แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก

ผู้เขียน หัวข้อ: อาจารย์ในนิยาย-คิดอย่างไรกับอาจารย์ที่ให้เรียนรู้ด้วยตนเองครับ?  (อ่าน 4167 ครั้ง)

ออฟไลน์ warakornboy

  • หัวหน้าฝูงหมีเล็ก
  • ***
  • กระทู้: 471
  • ถูกใจแล้ว: 104 ครั้ง
  • ความนิยม: +14/-9
ถ้าเราเน้นวิเคราะห์  — วิพากษ์อาจารย์ของสถาบันศึกษาและผู้มีประสบการณ์เฉพาะงานไม่นับเรื่องอายุที่มากกว่าคนเรียน  มันควรจะแยกออกมาได้  2  มุมนะ


1. Novel — Manga;  หากได้อ่านแนว  Fantasy + Action + Isekai + Adventure บ่อยๆ จะเข้าใจได้ว่า  ตัวเอกที่พบกับคนที่นับถือเป็นอาจารย์ภายหลังนั้นเดิมทีอาจเป็นแค่คนมีประสบการณ์เฉพาะงานที่เลี้ยงชีพตัวเองไปวันๆเท่านั้น  Ego และความเข้าใจในแบบตัวเองทำให้แทบไม่มีการบันทึกความรู้ส่วนตัว  หรือไม่มากพอจะเป็นหนังสือเล่มเพราะขาดการทบทวนซ้ำเพื่อรับรองว่าเมื่อใช้เรียนใหม่หมดจะมีประสิทธิภาพ  หากเป็นอาชีพที่มีการแข่งขันมาก ซึ่งเป็นอะไรก็ตามที่ไม่ใช่เกษตรกรรมที่เหมาะกับประโยค  ‘ทำงานเลี้ยงชีพตนเอง’  จริงๆก็จะมีความเสี่ยงเรื่องถูกขโมยวิชาจนตัวเองตกงานหรือล้มละลายไปด้วย


จะเห็นได้ว่าการขอเรียนเพื่อหวังวิชานั้นต้องมีเงื่อนไขตอบแทนยกเว้นเป็นงานจำพวกธุรกิจหรือเกษตรกรรม  ซึ่งสามารถเปลี่ยนเงื่อนไขไปช่วยงานแทนได้  อย่างไรก็ตามหากตัวเอกไม่สามารถตอบคำถามเหตุผลที่อยากให้สอนได้  ความรู้ที่จะได้รับก็จะถูกจำกัดล่วงหน้าเหมือนกัน


2.  Realistic  —  ระบบการศึกษาหรืออย่างน้อยก็สถานศึกษาธรรมดา  มีวัตถุประสงค์ปลายเปิด;  ผู้เรียนทุกคนจะเรียนรู้เกี่ยวกับวิชาหลากหลายชนิดด้วยระยะเวลาที่จำกัด  เพื่อทำให้สามารถทำงานกับองค์กรอื่นหรือสร้างงานให้แก่ตัวเองเมื่อเรียนจบ  ซึ่งเกือบทุกวิชาที่ใช้หลักคำนวน  — วิเคราะห์และประยุกต์ได้สารพัดประโยชน์  เช่น  วิทย์ — คณิต — ภาษาศาสตร์ —  คหกรรม  นั้น  อาจารย์ที่มีประสบการณ์สอนเรื่อยนั้นมากกว่า 2 — 10 ปี+ หรือเก่งมากจนมีพัฒนาวิธีสอนได้ดีช่วงระยะเวลาสั้นๆ  จะแนะนำกับเหล่าลูกศิษย์หรือคนที่เรียนกับพวกเค้ามาก่อนว่าให้เรียนไปถึงรากฐานของศาสตร์ — ปรัชญาและวิธีสร้างและพัฒนาแขนงใหม่ๆไปเลย  เพราะนั่นจะทำให้คนเรียนได้ประโยชน์มากที่สุด


ขณะที่วิชาเชิงปฏิบัติอย่างศิลปศาสตร์ — นาฏศิลป์ — พลศึกษาศาสตร์นั้นจะสอนถีงประวัติ  วิธีปฏิบัติให้ได้ผลจริง  และหลักการกับกฎของศาสตร์เหล่านั้น  ถ้ามี  ดังนั้นจีงอาศัยเงื่อนไขที่รู้จักกันทั่วไปว่า ‘จุดประสงค์การเรียนรู้’ ไว้  เพราะการจดจำและเขียนอธิบายสิ่งที่คนเรียนเข้าใจได้นั้น  จำเป็นต้องอาศัยความชำนาญวิชาด้านคำนวน  — วิเคราะห์เป็นอย่างยิ่ง  นอกจากนี้ศาสตร์เชิงปฏิบัติสามารถศึกษาต่อและพัฒนาไปสู่แขนงใหม่โดยไม่จำกัดแค่หลักฐานที่มาจากรากศาสตร์เดิมของมัน


ทั้งหมดนี้จึงกล่าวได้ว่าผู้สอนในสถานศึกษากับผู้ประกอบอาชีพล้วนแต่มีศักยภาพเป็นของตัวเองอย่างที่ยากจะประเมินนั่นเอง  ซึ่งทำให้ศาสตร์บรรพบุรุษอย่างปรัชญานั้นยังทันสมัยเสมอมา
 

ออฟไลน์ Rumia

  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,353
  • ถูกใจแล้ว: 2270 ครั้ง
  • ความนิยม: +347/-403
สำหรับซากุระของป้าแคลมผมเห็นต่างไปนะครับจริงอยู่ที่วางแผนไปตบบอสเหมือนกันแต่ความต่างคือศักยภาพครับตระกูลซากุระมีพลังโหดทังบ้านพี่ชายที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยต่อยราชาปีศาจหมัดเดียวร่วง แถมยังแบ่งพลังชิวีตไห้สิ่งมีชิวีตระดับเทพคีนชีพมาแบบชิวๆ นี่คือคนที่ไม่รู้อะไรเลยนะครับกลับกันผมคิดว่าโควรีดมันวางแผนนี้ได้เพราะมันเห็นพลังทังตระกูลของซากุระอยู่แล้ว(มุขนี้ป้าๆไช้แม่งแทบทุกเรื่องที่ไห้ตัวเอกมีพลังแฟงเยอะกว่าชาวบ้าน)ผิดกับแฮรี่ที่มีแค่คำทำนายโง่ๆที่ไม่มีที่มาไม่มีใครเชื่อ เรื่องแฮรี่ถ้าจะไห้ติจุดบอทมี่ใหณ่ที่สุดของเรื่องคือวุธิภาวะครับผู้ใหณ่ทุกคนมีความคิดเด็กน้อยมากผมไม่ว่าครับถ้ามันมีแค่บางคนแต่ ทังเรื่องยิ่งมีบทบาทใหณ่โตยิ่งมีความคิดเบายิ่งกว่านุ่นแม้แต่สแนปไม่แม้แต่จะควบคุมอารมตัวเองชวนเด็กทะเลาะทุกตอน ไอ้อจ.ที่ดังๆแต่กากอีกรู้ตัวว่ากากอยู่แล้วแต่ดันพาตัวเองมาประจานถึงที่ รวมถึงทุกคนที่มีบทนิสัยแม่งเด็กน้อยมากความอดทนแทบจะเท่ากับ0

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,297
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +245/-433
ถ้าเราเน้นวิเคราะห์  — วิพากษ์อาจารย์ของสถาบันศึกษาและผู้มีประสบการณ์เฉพาะงานไม่นับเรื่องอายุที่มากกว่าคนเรียน  มันควรจะแยกออกมาได้  2  มุมนะ


1. Novel — Manga;  หากได้อ่านแนว  Fantasy + Action + Isekai + Adventure บ่อยๆ จะเข้าใจได้ว่า  ตัวเอกที่พบกับคนที่นับถือเป็นอาจารย์ภายหลังนั้นเดิมทีอาจเป็นแค่คนมีประสบการณ์เฉพาะงานที่เลี้ยงชีพตัวเองไปวันๆเท่านั้น  Ego และความเข้าใจในแบบตัวเองทำให้แทบไม่มีการบันทึกความรู้ส่วนตัว  หรือไม่มากพอจะเป็นหนังสือเล่มเพราะขาดการทบทวนซ้ำเพื่อรับรองว่าเมื่อใช้เรียนใหม่หมดจะมีประสิทธิภาพ  หากเป็นอาชีพที่มีการแข่งขันมาก ซึ่งเป็นอะไรก็ตามที่ไม่ใช่เกษตรกรรมที่เหมาะกับประโยค  ‘ทำงานเลี้ยงชีพตนเอง’  จริงๆก็จะมีความเสี่ยงเรื่องถูกขโมยวิชาจนตัวเองตกงานหรือล้มละลายไปด้วย


จะเห็นได้ว่าการขอเรียนเพื่อหวังวิชานั้นต้องมีเงื่อนไขตอบแทนยกเว้นเป็นงานจำพวกธุรกิจหรือเกษตรกรรม  ซึ่งสามารถเปลี่ยนเงื่อนไขไปช่วยงานแทนได้  อย่างไรก็ตามหากตัวเอกไม่สามารถตอบคำถามเหตุผลที่อยากให้สอนได้  ความรู้ที่จะได้รับก็จะถูกจำกัดล่วงหน้าเหมือนกัน


2.  Realistic  —  ระบบการศึกษาหรืออย่างน้อยก็สถานศึกษาธรรมดา  มีวัตถุประสงค์ปลายเปิด;  ผู้เรียนทุกคนจะเรียนรู้เกี่ยวกับวิชาหลากหลายชนิดด้วยระยะเวลาที่จำกัด  เพื่อทำให้สามารถทำงานกับองค์กรอื่นหรือสร้างงานให้แก่ตัวเองเมื่อเรียนจบ  ซึ่งเกือบทุกวิชาที่ใช้หลักคำนวน  — วิเคราะห์และประยุกต์ได้สารพัดประโยชน์  เช่น  วิทย์ — คณิต — ภาษาศาสตร์ —  คหกรรม  นั้น  อาจารย์ที่มีประสบการณ์สอนเรื่อยนั้นมากกว่า 2 — 10 ปี+ หรือเก่งมากจนมีพัฒนาวิธีสอนได้ดีช่วงระยะเวลาสั้นๆ  จะแนะนำกับเหล่าลูกศิษย์หรือคนที่เรียนกับพวกเค้ามาก่อนว่าให้เรียนไปถึงรากฐานของศาสตร์ — ปรัชญาและวิธีสร้างและพัฒนาแขนงใหม่ๆไปเลย  เพราะนั่นจะทำให้คนเรียนได้ประโยชน์มากที่สุด


ขณะที่วิชาเชิงปฏิบัติอย่างศิลปศาสตร์ — นาฏศิลป์ — พลศึกษาศาสตร์นั้นจะสอนถีงประวัติ  วิธีปฏิบัติให้ได้ผลจริง  และหลักการกับกฎของศาสตร์เหล่านั้น  ถ้ามี  ดังนั้นจีงอาศัยเงื่อนไขที่รู้จักกันทั่วไปว่า ‘จุดประสงค์การเรียนรู้’ ไว้  เพราะการจดจำและเขียนอธิบายสิ่งที่คนเรียนเข้าใจได้นั้น  จำเป็นต้องอาศัยความชำนาญวิชาด้านคำนวน  — วิเคราะห์เป็นอย่างยิ่ง  นอกจากนี้ศาสตร์เชิงปฏิบัติสามารถศึกษาต่อและพัฒนาไปสู่แขนงใหม่โดยไม่จำกัดแค่หลักฐานที่มาจากรากศาสตร์เดิมของมัน


ทั้งหมดนี้จึงกล่าวได้ว่าผู้สอนในสถานศึกษากับผู้ประกอบอาชีพล้วนแต่มีศักยภาพเป็นของตัวเองอย่างที่ยากจะประเมินนั่นเอง  ซึ่งทำให้ศาสตร์บรรพบุรุษอย่างปรัชญานั้นยังทันสมัยเสมอมา
ผมนึกถึงเคสหมอฮูโต๋เหมือนกันแฮะ
เรื่องการที่เผาตำราก็เรื่องหนึ่ง
แต่แม้กระทั่งคนคุมคุกที่ไม่น่าเป็นพวกบัณฑิตยังรู้ถึงความสำคัญของตำราและความรู้ของหมอฮูโต๋ว่าไม่ควรจะทำให้สูญหายหรือเผาทิ้งไป

แบบสมัยโบราณ อัจฉริยะ หมอเทวดาก็ชอบอยู่ตามป่าเขา ไม่ได้ถ่ายทอดความรู้ตนเองในวงกว้างเท่าไรมองว่าคนธรรมดานั้นห่วยแตก

ก็จริง
ระบบการศึกษาปัจจุบันจึงมีมาเพื่อแก้ไขปัญหาข้อนั้นว่าให้ความทรู้คงอยู่
เมื่อความรู้มันกว้างขวางและลึกซึ้งนัก
คนธรนรมดาเรียนไม่หมด
ก็ให้แต่ละคนเรียนแยกสาขจาที่ตนเองถนัดไป
เท่านี้ความรู้ก็ไม่สูญหายแลฃะพัฒนาต่อยอดได้เรื่อยๆ

..
วิทยาศาสตร์ทางเทคนิคก็คือปรัชญาธรรมชาตินยั่นล่ะครับ

อย่างที่เดคิสึงิคุงเคยอธิบายไว้ ว่า วิทยาศาสตรืกับเวทมนตร์มาจากต้นกำเนิดเดียวกัยนที่ต้องการทำความเข้าใจเรื่องปรากฎการณ์ต่างๆในธรรมชาติ

สำหรับซากุระของป้าแคลมผมเห็นต่างไปนะครับจริงอยู่ที่วางแผนไปตบบอสเหมือนกันแต่ความต่างคือศักยภาพครับตระกูลซากุระมีพลังโหดทังบ้านพี่ชายที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยต่อยราชาปีศาจหมัดเดียวร่วง แถมยังแบ่งพลังชิวีตไห้สิ่งมีชิวีตระดับเทพคีนชีพมาแบบชิวๆ นี่คือคนที่ไม่รู้อะไรเลยนะครับกลับกันผมคิดว่าโควรีดมันวางแผนนี้ได้เพราะมันเห็นพลังทังตระกูลของซากุระอยู่แล้ว(มุขนี้ป้าๆไช้แม่งแทบทุกเรื่องที่ไห้ตัวเอกมีพลังแฟงเยอะกว่าชาวบ้าน)ผิดกับแฮรี่ที่มีแค่คำทำนายโง่ๆที่ไม่มีที่มาไม่มีใครเชื่อ เรื่องแฮรี่ถ้าจะไห้ติจุดบอทมี่ใหณ่ที่สุดของเรื่องคือวุธิภาวะครับผู้ใหณ่ทุกคนมีความคิดเด็กน้อยมากผมไม่ว่าครับถ้ามันมีแค่บางคนแต่ ทังเรื่องยิ่งมีบทบาทใหณ่โตยิ่งมีความคิดเบายิ่งกว่านุ่นแม้แต่สแนปไม่แม้แต่จะควบคุมอารมตัวเองชวนเด็กทะเลาะทุกตอน ไอ้อจ.ที่ดังๆแต่กากอีกรู้ตัวว่ากากอยู่แล้วแต่ดันพาตัวเองมาประจานถึงที่ รวมถึงทุกคนที่มีบทนิสัยแม่งเด็กน้อยมากความอดทนแทบจะเท่ากับ0
ผมถึงบอกไงครับว่าการศึกษาพรรค์นั้น
ไม่ใใช่คนมีพลังระดับนางเอกแบบซากุระ ตายไปนานแล้ว
เรื่องระบบการเรียนของแฮร์รี่ เห็นเขาว่ามีเพื่อล้อเลียนระบบการเรียนการสอนของประเทศอังกฤษน่ะครับ

จำได้ไหมครับว่า เจเคพยายามจะล้อเลียนตอนแรกๆว่า แฮร์รี่เป็นเด้กที่แปลกที่ต้องการไปโรงเรียนมากและต้องการทำการบ้านมากแต่ต้องแอบทำการบ้าน?

ที่ตอนหลังเหมือนเจเคลืมไปว่าตนเองเคยเขียนแบบนั้นไว้น่ะครับ
ต้องการเขียนว่าแฮร์รี่ต่างจากเด็กอื่นๆนั่นล่ะ แต่ตอนหลังจากเด็ํกขยันเรียนกลายเป็นขี้เกียจพอพอกับรอนไปเสียอย่างนั้น
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ Diamos

  • นักปราชญ์แห่งเขาเซนนิคุมะ
  • ยอดขุนพลหมี
  • *****
  • กระทู้: 5,014
  • ถูกใจแล้ว: 4581 ครั้ง
  • ความนิยม: +446/-110
  • เพศ: ชาย
[quote/]
ผมนึกถึงเคสหมอฮูโต๋เหมือนกันแฮะ
เรื่องการที่เผาตำราก็เรื่องหนึ่ง
แต่แม้กระทั่งคนคุมคุกที่ไม่น่าเป็นพวกบัณฑิตยังรู้ถึงความสำคัญของตำราและความรู้ของหมอฮูโต๋ว่าไม่ควรจะทำให้สูญหายหรือเผาทิ้งไป

แบบสมัยโบราณ อัจฉริยะ หมอเทวดาก็ชอบอยู่ตามป่าเขา ไม่ได้ถ่ายทอดความรู้ตนเองในวงกว้างเท่าไรมองว่าคนธรรมดานั้นห่วยแตก

ก็จริง
ระบบการศึกษาปัจจุบันจึงมีมาเพื่อแก้ไขปัญหาข้อนั้นว่าให้ความทรู้คงอยู่
เมื่อความรู้มันกว้างขวางและลึกซึ้งนัก
คนธรนรมดาเรียนไม่หมด
ก็ให้แต่ละคนเรียนแยกสาขจาที่ตนเองถนัดไป
เท่านี้ความรู้ก็ไม่สูญหายแลฃะพัฒนาต่อยอดได้เรื่อยๆ

..
วิทยาศาสตร์ทางเทคนิคก็คือปรัชญาธรรมชาตินยั่นล่ะครับ

อย่างที่เดคิสึงิคุงเคยอธิบายไว้ ว่า วิทยาศาสตรืกับเวทมนตร์มาจากต้นกำเนิดเดียวกัยนที่ต้องการทำความเข้าใจเรื่องปรากฎการณ์ต่างๆในธรรมชาติ

[quote/]
ผมถึงบอกไงครับว่าการศึกษาพรรค์นั้น
ไม่ใใช่คนมีพลังระดับนางเอกแบบซากุระ ตายไปนานแล้ว
เรื่องระบบการเรียนของแฮร์รี่ เห็นเขาว่ามีเพื่อล้อเลียนระบบการเรียนการสอนของประเทศอังกฤษน่ะครับ

จำได้ไหมครับว่า เจเคพยายามจะล้อเลียนตอนแรกๆว่า แฮร์รี่เป็นเด้กที่แปลกที่ต้องการไปโรงเรียนมากและต้องการทำการบ้านมากแต่ต้องแอบทำการบ้าน?

ที่ตอนหลังเหมือนเจเคลืมไปว่าตนเองเคยเขียนแบบนั้นไว้น่ะครับ
ต้องการเขียนว่าแฮร์รี่ต่างจากเด็กอื่นๆนั่นล่ะ แต่ตอนหลังจากเด็ํกขยันเรียนกลายเป็นขี้เกียจพอพอกับรอนไปเสียอย่างนั้น



แต่ตรงนี้ผมมองว่าสมเหตุสมผลอยู่นะครับ


เมื่อก่อนแฮรี่แทบไม่มีเพื่อนที่ให้เฮฮาบ้าบอด้วย โลกของพ่อมดจึงเป้นอะไรที่แปลกใหม่ทำให้แฮรี่สนใจเอามาก ๆ


แต่พอแฮรี่เรียนไปได้ระดับหนึ่ง + คบรอนเป็นเพื่อน ผมมองว่าไม่แปลก ที่แฮรี่จะได้รับอิทธิพลจากรอนมามาก (ผมมองว่าแฮรี่สนิทกับรอนมากกว่านะครับ)


แถมแฮรี่ยังพบตัวตนว่าจริง ๆ ชอบการเล่นควิดดิชมาก เลยกลายเป็นสายเด็กกิจกรรมไปมากกว่าแทน (สังเกตุได้ว่าตอนที่ลูบิ้นมาสอน แฮรี่จะตั้งใจเรียนในคาบเป็นพิเศษ เพราะได้ลงมือทำจริง)


เอาจริง ๆ ผมมองว่าแฮรี่เริ่มมีพฤติกรรมกลับมาเหมือนวัยรุ่นทั่วก็ช่วงที่เริ่มคบรอนนี่ละครับ


เป็นการเติบโตของตัวละครประเภทหนึ่งนั่นละครับ
สถาปนิก, นักออกแบบและสร้างสรรค์เพื่อเหล่าหมีผู้น่ารัก
โครงการนิยายแต่ง หน้าหลัก;Age of War;DSU Board
 

ออฟไลน์ Rumia

  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,353
  • ถูกใจแล้ว: 2270 ครั้ง
  • ความนิยม: +347/-403
[quote/]
ผมนึกถึงเคสหมอฮูโต๋เหมือนกันแฮะ
เรื่องการที่เผาตำราก็เรื่องหนึ่ง
แต่แม้กระทั่งคนคุมคุกที่ไม่น่าเป็นพวกบัณฑิตยังรู้ถึงความสำคัญของตำราและความรู้ของหมอฮูโต๋ว่าไม่ควรจะทำให้สูญหายหรือเผาทิ้งไป

แบบสมัยโบราณ อัจฉริยะ หมอเทวดาก็ชอบอยู่ตามป่าเขา ไม่ได้ถ่ายทอดความรู้ตนเองในวงกว้างเท่าไรมองว่าคนธรรมดานั้นห่วยแตก

ก็จริง
ระบบการศึกษาปัจจุบันจึงมีมาเพื่อแก้ไขปัญหาข้อนั้นว่าให้ความทรู้คงอยู่
เมื่อความรู้มันกว้างขวางและลึกซึ้งนัก
คนธรนรมดาเรียนไม่หมด
ก็ให้แต่ละคนเรียนแยกสาขจาที่ตนเองถนัดไป
เท่านี้ความรู้ก็ไม่สูญหายแลฃะพัฒนาต่อยอดได้เรื่อยๆ

..
วิทยาศาสตร์ทางเทคนิคก็คือปรัชญาธรรมชาตินยั่นล่ะครับ

อย่างที่เดคิสึงิคุงเคยอธิบายไว้ ว่า วิทยาศาสตรืกับเวทมนตร์มาจากต้นกำเนิดเดียวกัยนที่ต้องการทำความเข้าใจเรื่องปรากฎการณ์ต่างๆในธรรมชาติ

[quote/]
ผมถึงบอกไงครับว่าการศึกษาพรรค์นั้น
ไม่ใใช่คนมีพลังระดับนางเอกแบบซากุระ ตายไปนานแล้ว
เรื่องระบบการเรียนของแฮร์รี่ เห็นเขาว่ามีเพื่อล้อเลียนระบบการเรียนการสอนของประเทศอังกฤษน่ะครับ

จำได้ไหมครับว่า เจเคพยายามจะล้อเลียนตอนแรกๆว่า แฮร์รี่เป็นเด้กที่แปลกที่ต้องการไปโรงเรียนมากและต้องการทำการบ้านมากแต่ต้องแอบทำการบ้าน?

ที่ตอนหลังเหมือนเจเคลืมไปว่าตนเองเคยเขียนแบบนั้นไว้น่ะครับ
ต้องการเขียนว่าแฮร์รี่ต่างจากเด็กอื่นๆนั่นล่ะ แต่ตอนหลังจากเด็ํกขยันเรียนกลายเป็นขี้เกียจพอพอกับรอนไปเสียอย่างนั้น

ในเรื่องซากุระผมไม่เห็นว่าโควรีดมันเป็นครูนะครับในเรื่องวางบทมาเป็นตัวร้ายที่หลอกไช้เอาพลังของบ้านซากุระมาไช้แบบชัดเจนมาก และยิ่งเนื้อเรื่องเดินไปมากเท่าไหร่ยิ่งชัดเจนมากขึ้นว่าโควรีดมันไม่ได้เก่งกาจหรือยิ่งใหณ่อะไรเลยยิ่งช่วงรวมโลกที่เอาตัวละครเรื่องเก่าๆมารวมจะเห็นว่าโควรีดแพ้เด็กป4ที่ไม่มีพลังเวทด้วยซ้ำปิดแผนชัวทำได้ต้องหนีตีนเอาพลังที่โขมยมาหนีีไป จนพลังที่หนีไปเจอซากุระนั้นแหละถึงเริ่มเรื่องจากนั้นเฮียแกก็กลัวตัวเป็นคนดีเพราะเจอเทพจากเรื่องเก่าๆกับเรื่องใหม่(เจอตบมาเยอะ)จนต้องมาสนับสนุนซากุระในที่สุดแต่ที่สุดแล้วก็ทำได้แค่สนับสนุนสอนวีธีไช้พลังไห้ซากุระ(ที่โคตรop)ได้เท่านั้นซึ่งตรงนี้ผมว่าเป็นภาวะจำยอมครับ โควรีดรู้ตัวเองในที่สุดว่าตัวเองไม่มีวันเก่งกว่าระดับเทพได้แต่ตีนที่ตัวเองเคยเรียกมาสมัยยังห้าวตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะจ่ายค่าตอบแทนแค่ไหน(อีกนัยหนึ่งคือมันเก่งจนรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะชนะ)จึงต้องเอาพลังที่ถูกโลกเก็บซ่อนไว้ของบ้านซากุระมาไช้
ส่วนแฮรี่ผมบอกตามตรงว่าภาวะอารมของคนในเรื่องมันเด็กน้อยมากเรียกว่าลบภาพพ่อมดสุดเท่ที่ฉลาดวางแผนเก่ง กลายเป็นพวกหัวร้อนเก็บอารมไม่เป็นวางแผนได้เท่าเด็กป4.ที่เล่นเเกล้งครูเท่านั้น

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,297
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +245/-433
[quote/]


แต่ตรงนี้ผมมองว่าสมเหตุสมผลอยู่นะครับ


เมื่อก่อนแฮรี่แทบไม่มีเพื่อนที่ให้เฮฮาบ้าบอด้วย โลกของพ่อมดจึงเป้นอะไรที่แปลกใหม่ทำให้แฮรี่สนใจเอามาก ๆ


แต่พอแฮรี่เรียนไปได้ระดับหนึ่ง + คบรอนเป็นเพื่อน ผมมองว่าไม่แปลก ที่แฮรี่จะได้รับอิทธิพลจากรอนมามาก (ผมมองว่าแฮรี่สนิทกับรอนมากกว่านะครับ)


แถมแฮรี่ยังพบตัวตนว่าจริง ๆ ชอบการเล่นควิดดิชมาก เลยกลายเป็นสายเด็กกิจกรรมไปมากกว่าแทน (สังเกตุได้ว่าตอนที่ลูบิ้นมาสอน แฮรี่จะตั้งใจเรียนในคาบเป็นพิเศษ เพราะได้ลงมือทำจริง)


เอาจริง ๆ ผมมองว่าแฮรี่เริ่มมีพฤติกรรมกลับมาเหมือนวัยรุ่นทั่วก็ช่วงที่เริ่มคบรอนนี่ละครับ


เป็นการเติบโตของตัวละครประเภทหนึ่งนั่นละครับ
ก็เห็นด้วยครับ ที่มนุษย์ปรับตัวไปตามสภาพการณ์
แต่ผมรู้สึกว่า เจเคนั้นคงไม่คิดมากเท่าพวกเราที่เป็นคนอ่านล่ะครับ
จากเด็กที่มีความกระตือรือร้น กลายเป็นเด็กที่เบื่อการเรียนไปเสียอย่างนั้น
มีคนวิเคราะห์ว่าแฮร์รี่เปรียบเทียบกับหนังอเมริกันวัยรุ่นก็คือ ควอเตอร์แบ้กนั่นล่ะ
มันยากที่จะสงสารคนที่เป็นนักกีฬาประจำโรงเรียน
และบ้านรวยอีกต่างหาก..จนเจเคต้องแกล้งทำเป็นลืมๆว่าแฮร์รี่เป็นเศรษฐีและคอยแต่รอของขวัญที่คนอื่นซื้อให้เหมือนกับว่าตนเองยังเป็นคนจน

ความแตกต่างระวห่างตอนแปรกกับตอนหลัง
ผมจึงไม่แปลกใจที่หลายคนมองว่าเจเคมีโกสต์ไรเตอร์
หรืออาจจะเรียบง่ายกว่านั้นคือเล่มแรกๆ บรรณาธิการยังมีกำลังภายในพอให้เจเคปรับแก้เนื้อเรื่องให้กระชับสมเหตุสมผลได้
แต่เล่มหลังๆเจเคดังแล้ว เขียนตามใจตนเองเรื่องเลยออกแนวเหมือนหลุดๆไป
[quote/]
ในเรื่องซากุระผมไม่เห็นว่าโควรีดมันเป็นครูนะครับในเรื่องวางบทมาเป็นตัวร้ายที่หลอกไช้เอาพลังของบ้านซากุระมาไช้แบบชัดเจนมาก และยิ่งเนื้อเรื่องเดินไปมากเท่าไหร่ยิ่งชัดเจนมากขึ้นว่าโควรีดมันไม่ได้เก่งกาจหรือยิ่งใหณ่อะไรเลยยิ่งช่วงรวมโลกที่เอาตัวละครเรื่องเก่าๆมารวมจะเห็นว่าโควรีดแพ้เด็กป4ที่ไม่มีพลังเวทด้วยซ้ำปิดแผนชัวทำได้ต้องหนีตีนเอาพลังที่โขมยมาหนีีไป จนพลังที่หนีไปเจอซากุระนั้นแหละถึงเริ่มเรื่องจากนั้นเฮียแกก็กลัวตัวเป็นคนดีเพราะเจอเทพจากเรื่องเก่าๆกับเรื่องใหม่(เจอตบมาเยอะ)จนต้องมาสนับสนุนซากุระในที่สุดแต่ที่สุดแล้วก็ทำได้แค่สนับสนุนสอนวีธีไช้พลังไห้ซากุระ(ที่โคตรop)ได้เท่านั้นซึ่งตรงนี้ผมว่าเป็นภาวะจำยอมครับ โควรีดรู้ตัวเองในที่สุดว่าตัวเองไม่มีวันเก่งกว่าระดับเทพได้แต่ตีนที่ตัวเองเคยเรียกมาสมัยยังห้าวตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะจ่ายค่าตอบแทนแค่ไหน(อีกนัยหนึ่งคือมันเก่งจนรู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะชนะ)จึงต้องเอาพลังที่ถูกโลกเก็บซ่อนไว้ของบ้านซากุระมาไช้
ส่วนแฮรี่ผมบอกตามตรงว่าภาวะอารมของคนในเรื่องมันเด็กน้อยมากเรียกว่าลบภาพพ่อมดสุดเท่ที่ฉลาดวางแผนเก่ง กลายเป็นพวกหัวร้อนเก็บอารมไม่เป็นวางแผนได้เท่าเด็กป4.ที่เล่นเเกล้งครูเท่านั้น
ไม่ใช่ว่าเป็นคนยละคนจากจักรวาลคู่ขนานหรือครับ? ผมสับสนกับไอ้จักรวาลแคมป์นี่เสียจริงๆ

มุกที่ผมโมดหที่สุดคือ เอาพล็อตมาเหมือนจะลึกล่้ำ แบบเดียวกับเจเค แต่พอเรามาลองคิดดูจริงๆมันรู้สึกแปลกๆ

อาจจะตั้งใจว่า "คนมีชื่อเสียงไม่ได้ยิ่งใหย่เท่าที่เราคิด" เป็นพลบ็อตที่พยายามจะอธิบายว่า โคลวหรือดัมเบิ้ลดอร์ ไม่ใช่พระเจ้าที่แก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง
การพยายามทำให้สมจริงเสียความขลังไป
ย้อนกลับไปที่ว่าโกสต์ไรเตอร์
คือบุคลิก ของโวลเดอมอร์ตอนแรกดูเป็นตัวร้ายที่ลึกลับบอกว่า ไม่สนความดีความชั่ว สนแต่พลังอำนาจ
ตอนหลังก็เป็นเรื่องของความดีความชั่วตามปรกติ
โคลวรี๊ดก็เช่นกัน
มันตกอยู่ใต้ปัญหาคลาสสิคว่า "หากพ่อมดฝ่ายดีเทพขนาดนั้นจริงๆ ทำไมต้องพึ่งพาเด็กๆที่เป็นพระเอกด้วย? ทำไมพ่อมดสุดเทพคนนั้นไม่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องเองเสาียก่อน"

การพยายามตอบคำถามที่ว่านั้น ทำให้ทั้งแคลมป์แลเจเคตกหล่มตนเองล่ะครับ
ยิ่งเขียนไป ชักยิ่งเลอะเทอะในการทำให้ไม่เก่ง
..
ว่าไปแล้วการป่้ายขี้ให้ตัวละครฝ่ายดี เป็นเรื่องที่ทำกันนเสียเยอะ
ยกตัวอย่างจักรวาลสตาวาส์ พยายามสร้างข้อเสียให้เจไดคนละอย่างสองอย่างจนมองในภาพรวมๆแล้ว เจไดกลายเป็นพวกบ้าคลั่งศาสนา ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ทำลายดวงดาวฯลฯสารพัดกันไปเลยเพราะคนเขียนต้องการจะสร้างความ"สมจริง"ดังกล่าวมา
กลับมาที่เดิม

ก็อย่างที่ว่าล่ะครับ
คนธรรมดาสอนให้ตายมันก็ไม่เทพเท่ากับคนที่มีพรสวรรค์ที่พระเจ้าเลือกแล้ว
ไม่ค่อยเหมาะจะเป็นบทเรียนที่สอนให้กับเด็กเท่าไร ???

นึกถึงคนวิเคราะห์ เฮอร์ไมโอนี่ล่ะครับ
ว่าเฮอร์ไมโอนี่คือคนฉลาด+ขยัน ที่สุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้แล้ว
แต่ขาดพรสวรรค์บางอย่างที่จะทำให้ตนเองไปถึงขั้นดัมเบิ้ลดอร์หรือโวลเดอมอร์
แฮร์รี่ดันเป็นสไตล์มีพรสวรรค์นั่นล่ะ ไม่ขยันฝึกขยันเรียนแม้แต่น้อย ต้องรอไฟลนก้นก่อนถึงจะเริ่มทำอะไรสักอย่างแต่เก่งป้องกันที่สุดในรุ่น
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ warakornboy

  • หัวหน้าฝูงหมีเล็ก
  • ***
  • กระทู้: 471
  • ถูกใจแล้ว: 104 ครั้ง
  • ความนิยม: +14/-9
ประเด็นข้างบนผมเคยพยายามหาข้อสรุปมาตลอด  แล้วเกือบเชื่อว่าคิดไปเอง  และก็ได้คำตอบจนได้  กล่าวคือ;


1.  Fantasy  — Medieval (Another World?);  Myth & Religion จำนวนมากทำให้คนประทับใจและเกิดความฝันเล็กๆที่มี Concept คล้ายๆกันคือ ‘I want to be that hero (person)’  เพราะเชื่อว่าจะมีความสุขเมื่อได้รับเกียรติสรรเสริญและเป็นคนสำคัญ


2.  ‘Nobody feel regrets if they never kill  ( or hurt) anyone’;  เป็นวลีเตือนใจและฝันร้าย  ตลอดชึวิตของเหล่า  Veterans & Inventor / Thinker จำนวนมากมายที่ทำตัวเองสำคัญจนเกิดความผิดที่ไม่มีวันลืม 


3.  ขณะที่ในหมู่ Philosopher Scientist & Scholar;  ที่กินความรู้และประสบการณ์จากอดีต — โบราณเป็นชีวิตจิตใจมักจะพบกับ ‘ Vital Shocking moments’ นับไม่ถ้วนเมื่อพวกเค้าศึกษาอีกครั้งลึกลงไปในสภาพสังคมและคาดเดา —  จำลองความคิดของบุคคลที่กล่าวถึงนั้นๆ  ว่าหากพวกเค้ากลายเป็นผู้คนคนหนึ่งจากประชากรนับไม่ถ้วน  แล้วต้องเจอประสบการณ์เหล่านั้นจะเป็นเช่นไร


4.  Normies 13 — 17th century;  จำนวนมหาศาลที่ทำงานเช้า  —  เย็นเพื่อเลี้ยงชีพเป็นธรรมดาที่พวกเค้าจะเกิดความเบื่อหน่ายในช่วงเวลาที่สงบสุข  เพราะพวกเค้าไม่ต้องการความยุ่งยาก (การศึกษาที่สูงขึ้น)  หรือก้าวหน้าในอาชีพตัวเอง  จึงต้องหาความบันเทิงใส่ตัวถึงแม้ว่าจะไม่ชอบความขัดแย้งทางการเมือง — สงครามก็ตาม  ซึ่งขณะนั้นยังไม่มี Board Game ที่ซับซ้อน อย่าง Dungeon & Dragons กำเนิดขึ้นมาเลย  ขณะที่ Scientists & Scholars คงไม่รู้คำว่าเบื่อเพราะความรู้ยิบย่อยมากมายให้ศึกษาตั้ง 6000 BC — ปัจจุบันนั้น
 

ออฟไลน์ Rumia

  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,353
  • ถูกใจแล้ว: 2270 ครั้ง
  • ความนิยม: +347/-403
ถ้าไห้ผมเอาภาคการ์ดของของซากุระนะครับโลกนี้อยู่ในโลกเดียวกับxล้างโลกที่โควรีดไปเห็นระดับเทพตีกันและทำไห้ทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเรื่องนี้มีพลังมากเกือบที่สุดในเรื่อง และมีโรงเรียนแคลปกับจอมโจร20หน้าที่โขมยการ์ดของโควรีดอีก(แม่งโคตรกากโดนเด็กโขมยของ)ไอ้สองเรื่องนี้ก็ยังมีพลังมากกว่าโครีดอีก โตเกียวรีเวนก็อยู่โลกเดียวกันแต่ไม่เคยเจอซากุระเรื่องนี้โควรีดมีพลังมากกว่าและเนื้อเรื่องมันไปทางของพี่ชาย และอาชูร่าที่มีพลังมากที่สุดในเรื่องจากการคาดการ์ณตระกูลซากุระมีสายเลือดเทพอยู่แต่ไม่รู้ว่าเป็นทางพ่อหรือแม่โดยมีการเฉลยในxที่แม่ตัวเอกปกปิดการมีอยู่ของตระกูลซากุระ และโลกที่ไม่เกี่ยวกันแต่แจมมาเรื่อยๆคือโฮลีกกับซากุระอีกภาคที่อาจแวะมาบ้าง แต่โดยรวมเรื่องซากุระอยู่ในโลกหลักที่มีพวกมหาเทพรวมๆกันและเล่ม3จะเห็นหลังของตัวเอกเรื่องเมจิกไนท์ที่คาเฟด้วย การประติดประต่อค่อนข้างไร้เหตุผลเพราะแต่ละเรื่องพลังมันระดับล้างโลกทังนั้นแต่ตัวเอกดันไม่เคยเจอกันแถมจับพลังกันไม่ได้ทังๆที่อยู่โลกเดียวกัน มันมีความเลือมด้านเวลาแต่ก็อย่างว่าโคตรแถตอนหลังๆแถไห้มีหลายโลกอีกทังๆที่ตัวเองชอบไส่ตัวละครเรื่องต่างๆเดินผ่านกันอย่างบ่อย

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,297
  • ถูกใจแล้ว: 2424 ครั้ง
  • ความนิยม: +245/-433
ประเด็นข้างบนผมเคยพยายามหาข้อสรุปมาตลอด  แล้วเกือบเชื่อว่าคิดไปเอง  และก็ได้คำตอบจนได้  กล่าวคือ;


1.  Fantasy  — Medieval (Another World?);  Myth & Religion จำนวนมากทำให้คนประทับใจและเกิดความฝันเล็กๆที่มี Concept คล้ายๆกันคือ ‘I want to be that hero (person)’  เพราะเชื่อว่าจะมีความสุขเมื่อได้รับเกียรติสรรเสริญและเป็นคนสำคัญ


2.  ‘Nobody feel regrets if they never kill  ( or hurt) anyone’;  เป็นวลีเตือนใจและฝันร้าย  ตลอดชึวิตของเหล่า  Veterans & Inventor / Thinker จำนวนมากมายที่ทำตัวเองสำคัญจนเกิดความผิดที่ไม่มีวันลืม 


3.  ขณะที่ในหมู่ Philosopher Scientist & Scholar;  ที่กินความรู้และประสบการณ์จากอดีต — โบราณเป็นชีวิตจิตใจมักจะพบกับ ‘ Vital Shocking moments’ นับไม่ถ้วนเมื่อพวกเค้าศึกษาอีกครั้งลึกลงไปในสภาพสังคมและคาดเดา —  จำลองความคิดของบุคคลที่กล่าวถึงนั้นๆ  ว่าหากพวกเค้ากลายเป็นผู้คนคนหนึ่งจากประชากรนับไม่ถ้วน  แล้วต้องเจอประสบการณ์เหล่านั้นจะเป็นเช่นไร


4.  Normies 13 — 17th century;  จำนวนมหาศาลที่ทำงานเช้า  —  เย็นเพื่อเลี้ยงชีพเป็นธรรมดาที่พวกเค้าจะเกิดความเบื่อหน่ายในช่วงเวลาที่สงบสุข  เพราะพวกเค้าไม่ต้องการความยุ่งยาก (การศึกษาที่สูงขึ้น)  หรือก้าวหน้าในอาชีพตัวเอง  จึงต้องหาความบันเทิงใส่ตัวถึงแม้ว่าจะไม่ชอบความขัดแย้งทางการเมือง — สงครามก็ตาม  ซึ่งขณะนั้นยังไม่มี Board Game ที่ซับซ้อน อย่าง Dungeon & Dragons กำเนิดขึ้นมาเลย  ขณะที่ Scientists & Scholars คงไม่รู้คำว่าเบื่อเพราะความรู้ยิบย่อยมากมายให้ศึกษาตั้ง 6000 BC — ปัจจุบันนั้น
ผมเคยอ่านเจอข้อความประมาณ hundred face of hero




ประมาณว่าตำนานของฮีโร่ มีแก่นแท้อย่างเดียวกัน ที่เปลี่ยนไปคือรายละเอียด




ในแต่ละชาติพันธุ์มีฮีโร่ของตนเอง




ทฤษฎีที่ผมมีคือ ที่มองฝรั่งว่าเถรตรงกับกฎและความรับผิดชอบมเพราะตำนานสร้างชาติของพวกเขาคือ จอร์จ วอชิงตัน




ที่มีตำนานว่าเขาโค่นต้นไม้ของพ่อและยอมรับความผิดที่ทำไป กับการยอมสละอำนาจ ไม่อยู่ในตำแหน่งนานกว่าเดิมแม้จะมีคนขอร้องก็ตาม


อาจจะเป็นเรื่องโกหกที่แต่งภายหลัง แต่มันเป็นแบบอย่างของวีรบุรุษในขาติให้คนทำตามเรื่องความรับผิดชอบที่ได้ทำลงไป กับ การปล่อยวางอำนาจ




ตำนานของชนขาติ ผมมองว่ามันมีพลังที่คนมองข้ามไปและส่งผลกระทบต่อนิสัยของชนในชาติ




ตำนานของชาติเราคือ ศีรธนญชัย ก็อย่างที่เห็นล่ะครับ มันสนับสนุนค่านิยมคนละอย่าง


ประชาชนต้องการวีรบุรุษ และตำนานของวีรบุรุษคือตัวตัดสินมาตรฐานศีลธรรมของชนในชาติ


ถ้าไห้ผมเอาภาคการ์ดของของซากุระนะครับโลกนี้อยู่ในโลกเดียวกับxล้างโลกที่โควรีดไปเห็นระดับเทพตีกันและทำไห้ทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเรื่องนี้มีพลังมากเกือบที่สุดในเรื่อง และมีโรงเรียนแคลปกับจอมโจร20หน้าที่โขมยการ์ดของโควรีดอีก(แม่งโคตรกากโดนเด็กโขมยของ)ไอ้สองเรื่องนี้ก็ยังมีพลังมากกว่าโครีดอีก โตเกียวรีเวนก็อยู่โลกเดียวกันแต่ไม่เคยเจอซากุระเรื่องนี้โควรีดมีพลังมากกว่าและเนื้อเรื่องมันไปทางของพี่ชาย และอาชูร่าที่มีพลังมากที่สุดในเรื่องจากการคาดการ์ณตระกูลซากุระมีสายเลือดเทพอยู่แต่ไม่รู้ว่าเป็นทางพ่อหรือแม่โดยมีการเฉลยในxที่แม่ตัวเอกปกปิดการมีอยู่ของตระกูลซากุระ และโลกที่ไม่เกี่ยวกันแต่แจมมาเรื่อยๆคือโฮลีกกับซากุระอีกภาคที่อาจแวะมาบ้าง แต่โดยรวมเรื่องซากุระอยู่ในโลกหลักที่มีพวกมหาเทพรวมๆกันและเล่ม3จะเห็นหลังของตัวเอกเรื่องเมจิกไนท์ที่คาเฟด้วย การประติดประต่อค่อนข้างไร้เหตุผลเพราะแต่ละเรื่องพลังมันระดับล้างโลกทังนั้นแต่ตัวเอกดันไม่เคยเจอกันแถมจับพลังกันไม่ได้ทังๆที่อยู่โลกเดียวกัน มันมีความเลือมด้านเวลาแต่ก็อย่างว่าโคตรแถตอนหลังๆแถไห้มีหลายโลกอีกทังๆที่ตัวเองชอบไส่ตัวละครเรื่องต่างๆเดินผ่านกันอย่างบ่อย


และคนประดิษฐ์ชีจังก็อยู่ในโลกเดียวกันด้วยครับ




มีทั้งวิทยาศาสตร์และเวทย์ในจักรวาลเดียวกัน


ผมเจอคนบอกประมาณว่า หากสร้าง ai ที่คิดเองไดัจริง ปัญหาแรงงานจะหมดไปทันที


น่าเสียดายที่ป้าแคลมป์ดันลาดไปเรื่องความรักและเรื่องใต้สะดือ แทนที่จะผลกระทบต่ออุตสาหกรรม


...






สรุปคือ โคลวรี๊ด ไม่ใช่คนเก่งจริงอย่างที่คิดกัน ไม่รู้ว่าจะสอนคนเก่งอย่างไร เลยแถๆเอาสินะครับ?




ดัมเบิ้ลดอร์ยังพอถูไถว่าสอนการเบ่นแร่แปรธาตุเป็นคลาสเลือกตอนปีหกปีเจ็ด


ว่าไปแล้ว ดัมเบิ้ลดอร์ก็แอคทีฟในการล่าฮอร์ครักซ์ที่แขนโดนคำสาบไปนั่นล่ะ


หากคนตามล่าไม่ใช่ดัมเบิ้ลดอร์ก็คงตายไปแล้ว




เป็นการแถให้เนิร์ฟพลังของดัมเบิ้ลดอร์อย่างหนึ่ง ไม่ให้สู้ตัวต่อตัวกับโวลเดอมอร์ได้




กิมย้งหรือคนเขียนอื่นๆก็มักจะใช้มุกเดียวกัน ที่ให้จางซานฟง ปรมาจารย์บู๊ตึ๊ง บาดเจ็บก่อน


เตียบ่อกี้จึงมีโอกาสโชว์เทพ




ไม่อย่างนั้นต้องตั้งคำถามว่า จางซานฟง นั่งหัวโด่อยู่นั่น ทำไมต้องกลัวยอดฝีมือพรรคมารหรือมองโกล?


ตัวละครอาจารย์ของฝ่ายพระเอกต้องโดนฆ่าหร่อบาดเจ็บด้วยเหตุนี้




อีกมุกหนึ่งคือ ซามูไร พเนจร ฮิโกะ เซจูโร่ ก็ต้องอธิบายเหตุผลว่าเป็นคนติสท์ ไม่อยากไปยุ่งความขัดแย้งที่ไม่ใช่ของตนเอง

http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ Fv5v7

  • หัวหน้าฝูงหมีกลาง
  • ****
  • กระทู้: 669
  • ถูกใจแล้ว: 80 ครั้ง
  • ความนิยม: +20/-31
เป็นปัญหาของแนวโชวเน็นครับ ที่คนเขียนไม่ใช่คนที่ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ หรือการศึกษา จริงๆ วิธีเขียนถึงตัวละครเก่งๆนะได้ครับ ถ้าคนเขียนมีความรู้มากพอ เช่น เราไปเกดในยุคสงครามจีน
มีอาจาร์ยเป็นจูล่ง หรือลิโป้ จริงว่าอาจาร์ยเราเก่ง และช่วยเราได้ แต่ไม่ใช่ว่ทหารในกองทัพจะไม่ต้องทำอะไรเลย และโยนภาระให้แม่ทัพนะครับ ลิโป้ยังมีเตียวเลี้ยวเลย
 

 

Tags:
แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก