มาคุยกันในเรื่องแนวเกิดใหม่กันอีกแล้ว
คือช่วงนี้ผมกำลังคิดว่า
การแต่งงานเป็นสามีภริยากับตัวละครอย่าง พระแม่มาโดกะ พระเจ้าฮารุฮิ หรือ ยายผมซาลาเปาคู่เซเรนิตี้
ชีวิตครอบครัวจะออกมาประมาณไหนน่ะครับ?
อาจจะเพราะว่าช่วงนี้ธีมแนวผุ้ใหญ่เริ่มแพร่หลายมากขึ้น คงเป็นเพราะกลุ่มคนดุที่เคยติดตามอายุมากขึ้นเรื่อยๆ แบบนารุโตะ ที่พัฒนากลายเป็นชายแก่วันยกลางคนที่เบื่องานที่ทำ เอกสารกองเต็มโต๊ะ ไม่สามรถร้องว่าจะเป็นโฮคาเงะ เชื่อชั้นเถอะ อีกต่อไปแล้ว เพราะกลายเป็นโฮคาเงะเรียบร้อยแล้ว
..
ผมได้แนวคิดนี้มาตอนที่
Risou Himou
ชีวิตแมงดา
นั่นล่ะครับ
ผมคิดแนวว่าการไปในจักรวาลที่เราแต่งงานกับราชินีที่เป้นเจตจำนงค์ของจักรวาลอย่างควีนเซเรนิตี้นี่..ชีวิตแต่งงานมันจะออกมาท่าไหนกันแน่?

ผมไปอ่านเจอประโยคเจาะเวลาสุ่ต้าถัง พระเอกพูดเกี่ยวกับเสี่ยวอู่หรือบุเช็คเทียนตอนเด็กๆ ไม่ให้มาหลงชอบตนเองและพูดประมาณว่า
"ฟู่ นอนกอดเธอได้เมหือนนอนกอดก็อดซิลล่านั่นล่ะ ชีวิตมีกี่ชีวิตก็ไม่พอ"

ผมลองนึกภาพหากมองในแง่หนึ่ง การแต่งงานกับพวกที่ยกตัวอย่างมาก็เหมือนกับแต่งงานแบบเพิ่มระดับสเกลพลังขึ้น
ว่าควีนเซเรนิตี้ครองทั้งจักรวาล
ปกครองประชากรทั้งจักรวาล ภายใต้ควีนก็มีอัศวินเซเลอร์ ที่มีพลังระดับดวงดาว ปาน Primarch แห่ง warhammer 40k
ความตึงเครียดก็มากมายหลายเท่าตัวขึ้นไปกว่าเรื่อง Risou Himou อีก
ซึ่งตามเนื้อเรื่อง ปรินซ์เอนเดเมี่ยนก็สติหลุดจริงๆนั่นล่ะครับ

หากมองมุมหนึ่งคือแนวโชวโจวสายน้อยเวทมนตร์
มองจากมุมของปรินซืเอนเดเมี่ยน ก็คงมองตนเองออกแนว Risou Himou
ล่ะครับ
แต่ออกการเมืองมากกว่าหน่อยที่โลกโดนชาวดวงจันทร์ยึดครองและเราเจ้าชายของโลก โดนราชินีดวงจันทร์จับทำสามี
จนโหรหลวงนักเวทย์ประจำโลกที่หลงรักเราอยู่ ได้ทำไนซ์โบ๊ทเราและจักรวาลไปพร้อมๆกัน Bad End
ตายอนาถกันหมดในไทม์ไลน์นั้นว่าอย่างนั้น

ทุกท่านมีแนวคิดว่าอย่างไรบ้างครับ?
ผมกะจะดัดแปลงนิยายแนว Risou Himou
น่ะครับ แต่ดัดแปลงเพิ่มมุมมองหลายๆยอ่างลงไปมากกว่าเิดม
นึกออกแนวว่ากลายเป็นสามีของอาเธอเรีย เราจะรักษาคาเมล้อต ไม่ให้เกิดสงครามกลางเมืองฆ่ากันได้อย่างไรว่าอย่างนั้นล่ะครับ
เรียกว่าความรู้อะไรของเราอาจจะไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าซูเปอร์คอมพิวเ9อร์ของซิลเวอร์มิลเนี่ยมหรือ เมอคิวรี่ที่มีไอคิว 300

ผมว่าแนวการบริหารบ้านเมืองปกครองอาณาจักรที่คนเป็นอมตะอย่างซิลเวอร์มิลลเเนี่ยมคงเป็นอะไรที่น่าสนใจเมหือนกันล่ะครับ
ว่าในโลกที่คนเป็นอมตะ ไม่ป่วยไม่ตาย ภริยาของเราคือตัวตนขจองจักรวาลนั้น เราจะปกครองอีท่าไหน?
ผมไปเจอแนวคิดจากเควสต์มาเหมือนกันนล่ะครับในแนว warhammer 40000
ว่าอาณาจักรเอลด้าตอนรุ่งเรืองสูงสุด ได้อะไรก็ได้ทุกอย่าง
ทุกคนเข้าไปเล่นเกมส์การเมืองในราชสำนักเพระาไม่มีอะไรทำและเบือ่กันนั่นเอง
เลยต้องไปร่วมการละเล่นที่สมมติว่าตนเองมีตำแหน่งต่างๆเพื่อทำแก้เบื่อ
อันเป็นตัวอธิบายที่ฉากความหลัง มีแต่ฉากงานเต้นรำนั่นเอง

ว่านโยบายของซิลเวอร์มิลลเเนี่ยมคือมีความสุขบลนแดนสวรรค์ ทานเหล้า เต้นงานเต้นรำไปวันวันเท่านั้น
ปริ๊นซ์เอนเดเมี่ยนดันอยากแก้ความอดอยากหิวโหยของคนบนโลกเลยเป็นปัญหาขึ้นมานั่นเอง
ผมว่าเป็นแนวคิดที่น่าสนใจเมหือนกันว่า
หากเราสร้างดินแดนที่เป็นยูโทเปียของจริงได้ขึ้นมาผลจะเป็นอย่างไร หากอาณาจักรหรือดาวรอบนอกนั้นไม่ได้เป็นยูโทเปียไปด้วย?
แนวคิดคล้ายยๆการวิจารร์ สหพันธ์ดวงดาวใน star trek น่ะครับ
ว่ากัปตันที่กำเนิดจากโลก จะมีแนวความคิดเชื่อในสหพันธ์อย่างเต็มเปี่ยม
เพระาโลกไร้ความอดอยาก สงคราม ต้องการอะไรก็ได้ชิลๆ
ไม่ต้องตกระกำลำบากอย่างโคโลนี่อวกาศ ที่จะโดนเอเลี่ยนจับเราไปขายเป็นทาสหรือสัตว์ประลาดแปลกๆบุกโจมตีเรา
ทุกท่านมองว่าอย่างไรบ้างครับ?
ผมว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจเหมือนกัน
เป็นการหักมุมแนวคิดเรื่องไปต่างดลกที่เลวสี้ายและเราพยายามเอาความรู้ไปพัฒนาขึ้น
แต่หากโลกใหม่ที่เราไปนั้นเป็นยูโทเปียจริงๆ
เราจะรู้สึกอย่างไร?
ผมว่ามันน่าสนใจเมหือนกันนะ หากเราวิเคราะห์กันว่า อาณาจักรที่สามารถบรรลุความเป็นอมตะและสุดยอดเทคโนโลยีได้แล้ว
คนเราก็อาจจะยังมีความไม่พอใจอยู่ได้นั่นเอง ในเรื่องความอิจฉาริษยากันที่เป็นตัวทำให้ซิลเวอร์มิลเลเนี่ยมล่มสลายในที่สุด
ทุกท่านจะกลายเป็นอย่างเอลด้าใน warhammer 40000 ไหมครับ หากเป็นปริ๊ซ์เอนเดเมี่ยน?
ที่วันวัน ทานเหล้า เต้นรำ หาความสุขไปวันวัน แกล้งทำเป็นว่าเล่นเการเมืองในราชสำนัก ทั้งที่กล่าวถึงที่สุด การเล่นเการเมืองไร้ความหมาย แค่สมมติกันเล่นๆเท่าสานั้นแบบเอลด้าตอนรุ่งเรือง
ผมรู้สึกว่า จิตใจของมนุษย์ที่เติบโตมาบนความขาดแคลนและความตาย คงรับได้อยากเหมือกนัน
ไม่ใช่ทุกคนจะมีจิตใจดั่งยายผมทรงซาลาเปาคู่กันทุกคน