ถ้าบอกว่า ทรัพยากรทั้งหมดต้องลง Carry แสดงว่าตามเมต้าไม่ทัน Dota สมัยนี้ใครเอาทรัพยากรลง Carry หมดแพ้แน่นอน
Dota สมัยนี้เขา ต้องลงทรัพยากร ตามช่วงเวลาพีคของฮีโร่แต่ละตัวและ พอช่วงเลทเกม Sup 4 ต้องก้าวขึ้นเป็นแครี่อีกตัว
เช่น ฮีโร่ที่เก่งต้นเกม ต้องรับหน้าที่แบกต้นเกม ก็จะได้รับทรัพยากรมากในช่วงแรกๆ เพื่อไปชนกับฝ่ายศัตรูทำหน้าที่คุมพื้นที่
ทรัพยากร เพื่อขยายพื้นที่ฟาร์มทรัพยากรของฝ่ายเราและคุมจนอีกฝ่ายอยู่ได้แต่ในบ้าน นี่คือรูปแบบเกมปัจจุบันที่ค่อนค้างเสถียร
แน่นอนว่า ถ้าจะใช้วิธีเอาฮีโร่เก่งต้นเกม ไปโถมใส่ฝ่ายศัตรูจนชนะในช่วงเวลาสั้นๆ ก็เป็นอีกกลยุทธนึงที่นิยม
ส่วนตำแหน่ง Carry คือพวกกากต้นเกมโหดปลายเกม ที่มีหน้าที่ฟาร์มเพื่อไปไฟต์หลังของครบ
ตำแหน่ง Mid ที่ เป็นเดอะแบก ทั้งต้นเกม กลางเกม และปลายเกม ถ้า Carry ไม่เกิดก็ต้องเป็นคนแบกด้วย
ตำแหน่งสาม ที่เป็นกระโถน มีหน้าที่โดนอีกฝ่ายยำตีน เพื่อเปิดโอกาส ให้ Mid กับ Carry ได้เฉิดฉาย
Sup 4 Sup 5 ที่เป็นตัวปิดทองหลังพระตัวจริง มีหน้าที่ทั้ง พลีชีพแทน Carry เพื่อให้ Carry รอด
ทั้งนั่งเปิด Map ปักหวาดสารพัดงานจิปาถะเพื่อทีมได้เปรียบ งานตัวเองก็ต้องทำ ฟาร์มก็ต้องฟาร์ม
แต่ในปัจจุบันตำแหน่งที่สำคัญที่สุดคือตำแหน่งกัปตันที่มีหน้าที่สั่งคนในทีม
ซึ่งปัจจุบัน มันก็ไม่ได้ฟิกซ์ ว่ากัปตันต้องเล่นตำแหน่งอะไรเพราะ คนที่มีความสามารถในการมองภาพรวม
และสั่งการให้ผู้เล่นทุกคน ไปข้างหน้าได้ นี่เป็นผู้เล่นที่หายาก
แต่ปกติ แทบจะไม่ใช่ตำแหน่ง Carry หรือ Mid เลยเพราะเอาเวลามาฟาร์ม หรือไฟต์หมด ไมมีเวลาไปมอง
ภาพรวม หรือสั่งใคร ทำให้ตำแหน่ง นี้คนที่ทำหน้าที่ได้ดีอยู่ใน หน้าที่ ซัพพอร์ต
แน่นอน ว่าหากเอาเกม Dota มาเปรียบเป็นบทบาทในสังคม ผมมองว่าประชาชน ก็แค่ครีปโง่ๆ ที่เดินไปตีบ้านเรื่อยๆ นั่นแหละ
สำคัญไหม ก็สำคัญนะ แต่ มันก็ทำได้แค่เดินไปตีป้อมตาม AI สั่งแค่นั้นแหละ แน่นอนว่าในเชิงอุดมคติ ถ้าครีปโตเป็นฮีโร่
ได้คงเปอร์เฟค แต่ถ้าครีปโตเป็นฮีโร่ได้มันก็คงไม่เป็นครีปหรอก
พ่อค้ากับนักรบคงเป็น Mid ไม่ก็แครี่แหละ ฟาร์มของเพื่อไปไฟต์ Sup 3 ก็น่าจะนักบวช ที่ทำหน้าที่ คุมจังหวะของเกม
เหมือน หน้าที่ของพระหรือนักวิชการที่ทำหน้าที่ ควบคุม แนวคิดของสังคม
ข้าราชการ กับคนชั้นกลาง ก็คือ Sup 4 Sup 5 ที่ทำหน้าที่ดูแล พวก Pos 1-3
ผู้นำหรือกษตัย์ก็คือกัปตันที่ทำหน้าที่ เรียกไฟต์ และจัดสรรทรัพยากร
สรุปถ้ามอง Dota เทียบกับระบบการปกครองมันคงเทียบยากเพราะ คนในระบบ มันไม่ได้ออกแบบมาตายตัวจนเราวิเคราะห์ได้
ว่า จังหวะไหนใครควรได้ทรัพยากรเท่าไหร่ แต่ทีน่าจะเหมือนกันคือความสำคัญของผู้เล่นแต่ละตำแหน่งเล่นบทบาทตัวเองได้ดีแค่ไหน
ดังนั้นถ้าเราเปรียบ DotA เป็นสังคมปัจจจุบันที่ใช้ทุนนิยมขับเคลื่อนที่ใครมีปัญญาหาได้เท่าไหร่ ก็หาไป ซึ่งมันก็จะมาสู่
โลก Dota ที่่ฮีโร่ทุกตัวกำลังเล่นแบบ ฟรีฟอร์ออลและไม่มีเงื่อนไขในการเอาชนะทุกคนเลยนั่งฟาร์มกัน
โดยไม่สนใจทีม และเปิดไฟต์กันเพื่อแย่งทรัพยากร ซึ่งถ้าใครที่สามารถรวมทีมและเล่นกันเป็นทีมได้ ก็จะกินทรัพยากร
ของทีมอื่น และกินมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนพอมีคนเห็นก็จะทำตาม และนำไปสู่ระบบที่เราอยู่กันปัจจุบันคือกำลังจะเปิด
สงครามโลกครั้งที่ 3 กันอยู่รอมร่อเพราะทุกคนมันฟาร์มกันไม่หยุด
เอาจริงๆ ผมเล่นมาทุกยุค เคยไปคัด TI โซน SEA แต่ตกรอบสามครับ
ในยุค TI1-4 เป็นยุคที่ใช้ระบบ 4 เลี้ยง 1 หรือก็คือทุนนิยมขวาจัดแบบจัดเต็มครับ
พอมายุค TI5 มันเริ่มเปลี่ยนมาเป็นระบบ 2 Core กับ 3 Core แล้ว ระบบใหม่คือไม่ใช่ Carry
เป็นคนแบกคนเดียวแบบ Hard Carry สมัยก่อน แต่ Mid, Carry และ Offlaner จะช่วยกันแบกเท่าๆกัน
อย่าง Idol ผมเนี่ยคือ Puppey ที่เคยอยู่ Navi ชุดแชมป์ TI1 และผู้ก่อตั้ง+กัปตันทีม Secret เป็นผู้นำระบบ 3 Core มาใช้ คือ รวยกันทั้งทีม แบ่งแชร์ทรัพยากรกันหมด
เรียกว่า Dota แบบฝ่ายซ้าย ทรัพยากรมีไม่พอเหรอ ก็แย่งทรัพยากรฝ่ายตรงข้ามมาใช้สิ ซัพของทีม Secret คือฟามนะ แต่ฟามในพื้นที่ศัตรู แย่งทรัพยากร
ขณะที่ถ้าไปดูบางทีม เช่น EG แชมป์ TI5 กัปตันทีมอย่าง PPD เนี่ยคือระบบขวาจัดเลย ปกติเรามี 5 ตำแหน่ง แต่ตำแหน่งที่ PPD เล่นเขาเรียกว่า ซัพ 6
ปกติซัพ 5 จะถูกเรียกว่า Hard Support แต่ซัพ 6 คือ ยิ่งกว่า Hard Support ถวายสุดใจแบบรองเท้า 500 สม้ัยนั้น ยังไม่มีใส่ เดินเท้าเปล่าทั้งเกมส์
เป็นกัปตันทีมที่เสียสละมากๆ
ถ้าคุณชอบสไตล์ Puppey ก็คือระบบฝ่ายซ้าย
ถ้าคุณชอบสไตล์ PPD ก็คือระบบฝ่ายขวา
ฝ่ายซ้ายจะมองว่าทุกคนเท่ากัน การแชร์ทรัพยากรจะแชร์เท่าๆกัน(แต่วิธีการแชร์อาจจะต่างกัน และประเภททรัพยากรอาจจะต่างกัน) แต่หลักๆคือมีการแชร์ทรัพยากร
ฝ่ายขวาจะมองว่าบทบาทแต่ละคนจะต้องถูกแบ่งทรัพยากรตามคนที่มีโอกาสทำ Objective สำเร็จมากที่สุด ใครมีโอกาสมาก เช่น Carry Mid ก็จะได้มากกว่าคนอื่น
ทีนี้ผมถึงอยากจะถามว่าถ้าเราบอกว่าเป็นกลาง คำถามเป็นกลางเนี่ย เราแบ่งกันด้วยอะไร เราขีดเส้นแบ่งกลางด้วยอะไร
มันไม่ผิดหรอกที่จะเป็นซ้ายหรือขวา เพราะมันต่างวิธีการเพื่อไปสู่ Objective แต่ต้องมีเหตุผลรองรับนะ
....................
ผมเคยเล่าเรื่องสวิตเซอร์แลนด์ใช่มั้ย ทำไมเขาถึงได้ถูกยกย่องให้ว่าประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่เป็นกลางอย่างแท้จริง
หลายคนมองผิวเผินมองแค่ก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่บนทะเลว่าไม่เข้าข้างฝ่ายใดถึงเป็นกลาง แต่นั่นแค่ผิวเผินครับ
สิ่งสำคัญคือรากฐานอะไรต่างหากที่ทำให้ประเทศนี้สามารถเป็นกลางได้อย่างไม่สั่นคลอน ไม่ว่าจะถูกแรงกดดันจากมหาอำนาจชาติไหนก็ตาม
เหตุผลที่รองรับรากฐานของสวิตเซอร์แลนด์ที่ทำให้เขาสามารถเป็นกลางได้ คือ เขาไม่ยืมจมูกชาติอื่นหายใจ ผมพูดถูกมั้ยครับ
ไม่มีใครสามารถเอาผลประโยชน์อะไรมาต่อรองกับสวิตเซอร์แลนด์ได้ เพราะเขาสามารถผลิตสินค้าเองได้ทุกอย่าง
อาวุธเขาก็ผลิตเองได้ เครื่องจักรเขาผลิตเองได้ ผลิตภัณฑ์อาหารเช่นช็อกโกแล็ตก็มีชื่อเสียง เครื่องมือเช่นมีดพับ
เศรษฐกิจของเขาจึงสามารถหมุนเวียนภายในโดยไม่ต้องพึ่งต่างชาติ กล่าวคือ "ไม่ยืมจมูกชาติอื่นหายใจ"
ประเทศไทยหวังจะเป็นกลางจริงๆจากใจนะ อย่างแรกคือต้องเริ่มผลิตอะไรที่เป็นของตัวเองเพื่อใช้เอง เพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น
ถ้าเราไม่อยากถูกประเทศอื่นกดดันจนต้องยอม เราจำเป็นต้องหยั่งรากให้ลึก ทำให้เศรษฐกิจในประเทศพึ่งพาตัวเองได้พอ ต่อให้ไม่มีการนำเข้าส่งออกก็สามารถอยู่ได้
ต่อให้ก้าวแรกมันจะยาก แต่ถ้าอยากจะเป็นกลางจริงๆ ก็เป็นของที่จะต้องทำครับ อย่างอาวุธยุทโธปกรณ์ก็ต้องพยายามผลิตเองให้ได้ แม้จะยากก็ต้องทำครับ ไม่มีทางลัดทางอื่น
ยิ่งเป็นฝ่ายขวาที่เชื่อในระบบทุนนิยมนะ ยิ่งต้องเชื่อและศรัทธาในสูตร GDP ต้องเชื่อเรื่อง ส่งออก > นำเข้า = ความมั่งคั่งยิ่งกว่าสิ่งใด
แล้วที่คุณจะส่งออกได้ > นำเข้า คุณต้องผลิตสินค้าเองและใช้เองเป็นอย่างน้อย และเมื่อสินค้าที่ผลิตเองมีคุณภาพและปริมาณการผลิตที่มากพอถึงค่อยส่งออก
ยุคล่าอาณานิคมมันเกิดจากแนวคิด มหาอำนาจ = ส่งออก > นำเข้า เนี่ยแหละ เพราะถ้าผูกขาดทรัพยากรบางอย่างได้ เราก็จะส่งออกได้มากกว่านำเข้า
นี่คือแนวคิดที่เป็นรูปธรรมหนึ่งของฝ่ายขวาเลยนะ
ผมเป็นฝ่ายซ้ายก็จริงนะ แต่ผมน่ะเข้าใจแนวคิดฝ่ายขวามากกว่าฝ่ายขวาหลายคนอีกนะ
พูดอีกเรื่องหนึ่ง อย่างแนวคิดชาตินิยม ซึ่งชาตินิยมมันไม่ผิดนะครับ
แล้วอีกอย่างการที่บอกว่าชาตินิยม = ฝ่ายขวา อันนี้ไม่ใช่นะครับ
จริงๆ แนวคิดชาตินิยมน่ะ คือ ฝ่ายซ้ายนะครับ เพราะ คำว่า "ชาติ" มาจากคำว่า "ชาติพันธุ์" หรือ ก็คือ ประชาชน
Nationalism คำว่า Nation ก็คือ ชาติ = ชาติพันธุ์ ขณะที่ ism คำนี้จริงๆแปลว่า ความเชื่อ หรือ ลัทธิ
ดังนั้นความหมายเดิมจริงๆ Nationalism หรือ ชาตินิยม = ลัทธิประชาชน หรือ ลัทธิเชื่อในชาติพันธุ์
ยกตัวอย่าง คณะราษฎรผู้นำแนวคิดชาตินิยมเข้ามาในประเทศไทยจนคนไทยรู้จัก หรือ รัฐบาลเกาหลีใต้ก็เป็นชาตินิยมก็เป็นฝ่ายซ้าย
แต่ปัญหาของประเทศไทยและบางประเทศ คือ การตีความหมายของชาตินิยมผิด แล้วก็เชื่อกันแบบผิดๆ
เช่น ชาติ = ผู้นำประเทศ = ประมุขแห่งรัฐ อันนี้ไม่ใช่ชาตินิยม แต่มันคือ "ลัทธิบูชาตัวบุคคล" ครับ
อันนี้ขวาชัดเจน เพราะคุณมองว่าผู้นำประเทศ = Carry หรือตัวแบกชาติ ในเมื่อคุณมองว่าผู้นำหรือประมุขแห่งรัฐ = ตัวแบก
ทรัพยากรจึงมาลงที่ผู้นำหรือประมุขแห่งรัฐมากที่สุด เป็นไปตามหลักการของฝ่ายขวา
ฝ่ายขวาเองก็มีหลายแบบนะครับ ขึ้นอยู่กับว่ามองใครคือตัวแบก
- ถ้าคุณเชื่อว่าภาคเอกชนหรือนายทุนเอกชนคือตัวแบกประเทศ ทรัพยากรก็จะลงให้แก่บริษัทใหญ่ กฎหมายลดหย่อนภาษี ฯลฯ อันนี้เรียกว่า "ระบอบทุนนิยม"
- ถ้าคุณเชื่อว่าการแก้ปัญหาต่างๆจำเป็นต้องมีฮีโร่ มีผู้กล้า หรือ Influencer ที่จะแก้ปัญหาต่างๆหรือเป็นที่พึ่งทางจิตใจให้กับพวกเรา อันนี้เรียกว่า "ระบอบอนาธิปไตย"
ยกตัวอย่าง กัน จอมพลัง อันนี้คือแนวคิดระบอบอนาธิปไตย ตัวกัน จอมพลัง = หัวหน้าเผ่า คนที่บริจาคให้กัน = ลูกเผ่า ทรัพยากรจะถูกจ่ายให้กับฮีโร่หรือผู้กล้า
- ถ้าคุณเชื่อว่าต้องว่าใครที่ครอบครองที่ดินยิ่งมากยิ่งเป็นตัวแบก อันนี้เรียกว่า "ระบอบศักดินา" มาจากคำว่า "ศักดิ์" ที่แปลว่า เกียรติ,อำนาจ "นา" คือ ที่ดิน
ดังนั้น "ศักดินา" จึงแปลว่า ใครมีที่ดินมากผู้นั้นมีอำนาจมากตาม ทรัพยากรจะถูกจัดสรรให้แก่ผู้มีที่ดินมากที่สุด เช่น ไพร่จ่ายบารอน บารอนจ่ายไวเคาท์ ไวท์เคาท์จ่ายเอิร์ล เอิร์ลจ่ายให้ดยุค
ดยุคก็จะจ่ายให้กษัตริย์ ดังนั้นมันคือระบบการเช่าที่ดิน แต่เป็นการเช่าที่ดินเป็นทอดๆ จากขุนนางใหญ๋ไปขุนนางเล็กและไพร่ คุณต้องจ่ายภาษีแก่เจ้าผู้ครองที่ดินเสมือนค่าเช่าที่ดิน
- ถ้าคุณเชื่อว่ากษัตริย์เป็นสมมุติเทพ เช่น ฟาโรห์ หวงตี้(ฮ่องเต้) ทรัพยากรก็จะถูกลงให้แก่กษัตริย์มากที่สุด
เพราะกษัตริย์ในแนวคิดนี้จะถูกมองว่าคือตัวแบกความอยู่รอดและความหวังของประชาชน
จะเห็นได้ว่าฝ่ายขวาก็แบ่งย่อยเป็นหลายสาย หลายแนวคิด
ฝ่ายซ้ายเองก็แบ่งเป็นหลายสายหลายความคิด ไม่ต่างจากขวา เช่น คอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย ก็ล้วนเป็นฝ่ายซ้ายทั้งคู่
สำคัญคือการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด คุณจะจัดสรรทรัพยากรเหล่านี้อย่างไรนี่แหละคือประเด็นใหญ่ของการเมือง
ประเด็นที่ผมเขียน คือ ต้องแยกให้ออกระหว่าง ลัทธิชาตินิยม กับ ลัทธิบูชาตัวบุคคล เพราะ 2 อย่างนี้มันไม่เหมือนกันครับ แล้วอยู่คนละขั้วทางการเมืองด้วยซ้ำ
เราจะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ตัวเรานั้นเป็นชาตินิยม หรือ บูชาตัวบุคคลอยู่กันแน่
แต่บางคนบอกว่าเป็นกลางทางการเมือง อันนี้แหละที่ผมงง เพราะ การเมืองว่าด้วยการบริหารและจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
ฝ่ายซ้าย = จัดสรรอย่างเท่าๆกัน ฝ่ายขวา = จัดสรรโดย Priority ตามสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นตัวแบก
ประเทศเป็นกลางเนี่ยยังพอเข้าใจได้ แต่แนวคิดทางการเมืองเป็นกลางเนี่ย อันนี้จะอธิบายการจัดสรรทรัพยากรอย่างไรละ?
คนที่บอกว่าเป็นกลาง ฝ่ายกลางเนี่ย จัดสรรทรัพยากรอย่างไรครับ?