หลอนอะไรครัน ศาลนำสืบ คือระบบCommon Law ที่อยากได้กันไง
ไม่ได้ให้ศาลไปหาลักฐานเอง แต่หากขาดตก ก็สามารถท้วงติงได้
ผมว่าผมหยุดแค่นี่ดีก่า คุณอ่านไม่แตกเลย
ระบบลูกขุน ร้องเรียก ศาลไต่ส่วนรับฟ้อง ชี้จุดไปสืบเพิ่ม ขอเบิกพยานตรงนี้ ต้องสืบเพิ่ม ไม่ได้ให้ศาลไปหาลักฐานเอง แต่หากขาดตก ก็สามารถท้วงติงได้
ข้อดีคือ ยืดหย่น ข้อเสียคือ ยุ่งยากซับซ้อนขึ้นและบานปลายหลุดประเด็น ข้อเท็จจริงนิดเดียว จากอีกเรื่องกลายเป็นอีกเรื่องได้
ระบบศาล กล่าวหาแบบไหนก็พิจารณาตามข้อกล่าวหลักฐาน หลักฐานไม่พอขาด ก็เสี่ยงยกฟ้อง (ฟ้องใหม่ได้นะแต่ต้องไม่ใช่เหมือนเดิมต้องมีหลักฐานใหม่)
เป็นเหตุให้ตำรวจต้องทำหลักฐานดีๆ ยกเว้นประโยชน์แห่งความนยุตืธรรรม
ติดกระดุมเม็ดแรกผิดก็ไม่ต้องแล้วดีกว่า คุยกับคุณที่ไร ไม่ตรงจุดซะที
คนไทยไมไ่ด้อยากมีส่วนร่วม แค่ชอบเสือก สอดรู้เฉยๆ ตัดสินกันด้วยอารมณ์และกระแสเท่านั้น แปปก็ลืมก็แล้ว ไม่นับระอุปถัม ความเกรงอกเกรงใจ ที่สอดเข้าได้ง่ายกว่า ระบบศาลปกติ
หากมีภาระ ผูกพัน ยาวเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน ต้องหยุดงานแม้จะได้ค่าจ้าง ทำกันได้จริงๆดิ ?
คุณน่ะไม่เข้าใจพื้นฐานแล้วครับ ศาลนำสืบไม่ได้ ไม่ว่าระบบ Common Law หรือ Civil Law ก็ตาม เพราะ 2 อย่างนี้คือ ระบบกฎหมายแบบไม่มีลายลักษณ์อักษร กับ มีลายลักษณ์อักษร
ระบบกฎหมายแบบไม่มีลายลักษณ์อักษร คือ ไม่มีการเขียนกฎหมายเป็นมาตราต่างๆ ระบุชัดเจน ว่าคดีแบบนี้จะต้องโทษเท่าไหร่ พิจารณาคดีโดยเทียบกับคดีที่เคยตัดสินไป
เช่น ถ้าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว นาย A ขโมยของ จะต้องโทษ จำคุก 2 ปี มาในปัจจุบันนาย B ขโมยของ จะต้องโทษจำคุก 2 ปี เท่ากับ นาย A ในสมัยก่อน
ระบบกฎหมายแบบมีลายลักษณ์อักษร คือ กฎหมายที่มีการระบุมาตราต่างๆ มีการกำหนดโทษแต่ละมาตราชัดเจน ซึ่งตัวอย่างนี้ของระบบนี้ จะมีสิ่งที่เรียกว่า "ประมวลกฎหมาย"
ยกตัวอย่างของไทย คือ กฎหมายแบบมีลายลักษณ์อักษร เช่น นาย A ขโมยของ จะเข้ามาตรา 334 การเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต จำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท
ระบบกฎหมายแบบมีลายลักษณ์อักษรจะไม่สนว่าในอดีตมีการตัดสินโทษเท่าไหร่ สมมุติว่าในสมัยก่อนมีการตัดสินว่าโทษจำคุก คือ 5 ปี
แต่ถ้าในปัจจุบัน มาตราเกี่ยวกับการลักขโมยเขียนว่า จำคุกไม่เกิน 3 ปี นั่นหมายความว่าคุณไม่ต้องแคร์เลยว่าสมัยก่อนตัดสิน 5 ปี แคร์ตามตัวอักษรตามลายลักษณ์อักษรเลยว่า จำคุกไม่เกิน 3 ปี
นี่คือสิ่งที่ต่างกัน ระหว่าง Common Law กับ Civil Law
ดังนั้นคุณ
@thpimpf เข้าใจสลับกันหมดแล้ว Common Law กับ Civil Law คือ ระบบกฎหมายและการพิจารณาโทษ แต่ไม่ใช่ระบบพิจารณาคดี
ศาลจะนำสืบได้ในระบบที่เรียกว่า ระบบไต่สวน(Inquisitorial System) เท่านั้น
ในการพิจารณาคดี โลกนี้จะมีอยู่ 2 ระบบ
1. ระบบไต่สวน(Inquisitorial System)
2. ระบบกล่าวหา(Adversarial System)
2 ระบบนี้ต่างกันอย่างไร
1.ระบบไต่สวน(Inquisitorial System) คือ ระบบที่ศาลเท่านั้นจะเป็นผู้นำสืบพยาน ศาลจะมีหน้าที่ถามคำถามทั้งฝ่ายโจทย์และพยาน
ซึ่งเป็นระบบที่เก่าตั้งแต่ยุคกลาง และปัจจุบันล้าสมัยไปแล้ว
ไม่มีใครใช้ระบบนี้อีกแล้ว เพราะ ผู้พิพากษาไม่เป็นกลาง โดยเฉพาะในสมัยยุคกลางที่ผู้พิพากษาคือ นักบวชระดับสูงของคริสตจักรที่เรียกว่า Inquisitor
แค่คำแปลของคำว่า Inquisitorial มันก็แปลตรงตัวว่า การล่าแม่มด เพราะ Inquistorial เป็น Adjective มาจากคำว่า Inquisitor ซึ่งเป็น คำนาม
ความฉิบหายของระบบล่าแม่มด ผมคงไม่ต้องอธิบายประวัติศาสตร์นะครับว่า จับแพะ ลงโทษคนบริสุทธิ์ไปมากแค่ไหน แถมทำให้ผู้พิพากษาหรือ Inquisitor มีอำนาจมากเกินไป
ปัจจุบันเขาถึงไม่มีใครใช้ระบบนี้กันแล้ว
2.ระบบกล่าวหา(Adversarial System) คือ ระบบที่ผู้นำสืบพยาน คือ อัยการ กับ ทนายความ ผู้พิพากษาไม่มีอำนาจในการนำสืบ นี่คือระบบที่โลกปัจจุบันใช้กันครับ
เพราะระบบนี้ แต่ละฝ่ายทำงานได้อย่างเต็มที่เพื่อลูกความของตัวเอง ต่างคนต่างสามารถใส่กันได้สุด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ลูกความ
แล้วก็มีอีกระบบหนึ่ง เรียกว่า ระบบผู้ชี้ขาดคดีความ มี 2 อย่าง คือ ระบบผู้พิพากษาเดี่ยว(Single Judge) กับ ระบบลูกขุน(Jury)
ดังนั้นคุณ
@thpimpf สับสนระหว่างระบบกฎหมาย กับ ระบบพิจารณาคดีแล้วครับ 2 อย่างนี้ต่างกันครับ
ไทย ใช้ระบบ Civil Law + Adversarial System + Single Judge
เมกา ใช้ระบบ Common Law + Adversarial System + Jury
อังกฤษ ใช้ระบบ Common Law + Adversarial System + Jury
ญี่ปุ่น ใช้ระบบ Civil Law + Adversarial System + Jury
ฝรั่งเศษ ใช้ระบบ Civil Law + Adversarial System + Single Judge
ดังนั้นผมถึงบอกว่า ศาลนำสืบไม่ได้แล้ว เพราะ ปัจจุบันในโลกนี้ ไม่มีประเทศไหนใช้ระบบไต่สวน(Inquistorial System) ที่ให้อำนาจผู้พิพากษานำสืบพยานอีกแล้วครับ
ผู้พิพากษานำสืบ หรือ ผู้พิพากษาถามพยานเองเมื่อไหร่ คือ ผิดทันที
อย่างเรื่องทนายปิศาจก็ชัดเจน ว่าไทยคือระบบ Adversarial System หรือ ระบบกล่าวหา
ผู้พิพากษาในเรื่อง จะรับฟังและบันทึกคำถามและคำตอบที่เกิดระหว่างทนายความกับพยานอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีสิทธิมาถามเองตามใจชอบ
คุณดูตัวอย่างในเรื่อง ทนายปิศาจก็ได้ครับ คุณจะเห็นว่าตัวละคร อย่างทนายจิตตรี คือ ผู้ที่นำสืบพยาน เป็นคนถามพยานฝั่งตรงข้าม ซึ่งช่วงนี้จะถูกเรียกว่า Cross Examination หรือ ถามค้าน
ขณะที่ผู้พิพากษาไม่มีการแสดงความคิดเห็น เขาแค่ฟังและบันทึกคำถามและคำตอบ
รวมถึงดูแลความเรียบร้อยในห้องพิจารณาคดี(กล่าวคือควบคุมไม่ให้ทนายหรือพยานวางมวยกันในห้องขณะกำลังพิจารณาคดี)