เอาล่ะ! ตามที่สัญญาไว้! นี่ก็คือความรู้สึกที่เรามีต่อฉบับอนิเมะล่ะ! (ถึงจะไม่มีคนรอและไม่มีใครขอก็เถอะ...

)
โดยภาพรวมแล้วคุณภาพของอนิเมะอยู่ในระดับ... กลางๆค่อนไปทางแย่
(เราจะไม่พูดถึงเรื่องยอดขายและความนิยมเพราะว่าเราไม่มีข้อมูลชัดเจนและสิ่งที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั้นคือเรื่องคุณภาพของตัวอนิเมะเอง ไม่ใช่เรื่องความสำเร็จของอนิเมะ)
แน่นอนว่าข้อจำกัดทางด้านเวลาและงบประมาณเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อนิเมะมีสภาพเป็นอย่างที่เห็น แต่เรามองว่าสาเหตุสำคัญจริงๆมาจากความผิดพลาดนการวางแผน
ประกอบกับการขาดความเข้าใจในชิ้นงานต้นฉบับเสียมากกว่า

แต่ก่อนที่เราจะไปต่อ ต้องขอพูดถึงเรื่องที่ฉบับอนิเมะทำได้ดีก่อน เรื่องแรกก็คือการออกแบบตัวละคร
(โดยเฉพาะเรื่องที่ยอมแก้ไขโมเดลใหม่หลังจากที่ PV แรกโดนวิจารณ์จนย่อยยับ ...จำตัวอย่างแรกกันได้หรือเปล่านะ?

)
ยิ่งความน่ารักของชิโระและอาริเอลยิ่งไม่ต้องพูดถึง

(ไม่เหมือนกับฉบับมังงะที่เอาท่านยายไปแต่งตัวอย่างนั้น...

)
เรื่องต่อมาที่ต้องชมก็คือการทำให้ภาพแสดงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง Visual comedy ที่ช่วยเพิ่มสีสันต์ให้กับการเล่าเรื่อง
และ Sensory cues ที่ทำให้คนที่มีความช่างสังเกตสามารถเก็บกู้รายละเอียดที่ซ่อนอยู่ได้จากภาพและเสียงที่อนิเมะนำเสนอ
เรื่องที่ทำได้ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือการพากษ์เสียงตัวละครซึ่งเป็นจุดที่ทำได้ยอดเยี่ยมถึงขนาดที่หลายๆคนยอมรับว่าเป็นสิ่งที่คอยแบกค้ำคุณภาพของอนิเมะเอาไว้
คู่กับเนื้อเรื่องทำให้ติดตามกันได้จนจบ สามสิ่งที่พูดมานี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ผลงานฉบับอนิเมะสามารถที่จะก้าวข้ามนิยายหรือว่ามังงะต้นฉบับไปได้หากมีการใช้งานอย่างถูกต้อง
...ซึ่งน่าเสียดายที่ด้านอื่นๆของแมงมุมฉบับอนิเมะแย่เกินไปจนทำให้เรื่องนั้นไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากต้องการดูตัวอย่างของการแสดงออกด้วยภาพและเสียงที่ช่วยยกระดับอนิเมะ
ให้เหนือกว่าผลงานต้นฉบับเราก็ขอแนะนำ Kaguya-sama wa Kokurasetai ฉบับอนิเมะ

(เฉพาะตอนหลักของอนิเมะ OVA ไม่นับ)
มาถึงจุดที่เป็นปัญหากันบ้าง อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ เรามองว่าต้นตอปัญหาของฉบับอนิเมะมาจากการวางแผนที่ไม่ดีเป็นหลัก ประกอบกับการขาดเข้าใจในชิ้นงานต้นฉบับ
ขอขยายความเรื่องที่เราใช้คำว่าขาดความเข้าใจในชิ้นงานก่อน การขาดความเข้าใจในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าทีมงานอนิเมะไม่เข้าใจว่าฉากไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ
แต่หมายความว่าทีมงานไม่สามารถจับอารมณ์หรือเหตุผลเบื้องหลังของฉากนั้นได้ (หรือไม่ก็เป็นความผิดพลาดที่ทำให้ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาไม่ตรงกับที่ต้องการ)
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เช่น ฉากเปิดตัวของอลาบา ฉากเปิดตัวของวาคาบะในหมู่บ้านเอลฟ์และฉากสงบศึกกับจอมมาร เอาจริงๆแล้วปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรง
แค่อยู่ในระดับที่ทำให้รู้สึกรำคาญเท่านั้น ประเด็นก็คือว่าปัญหานี้กลายเป็นเรื่องที่เลวร้ายมากๆในสถานการณ์ที่บีบคั้น
เมื่อทีมงานไม่เข้าใจเหตุผลว่าทำไมต้นฉบับถึงดำเนินเนื้อเรื่องในแบบนั้นก็จะทำให้การตีความที่ผิดพลาดจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงเรื่องโดยไม่จำเป็น
ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองเวลาและงบประมาณ รวมทั้งอาจทำให้เกิดปัญหา Plothole ขึ้นด้วย
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ ฉากที่โพทิมัสเข้าไปพบโซเฟีย (ทั้งๆที่พ่อโซเฟียเพิ่งจะโดนเอลฟ์บุกเข้าบ้าน) และฉากต่อสู้ของกาเคีย
ย้อนกลับมาที่เรื่องการวางแผน ต้องไม่ลืมว่าผลจากโควิดทำให้การทำอนิเมะที่ยากอยู่แล้วยากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
นั่นหมายความว่าตัวอนิเมะนั้นมีเวลาสร้างก่อนถึงวันออกอากาศจริงๆน้อยกว่าที่เห็นเยอะ การฝืนออกอากาศ 24 ตอนต่อเนื่องกันนั้นเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างจะ... ใช้คำว่าเสี่ยงก็แล้วกัน...

ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็น คุณภาพของอนิเมะครึ่งหลังตกลงอย่างชัดเจน อีกประเด็นสำคัญก็คือการที่ทางสตูดิโอ Millepensee ออกมาให้ข้อมูลว่าที่ทำตอนสุดท้ายไม่ทันออกอากาศตามกำหนดการเดิมนั้นเป็นเพราะว่างานจากทางสตูดิโอนอกไม่สามารถใช้งานได้ทำให้สตูดิโอต้องทำการแก้ไขใหม่ทั้งหมด
เรื่องนี้เราจะไม่กล่าวโทษใครเพราะเราไม่รู้รายละเอียดภายในดีพอ (แต่ให้ตายเถอะ... เรื่องอย่างนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไงกัน...)
ตรงนี้ล่ะที่สำคัญ!

ไม่มีใครบอกได้ชัดเจนว่าส่วนไหนคือส่วนที่มีปัญหา (นอกจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง)
นี่เป็นเพียงแค่การคาดเดาของเราเท่านั้น แต่เราคิดว่าปัญหาไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงท้ายๆของอนิเมะตัวปัญหานั้นน่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางๆแล้ว
ผลที่เกิดขึ้นทำให้ทางสตูดิโอมีเวลาทำอนิเมะตอนต่อไปน้อยลงจนถึงขั้นที่ว่าอนิเมะตอนตอนไปแทบจะเสร็จก่อนออกอากาศไม่ถึงหนึ่งวัน
(สังเกตได้จากการที่ตัวอย่างตอนต่อไปของช่วงครึ่งหลังออกมาช้ากว่าในช่วงครึ่งแรกอย่างชัดเจน)
ข้อผิดพลาดอยู่ตรงที่ว่าทางสตูดิโอ Millepensee เลือกที่จะฝืนทำอนิเมะออกฉายรายสัปดาห์ต่อไปแทนที่จะเลื่อนออกอากาศ (ซึ่งสุดท้ายก็ต้องเลื่อนอยู่ดี...

)
ผลที่ได้ไม่ใช่เพียงแค่คุณภาพที่ตกลงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการที่ทางทีมงานต้องเปลี่ยนแปลงโครงเรื่องไปจากเดิมเพื่อที่จะทำให้ฉายทันออกอากาศ
แน่นอนว่าการตัดสินใจเปลี่ยนแผนการภายใต้เวลาตัดสินที่จำกัดย่อมส่งผลทำให้ผลงานที่ได้ค่อนข้างจะ... ประหลาด...

ถ้านึกภาพไม่ออกขอให้นึกถึงสภาพตอนที่ต้องนั่งทำงานทั้งๆที่ไม่ได้นอนมาสองวันดู
สรุปก็คือ เราคิดว่าการที่บทในช่วงหลังออกมาดูแปลกๆเป็นเพราะว่าทางสตูดิโอ Millepensee รีบจนไม่มีเวลาคิดให้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่
เหมือนกับการที่สัตว์ป่าตกใจกลัวจนวิ่งไปโดยไม่สนใจทิศทางทำให้ถูกไล่ต้อนจนถึงทางตัน (ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราเคยบอกว่าทีมงานไม่เข้าใจผลงานเดิมด้วย...)
การที่ตอนสุดท้ายสามารถปิดเนื้อหาของทางฝั่งมนุษย์และแมงมุมใน Season 1 ได้ทั้งๆที่โครงเรื่องเละเทะขนาดนี้จะเรียกว่าเป็นปาฏิหาริย์ก็คงไม่ผิดนัก

จริงๆแล้วเราไม่อยากจะต่อว่าทางสตูดิโอที่ทำอนิเมะหรอกนะ แต่จะให้บอกว่าเราไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงจะเป็นการโกหก
โดยรวมแล้วปัญหาในครั้งนี้ก็เป็นเรื่องทั่วๆไปที่พบเห็นได้ในวงการอนิเมชัน กลุ่มที่เราอยากจะกล่าวโทษจริงๆก็คือทางต้นสังกัดอย่าง Kadokawa ที่ผลักดันให้วงการอนิเมะ
เคลื่อนจากการผลิตสื่อบันเทิงที่มีคุณภาพไปสู่การผลิตเพื่อการบริโภคเป็นจำนวนมากจนทำให้เกิดผลงานที่มีคุณภาพแต่ไม่ได้รับการดูแลอย่างดีเท่าที่สมควรจะได้อย่างเช่น Kumo desu ล่ะนะ
