ข้อเสียของพลังจิต เหมือนพยายามเอื้อมสุดมมือออกไปเพื่อเอาถังน้ำไปรองน้ำตกที่แรงมากๆ
โอกาสที่จะสูญเสียตัวตนกลายเป็นมนุษย์ผัก
ผมนึกถึงคำว่า anti sportตรงข้ามกับกีฬาพลังจิตแทนที่จะต้องใช้พลังมากแต่คือการฝึกให้ใช้พลังน้อยลงและพยายามไม่ให้ใช้พลังมากเกินไป
มันจะเหมือนพวกวิชา จอมยุทธ หรือพวกเจได
ถ้าเวทย์มน คือความรู้
พลังจิตน่าจะสติ
ผลเสีย คือ สภาวะ ความเครียด แต่ไม่เสถียรต่ออารมณ์ ผู้ใช้ โดยเฉพาะ พวกอารมณ์แกร่งกล้า เช่น แบบ ซิธ โกรธ เกลียด แค้น
มาก หรือโดยสะท้อน ก็แบบ เชาว เซวีน เลย คือปวดหัว
หรืออาจจะต้องให้มีข้อเสียทาางด้านร่างกายอย่างชาร์ลที่เสียขจาที่สัมพันธ์กับพลังจิตน่ะครับ
ว่าถ้าขากลับมาเดินได้พลังจิตจะหายไปว่างั้น
เอาแบบดูน นาวิเกเตอร์ ต้นแบบของนาวิเกเตอร์ใน warhammer 40000 ก็คือพวกกลายพันธุ์
จิตใจส่งผลต่อร่างกายทำให้แต่ละคนเริ่มกลายเป้นไม่ใช่มนุษย์
มุกแนวเรื่องอากิระ ก็คือกลายเป็นหัวโตขยายเป็นก้อนเนื้อตัวยึกยือล่ะครับ
[quote/]
แสตนด์ของโจโจ้ ไอเดียผมมองว่าเป็นส่วนของจิตหรือวิญญาณ มากกว่า ทำให้มันไม่เกี่ยวข้องกับร่างกายแต่ผูกกับวิญญาณ
เอาแบบที่บาทหลวงพุซซี่ดึงสแตนด์ออกไปมันคือวิญยาณตรงๆเลยล่ะครับ
แต่บางทีสแตนด์ก็อยากฆ่าร่างต้นเองหรือเป็นศัตรูกับตนเองนี่สิ
วันนี้ว่างและ มานั่งอธิบาย
ผมมองอย่างนี้ ทั้งพลังเวทย์ และพลังชี่(ปราณ) มีพื้นฐานที่ขาดไม่ได้อย่างหนึ่งคือพลังจิต
หมายภึง การใช้พลังเวทย์ คือ การใช้พลังจิตไปควบคุมพลังเวทย์ในร่างกาย หรือก็คือค่าความาสามารถในการควบคุมพลังเวทย์แท้จริงคือรุปแบบหนึ่งของพลังจิต
และ การใช้พลังชี่ ก็คือการใช้พลังจิตไปควบคุมพลังพลังชี่ในร่างกายนั่นเอง
ทีนี้การใช้พลังจิตโดยตรงมันต่างยังไงกับ พลังเวทย์และพลังชี่
ง่ายๆเลยคือการใช้พลังจิตโดยตรงก็คือ การเอาพลังจิตเข้าไปเคลื่อนไหวโลกรอบตัวโดยตรงนั่นเอง
ในแง่ของขีดจำกัดนั้นไม่มี แต่ในแง่ของอันตราย ก็ตือ โลก หรือ โลกา มันไม่ใช่แค่ดาวเคราะห์ แต่มันคือสิ่งแวดล้อมทุกมิติ ที่ล้อมเราอยู่
ย้ำว่าทุกมิติ มันหมายถึงว่าตัวตนของคนที่ใช้พลังจิตนั้นจะสัมผัสกับโลกรอบตัวปัจจุบัน และอดีต และอนาคต และโลกของความเป็นไปได้อื่นๆ หรือโลกคู่ขนาน โดยพื้นฐานแล้วพลังจิตมันก็เป็นการเหนี่ยวนำให้เกิดความเป็นไปได้อันหนึ่งอันใดตามที่ปรารถนาอยู่แล้ว นั่นหมายความว่าผู้ใช้พลังจิตก็ต้องพยายามเบี่ยงเบนความเป็นไปได้ของโลกโดยต้องต่อสู่กับโอกาสเกิดของความเป็นไปได้อื่นๆด้วย และในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับความปรารถนาอื่นๆจากคนอื่นๆหรือจากช่วงเวลาอื่นๆด้วย ผมถึงได้เปรียบว่าเหมือนความพยายามเอื้อมออกไปสุดแขนเพื่อเอาถังน้ำไปรองรับน้ำจากน้ำตกที่ไหลแรงมาก หากพลังใจเข้มแข็งพอก็เป็นไปได้ที่ตักน้ำนั้นเอาไว้ได้ น้ำในถังก็คือโลกที่ถูกพลังจิตของเราควบคุมได้
ในทางกลับกันถ้าพลังจิตเราไม่มากพอก็จะกลายเป็นจิตใจเราเองที่หลุดลอยออกไปตามกระแสแห่งความเป็นไปได้นับไม่ถ้วนของโลกและกระแสแห่งความปรารถนาของคนนับไม่ถ้วน
ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นคือ จิตใจที่ไหลออกไปสู่โลกกว้างแล้วไม่อาจหวนกับมาสู่ร่างกานในปัจจุบัน
คนๆนั้นอาจกลายเป็นมนุษย์ผักหรือไม่ก็อาจจะกลายเป็นคนที่ไม่รับรู้โลกรอบตัวไปเลยแทน
จะเห็นได้ว่าการใช้พลังจิตไปสัมพัสเพื่อเคลื่อนไหวสิ่งที่อยู่แค่ในร่างกายหรือรอบร่างกายนั้นปลอดภัยกว่าการเอาพลังจิตไปสัมผัสกับสิ่งที่กว้างและไร้ขอบเขตอย่างโลกมาก เพราะการเคลื่อนไหวสิ่งเล็กๆในโลกมันจะเชื่อไปหาสิ่งที่ใหญ่กว่าเสมอเมื่อมีมิติของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง
ในขณะที่การเคลื่อนไหวเฉพาะสิ่งที่อยู่ในร่างกายนั้นมีแค่ผลกระทบต่อร่างกาย(และอายุขัย) แต่ไม่ได้เกิดผลกระทบต่อโลกโดยตรง
ผลลัพธ์ที่ส่งต่อโลกเป็นเพียงผลทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากผลลัพธ์ของเวทย์มนต์หรือกระบวนท่าเท่านั้น จึงไม่มีแรงต้านกลับโดยตรงเหมือนการใช้พลังจิต
ปล. จริงๆแล้วเมื่อมีเจตนา ก็มีพลังจิตรั่วออกไปสัมพัสกับโลกแล้วแหละ แต่เพราะร่ั่วนั้นมันก็มีพลังจิตน้อย และมีผลสะท้อนกลับน้อย แต่คนที่สัมพัสกับโลกมากๆก็จะมีผลเสียสะสมไว้เช่นกัน ที่เรียกว่าการสะสมกรรม คนที่จิตใจถูกโลกพัดพาไปจนมากเกินไปก็จะกลายเป็นคนเสียสติไม่อาจรับรู้โลกรอบตัวได้อีก
ขอบคุณครับผมมุกมหาศึกชิงบัลลังก์ที่ผมเจอคือ
sword without a hilt
ดาบไร้ด้ามจับ
คาถาอาคมทำร้ายผู้อื่นทำร้ายตนเอง
มุกหนึ่งที่ติดใจผมมาหลายปีคือจการเื่องพ่อมดน้อยทัลลูต
"ความรู้สึกอยากอุ่นของฮอนมารุแพ้ความรู้สึกอยากหนาวของคุณภูเขา"
แสดงว่าจะมากจะน้อยหากเราใช้พลังจิตเปลี่ยนแปลงความเป้นจริง
แม้จะทำสำเร็จโดยไม่ตายแต่เราจะกลายเป้นคนอีโก้สูงเชื่อมั่นในตนเองอย่างมากไปโดยไม่รู้ตัว
เพราะการที่เราเปลี่ยนโลกได้ด้วยความคิดของเราคือข้อเท็จจริงไม่ใช่แค่ข้อคิดเห็น
เอาจริงๆแสตนด์ในโจโจ้มันก็คือพลังจิตอย่างนึงนะครับ มันควรจะมีเหนื่อยบ้างหรือไม่ก็ปวดหัวอะไรทำนองนั้นแต่นี่ไม่มีเลย
เรื่องแปลกคือสแตนด์ยิ่งใช้ยิ่งพัฒนาผมว่าเมหาะกับแนวคิดพลังจิตอยู่หากเราทำอะไรเกินขีดจำกัดของตนเองพลังจิตของเราจะพัฒนาขึ้น
แบบสแตนด์โคอิจิที่พัฒนาตนเองระหว่างการต่อสู้
ไอเดียผมคือ อ้างอิงตาม ระบบจักระของกุณฑาลินี
หัวใจคือจักระของ เวทย์มนต์
ท้องน้อยคือจักระของ ลมปราณ
สมองคือจักระของ พลังจิต
เอามานามาวิ่งผ่านหัวสมองมากๆ หัวก็ระเบิดสิครับ
ฮืม อันนี่น่าสนใจครับ
ที่ผมคิดว่าจะกำหนดเอาไว้คือ พลังจิตเรียกว่าคือสิ่งที่มีพลังและขอบเขตไม่จำกัด
แต่คนฝึกอาจจะตัวระเบิดตายก่อนยิ่งกว่าสายลมปราณสายเวทย์ค่อนข้างจะใช้ความรู้มากที่สุด
สายพลังจิตต่อให้ไม่รู้ภาาษมนุษย์ก็ยังฝึกได้ตามธรรมชาติและากรใช้ชีวิตแบบเมาคลีก็จะสื่อสารกับสัตว์ได้ตามสภาพแวดล้อม
[quote/]
คงประมาณนันล่ะมั้ง ถ้าเวทมนคือการยืมพลังจากรอบๆ ตัวมีไม่พอก็ใช้ไม่ได้
แต่พลังจิต มันคือการใช้จากภายใน และมนุษย์ชอบทำอะไรเกินขอบเขตที่รับได้เสมอ
ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าพลังจิตมีจริงๆ คนส่วนใหญ่คนจะใช้เกินขีดจำกัดจนสมองเละ
แต่จะมีแค่ส่วนน้อยที่ประมาณพลังตัวเองได้และไม่ใช้เกินกำลังตัวเอง
ตามสไตล์ของจักรวาล warhammer เลยคือ ทำพลาดจะตายวิญญาณสลาย
แต่ถ้ารอดมาได้เราจะแข้งแกร่งวขึ้นน่ะครับ
ตามหลักความน่าจะเป็นทำให้อาจจะมีคนตุย 99999 คน
แต่มี 1 คน ที่รอดมาได้จนสามารถก่อปัญหาแก่ชาวบ้านได้