆทุกวันนี้ก็ชัดเจนอย่างบัตรคนจนที่สินคาฟิกร้านและราคาสูง แจกมา6-7ปีแต่คนจนเพิ่มคนที่ได้รับสวัดิการก็ไม่ได้ดีขึ้นผมว่าประชานิยมมุ่งพัตนาในทิศทางเดียวดีกว่า กระจายเงินสวัดิการครับผมบอกเลยว่าอันไหนก็ดีอยู่ที่คนไช้และบริบทตอนนั้นๆและไทยไม่เหมาะกับรัฐสวัดิการครับ เพราะไม่สามารถจ่ายสวัดิการไห้ทุกคนอย่างเพียงพอได้ความจริงมันชัดเจนครับถ้าบริหารโง่ๆระบบไหนก็พังครับ สมัยทักษินที่ว่าประชานิยมมันบริหารแบบมุ่งเน้นไปที่ละอย่างครับไม่ได้กระจายทุนไปทุกอย่าง ตัวอย่างชัดๆก็มือถือที่ไช้อยู่ทุกวันนี้มันเน้นการลงทุนจนโทรศัพราคาถูกคุณคิดว่าก่อนมีมือถือค่าโทรเท่าไหร่ครับ มันแพงกว่าตอนนี้เยอะมากโทรศัพบ้านค่าโทรนาที่ละ3บาท-5บาาต่างจังหวัดนาที่ละยี่สิบถึงร้อย ทังๆที่คู่สายไช้ตัวเดียวกันกับมือถือนี่คือการพัตนาที่ชัดเจนครับว่ากันตรงๆ จุดเปรี่ยนยุคทักษินมีเยอะมากที่ทำไห้ไทยอับเกรดแต่มันทำทีละอย่างเสร็จเป็นเรื่องๆไช้ทุนที่มีจำกัดอย่างมีประสิทภาพ อย่างน้อยก็ดีที่สุดเท่าที่นายกไทยมีมา
[quote/]
เอิ่มคิดเป็น%ไทยก็เก็บภาษีหนักแทบจะที่1ในโลกแล้วมังจริงๆต่อไห้คิดเป็นจำนวนเงินก็ยังมากอยู่ดีครับ คนปกติชนชันกลางคิดเร็วๆเสียภาษีราวๆ3-5000บาทต่อเดือนครับนี่คือพวกไม่มีรายได้มากพอจะเสียภาษีปกตินะครับ เอาจริงๆมากกว่าแถบยุโรปอีกไม่ว่าจะคิดเป็น%หรือจำนวนเงิน


คุณไปเซิร์จดูรึยังครับ tax per gdp country ไทยอยู่ในเกณฑ์น้อยไม่ถึง 20% ฝรั่งเศสล่อไป 60% นะครับ ยุโรปนี่เกินครึ่งนะ สวัสดิการเยอะแต่จ่ายภาษีอ่วม แถมรายได้ต่อหัวเค้าเลยอะภาษีที่เก็บต่อหัวเยอะกว่าไทยเป็นสิบเท่าครับ
 

ออฟไลน์ Black7nos

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 3,187
  • ถูกใจแล้ว: 2650 ครั้ง
  • ความนิยม: +178/-172
[quote/]


คุณไปเซิร์จดูรึยังครับ tax per gdp country ไทยอยู่ในเกณฑ์น้อยไม่ถึง 20% ฝรั่งเศสล่อไป 60% นะครับ ยุโรปนี่เกินครึ่งนะ สวัสดิการเยอะแต่จ่ายภาษีอ่วม แถมรายได้ต่อหัวเค้าเลยอะภาษีที่เก็บต่อหัวเยอะกว่าไทยเป็นสิบเท่าครับ


เรื่องภาษี ผมจะอธิบายให้ครับ มันไม่สำคัญว่าคุณจะเก็บน้อยหรือเก็บมาก จะเก็บ 10% หรือ เก็บ 90% มันก็ไม่สำคัญ ส่วนสำคัญมันคือการนำภาษีไปใช้และตอบแทนกลับมาเท่าไหร่ต่างหากครับ


สมมุติ
ผมอาศัยประเทศ A ผมจ่ายภาษี 10% แต่ผมได้กลับมา 20% อย่างนี้ผมก็โอเค เพราะรัฐเอาภาษีไปใช้ประโยชน์มากกว่าที่ผมจ่ายไป(มองในลักษณะนักลงทุน)
ผมอาศัยประเทศ B ผมจ่ายภาษี 50% แต่ผมได้กลับมา 70% อย่างนี้ผมก็โอเค เพราะต่อให้ผมจ่ายแพง แต่ผมได้รับกลับมากว่าที่ผมจ่าย
ผมอาศัยประเทศ C ผมจ่ายภาษี 90%(โม้ไปเลย) แต่ผมได้กลับมา 120% ผมก็โอเค เพราะ ผมได้กว่าที่จ่ายไป เมื่อหักล้างแล้วผลประโยชน์ที่ได้กลับมานั้นมากกว่า ถือว่าเป็นกำไร


แต่ถ้าผมอาศัยประเทศ D ผมจ่ายภาษีแค่ 5% แต่ผมได้กลับมาแค่ 1% อย่างนี้ต่อให้จ่ายภาษีถูก ผมก็ไม่โอเค เพราะ สิ่งที่ผมจ่ายออกไปกับสิ่งที่ผมได้กลับมานั้นขาดทุน แทนที่ผมจะได้ผลตอบแทนกลับมาแค่ 1% สู้ผมเก็บ 5% ไปจ่ายอย่างอื่นเพื่อตัวเองด้วยตัวเองไม่ดีกว่าเหรอครับ


มันไม่สำคัญหรอกครับว่าคุณจะเก็บภาษีมากหรือเก็บน้อย มันสำคัญตรงการนำไปใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนกลับมาครับ


เราต้องเข้าใจว่าภาษีในรัฐชาติสมัยใหม่ ไม่ได้มองว่าภาษีคือส่วยหรือบรรณาการแบบในอดีตที่เราต้องส่งให้ส่วนกลางและอาจจะไม่ได้อะไรกลับมา แต่ภาษียุคใหม่มันคือการลงทุนที่เกิดจากการลงขันครับ ถ้านึกไม่ออกก็นึกถึงกองทุนรวมก็ได้ครับ นั่นแหละคือสถานะภาษีของรัฐชาติสมัยใหม่ควรจะเป็น


จ่ายน้อยก็สร้างผลประโยชน์ตอบแทนกลับมาได้น้อย แต่ก็ต้องสร้างให้มากกว่าที่จ่ายไป
จ่ายมากก็สร้างผลประโยชน์ตอบแทนกลับมาได้มาก แต่อย่างไรก็ดีก็ต้องมากกว่าที่จ่ายไป


นี่คือหลักการของภาษี ภาษี = กองทุนสำหรับลงทุนสาธารณประโยชน์


แล้วเมื่อกองทุนมันมีกองเงินมากๆ มันสามารถจัดซื้อจัดจ้างงานขนาดใหญ่ได้ ซึ่งมันดีกว่าที่เอกชนที่มีขนาดเล็กกว่าจะไปจัดซื้อจัดจ้างเอง
หลักการเหมือนการซื้อของขายส่ง(Wholesale) กับ การซื้อของขายปลีก(Retail Sale) นั่นแหละครับ

ดังนั้นคุณบอกว่าไทยอยู่ในเกณฑ์ Tax per GDP Country ประมาณ 20% แต่คำถามคือ ผลตอบแทนที่เกิดจากภาษีตอบแทนกลับมาอยู่ที่กี่ % ครับ นี่แหละคือสิ่งที่ผมกำลังบอกถึงหัวใจของปัญหาในการบริหารจัดการภาษีแบบไทยๆ

ผมบอกเลยครับ ต่อให้ไทยจะเพิ่มการเก็บภาษีจน Tax per GDP Country เป็น 99% แต่ถ้ายังบริหารจัดการแบบนี้ให้ผลตอบแทนกลับมาน้อยกว่าที่จ่าย มันก็เละอยู่ดีครับ กลายเป็นการแก้ปัญหาแบบงูกินหาง

อย่างแรกถ้าอยากจะเก็บได้เยอะ คุณต้องทำให้คนส่วนใหญ่มั่นใจว่า เก็บไปแล้ว ต้องได้รับการตอบแทนที่มากกว่าเสียก่อนครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 15, 2021, 11:44:14 AM โดย Black7nos »
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: NyoronXD

ออฟไลน์ nosta

  • แม่ทัพหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 2,396
  • ถูกใจแล้ว: 1033 ครั้ง
  • ความนิยม: +88/-132
[quote/]


เรื่องภาษี ผมจะอธิบายให้ครับ มันไม่สำคัญว่าคุณจะเก็บน้อยหรือเก็บมาก จะเก็บ 10% หรือ เก็บ 90% มันก็ไม่สำคัญ ส่วนสำคัญมันคือการนำภาษีไปใช้และตอบแทนกลับมาเท่าไหร่ต่างหากครับ


สมมุติ
ผมอาศัยประเทศ A ผมจ่ายภาษี 10% แต่ผมได้กลับมา 20% อย่างนี้ผมก็โอเค เพราะรัฐเอาภาษีไปใช้ประโยชน์มากกว่าที่ผมจ่ายไป(มองในลักษณะนักลงทุน)
ผมอาศัยประเทศ B ผมจ่ายภาษี 50% แต่ผมได้กลับมา 70% อย่างนี้ผมก็โอเค เพราะต่อให้ผมจ่ายแพง แต่ผมได้รับกลับมากว่าที่ผมจ่าย
ผมอาศัยประเทศ C ผมจ่ายภาษี 90%(โม้ไปเลย) แต่ผมได้กลับมา 120% ผมก็โอเค เพราะ ผมได้กว่าที่จ่ายไป เมื่อหักล้างแล้วผลประโยชน์ที่ได้กลับมานั้นมากกว่า ถือว่าเป็นกำไร


แต่ถ้าผมอาศัยประเทศ D ผมจ่ายภาษีแค่ 5% แต่ผมได้กลับมาแค่ 1% อย่างนี้ต่อให้จ่ายภาษีถูก ผมก็ไม่โอเค เพราะ สิ่งที่ผมจ่ายออกไปกับสิ่งที่ผมได้กลับมานั้นขาดทุน แทนที่ผมจะได้ผลตอบแทนกลับมาแค่ 1% สู้ผมเก็บ 5% ไปจ่ายอย่างอื่นเพื่อตัวเองด้วยตัวเองไม่ดีกว่าเหรอครับ


มันไม่สำคัญหรอกครับว่าคุณจะเก็บภาษีมากหรือเก็บน้อย มันสำคัญตรงการนำไปใช้เพื่อสร้างผลตอบแทนกลับมาครับ


เราต้องเข้าใจว่าภาษีในรัฐชาติสมัยใหม่ ไม่ได้มองว่าภาษีคือส่วยหรือบรรณาการแบบในอดีตที่เราต้องส่งให้ส่วนกลางและอาจจะไม่ได้อะไรกลับมา แต่ภาษียุคใหม่มันคือการลงทุนที่เกิดจากการลงขันครับ ถ้านึกไม่ออกก็นึกถึงกองทุนรวมก็ได้ครับ นั่นแหละคือสถานะภาษีของรัฐชาติสมัยใหม่ควรจะเป็น


จ่ายน้อยก็สร้างผลประโยชน์ตอบแทนกลับมาได้น้อย แต่ก็ต้องสร้างให้มากกว่าที่จ่ายไป
จ่ายมากก็สร้างผลประโยชน์ตอบแทนกลับมาได้มาก แต่อย่างไรก็ดีก็ต้องมากกว่าที่จ่ายไป


นี่คือหลักการของภาษี ภาษี = กองทุนสำหรับลงทุนสาธารณประโยชน์


แล้วเมื่อกองทุนมันมีกองเงินมากๆ มันสามารถจัดซื้อจัดจ้างงานขนาดใหญ่ได้ ซึ่งมันดีกว่าที่เอกชนที่มีขนาดเล็กกว่าจะไปจัดซื้อจัดจ้างเอง
หลักการเหมือนการซื้อของขายส่ง(Wholesale) กับ การซื้อของขายปลีก(Retail Sale) นั่นแหละครับ

ดังนั้นคุณบอกว่าไทยอยู่ในเกณฑ์ Tax per GDP Country ประมาณ 20% แต่คำถามคือ ผลตอบแทนที่เกิดจากภาษีตอบแทนกลับมาอยู่ที่กี่ % ครับ นี่แหละคือสิ่งที่ผมกำลังบอกถึงหัวใจของปัญหาในการบริหารจัดการภาษีแบบไทยๆ

ผมบอกเลยครับ ต่อให้ไทยจะเพิ่มการเก็บภาษีจน Tax per GDP Country เป็น 99% แต่ถ้ายังบริหารจัดการแบบนี้ให้ผลตอบแทนกลับมาน้อยกว่าที่จ่าย มันก็เละอยู่ดีครับ กลายเป็นการแก้ปัญหาแบบงูกินหาง

อย่างแรกถ้าอยากจะเก็บได้เยอะ คุณต้องทำให้คนส่วนใหญ่มั่นใจว่า เก็บไปแล้ว ต้องได้รับการตอบแทนที่มากกว่าเสียก่อนครับ


ประเด็นคือคุณต้องไปเทียบกับประเทศที่ภาษีต่อหัวพอๆกับไทยซึ่งไม่ใช่ยุโรปแน่ไครับ
 

ออฟไลน์ Rumia

  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 6,730
  • ถูกใจแล้ว: 2707 ครั้ง
  • ความนิยม: +224/-346
[quote/]


@Rumia
คืออย่างนี้ครับ บัตรคนจนไม่ถือเป็นสวัสดิการครับ เพราะ ถ้ามันเป็นรัฐสวัสดิการนั่นหมายถึงทุกคนที่เป็นพลเมืองที่มีสัญชาติไทยจะได้เหมือนกันและเท่ากัน ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน คุณจะต้องได้ครับ
แต่บัตรคนจน มันจะต้องพิสูจน์ความจน หรือก็คือ ผลประโยชน์ตกแก่คนจนอันเป็นคนหมู่มาก ดังนั้นบัตรคนจน คือ Populism หรือ ประชานิยมครับ เพราะไม่ใช่คนไทยทุกคนที่จะจน ชนชั้นกลางก็มี คนรวยมันก็มี ดังนั้นมันไม่ได้หมายถึง พลเมืองสัญชาติไทยทั้งหมดครับ


ความหมายของรัฐสวัสดิการ คือ สวัสดิการขั้นต่ำที่ทุกคนที่มีสัญชาติของรัฐนั้น เป็นพลเมืองรัฐนั้นโดยถูกกฎหมายจะต้องได้ทุกคน ไม่ต้องมาพิสูจน์เงื่อนไขอะไรเลย


ยกตัวอย่างเช่น การศึกษาภาคบังคับถึง ม.3 โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม(แม้จะยังต้องจ่ายค่าอย่างอื่น) อันนี้คือ รัฐสวัสดิการ ครับ
เพราะ มันคือ พลเมืองทุกคนที่มีสัญชาติไทยจะต้องได้รับการศึกษาขั้นต่ำ ดังนั้น Keyword มันอยู่ที่คำว่า "พลเมืองทุกคนที่มีสัญชาติไทย"


หรือกรณีมีบุตรแล้วได้ลดหย่อนภาษี อันนี้ก็คือ รัฐสวัสดิการเหมือนกันครับ เพราะ Keyword คือ บุตรของพลเมืองสัญชาติไทยทุกคน ผู้เป็นผู้ปกครองบุตรย่อมได้สิทธิลดหย่อนภาษี


ส่วนการ Populism มันคือ ผลประโยชน์ตกแก่คนหมู่มาก ช่างหัวคนส่วนน้อย มันจึงไม่เท่ากับคนทุกคนแบบรัฐสวัสดิการไงครับ


ดังนั้นผมถึงบอกไงว่าแนวคิดสองอย่างนี้มันไม่ผิด
อย่างคุณ @pol ก็มีแนวคิดแบบรัฐสวัสดิการ คือ ทุกคนต้องได้ผลประโยชน์เหมือนๆกัน ไม่เกิดความแตกต่าง
อย่างคุณ @Rumia ซึ่งชอบแนวคิดประชานิยม คือ ทำผลประโยชน์ให้แก่คนหมู่มาก เพราะมันทำแล้วเห็นผลลัพธ์ชัดเจนกว่าโปรยเงินหว่านไปทั่ว
มันก็ไม่ผิดครับ ที่จะคิดหรือชอบแบบไหน มันแล้วแต่คนจริงๆ


คิดง่ายๆครับ
ประชานิยม = For Many
รัฐสวัสดิการ = For All


ซึ่งสองแนวคิดนี้มันก็ต่างถกเถียงว่าใครดีกว่า
บางทีประชานิยมก็โจมตีรัฐสวัสดิการว่า เพ้อเจ้อและฝันเฟื่องว่า การทำให้ทุกคนได้รับความพึงพอใจมันเป็นไปไม่ได้หรอก ในทางปฏิบัติเราทำได้แค่ทำให้คนหมู่มากพอใจ
ขณะที่รัฐสวัสดิการก็โจมตีรัฐสวัสดิการว่า การทำเพื่อคนหมู่มากอย่างเดียวก็เท่ากับละทิ้งคนส่วนน้อยอันเป็นคนชายขอบ อย่างนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม


ก็ว่ากันไป เรื่องนี้มันไม่มีถูกหรือผิดหรอกครับ มันเป็นแค่วิธีการก็เท่านั้นครับ ซึ่งสุดท้ายในการบริหารจริงหลายประเทศ มันก็จะใช้ 2 อย่างนี้สลับวนกันไปครับเพื่อความ Balance
บัตรคนจนเถือป็นสวัดิการครับแต่ไทยไม่ไช่รัฐสวัดิการการไห้รูปแบบนี้เหมือนกับบำนานข้าราชการซึ่งก็เป็นสวัดิการเหมือนกัน สิ่งที่ต่างคือไทยไม่ได้ไห้สวัดิการกับทุกคนเหมือนรัฐสวัดิการครับเพราะเงินไม่พอแถมการไห้สวัดิการของไทยยังไม่เพียงพอด้วย
[quote/]


คุณไปเซิร์จดูรึยังครับ tax per gdp country ไทยอยู่ในเกณฑ์น้อยไม่ถึง 20% ฝรั่งเศสล่อไป 60% นะครับ ยุโรปนี่เกินครึ่งนะ สวัสดิการเยอะแต่จ่ายภาษีอ่วม แถมรายได้ต่อหัวเค้าเลยอะภาษีที่เก็บต่อหัวเยอะกว่าไทยเป็นสิบเท่าครับ
ส่วนภาษีคุณดูแต่ตัวเลขที่เก็บแต่ไม่ดูสิ่งที่รัฐเก็บไงครับผมยกตัวอย่างง่ายๆไทยเก็บภาษีสรรสารมิตรราวๆ20% แต่ความจริงรัฐเก็บภาษีซ้ำซ้อนมากตัวอย่างเช่นทำใมหน้ากากอนามัยของไทยถึงแพงกว่าจีนเกือบสามเท่า ทังๆที่คุณภาพกระบวนการผลิตเหมือนๆกันต่างกันที่ของนำเข้าจีนเสียภาษีจากจีนและไทย แต่ของผลิตในไทยเสียภาษีในไทยเท่านั้นคำตอบคือไทยเรียกเก็บภาษีซ้ำซ้อนครับ ในการผลิตหน้ากากของไทยทุกกระบวนการเสียภาษีในทุกขั้นตอน เช่นกระดาษที่ทำหน้ากากก็เสียภาษีตอนซื้อวัคถุดิบแล้ว และวัตถุดิบทุกอย่างก่อนทำหน้ากากก็เสียภาษีทังหมดพอผลิตแล้วก็เสียภาษีอีกรอบเรียกว่าเก็บซ้ำซ้อนแบบทุกเม็ด คิดจริงๆภาษีนี่น่าจะเกิน100%อีกแต่ที่อื่นเค้าไม่ทำแบบนี้ที่อื่นเก็บภาษีรอบเดียวจบ แต่ไทยเก็บภาษีแม้แต่เวลาขายยังต้องหักถ.ที่จ่ายแปลว่าเมื่อขายออกยังต้องเสียภาษีอีก มีที่ไหนเค้าเก็บซ้ำซ้อนขนาดนี้ครับเก็บตังแต่ต้นทุนการผลิตยันขาย และอย่างที่เม้นบนๆบอกไช่ครับเราเสียภาษีในทุกๆอย่างที่เราจ่ายเงินครับ แม้เราจะรายได้ไม่ถึงไม่ต้องไปจ่ายภาษีก็ตามแต่เราทุกคนจ่ายภาษีโดยอ้อมหมด และเจ้าของสินค้าที่เราซื้อก็ต้องจ่ายภาษีนะครับปกติประเทศที่อ้างว่าภาษีแพงนะ เมื่อผู้ผลิตจ่ายภาษีไปเเล้วเราผู้ซื้อไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ไทยโดนเก็บทังขึ้นทังล่องครับดังนั้นภาษีของไทยไม่ได้ถูกเลยครับ แค่ตัวเลขที่เรียกเก็บดูน้อยแค่นั้นแต่เก็บซ้ำซ้อนหลายรอบถ้าเก็บ80%แล้ว ราคาน้ำมันถูกกว่าเก็บ20%ทังที่นำเข้าเหมือนกันก็คิดเองว่าทำใม

 

Tags:
แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก