แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก

ผู้เขียน หัวข้อ: ถ้าเปิดเผยว่าโลกนี้มีเวทย์อยู่จริง คนจะเชื่อเรื่องเทพเจ้ามากขึ้นหรือเปล่าครับ?  (อ่าน 2955 ครั้ง)

ออฟไลน์ pol

  • สาวกผู้สนับสนุนเซนนิคุง2Y
  • จอมทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 17,441
  • ถูกใจแล้ว: 14062 ครั้ง
  • ความนิยม: +377/-7
  • เพศ: ชาย
  • นักอู้มือหนึ่ง
ที่คอมมิวนิสต์กล่าวว่า"ศาสนาคือยาเสพติด"  ผมคิดว่าเขาจะบอกเราว่าศาสนามีเอาไว้หนีความจริงครับ. ถ้าเราโยนทุกอย่างให้เป็นผลกรรมจากชาติก่อน. เราก็จะสบายใจและจะไม่โทษตัวเอง.  ส่วนผู้มีอำนาจก็จะใช้ประโยชน์ในการกดหัวประชากรให้ทำตามโดยไม่ต้องคิด
 

ออฟไลน์ providence_gundam

  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 5,051
  • ถูกใจแล้ว: 1614 ครั้ง
  • ความนิยม: +348/-417
  • เพศ: ชาย
[quote/]
ที่ผมนึกภาพก็ประมาณแนวเวทย์ที่ซ่อนอยู่ในสังคม
ประมาณ นักเวทยืในจักรวาล เฟทหรือ แผนปราบผีของเจ๊มิคามิน่ะครับ
ว่ามันมีการใช้ชีวิตธรรมดา และการใช้ชีวิตในโลกมืด Moonlit world
คนเขียนเรื่องแบบนี้พยายามจะบาลานซ์ ความเป็นแฟนตาซีกับความสมจริงน่ะครับ
ปัญหาก็คือ เท่ากับว่าการทำลายความลับ masquerade ที่จะเกิดขึ้น ผลจะเป็นอย่างไรต่อสังคมนั่นคือสิ่งที่ผมคิดน่ะครับ

มันเป็นมุกท่ผมคิดมานานว่า
ฝ่ายโฏบสถ์พระเจ้าใช้เความสรัทธา หากมีศรัทธาเพิ่มขึ้น ก็เพิ่มพลังขึ้น บุกไปฆ่าแวมไพร์ได้

หรือหากพูดกันดีดี พิจารณากำลังวจริงๆแล้วโบสถ์ก็เรียกว่าเป็นองค์กรที่เข้มแข็งอยู่แล้วล่ะมั้ง
ไม่ใช่องคึ์กรที่อ่อนแออย่างนักเวทย์ที่ตัวใครตัวมันเป็นส่วนใหญ่
[quote/]
ถ้าหากมองว่าผลประโยชน์คือต่างตอบแทนน่ะครับตามทุนนิยม
ความสัมพันธ์ที่มีต่อพระเจ้าก็แค่ย้อนกลับไปสมัยโรมันเท่านั้นเอง
เราดูจากภาคมังงะก็รู้ว่าขอเพียงขอพร ก็มีเทพอื่นที่พร้อมจะให้พรเหมือนกันว่าอย่างนั้น

ผมมองว่าทาเนียนั้น อืม ฟังมาจากคำสัมภาษณ์คนเขียนมั้ง ว่าพยายามเขียนว่าคนที่ทำตามเหตุผลจะประมาณไหน
พวกฝรัะ่งชอบมาก เพราะแต่ละคนออกแนวเอทิสม์กันเอยะ
โดยเฉพาะอเมริกาที่ชอบเพราะเกลียดคอมมิวนิสม์ ฮา

พูดกันจรงๆคือ พยายามเล่นมุกความเข้าใจผิด แบบเดียวกับนิยาย flashman ของใรัะ่งทำให้ฝรั่งอ่านแล้ววรู้สึกชอบง่ายกว่า
กลับมาที่ความเชื่อ
คือจเรียกว่า ก็สู้เพื่อเซ็ททัวหรือเยอะรมันล่ะครับ
แค่มีคำสั่งมาก็พ้อมที่จะทำตาม แทบจะยอมตายคาพื้นที่หากไม่มีคำสั่งให้ถอย
นั่นคือ คำว่ายอมตายที่ผมว่าล่ะครับ
อ้างว่าทำเพื่อแผนหลงลังเกษียณและตำแหน่งทำงานนั่งโต๊ะในแนวหลบังก็โอเค
แต่กว่าจะได้ตำแหน่งส(ูงอาจต้องเสี่ยงตายและเกือบตายจริงๆเห็นได้จากตอนแมรี่
นั่นคือเสี่ยงชีวิตจริงๆล่ะครับ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
เรียกว่ายอมเสี่ยงตอนนี้เพื่อผลประโยชน์ภายหลัง
การตีความแบบทุนนิยม นั่นคือการที่เธอลงทุนด้วยชีวิตของเธอล่ะครับ
ที่ยอมหักกับ X แต่ไม่ยอมหนีไปจากเยอรมัน
..เพื่ออะไร?
หากมองแบบทุนนิยมจริงๆชีวิตเราสำคัญสุด
เป็นอาชญากร ทหารหนีทัพ ก็ยังเรียกว่าดูดีกว่าตายในสงคราม
[quote/]
ผมค่อนข้างมองว่าศาสนามีหลาย แบบน่ะครับ
แต่หลักๆคือ เอกเทวะนิยจะเล่นมุก ใช้พลังได้ผ่านพระเจ้าเท่านั้นส่วนศาสนา กรีก โรมันก็อาจจะว่า ข้าเป็นบุตรแห่งซุส

อาจเกิดการที่คนตั้งคำถามต่อเอกเทวะนิยมมากขึ้น
และหากมีเทพแบบโรรี่ หรือแบบใน Gate ชาวบ้านอาจจะไปนับถือ แบบพหุเทวะ เทพเจ้าหลายองค์มากขึ้นได้ง่ายกว่าหรือเปล่า?
ผมมองว่าความเชื่อมันจะมีอยู่ตลอดน่ะครับ แต่อาจปรับเปลี่ยนไปตามความเข้าใจในแต่ละยุค
[quote/]
ก็นั่นล่ะครับ
แนวที่ผมคิดคือการตังสมมติฐานว่าแบบเฟท หรือแบบแผนปราบผีมิคามิ
ให้คนรู้ว่าพลังพิเศษมีจริงและเทพเจ้าเดินไปมา จะมีคนไม่ศรัทธาในพระเจ้าได้อีกหรือ?
แต่เข้าใจว่ามีแน่ๆแบบคนหัวแข็ง อย่างรี๊ด ริชาร์ด ที่ผมว่าน่ะครับ
[quote/]
ก็ใช่ครับ ผมไม่แปลกใจหากจะมีคนคิดจะควบคุมพลังอย่างที่ว่าแค่พยายามจะจำลอง ภาพของความวุ่นวายนที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์รู้ความจริงเรื่องเหนือธรรมชาติน่ะครับ
แม้แต่เรื่องแนวนี้ก็ละเลยหลายๆอย่างไป

ว่าหากมีตัวตนที่เรียกว่าเพเจ้าอยู่จริง พวกเราจะทำอย่างไรกันต่อในฐานะมนุษย์
[quote/]
มันคือการพยายามอธิบายความเป็นไปของโลกเท่าที่คนเราจะทำได้น่ะครับ

เราจะบอกว่ามีเทพเจ้าองคืเดียวควบคุมทุกอย่างได้อย่างไร ในโลกที่วุ่นวายแบบนี้
และสายฟ้าฟาดเมื่อไร ไม่รู้
แผ่นดินไหวเมื่อไรไม่รู้ พายุจะเข้า่ฯลฯก็แสดงว่าเป้นฝีมือของซูสและโพไซดอน ที่ทำตามใจตนเองไม่สนความต้องการของมนุษย์
ผมอ่านตำนาน ดั้งเดิม มันไม่ใช่เรื่องของการที่คนจะเก่งกว่าเทพเจ้า แต่ใครแข่งกับเทพเจ้าจะมีชะตากรรมสยองรออยู่เช่น ถูกคำสาปต่างๆ

มันคือเรื่องสยองถ้าเทพเจ้านใจเราล่ะครับ
มีชีวิตดดยไม่เกี่ยวกับเทพเจ้าจจะดีที่สุดคือแนวคิดสมัยก่อน



ต่อหน้าพลังมหาศาล ก็คงได้แต่ยอมรับ สรรเสริญ บูชาว่ากันไป กลับกันก็จะมีบางส่วนที่ต่อต้าน หรือจ้องจะจัดการเหมือนกัน
คนที่ชอบ FF7 มักมีแต่คนที่สมองไม่พัฒนา
 

ออฟไลน์ Rumia

  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,353
  • ถูกใจแล้ว: 2270 ครั้ง
  • ความนิยม: +347/-403
ต้องแยกเทพเจ้ากับพระเจ้าที่เคารพออกจากกันครับถึงเรียกเหมือนกันแต่มันต่างกันเยอะครับ เทพเจ้านี่มีความหมายตามหลักเทวนิยมคือไม่ต้องเป็นเทพก็ได้แค่เป็นสิ่งที่ทรงพลังมีอำนาจจนคนเอื้อมไม่ถึงเป็นไช้ได้ เช่นมนุษย์ต่างดาว จอมเวท หรืออะไรก็ได้ที่ไห้คุณไห้โทษกับมนุษย์อย่างที่มนุษย์แตะต้องไม่ได้ นี่จัดว่าเป็นเทพเจ้า แต่พระเจ้าที่มีตามศาสนาหรือพระเจ้าไม่จัดอยู่ในหมวดไห้คุณไห้โทษพระเจ้าและศาสนาจัดเป็นกฏหมายที่เก่าแก่ที่สุด เพื่อไห้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้เป็นของที่เข้าไม่ถึงยิ่งกว่าเทวนิยมเพราะไม่ไห้คุณไห้โทษใดๆ แต่เมื่อโชคดีจะคิดไปได้ว่าพระเจ้าช่วยหรือโชคร้ายจะคิดไปได้ว่าพระเจ้าโหดร้าย มันเป็นเเนวคิดด้านความดีความชัวครับซึ่งจะเหมารวมว่าเป็นกฏพื้นฐานของการอยู่รวมกันแรกสุดเลย แนวคิดนี้จะไม่มีวันหายไปตราบที่คนยังอยู่รวมกันในสังคม ต่อไห้ยกเรื่องโยโจเซ็นกิที่ลุงไม่เชื่อในพระเจ้าแต่ตอนตายผมว่ามันคิดครับว่าตัวเองทำผิดอะไร(แต่ผมว่ามันเชื่อในพระเจ้าแต่xมันคุยไม่รู้เรื่องเองถ้ามันคุยดีๆแบบมอบงานไห้เพยแพร่ความนับถือพระเจ้าพร้อมพลังโกงผมว่าลุงยอมทำไห้แน่ๆ) ส่วนเทวนิยมจะไม่มีคนเชื่อครับถ้าอำนาจนั้นๆเข้าถึงได้เช่นคุณเป็นนักเวทเพียงหนึ่งเดียว คุณจะอ้างว่าตัวเองเป็นเทพได้เพราะไม่มีคนเข้าใจในพลังของคุณ แต่ถ้าคุณเป็น1ในนักเวทจำนวนมากที่สามารถเรียนรู้เพื่อเป็นจอมเวทได้ ก็จะไม่มีคนนับถือเทพเว้นแต่อำนาจของนักเวทมาจากเทพที่ไม่มีใครสามารถเทียบได้ ดังนั้นการมีนักเวทไม่ได้แปลว่าจะมีคนนับถือเทพมันคนละเรื่องกัน

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,300
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +246/-433
ที่คอมมิวนิสต์กล่าวว่า"ศาสนาคือยาเสพติด"  ผมคิดว่าเขาจะบอกเราว่าศาสนามีเอาไว้หนีความจริงครับ. ถ้าเราโยนทุกอย่างให้เป็นผลกรรมจากชาติก่อน. เราก็จะสบายใจและจะไม่โทษตัวเอง.  ส่วนผู้มีอำนาจก็จะใช้ประโยชน์ในการกดหัวประชากรให้ทำตามโดยไม่ต้องคิด
ก็เห็นด้วยล่ะครับ
หากมองในด้านเศรษฐกิจ ศาสนาก็ไม่ต่างกับสถานบันเทิง

แต่จะผลิตบริการอย่างหนึ่งแถมห้ามเราเก็บภาษีอีกต่างหาก เป็นชนชขั้นเหนือคนทั่วไปที่ต้องกราบไหว้อีกต่างหาก
ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยผุ้ปกครองให้ปกครองคนได้
สารภาพตามตรง การเริ่มมีแนวคิดว่าชาติหน้าไม่มี คือตัวกลไกสำคัญอันหนึ่งที่ช่วยในการพัฒนาชาตินี้ให้มากกว่าเดิมล่ะครับ

ศาสนาคือ ทางหนีของคนไร้ความหวังในชาตินี้
คือการอธิบายความไร้เหตุผลแปละความโหดร้ายของชีวิต
ว่าทำไมเราต้องลำบากอย่างนี้? คนที่ทำชั่วทำไมได้ดี ฯลฯ
หากมีแนวคิดแบบสมัยใหม่ว่าชาติหน้าไม่มีจริง ประชาชนก็ชักจะคิดแล้วว่า รอชาติหน้าไม่ยน่าจะเวิร์ค ลงมือชาตินี้กระทืบพวสกเขจ้าของที่ดินเลย ก็เห็นผลชาตินี้ล่ะ

เรียกว่ามันจู่โจมลูกค้ากลุ่มเดียวกันน่ะครับว่าจะให้สังคมไปทางไหน
ก็พอเข้าใจจุดยืนอยู่่
เรื่อง ไผ่แดง
ของมรว.คึกฤทธิ์มั้งก็พยายามจะงัดข้อด้านความคิดกับคอมมิวนิสม์
พยายามทำให้คอมมิวนิสม์ดูเป็นพวกไม่มีเหตุผล

ก็อยบ่างว่าล่ะ แนวคิดทำลายตำแหน่งทุกอย่างและสินทรัพย์ส่วนบุคคลนั้นบ้าคลั่งเกินไป
ต้องแยกเทพเจ้ากับพระเจ้าที่เคารพออกจากกันครับถึงเรียกเหมือนกันแต่มันต่างกันเยอะครับ เทพเจ้านี่มีความหมายตามหลักเทวนิยมคือไม่ต้องเป็นเทพก็ได้แค่เป็นสิ่งที่ทรงพลังมีอำนาจจนคนเอื้อมไม่ถึงเป็นไช้ได้ เช่นมนุษย์ต่างดาว จอมเวท หรืออะไรก็ได้ที่ไห้คุณไห้โทษกับมนุษย์อย่างที่มนุษย์แตะต้องไม่ได้ นี่จัดว่าเป็นเทพเจ้า แต่พระเจ้าที่มีตามศาสนาหรือพระเจ้าไม่จัดอยู่ในหมวดไห้คุณไห้โทษพระเจ้าและศาสนาจัดเป็นกฏหมายที่เก่าแก่ที่สุด เพื่อไห้คนในสังคมอยู่ร่วมกันได้เป็นของที่เข้าไม่ถึงยิ่งกว่าเทวนิยมเพราะไม่ไห้คุณไห้โทษใดๆ แต่เมื่อโชคดีจะคิดไปได้ว่าพระเจ้าช่วยหรือโชคร้ายจะคิดไปได้ว่าพระเจ้าโหดร้าย มันเป็นเเนวคิดด้านความดีความชัวครับซึ่งจะเหมารวมว่าเป็นกฏพื้นฐานของการอยู่รวมกันแรกสุดเลย แนวคิดนี้จะไม่มีวันหายไปตราบที่คนยังอยู่รวมกันในสังคม ต่อไห้ยกเรื่องโยโจเซ็นกิที่ลุงไม่เชื่อในพระเจ้าแต่ตอนตายผมว่ามันคิดครับว่าตัวเองทำผิดอะไร(แต่ผมว่ามันเชื่อในพระเจ้าแต่xมันคุยไม่รู้เรื่องเองถ้ามันคุยดีๆแบบมอบงานไห้เพยแพร่ความนับถือพระเจ้าพร้อมพลังโกงผมว่าลุงยอมทำไห้แน่ๆ) ส่วนเทวนิยมจะไม่มีคนเชื่อครับถ้าอำนาจนั้นๆเข้าถึงได้เช่นคุณเป็นนักเวทเพียงหนึ่งเดียว คุณจะอ้างว่าตัวเองเป็นเทพได้เพราะไม่มีคนเข้าใจในพลังของคุณ แต่ถ้าคุณเป็น1ในนักเวทจำนวนมากที่สามารถเรียนรู้เพื่อเป็นจอมเวทได้ ก็จะไม่มีคนนับถือเทพเว้นแต่อำนาจของนักเวทมาจากเทพที่ไม่มีใครสามารถเทียบได้ ดังนั้นการมีนักเวทไม่ได้แปลว่าจะมีคนนับถือเทพมันคนละเรื่องกัน
ผมไปเจอทฤษฎีหนึ่งล่ะครับ
ว่าจริงๆแล้วมนุษยืจะเลือกศาสนาที่ตนเองนับถือต่างหกาก และจะตีความศรัทธาไปตามที่ตนเองคิด เหมาะสมกับตนเองว่าอย่างนั้น
ผมไปเจอคนอินเดีย วรรณะพรามหณ์บอกว่า
เขาฝึกเป็นพรามหร์ตอนเด็กๆ
แต่พอมาอเมริกา ก็กลายเป็นหนึ่งในอเมริกานั่นรล่ะวรรณะหายไปเมื่อมาสัมผัสอเมริกาดินแดนแห่งเสรี รวมเชื้อชาติ ???


คือ มันมีปัญหาหลายอย่างที่เรียบยกว่าเถียงกันนับบพันปีน่ะครับว่าจะนับอะไรหรือใครเป้นเทพเจ้าหรือไม่
เรื่องนั้นเอาไว้ให้พวกเทววิทยา ศาสนาวิจารณ์ละกัน
แต่หลักๆคืออย่างที่ท่านว่าส่วนหนึ่งครับ
ที่พวกเทพองค์เดียวสูงวุดจะมอง ตังตนที่ต่ำกว่านั้นได้เป็นปีศาจ
ทาเนียใช้ความหมายของพระเจ้าตามไบเบิ้ล ที่ว่าให้ทำได้ทุกอย่าง

X ก็ทำได้ทุกอย่างตามไบเบิ้ลให้ดูแล้ว ทาเนียก็ไปต่อปากต่อคำอีกนั่นล่ะคนเรา
เพราะตีความหมายแบบคนสมัยใหม่ ที่เพิื่มความสามารถตามไบเบิ้ลของพระเจ้าตีความไปมากกว่านั้นอีกว่างั้น ???
[quote/]


ต่อหน้าพลังมหาศาล ก็คงได้แต่ยอมรับ สรรเสริญ บูชาว่ากันไป กลับกันก็จะมีบางส่วนที่ต่อต้าน หรือจ้องจะจัดการเหมือนกัน
ผมเจอสิ่งที่เรียกว่า gnostic มั้ง?
ที่เชื่อว่ามีจริงแต่ไม่มีประโยชน์ที่จะไปคิดถึง หรือจะมีผลบดีอะไรต่อเรา
ออกแนวคล้ายนๆอจิณไตยที่พระพทธเจ้าว่าน่ะครับ
ว่าไม่ควรไปคิดถึงว่าอย่างนั้น
แนวที่ผมคิดคือ
ในประเด็นที่ว่า เอกทวะนิยทมน่ะ จะตีความ เทพซูสเป็นแค่ปีศาจสายฟ้าอะไรก็ไม่แปลกหรอก
หรือโรี่ีเป็นแค่ปีศาจร่างเด็ก
แต่ถ้าในศาสนาระดับโรมันหรือระดับบูชาบรรพบุรุษแบบสมัยก่อน
แค่นั้นก็เหลือเฟือในการนับเป็นพระเจ้าแล้ว
ผมมองว่า เอกทวะนิยม คือการพยายามบอกว่าพระเจ้าของข้าเก่งสุดและพยายามจะแถในการเผยแพร่ศาสนาของชาวยิวไปชาติพันธุ์อื่นด้วยฃจนต้องดัดแปลงว่าเป็นศาสนาของมนุษยชาติ
เพราะมันต้องมีคำถามว่า
"พระเจ้าเก่งขนดนั้นก็โอเค แต่ทำไมเราต้องนับถือพระเจ้าของชาวยิว ที่มองเราเป็นพลเมืองชั้นสองด้วย?"
มันก็คือการเมืองของมนุษย์มาแซมล่ะครับ

แต่ทีผมคิดคือ พวกเอทิสม์ที่ยืนจะน้อยลงในภาวะเช่นนั้น
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol

ออฟไลน์ warakornboy

  • หัวหน้าฝูงหมีเล็ก
  • ***
  • กระทู้: 471
  • ถูกใจแล้ว: 104 ครั้ง
  • ความนิยม: +14/-9
ขออธิบายเพิ่มเติมจาก  Youjo  Senki  และอย่างอื่นอีกหน่อยก็แล้วกันครับ  “คุณเคยสงสัยในค่านิยมของผู้คนที่ศรัทธาในวิทย์  ปรัชญามากกว่าศาสนาทุกวันนี้หรือไม่” 


เพื่ออธิบายข้อความข้างบนศาสนา  +  เวทย์มนต์มีความเกี่ยวข้องกัน  จำเป็นต้องศึกษาวิวัฒนาการศาสนาด้วย  เช่น


1.  พฤติกรรมศาสนาในอมนุษย์  หรือสัตว์ที่มีสติปัญญาสูง;  ชิมพานซีรับรู้ถึง  ‘ตน’  (Self)  อย่างต่อเนื่อง  ใช้ภาษาเชิงสัญลักษณ์,  บรรพบุรุษร่วมกับมนุษย์  มีพิธีฝังสิ่งที่ตาย  (Dead),  ขณะที่ช้างก็มีพิธีอาลัยกับตัวที่ถูกให้หยุด  (Deceased)


ในยุค  Paleolithic  (C. 50000 BP —  C.  40000 BP)  ศิลปะถ้ำ  (Cave  Art) อาจใช้เป็นสัญลักษณ์ซึ่งจำเป็นกับศาสนา


2.  สิ่งที่จำเป็นที่เกี่ยวกับศาสนามนุษย์;  สมองที่ใหญ่ขึ้น  ความทรงจำเหตุต่อเนื่อง  (Episodic  Memory)  การใช้เครื่องมือ  (Tool  use),  พัฒนาการของภาษา  (Development  of  Language),  คุณธรรมและการอยู่เป็นกลุ่ม

3.  ต้นกำเนิดแห่งศาสนาที่เป็นองค์กร  (Origin  of  Organized  Religion);  สรุปรายละเอียดคร่าวว่า  อิทธิพลของการประดิษฐ์เกษตรกรรมทำให้สังคมรวม  (Society)  มนุษย์มากมาย  (Many)  เปลี่ยนจากผู้ล่า  —  ผู้รวบรวม  วิถีท่าทางทำ  (Lifestyle)  เป็นนั่งเป็นส่วนใหญ่  (Sedentary)  องค์กรเหล่านี้ก็สะท้อนสังคมใหม่และสภาพทางการเมือง  ขณะที่ยังครอบครองความเชื่อมหธรรมชาติ  (Supernatural)  ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ไม่ใช้ (Serve)  พิสูจสิทธิ  (Justify)  หรือมีเหตุผล   (Reasonable)  สิทธิคำสั่ง  /  อำนาจสั่งการ  (Authority)  ไม่พิสูจน์สิทธิย้ายโอนความมั่งคั่งหรือดำรงความสงบของบุคคลเดียว


4.  การอุบัติขององค์กรศาสนามีความหมายราวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ;  พิสูจน์สิทธิอำนาจสั่งการศูนย์กลาง  (Central  Authority)  ที่  (Which)  เปลี่ยน  (Turn)  มีอำนาจครอบครองเก็บภาษีเพื่อกลับคืนให้  (Provide)  แก่สังคมและความปลอดภัย

5.  การประดิษฐ์การเขียน;  เดิมทีเป็นเหมือนกับอุตสาหกรรมของการสื่อสาร  ซึ่งต่อมาก็ใช้สำหรับเผยแผ่ศาสนาด้วย

ข้อสังเกตุข้างบนนี้พออธิบายได้ว่า;  ศาสนาเติบโตไปพร้อมกับวิวัฒนาการของมนุษย์และพัฒนาการของภาษาจนสร้างความเข้าใจตรงกับ  ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  ระบบนิเวศและศิลปะถ้ำที่ยังไม่สามารถเข้าใจได้  ถูกรวบรวมให้เข้าใจง่ายผ่านการเขียนและประดิษฐ์ตัวอักษร  ดังนั้นศาสนาก็เหมือนกับ  สารานุกรมและ  Diary  โบราณนั่นเอง  เทพ  (Deity)  ในอดีต  (God)   ที่มีประวัติจำนวนมากอาจเป็นแค่บุคคลที่เป็นที่จดจำหรือวีรชนโบราณก็ได้[/size]

สมัย  Mesopotamia  เวทย์มนต์และศาสตร์แม่มด  (Witchcraft)  ได้รับการยอมรับว่าเป็นเหมือนอีกลัทธิมากกว่า  แต่ค่อนข้างดูถูก  (Disdain)  ความเชื่อทางศาสนาเลยไม่ได้รับการยอมรับ  เวทย์คาถาธาตุ  ยาเวทย์มนต์  (Potions)  สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกบันทึกในเวลาไลเลี่ยกับศาสนายุคปัจจุบัน  เพราะฉะนั้นตัวตนของสิ่งเหล่านั้นอาจเป็นแค่แพทย์ศาสตร์  เภสัชศาสตร์และศาสตร์แปรธาตุ  +  วิทยาศาสตร์ในยุคที่ปรัชญายังไม่ก้าวหน้าก็เป็นไปได้เหมือนกัน


ทั้งหมดนี้จะให้ข้อสรุปได้ว่าในยุคที่การอ่าน  เขียน  และศาสตร์คำนวน  —  วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า  ศาสนาและเวทย์ไม่มีอะไรมากไปกว่าบันทึกประวัติศาสตร์โบราณที่ไม่สามารถพิสูจน์ทางโบราณคดีได้ง่ายเท่านั้น  ขณะที่  ‘เกิดอะไรขึ้นกับหมอศาสนา  —  นักบวช’  =  ส่วนที่เกือบไม่มีความจำเป็นทางศาสนาหรือตำนาน  เพราะยังติดอยู่ในโลกวัตถุและไม่เชื่อลึกๆใน  Afterlife  เลยมีชีวิตอย่างปัจจุบัน

https://en.m.wikipedia.org/wiki/Evolutionary_origin_of_religions#Prehistoric_evidence_of_religion
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 30, 2020, 05:33:01 PM โดย warakornboy »
 

ออฟไลน์ Rumia

  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,353
  • ถูกใจแล้ว: 2270 ครั้ง
  • ความนิยม: +347/-403
ขออธิบายเพิ่มเติมจาก  Youjo  Senki  และอย่างอื่นอีกหน่อยก็แล้วกันครับ  “คุณเคยสงสัยในค่านิยมของผู้คนที่ศรัทธาในวิทย์  ปรัชญามากกว่าศาสนาทุกวันนี้หรือไม่” 


เพื่ออธิบายข้อความข้างบนศาสนา  +  เวทย์มนต์มีความเกี่ยวข้องกัน  จำเป็นต้องศึกษาวิวัฒนาการศาสนาด้วย  เช่น


1.  พฤติกรรมศาสนาในอมนุษย์  หรือสัตว์ที่มีสติปัญญาสูง;  ชิมพานซีรับรู้ถึง  ‘ตน’  (Self)  อย่างต่อเนื่อง  ใช้ภาษาเชิงสัญลักษณ์,  บรรพบุรุษร่วมกับมนุษย์  มีพิธีฝังสิ่งที่ตาย  (Dead),  ขณะที่ช้างก็มีพิธีอาลัยกับตัวที่ถูกให้หยุด  (Deceased)


ในยุค  Paleolithic  (C. 50000 BP —  C.  40000 BP)  ศิลปะถ้ำ  (Cave  Art) อาจใช้เป็นสัญลักษณ์ซึ่งจำเป็นกับศาสนา


2.  สิ่งที่จำเป็นที่เกี่ยวกับศาสนามนุษย์;  สมองที่ใหญ่ขึ้น  ความทรงจำเหตุต่อเนื่อง  (Episodic  Memory)  การใช้เครื่องมือ  (Tool  use),  พัฒนาการของภาษา  (Development  of  Language),  คุณธรรมและการอยู่เป็นกลุ่ม

3.  ต้นกำเนิดแห่งศาสนาที่เป็นองค์กร  (Origin  of  Organized  Religion);  สรุปรายละเอียดคร่าวว่า  อิทธิพลของการประดิษฐ์เกษตรกรรมทำให้สังคมรวม  (Society)  มนุษย์มากมาย  (Many)  เปลี่ยนจากผู้ล่า  —  ผู้รวบรวม  วิถีท่าทางทำ  (Lifestyle)  เป็นนั่งเป็นส่วนใหญ่  (Sedentary)  องค์กรเหล่านี้ก็สะท้อนสังคมใหม่และสภาพทางการเมือง  ขณะที่ยังครอบครองความเชื่อมหธรรมชาติ  (Supernatural)  ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ไม่ใช้ (Serve)  พิสูจสิทธิ  (Justify)  หรือมีเหตุผล   (Reasonable)  สิทธิคำสั่ง  /  อำนาจสั่งการ  (Authority)  ไม่พิสูจน์สิทธิย้ายโอนความมั่งคั่งหรือดำรงความสงบของบุคคลเดียว


4.  การอุบัติขององค์กรศาสนามีความหมายราวกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ;  พิสูจน์สิทธิอำนาจสั่งการศูนย์กลาง  (Central  Authority)  ที่  (Which)  เปลี่ยน  (Turn)  มีอำนาจครอบครองเก็บภาษีเพื่อกลับคืนให้  (Provide)  แก่สังคมและความปลอดภัย

5.  การประดิษฐ์การเขียน;  เดิมทีเป็นเหมือนกับอุตสาหกรรมของการสื่อสาร  ซึ่งต่อมาก็ใช้สำหรับเผยแผ่ศาสนาด้วย

ข้อสังเกตุข้างบนนี้พออธิบายได้ว่า;  ศาสนาเติบโตไปพร้อมกับวิวัฒนาการของมนุษย์และพัฒนาการของภาษาจนสร้างความเข้าใจตรงกับ  ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  ระบบนิเวศและศิลปะถ้ำที่ยังไม่สามารถเข้าใจได้  ถูกรวบรวมให้เข้าใจง่ายผ่านการเขียนและประดิษฐ์ตัวอักษร  ดังนั้นศาสนาก็เหมือนกับ  สารานุกรมและ  Diary  โบราณนั่นเอง  เทพ  (Deity)  ในอดีต  (God)   ที่มีประวัติจำนวนมากอาจเป็นแค่บุคคลที่เป็นที่จดจำหรือวีรชนโบราณก็ได้[/size]

สมัย  Mesopotamia  เวทย์มนต์และศาสตร์แม่มด  (Witchcraft)  ได้รับการยอมรับว่าเป็นเหมือนอีกลัทธิมากกว่า  แต่ค่อนข้างดูถูก  (Disdain)  ความเชื่อทางศาสนาเลยไม่ได้รับการยอมรับ  เวทย์คาถาธาตุ  ยาเวทย์มนต์  (Potions)  สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกบันทึกในเวลาไลเลี่ยกับศาสนายุคปัจจุบัน  เพราะฉะนั้นตัวตนของสิ่งเหล่านั้นอาจเป็นแค่แพทย์ศาสตร์  เภสัชศาสตร์และศาสตร์แปรธาตุ  +  วิทยาศาสตร์ในยุคที่ปรัชญายังไม่ก้าวหน้าก็เป็นไปได้เหมือนกัน


ทั้งหมดนี้จะให้ข้อสรุปได้ว่าในยุคที่การอ่าน  เขียน  และศาสตร์คำนวน  —  วิทยาศาสตร์ก้าวหน้า  ศาสนาและเวทย์ไม่มีอะไรมากไปกว่าบันทึกประวัติศาสตร์โบราณที่ไม่สามารถพิสูจน์ทางโบราณคดีได้ง่ายเท่านั้น  ขณะที่  ‘เกิดอะไรขึ้นกับหมอศาสนา  —  นักบวช’  =  ส่วนที่เกือบไม่มีความจำเป็นทางศาสนาหรือตำนาน  เพราะยังติดอยู่ในโลกวัตถุและไม่เชื่อลึกๆใน  Afterlife  เลยมีชีวิตอย่างปัจจุบัน

https://en.m.wikipedia.org/wiki/Evolutionary_origin_of_religions#Prehistoric_evidence_of_religion
ส่วนผมอธิบายได้ว่าลุงทาเนียเชื่อในพระเจ้ามากยิ่งกว่าใครครับตอนก่อนตายมันแค่เชื่อในความสำเหร็จของตัวเองไม่พึ่งพาพระเจ้า มองว่าคนพึ่งพาพระเจ้าคือคนอ่อนแอซึ่งมันก็เชื่อในพระเจ้าอยู่แล้วแต่ไม่คิดพึ่งพา อย่างน้อยก่อนตายก็ยังมีแนวคิดเกี่ยวกับพระเจ้า พอตายมันเชื่อแบบสุดๆแต่พระเจ้าที่มาหาดันคุยกันไม่รู้เรื่อง หรือไม่ฟังลุงเลยไม่อธิบายอะไรพูดเองเออเองสรุปเองแล้วจับลุงไปเกิดใหม่ต่างโลกเลย แถมการเกิดใหม่ยังเริ่มต้นด้วยจุดเกิดที่แย่แบบสุดๆไม่ไห้อะไรเลยเริ่มมาก็ติดลบแล้ว มันจึงเชื่อในพระเจ้าแบบสุดใจไม่คิดว่าเป็นภาพหลอนเลยสักครัง ลุงเชื่อแค่ไหนคิดดูว่าถึงกับต่อรองเอาพลังพระเจ้ามาไช้ได้นี่คือคนไม่เชื่อในพระเจ้า ลุงแค่เชื่อจนแค้นครับลุงแค้นพระเจ้าแบบสุดใจเพราะบันดาลทุกอย่างแย่ๆไห้ลุงตังแต่ชาติก่อนยันเกิดใหม่ ถ้าเป็นคนไม่เชื่อในพระเจ้าต้องปติเสธในการคุยติดต่อไม่รับแม้แต่พลังแล้ว แต่ลุงก็ติดต่อต่อรองเพราะเชื่อว่าพระเจ้าที่ส่งตัวเองมามีพลังไห้พลังตัวเองได้ ผมถึงบอกว่าถ้าพระเจ้าคุยกับลุงดีๆคุยไห้รู้เรื่องลุงจะทำงานรับไช้เลยด้วยซ้ำ

 

Tags:
แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก