แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก

ผู้เขียน หัวข้อ: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์  (อ่าน 2907 ครั้ง)

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,238
  • ถูกใจแล้ว: 3187 ครั้ง
  • ความนิยม: +219/-432
ท่าทางหลายๆคนจะเริ่มรู้ตัวแล้วในประเด็นประชากรน้อยลง
แต่ท่าทางมองต่างมุมกันหลายๆอย่าง

มาคุยในประเด็นนี้กันหน่อยครับ

ผมจำได้ว่าผมเจอพวกสายสังคมมั้ง กังวลตั้งแต่ช่วงปี 50-51 แล้ว

แต่้ท่าทางตัวเลขในช่วงนี้คงเด่นชัดเกินไปที่คนเราจะปิดหูผิดตากันไม่ได้อีกต่อไปแล้วนั่นเองว่าประชากรลดลงกันจริงๆ ???

ว่าต่อให้เราไม่เคยสนใจในเรือ่งนี้ก้ต้องกลับมาสนใจ

ผมจำได้ว่าเคยเถียงกับคนในบอร์ดนี้นั่นล่ะ

ว่าการที่เมดสาวคนพี่จากจอมมารเศรษฐศาสตร์ มีความรู฿้อะไรมากขึ้นและ
"ออกพเนจรไปทั่วโลก"

นั้น มันทำให้การมีบุตรช้าลงหรืออาจจะไม่มีเลย
เป็นปัญหาที่ปกคลุมประเทศที่กำลังพัฒนาต่างๆ ที่ต้องการแรงงานมหาศาลไปเข้าตลาดแรงงาน
แต่แรงงานต้องใช้"เวลา"

หากไม่มีเวลามาผลิตลูกและดูแลลุก คนเราจะมีประชากรเพิ่มมากขึ้นได้อย่างไรมิทราบ?

แต่ที่ผมเคยเถียงด้วยก็ปฏิเสธเรื่องนี้ ว่าไม่มีในเรือ่ง คิดไปเองแต่ก็คงจะใช้ผมยอมรับในจุดนั้น

แต่สิ่งที่ควรจะยอมรับกันว่า ประชากรลดนั้นคือ เป้าหมายที่คนเขารณรงค์กันมาตลอดหลายสิบปีที่ world economic forum

ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด

พวก World Economic Forum เขียนกันตรงๆเลยหน้าเว็บว่าพวกเขาต้องการควบคุมประชากร
แผนการของพวกเขาคือ สนับสนุนการคุมกำเนิด ให้การศึกษาแก่ผู้หญิงในโลกที่สาม กำลังพัฒนาต่างๆฯลฯ
ซึ่งพวกเขาบอกเองว่ปาระสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ที่ผมแปลกใจคือ ทำไมคนเราถึงมาตื่นตัวกันมากกว่า
การทำให้ประชากรลดลง ไม่ใชข่ความลับแต่ประการใดหรือไม่ใช่แม้แต่ทฤษฎีสมคบคิดด้วยซ้ำ

ประกาศอยู่โต้งๆกันตรงหน้าเว็บไซ์ให้คนอ่านได้ง่ายๆทั่วโลกนี่ล่ะ

ทำไมคนเราถึงทำท่าตื่นตัวกันตอนนี้ไปได้?

ที่ผมว่าจอมมารเศรษฐศาสตร์
เพระาพวกจอมมรเศรษฐศาสตร์ทำตัวแบบ world economic forum เปีะ
ให้การศึกษา สนับสนุนการทำงาน โครงการต่างๆ สร้างความสะดวกให้กับการที่ผู้หยิงเข้าการศึกษาและตลาดแรงงาน
ทุกอย่างเป้นไปตามแผนเปีะๆ
จะมาตกใจอะไรกันตอนนี้?
รู้ตัวกันสายไปแล้วมั้ง 8)

....


เอาแบบจุดยืนของผม มองแบบคนบ้าอำนาจที่ต้องการควบคุมชะตากรรมของมนุษย์หน่อยหนึ่งคือ

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับกลยุทธนี้นะ
ไม่ต้องฆ่าคนให้เหนื่อย จับเข้าเครื่องรมแก๊สแบบในหนังดิสโทเปีย
ปัญหามีแค่การจัดสรรทรัพยากร ให้อุปกรณ์คุมกำเนิด การศึกษาและการเงิน สุดท้ายพวกเขาก็จะคุมกำเนิดกันเอง

คนที่ต้องการคุมประชากร ไม่ต้องเหนื่อยเลยแม้แต่นิดเดียว

ว่าคนที่จะควบคุมโลกในยุคปัจจุบันน่ะ ไม่ใช่คนบ้าคลั่งใช้อาวุธทำลายล้างอย่างในหนัง
แค่ตั้งโครงการและรันโครงการไป คอยเวลาสักสองสามชั่วคน
ก็ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการแล้ว
ไม่ต้องจับคนมาเข้าแคมป์ฆ่้าล้างเผ่าพันธุ์กันให้เหนื่อยแต่ประการใด

หากอยากจะขัดขวางแผนการนี้ทำอย่างไร?
ไม่ให้ผู้หยิงเข้าตลาดแรงงานหรอืมีการศึกษาหรือ ตลกแล้ว...ซึ่งดันเป็นวิธีที่รัฐศาสนาดันทำวิธีนี้จริงๆ

ซึ่งผมยอมรับว่ามันดันได้ผลเสียด้วย ???

ว่าเราตอนนี้อยู่บนทางสองแพร่ง ว่าโลกจะหมุนไปทางไหนนั่นเอง
เราเชื่อไหมว่า สงครามแนวคิดไม่ได้กินเวลากันแค่ชั่วรุ่นของเราแต่อาจจะกินเวลานานนับร้อยปี
เราจินตนาการได้ไหมว่า ไม่ต้องถึงร้อยปี
แต่แค่ยี่สิบปีอะไรจะเกิดขึ้น

หากรัฐศาสนา ครอบครัวหนึ่งภริยาสี่คนลูกสิบสองคน
กับรัฐฆราวาส ไม่มีลูกเพราะมีลูกมากยากจน

คำถามที่ผมอยากถามมาตลอดคือ ทุกคนเชื่อในแนวคิดสมัยใหม่...แต่ทำไมมองว่าท่านนบี(ฯศ็อลฯ)
มองเรื่องอัตราการเพิ่มประชากรไม่ออก? ทั้งที่มันเป็นแค่เรื่องของทางคณิตศาสตร์ธรรมดา

ว่าจุดยืนของเรามองว่าใครกันแน่ที่เป็นคนโง่ หากมองในระยะยาว?
 หากมองว่ากฎหมาย หลักการของศาสนาคือวิศวกรรมสังคม

ทุกท่านมองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ? เอทิสม์จะตายไปไม่สืบต่อรุ่นต่อไป ครอบครัวใหญ่ของศาสนาจะสืบต่อรุ่นต่อไป

มันก็เป็นเช่นนี้แล
ว่าครอบครัวปัจจุบัน มันไม่ใช่นิวเคลียร์ มันคือ อะตอมไมซ์การย่อยสลายของหน่วยครอบครัวอย่างสิ้นเชิง

มีพวกบ้าบอคลั่งศาสนาในอเมริกากล่าวเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1960 แล้ว
ให้ผลลัพธ์ในโลกปัจจุบันตัดสินเองว่าพวกบ้าบอคลั่งศาสนากล่าวถูกต้องหรือไม่กันก็พอ
ประวัติศาสตร์จะตัดสินเองจากผู้ชนะในเรื่องของแนวคิดที่จะปกครองโลก

ทุกท่านมองว่าอย่างไรบ้างครับ?

ไปเจอแนวคิดนี้ตอนผมเล่นโรลเพลย์น่ะครับ มองคนเป็นหน่วยซิมซิตี้แล้วรู้สึกว่าเราต้องไร้ศีลธรรมเอามากๆ ถึงจะแก้ปัญหาบางอย่างในสังคมเอาได้ว่างั้น
shooting themselves in the foot
ว่าการต้อนประชากรอีกครึ่งหนึ่งของเราเข้าตลาดแรงงานน่ะ ได้ผลในการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่มีข้อเสียในระยะยาวเรือ่งอขงประชากร

ที่ยกเรื่องรัฐศาสนาตาลีบันมา
ก็เพระาว่าทางเทคนิค

รัฐฆราวาสมีเหตุผลที่หนักแน่นกว่าในเรือ่งความรุ้และเสรีภาพ แต่พอมองในภาพรวม ผลลัพะ์จะกลายเป็นอีกอย่างหนึ่งไปได้

คำเตือนจากปี 1960 ของคนคลั่งศาสนาในอเมริกา ก็ได้แสดงผลให้แม้แต่ประเทศไทยเราก็คงเริ่มรู้ตัวแล้วนั่นเอง

คำถามคือ พวกเราคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมือ่ใช้โมเดลแนวคิดรัฐฆราวาสกับโมเดลแนวคิดรัฐศาสนา?
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ Overmars

  • นักปราชญ์แห่งเขาเซนนิคุมะ
  • แม่ทัพหมีอาวุโส
  • ****
  • กระทู้: 4,291
  • ถูกใจแล้ว: 2252 ครั้ง
  • ความนิยม: +230/-225
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มกราคม 25, 2022, 07:05:42 PM »
เท่าที่ผมเห็นเหตุผลที่หลายประเทศกระตุ้นให้คนมีบุตร มีเหตุผลเดียวเลยคือเรื่องเศรษฐกิจ

ถ้ามองในแง่ของโลกที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำกัด  จำนวนคนลดลงไปครึ่งจากตอนนี้ก็ยังถือว่าคนเยอะเกินไปด้วยซ้ำ

เป็นเหตุผลที่พวกผู้ร้ายรักโลกหลายเรื่องถึงอยากลดจำนวนประชากรมนุษย์กันนัก
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Black7nos

ออฟไลน์ ichamkung

  • ผู้สนับสนุนเซนนิคุงY3
  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,319
  • ถูกใจแล้ว: 368 ครั้ง
  • ความนิยม: +33/-3
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มกราคม 25, 2022, 07:16:47 PM »
จำนวนประชากร จะแปรผันตาม ปริมาณทรัพยากร
เว้นแต่สร้างทรัพยกรขึ้นมาใหม่ด้วยวิทยการณ์การมีอยู่ ถ้าใช้ให้คุ้มค่ามากก็ดีไปเลย
ปิดชั่วคราวก่อน img width=435 height=200]https://i.pinimg.com/originals/f3/e6/46/f3e64692ea3002921d75d64339d4dc08.gif[/img]
 

ออฟไลน์ nosta

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 2,522
  • ถูกใจแล้ว: 1151 ครั้ง
  • ความนิยม: +106/-145
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มกราคม 25, 2022, 11:02:01 PM »
จริงๆการลดประชากรมันแก้ปัญหาได้เยอะมาก ทั้งมลภาวะ ความอดอยาก การแย่งทรัพยากร การศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ เพราะถ้ามีลูกน้อยก็ทุ่มเวลาเงินให้การศึกษาได้เต็มที่
 

ออฟไลน์ sariora123

  • จอมพลหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 13,312
  • ถูกใจแล้ว: 5561 ครั้ง
  • ความนิยม: +466/-445
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มกราคม 25, 2022, 11:25:54 PM »
จำนวนประชากร แปรผันต่อเศรษฐกิจ มีประชาการมากทำงานมาก เท่ากับมีภาษีมากขึ้น


แล้วเราจะทำยังไงให้ประชากรมีเยอะล่ะครับ ก็ต้องทำให้เขามั่นใจกับอนาคต นั่นแหละมันถึงจะมีลูกกันได้เยอะอย่างสบายใจ


แต่การทำแบบรัฐศาสนา นั้นคิดว่าจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจไหมในเมื่องมีประชากรมากแต่ ครึ่งนึงใช้การไม่ได้


ใครหว่าเล่าไว้ว่า จริงๆ แล้วที่ลินคอนเลิกทาส เพราะการมีทาสมันส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
ก็คือๆ กันนั่นแหละมีประชากร แต่ไม่มีรายได้ ใช้จ่ายน้อย เหมือนมีแต่ตัวเลข


ซึ่งการทำแบบรัฐศาสนามันก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาอีกนั่นแหละ
เทคโน การพัฒนา การริเริ่มต่างๆ มันเกิดจากการที่คนเราไม่พอใจกับสภาพปัจจุบันและต้องการสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม  มันจะเกิดกับรัฐศาสนาได้ยาก เพราะต้องการแช่ไว้อย่างเดิมตลอด ฉลาดมากไปคุมยาก  แล้วมันจะดีกว่าเดิมตรงไหนในเมื่อมีประชากรเพิ่มแน่ๆ แต่กลับใช้การไม่ค่อยได้ และพัฒนาช้า


เท่าที่ผมเห็นเหตุผลที่หลายประเทศกระตุ้นให้คนมีบุตร มีเหตุผลเดียวเลยคือเรื่องเศรษฐกิจ

ถ้ามองในแง่ของโลกที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำกัด  จำนวนคนลดลงไปครึ่งจากตอนนี้ก็ยังถือว่าคนเยอะเกินไปด้วยซ้ำ

เป็นเหตุผลที่พวกผู้ร้ายรักโลกหลายเรื่องถึงอยากลดจำนวนประชากรมนุษย์กันนัก


ปัญหามันไม่ได้มาจากจำนวนประชากร แต่ผมมองว่ามาจากเทคโนที่เราใช้ กับ
วิธีการใช้อย่างมักง่ายมากกว่า ต่อให้ประชากรน้อย แต่ยังใช้ชีวิตแบบเดิม มันก็มีปัญหาเหมือนเดิม
แค่มันจะเกิดช้ากว่าเดิมก็เท่านั้นแหละ

 

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,238
  • ถูกใจแล้ว: 3187 ครั้ง
  • ความนิยม: +219/-432
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มกราคม 25, 2022, 11:39:53 PM »
เท่าที่ผมเห็นเหตุผลที่หลายประเทศกระตุ้นให้คนมีบุตร มีเหตุผลเดียวเลยคือเรื่องเศรษฐกิจ

ถ้ามองในแง่ของโลกที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำกัด  จำนวนคนลดลงไปครึ่งจากตอนนี้ก็ยังถือว่าคนเยอะเกินไปด้วยซ้ำ

เป็นเหตุผลที่พวกผู้ร้ายรักโลกหลายเรื่องถึงอยากลดจำนวนประชากรมนุษย์กันนัก
จากแนวคิดworld economic forum เลยตรงๆคือพวกเขามองว่า"ประชากรต่ำกว่าหมื่นล้านคือโอกาส มากกว่าหมื่นล้านคือหายนะ"ในสายตาของพวกทฤษฎีสมคบคิดมองว่าพวกนี้ชั่วร้าย
แต่หากมองจากสายตาของพวกเขา คงคิดว่าตนเองทำงานแข่งกับเวลาว่าประชากรโลกถึงขีดจำกัดหมื่นล้านเมื่อไร เข็มนาฬฬิกาเข้าเลขศูนย์แบบในหนัง ???
ถ้าหากถามใจกันตรงๆ ผมค่อนข้างเชื่อพวกเขานะครับในเรื่องขีดจำกัดหมื่นล้า่นคนของโลกนี่
แต่การลดต่ำกว่าห้าร้อยล้านคนทั่วโลกไม่น่าเป็นไปได้ หากไม่มีสงครามขนาดใหญ่ระดับทำลายประเทศ
จำนวนประชากร แปรผันต่อเศรษฐกิจ มีประชาการมากทำงานมาก เท่ากับมีภาษีมากขึ้น


แล้วเราจะทำยังไงให้ประชากรมีเยอะล่ะครับ ก็ต้องทำให้เขามั่นใจกับอนาคต นั่นแหละมันถึงจะมีลูกกันได้เยอะอย่างสบายใจ


แต่การทำแบบรัฐศาสนา นั้นคิดว่าจะเกิดผลดีต่อเศรษฐกิจไหมในเมื่องมีประชากรมากแต่ ครึ่งนึงใช้การไม่ได้


ใครหว่าเล่าไว้ว่า จริงๆ แล้วที่ลินคอนเลิกทาส เพราะการมีทาสมันส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
ก็คือๆ กันนั่นแหละมีประชากร แต่ไม่มีรายได้ ใช้จ่ายน้อย เหมือนมีแต่ตัวเลข


ซึ่งการทำแบบรัฐศาสนามันก็จะมีผลต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาอีกนั่นแหละ
เทคโน การพัฒนา การริเริ่มต่างๆ มันเกิดจากการที่คนเราไม่พอใจกับสภาพปัจจุบันและต้องการสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิม  มันจะเกิดกับรัฐศาสนาได้ยาก เพราะต้องการแช่ไว้อย่างเดิมตลอด ฉลาดมากไปคุมยาก  แล้วมันจะดีกว่าเดิมตรงไหนในเมื่อมีประชากรเพิ่มแน่ๆ แต่กลับใช้การไม่ค่อยได้ และพัฒนาช้า


[quote/]


ปัญหามันไม่ได้มาจากจำนวนประชากร แต่ผมมองว่ามาจากเทคโนที่เราใช้ กับ
วิธีการใช้อย่างมักง่ายมากกว่า ต่อให้ประชากรน้อย แต่ยังใช้ชีวิตแบบเดิม มันก็มีปัญหาเหมือนเดิม
แค่มันจะเกิดช้ากว่าเดิมก็เท่านั้นแหละ


มีคนกล่าวไว้ดีครับว่าหากเรามีทาส เราก้ไม่มีความต้องการเทคโนโลยีแต่ปัญหาคือทาสขาดการหมุนเวียนและการใช้จ่ายอย่างที่ว่านั่นล่ะ

ผมไปเจอในเว็บวิวาทะหรอือะไร
ใช้แนวคิดเดียวกับอมเริกาและยบุโรปที่ต้องการแรงงานอพยพกันเสียแล้วว่าอย่างนั้น ???
แสดงว่าเรื่องนี้ทุกคนรู้กันอยู่ในใจลึกๆมาตลอดแต่ไม่ค่อยมีใครพูดอย่างเต็มปากเต็มคำนั่นเอง
ผมค่อนข้างแปลกใจที่กราฟประชากรปรกติจะค่อยๆยึกยือ ขขึ้นบ้างลดบ้าง
แต่พอมันหักหัวทิ้งดิ่ง มันเลยทำให้เรียกว่ากบในบ่อรู้สึกร้อนเร็วเกินไปน่ะครับคนเลยอาจจะตกใจได้
จริงๆการลดประชากรมันแก้ปัญหาได้เยอะมาก ทั้งมลภาวะ ความอดอยาก การแย่งทรัพยากร การศึกษา การเมือง เศรษฐกิจ เพราะถ้ามีลูกน้อยก็ทุ่มเวลาเงินให้การศึกษาได้เต็มที่
แสดงว่าท่านเห็นด้วยกับ world economic forum ฮา
ผมค่อนข้างเชื่อแล้วว่าตัวร้ายในโลกความเป็นจริง มันเก่งกว่าตัวร้ายในหนังจริงๆไม่ตอ้งยิงกระสุนสักนัดก็ทำให้คนรู้สึกว่าไร้ทางสู้และยังสนับสนุนได้อีก ฮา :P
วิธีการของพวกเขาเรียกว่าเหนือเมฆมากๆบรรลุเป้าหมายดดยการทำความดีได้
จำนวนประชากร จะแปรผันตาม ปริมาณทรัพยากร
เว้นแต่สร้างทรัพยกรขึ้นมาใหม่ด้วยวิทยการณ์การมีอยู่ ถ้าใช้ให้คุ้มค่ามากก็ดีไปเลย

ถ้าหากถามผม
ตามสมการที่มีอยู่ เราต้องการเทคโนโลยีระดับพลิกโลกเลยน่ะครับคนวางแผนการประชากรในโลกที่สาม คุมกำเนิดทำมาร่วมร้อยปีแล้วมั้ง
อย่างที่ผมบอกมันไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด มันคืออุดมกาณณ์เป้าหมาย เขียนกันโต้งๆในยูเอ็นหรือองค์กรต่างๆด้วยนี่ล่้ะคนเราทำไมถึงลืมกัน หรือลืมไปว่าตนเองเป็นประเทศในกลุ่มเป้าหมายพวกนั้นด้วยการแจกถุงยางให้ความรู้ ให้งานทำฯลฯ
ผมว่ามันก็ได้ผลนะจากการสำรวจอย่างว่าแต่แต่งงานเลย
คนรุ่นใหม่มีเซ็กส์น้อยลงด้วยซ้ำ
เราไม่ใช่ยุคบุปผาชน ฮิปปี้ สวิงกิ้ง หรืออเมริกันพายกันอีกแล้ว
ยุคนั้นมันผ่านไปแล้ว
หนังโป๊ ไวฟุ มีมากขึ้น แต่เซ็กส์จริงๆน้อยลงตามสถิติ
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ sariora123

  • จอมพลหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 13,312
  • ถูกใจแล้ว: 5561 ครั้ง
  • ความนิยม: +466/-445
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มกราคม 26, 2022, 12:20:41 AM »
้ิโดยการคำนวนจาก ทรัพยากรณ์ที่ โลกนี้มี โลกเราสามารถ รับมือกับจำนวนประชากรได้ ราวๆ 30 trillion  จำไม่ได้ว่าจากไหน แต่นั้นคืการใช้และจัดการทรัพยากรณ์ อย่างดี


แต่เอาเข้าจริง แล้วคนเราไม่ได้แค่กินทำงาน นอน คนเรามีความโลภอยู่ภายใน


น่าจะเป็น มหาตมะ คานธี  กล่าวไว้ว่า   โลกนี้มีเพียงพอสำหรับทุกคน  แต่ไม่พอสำหรับคนโลภคนเดียว


นโยบายควบคุมประชากร มันมาจากการที่ทรัพยกรณ์ มันมี หรือสร้างผลิตไม่ทันต่อจำนวน
เป็นกันแถวๆ อาฟริกาใช่ไหม แต่กับประเทศที่มีเทคโนสูงพอตัวแล้วมันมีทางแก้เรื่อยๆ มากกว่า

 

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,238
  • ถูกใจแล้ว: 3187 ครั้ง
  • ความนิยม: +219/-432
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มกราคม 26, 2022, 09:16:26 AM »
้ิโดยการคำนวนจาก ทรัพยากรณ์ที่ โลกนี้มี โลกเราสามารถ รับมือกับจำนวนประชากรได้ ราวๆ 30 trillion  จำไม่ได้ว่าจากไหน แต่นั้นคืการใช้และจัดการทรัพยากรณ์ อย่างดี


แต่เอาเข้าจริง แล้วคนเราไม่ได้แค่กินทำงาน นอน คนเรามีความโลภอยู่ภายใน


น่าจะเป็น มหาตมะ คานธี  กล่าวไว้ว่า   โลกนี้มีเพียงพอสำหรับทุกคน  แต่ไม่พอสำหรับคนโลภคนเดียว


นโยบายควบคุมประชากร มันมาจากการที่ทรัพยกรณ์ มันมี หรือสร้างผลิตไม่ทันต่อจำนวน
เป็นกันแถวๆ อาฟริกาใช่ไหม แต่กับประเทศที่มีเทคโนสูงพอตัวแล้วมันมีทางแก้เรื่อยๆ มากกว่า



บิลเกตโดนด่าเช็ดรเือ่งการทดลองยาทำแท้งที่แอฟริกาน่ะครับ

แต่แกทำได้ดีนะ เคยเจอเว็บจ่าดราม่า เล่นเกมส์ที่ไมโครซอฟต์สร้าง
เรื่องของการทำนาในโลกที่สาม ที่ไม่สามารถส่งลูกเรียนทุกคนได้ วันดีคืนดีก็ต้องเจอทหารมาบุก
ต้องใช้เวลาหลายชั่วคนถึงจะลืมตาอ้าปากได้ แค่ชั่วรุ่นเดียวไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจนไปได้ ???

และพี่แกก็ทำเรือ่งนี้มาหลายสิบปีแล้วว่างั้น

http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ Black7nos

  • ผู้สนับสนุนเซนนิคุงY3
  • แม่ทัพหมีอาวุโส
  • ****
  • กระทู้: 4,539
  • ถูกใจแล้ว: 3659 ครั้ง
  • ความนิยม: +216/-333
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มกราคม 26, 2022, 04:24:36 PM »
เอาทีละเรื่อง เอาเรื่องประชากรลดลงก่อน

แน่นอนว่าประชากรที่มากเกินไปก็ย่อม Consume ทรัพยากรมากตามไป แต่ที่เราอาจจะลืมไปก็คือประชากรเองก็คือผู้ผลิตทรัพยากรเช่นกันครับ
ดังนั้นระหว่างประชากรเพิ่มมากเกินไปกับประชากรลดลง อย่างหลังคือประชากรลดลงมีปัญหามากกว่าครับ
สูตร GDP คือ

เมื่อประชากรน้อยลง มันส่งผลลบแบบทวีคูณครับ ตามสูตร คือ มันลดทั้ง C(Consumption) กับ I(Investment) หรือก็คือลดทั้งการบริโภคและการผลิต กลายเป็นการลด 2 เด้ง
ผมถึงบอกไว้นานแล้วว่าปัญหาประชากรลดลงเป็นอะไรที่น่ากลัวนะครับ จักรวรรดิ์โรมันล่มสลายส่วนหนึ่งเนื่องจากคนติดโรคระบาดจนประชากรลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยเป็นอย่างมากเนื่องจากการบริโภคและการผลิตลดลงอย่างมาก


ประเทศที่ดีและมั่นคงคือประชากรจะต้องเพิ่มแบบเป็นเส้นตรงครับ คือเพิ่มในอัตราที่ควบคุมได้ ซึ่งทางการแพทย์ได้ระบุมาแล้วว่าค่าเฉลี่ยครอบครัวหนึ่งควรมีลูกคือควรจะมีลูกครอบครัวละ 3 คน (เผื่อคนหนึ่งตายก่อนวัยอันควร 1 คน) แต่อย่าเกิน 4 คนต่อครอบครัว


ส่วนวิธีการแก้ปัญหาทรัพยากรไม่พอเพียงกับประชากร ไม่ใช่การคุมกำเนิดนะครับ การคุมกำเนิดเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุในทางเศรษฐศาสตร์นะครับ หลายคนเข้าใจผิดกัน จริงๆแล้วสิ่งที่ถูกต้องคือการทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีค่าเฉลี่ยในการสร้างผลผลิตมากขึ้นต่างหากครับ ผมสมมุติว่ามนุษย์คนหนึ่งมีการ Consumption เท่ากับ C และสร้างผลผลิตเท่ากับ P(Production) ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดทรัพยากรไม่พอเพียงแล้ว มันเกิดจากการที่ค่าเฉลี่ยคนส่วนใหญ่ในชาตินั้น มี P < C หรือ พูดง่ายๆก็คือ สร้างผลผลิตน้อยกว่าการบริโภค เมื่อนั้นย่อมเกิดปัญหาขาดแคลนทรัพยากร


คำถามก็คือทำอย่างไรให้ค่าเฉลี่ยของมนุษย์คนหนึ่งมี P มากกว่า C? และให้ P มากๆยิ่งๆขึ้นไป
คำตอบก็คือ การศึกษาและเทคโนโลยี ไงครับ เมื่อมนุษย์มีการศึกษา คนๆนั้นย่อมให้ P(Production) ที่มากกว่าเดิม
รวมถึงสามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยทุ่นแรงในการสร้าง Production


ถ้าใครอ่านประวัติศาสตร์เรื่องการปฏิวัติการเกษตรกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมจะเข้าใจ ว่าเมื่อก่อนผมเคยอธิบายไปหลายครั้งว่าบ่อยครั้งที่คนยุคโบราณมักเกิดภาวะขาดแคลนอาหารจนกระทั่งยุคสมัยปฏิวัติเกษตรกรรม เมื่อเกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม คนมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำเกษตรเช่นเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยว เช่นเครื่องจักร หรือ ชลประทาน
ผลก็คือใช้แรงงานน้อยลงแต่ได้ผลผลิตที่มากขึ้น เมื่อผลผลิตมากขึ้น ก็เป็นไปตามหลักอุปสงค์อุปทานก็คืออาหารไม่ขาดแคลนแล้ว ราคาอาหารก็ถูกลงตามหลักเศรษฐศาสตร์


นั่นคือตัวอย่างของการเพิ่ม Production ด้วยเทคโนโลยีและความรู้ด้านเกษตรครับ


ดังนั้นการลงทุนภาครัฐที่คุ้มที่สุดก็คือการลงทุนด้านการศึกษา การลงทุนด้านการศึกษาไม่เคยทำให้ผิดหวังเสมอครับ
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
ึคุณพ่อผมถูกเอาเงินจ้างฟาดหัว ผมเลยต้องมาเป็นนักมวยไทยที่ต่างแดน https://goshujin.tk/index.php?topic=32172.msg796105#msg796105
 

ออฟไลน์ pol

  • สาวกผู้สนับสนุนเซนนิคุง2Y
  • จอมทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 17,441
  • ถูกใจแล้ว: 20768 ครั้ง
  • ความนิยม: +375/-7
  • เพศ: ชาย
  • นักอู้มือหนึ่ง
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: มกราคม 26, 2022, 04:42:21 PM »
ถ้าใช้โมเดลแบบรัฐศาสนาก็คงจะเจริญฮวบๆแบบยุโรปในยุคกลางนั่นแหละครับท่าน  ???  ส่วนการลดลงของประชากรมันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วครับเพราะในยุคนี้เราต้องการแรงงานลดลงกว่าสมัยก่อน  แล้วสาเหตุที่ประชากรลดลงก็มาจากการที่คนนิยมไม่แต่งงาน หรือแต่งงานก็ไม่อยากมีลูกเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกให้ดีนั้นมหาศาลมากๆและเด็กยุคใหม่(เท่าที่เห็น)ก็ไม่เลี้ยงดูพ่อแม่อีกด้วย คนจึงสะสมเงินเอาไว้ใช้ตอนแก่ดีกว่าที่จะใช้กับลูกแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Black7nos

ออฟไลน์ richter

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • แม่ทัพหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 2,199
  • ถูกใจแล้ว: 1371 ครั้ง
  • ความนิยม: +52/-25
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: มกราคม 27, 2022, 01:23:15 AM »
เมื่อระดับของเทคโนโลยีสูงพอก็จะไม่จำเป็นต้องถมด้วยจำนวนประชากรเพื่อเพิ่มผลิตผลครับ
โมเดลสมัยโบราณมันก็เหมาะสำหรับสมัยที่เทคโนโลยียุคนั้นๆ เอามาใช้ในยุคนี้มันก็เหมือนคนอยู่ในเมืองดีๆ แล้วให้กลับไปอยู่กลางป่าไร้ไฟฟ้าไร้น้ำมันแบบสมัยโบราณ

ปัจจัยกระทบสำคัญที่สุดในประเด็นการลดลงของประชากรอยู่ที่คนยุคใหม่เดียวนี้ไม่เชื่อมั่นในสถาบันครอบครัว
ภาพครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่พร้อมหน้าด้วยกันอย่างอบอุ่นนั้นหาคนเชื่อได้ยากขึ้นๆ ในคนรุ่นหลังๆ มานี้
ภาพที่เห็นเกี่ยวกับครอบครัวนั้นกลับเป็นปัญหาพ่อแม่และความคาดหวัง คู่ครองและการคบชู้ ลูกหลานกับภาระและปัญหา ญาติพี่น้องกับความเห็นแก่ได้และความโลภ
ทำให้คนรุ่นหลังที่เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ตั้งคำถามขึ้นมาว่าจะหาเหามาใส่หัวเพื่ออะไร
มีแฟนก็ไม่รู้ว่าจะมีชู้เมื่อไหร มีลูกก็ไม่รู้ว่านั่นลูกเราไหม ลูกโตมาก็ใช่ว่าจะบังคับให้มาเลี้ยงดูเราได้

สภาวะทางการเงินเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ถ้าการเงินยังฝืดเคืองใครจะอยากมีลูกมาเพิ่มภาระทางการเงินอีก
ปัญหาของการเติมโตก้าวหน้าในชีวิตและสังคมเองก็เป็นอนุพรรณต่อเนื่องจากปัญหาทางการเงิน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสังคมประเทศจีน

เทรน Lying flat หรือเรียกเล่นๆ ได้ว่าฮิกกี้เวอร์ชั่นจีน คือกลุ่มคนที่ยอมแพ้ที่จะยกระดับทางสังคม
ทำงานแค่ประทังชีพพอ ไม่ขนขวาย ไม่ไขว่คว้าเพิ่มเติม

"I wont have children. Let the leeks end with our generation." เป็นประโยคปิดคลิปด้านบน
Leeks เป็นคำสำนวนยุคใหม่ของคนจีนรุ่นใหม่ซึ่งมาจาก "Leeks farm" ซึ่งเทียบกับไทยได้ว่า "ขุนหมู"
ประโยคนี้จึงแปลเป็นไทยได้กรายๆ ว่า "ผมจะไม่มีลูก ให้พวกเราเป็นหมูรุ่นสุดท้ายเถอะ"
ว่าง่ายๆ คือให้ความจัญไรนี้จบแค่รุ่นของเราเถอะ อย่าให้เด็กมันเกิดมาสืบทายาทวงจรอุบาตนี้เลย

เรื่องโมเดลรัฐศาสนานี่อย่าพูดถึงเลยครับ ทุกวันนี้ไวฟุและวีทูปเบอร์ยังเป็นที่พึ่งทางใจให้กับคนรุ่นใหม่มากกว่าวัดข้างบ้านด้วยสารพัดเหตุจากความเสื่อมของผู้ปฏิบัติตน  ???
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol

ออฟไลน์ Black7nos

  • ผู้สนับสนุนเซนนิคุงY3
  • แม่ทัพหมีอาวุโส
  • ****
  • กระทู้: 4,539
  • ถูกใจแล้ว: 3659 ครั้ง
  • ความนิยม: +216/-333
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มกราคม 27, 2022, 01:26:10 AM »
ถ้าใช้โมเดลแบบรัฐศาสนาก็คงจะเจริญฮวบๆแบบยุโรปในยุคกลางนั่นแหละครับท่าน  ???  ส่วนการลดลงของประชากรมันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วครับเพราะในยุคนี้เราต้องการแรงงานลดลงกว่าสมัยก่อน  แล้วสาเหตุที่ประชากรลดลงก็มาจากการที่คนนิยมไม่แต่งงาน หรือแต่งงานก็ไม่อยากมีลูกเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกให้ดีนั้นมหาศาลมากๆและเด็กยุคใหม่(เท่าที่เห็น)ก็ไม่เลี้ยงดูพ่อแม่อีกด้วย คนจึงสะสมเงินเอาไว้ใช้ตอนแก่ดีกว่าที่จะใช้กับลูกแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย


ที่คนแต่งงานแต่ไม่มีลูก เพราะคนรุ่นใหม่ถูกสอนให้รับผิดชอบต่อสังคม ต้องเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้ดีที่สุด ดังนั้นถ้าทำไม่ได้ก็อย่ามีซะดีกว่า ซึ่งตรงนี้แหละคือสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่มีจุดร่วมร่วมกัน
ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือรัฐสวัสดิการ หลายคนก็เข้าใจผิดว่ารัฐสวัสดิการคือการจุนเจือ แต่จริงๆแล้วมันคือการที่รัฐสวัสดิการหวังผลให้ประชาชนรู้สึกว่ามั่นคง เมื่อมั่นคง ปลอดภัย คนจะอยากมีลูกมีทายาทครับ


ดังนั้นรัฐชาติสมัยใหม่อย่างประเทศสแกนดิเนเวียแม้ประชากรจะเพิ่มน้อยแต่ก็เพิ่มนะครับ นั่นเพราะสิ่งจูงใจที่เรียกว่าสวัสดิการครับ ทำให้คนรู้สึกต่อให้มีลูกก็มั่นใจว่าเลี้ยงลูกออกมาได้ดีที่สุดอย่างที่คาดหวังต่ำสุด


แต่ถ้าใช้โมเดลอย่างยุคศักดินารัฐศาสนายุคกลางก็ตามสภาพแหละครับ ผลก็คือยุโรปเข้าสู่ยุคมืด รู้หมือไร่ว่าสมัยก่อนยุโรปดักดานกว่ามุสลิมมาก ถ้าใครดู Kingdom of Heaven ก็จะรู้
แม้แต่กษัตริย์ซาลาดินแม่งยังรู้สึกสมเพชกับความคลั่งศาสนาของชาวยุโรปแล้วเดินทัพฝ่าทะเลทรายไปรบในสมรภูมิที่ตนเองเสียเปรียบมุสลิมเพียงเพราะเชื่อว่าพระเจ้าจะบันดาลให้ชนะ
แล้วก็ผลการรบคงไม่ต้องบอกนะ ชาวคริสต์แพ้อิสลามในสงครามครูเสดเละ อยู่ดีไม่ว่าดียกทัพออกจากเมืองผ่านทะเลทรายที่แห้งแล้งจนน้ำหมดเพื่อไปรบกับซาลาดิน


ความรักเป็นสิ่งที่ดีครับเป็นสิ่งที่แสดงความเป็นมนุษย์ แต่ความคลั่งมันคือความรักที่ไม่ตั้งคำถามขบคิดครับ เชื่อโดยสนิทใจ ยังไงก็มุ่งหน้าสู่หายนะครับ
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
ึคุณพ่อผมถูกเอาเงินจ้างฟาดหัว ผมเลยต้องมาเป็นนักมวยไทยที่ต่างแดน https://goshujin.tk/index.php?topic=32172.msg796105#msg796105
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol, KAGUYA

ออนไลน์ KAGUYA

  • ผู้สนับสนุนเซนนิคุงY2
  • จอมพลหมีผู้เกรียงไกร
  • ****
  • กระทู้: 21,573
  • ถูกใจแล้ว: 7416 ครั้ง
  • ความนิยม: +617/-548
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: มกราคม 27, 2022, 09:32:06 AM »
เมื่อระดับของเทคโนโลยีสูงพอก็จะไม่จำเป็นต้องถมด้วยจำนวนประชากรเพื่อเพิ่มผลิตผลครับ
โมเดลสมัยโบราณมันก็เหมาะสำหรับสมัยที่เทคโนโลยียุคนั้นๆ เอามาใช้ในยุคนี้มันก็เหมือนคนอยู่ในเมืองดีๆ แล้วให้กลับไปอยู่กลางป่าไร้ไฟฟ้าไร้น้ำมันแบบสมัยโบราณ

ปัจจัยกระทบสำคัญที่สุดในประเด็นการลดลงของประชากรอยู่ที่คนยุคใหม่เดียวนี้ไม่เชื่อมั่นในสถาบันครอบครัว
ภาพครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่พร้อมหน้าด้วยกันอย่างอบอุ่นนั้นหาคนเชื่อได้ยากขึ้นๆ ในคนรุ่นหลังๆ มานี้
ภาพที่เห็นเกี่ยวกับครอบครัวนั้นกลับเป็นปัญหาพ่อแม่และความคาดหวัง คู่ครองและการคบชู้ ลูกหลานกับภาระและปัญหา ญาติพี่น้องกับความเห็นแก่ได้และความโลภ
ทำให้คนรุ่นหลังที่เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ตั้งคำถามขึ้นมาว่าจะหาเหามาใส่หัวเพื่ออะไร
มีแฟนก็ไม่รู้ว่าจะมีชู้เมื่อไหร มีลูกก็ไม่รู้ว่านั่นลูกเราไหม ลูกโตมาก็ใช่ว่าจะบังคับให้มาเลี้ยงดูเราได้

สภาวะทางการเงินเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ถ้าการเงินยังฝืดเคืองใครจะอยากมีลูกมาเพิ่มภาระทางการเงินอีก
ปัญหาของการเติมโตก้าวหน้าในชีวิตและสังคมเองก็เป็นอนุพรรณต่อเนื่องจากปัญหาทางการเงิน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสังคมประเทศจีน

เทรน Lying flat หรือเรียกเล่นๆ ได้ว่าฮิกกี้เวอร์ชั่นจีน คือกลุ่มคนที่ยอมแพ้ที่จะยกระดับทางสังคม
ทำงานแค่ประทังชีพพอ ไม่ขนขวาย ไม่ไขว่คว้าเพิ่มเติม
[youtube/]

"I wont have children. Let the leeks end with our generation." เป็นประโยคปิดคลิปด้านบน
Leeks เป็นคำสำนวนยุคใหม่ของคนจีนรุ่นใหม่ซึ่งมาจาก "Leeks farm" ซึ่งเทียบกับไทยได้ว่า "ขุนหมู"
ประโยคนี้จึงแปลเป็นไทยได้กรายๆ ว่า "ผมจะไม่มีลูก ให้พวกเราเป็นหมูรุ่นสุดท้ายเถอะ"
ว่าง่ายๆ คือให้ความจัญไรนี้จบแค่รุ่นของเราเถอะ อย่าให้เด็กมันเกิดมาสืบทายาทวงจรอุบาตนี้เลย

เรื่องโมเดลรัฐศาสนานี่อย่าพูดถึงเลยครับ ทุกวันนี้ไวฟุและวีทูปเบอร์ยังเป็นที่พึ่งทางใจให้กับคนรุ่นใหม่มากกว่าวัดข้างบ้านด้วยสารพัดเหตุจากความเสื่อมของผู้ปฏิบัติตน  ???
อย่าลืมปัญหาสภาพสังคมครับ เพราะหลายครอบครัวมองว่าสภาพสังคมในปัจจุบันเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะจะเลี้ยงดูเด็กเลยชะลอการมีบุตรเพื่อหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแต่พอรู้ตัวอีกบางครั้งมันก็เลยวัยไปแล้ว
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: richter

ออฟไลน์ Overmars

  • นักปราชญ์แห่งเขาเซนนิคุมะ
  • แม่ทัพหมีอาวุโส
  • ****
  • กระทู้: 4,291
  • ถูกใจแล้ว: 2252 ครั้ง
  • ความนิยม: +230/-225
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: มกราคม 27, 2022, 10:25:03 AM »
เอาทีละเรื่อง เอาเรื่องประชากรลดลงก่อน

แน่นอนว่าประชากรที่มากเกินไปก็ย่อม Consume ทรัพยากรมากตามไป แต่ที่เราอาจจะลืมไปก็คือประชากรเองก็คือผู้ผลิตทรัพยากรเช่นกันครับ
ดังนั้นระหว่างประชากรเพิ่มมากเกินไปกับประชากรลดลง อย่างหลังคือประชากรลดลงมีปัญหามากกว่าครับ
สูตร GDP คือ
[img/]
เมื่อประชากรน้อยลง มันส่งผลลบแบบทวีคูณครับ ตามสูตร คือ มันลดทั้ง C(Consumption) กับ I(Investment) หรือก็คือลดทั้งการบริโภคและการผลิต กลายเป็นการลด 2 เด้ง
ผมถึงบอกไว้นานแล้วว่าปัญหาประชากรลดลงเป็นอะไรที่น่ากลัวนะครับ จักรวรรดิ์โรมันล่มสลายส่วนหนึ่งเนื่องจากคนติดโรคระบาดจนประชากรลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยเป็นอย่างมากเนื่องจากการบริโภคและการผลิตลดลงอย่างมาก


ประเทศที่ดีและมั่นคงคือประชากรจะต้องเพิ่มแบบเป็นเส้นตรงครับ คือเพิ่มในอัตราที่ควบคุมได้ ซึ่งทางการแพทย์ได้ระบุมาแล้วว่าค่าเฉลี่ยครอบครัวหนึ่งควรมีลูกคือควรจะมีลูกครอบครัวละ 3 คน (เผื่อคนหนึ่งตายก่อนวัยอันควร 1 คน) แต่อย่าเกิน 4 คนต่อครอบครัว


ส่วนวิธีการแก้ปัญหาทรัพยากรไม่พอเพียงกับประชากร ไม่ใช่การคุมกำเนิดนะครับ การคุมกำเนิดเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุในทางเศรษฐศาสตร์นะครับ หลายคนเข้าใจผิดกัน จริงๆแล้วสิ่งที่ถูกต้องคือการทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีค่าเฉลี่ยในการสร้างผลผลิตมากขึ้นต่างหากครับ ผมสมมุติว่ามนุษย์คนหนึ่งมีการ Consumption เท่ากับ C และสร้างผลผลิตเท่ากับ P(Production) ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดทรัพยากรไม่พอเพียงแล้ว มันเกิดจากการที่ค่าเฉลี่ยคนส่วนใหญ่ในชาตินั้น มี P < C หรือ พูดง่ายๆก็คือ สร้างผลผลิตน้อยกว่าการบริโภค เมื่อนั้นย่อมเกิดปัญหาขาดแคลนทรัพยากร


คำถามก็คือทำอย่างไรให้ค่าเฉลี่ยของมนุษย์คนหนึ่งมี P มากกว่า C? และให้ P มากๆยิ่งๆขึ้นไป
คำตอบก็คือ การศึกษาและเทคโนโลยี ไงครับ เมื่อมนุษย์มีการศึกษา คนๆนั้นย่อมให้ P(Production) ที่มากกว่าเดิม
รวมถึงสามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยทุ่นแรงในการสร้าง Production


ถ้าใครอ่านประวัติศาสตร์เรื่องการปฏิวัติการเกษตรกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมจะเข้าใจ ว่าเมื่อก่อนผมเคยอธิบายไปหลายครั้งว่าบ่อยครั้งที่คนยุคโบราณมักเกิดภาวะขาดแคลนอาหารจนกระทั่งยุคสมัยปฏิวัติเกษตรกรรม เมื่อเกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม คนมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำเกษตรเช่นเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยว เช่นเครื่องจักร หรือ ชลประทาน
ผลก็คือใช้แรงงานน้อยลงแต่ได้ผลผลิตที่มากขึ้น เมื่อผลผลิตมากขึ้น ก็เป็นไปตามหลักอุปสงค์อุปทานก็คืออาหารไม่ขาดแคลนแล้ว ราคาอาหารก็ถูกลงตามหลักเศรษฐศาสตร์


นั่นคือตัวอย่างของการเพิ่ม Production ด้วยเทคโนโลยีและความรู้ด้านเกษตรครับ


ดังนั้นการลงทุนภาครัฐที่คุ้มที่สุดก็คือการลงทุนด้านการศึกษา การลงทุนด้านการศึกษาไม่เคยทำให้ผิดหวังเสมอครับ
กลุ่มรักโลกเขามองว่า Production ของมนุษย์เป็นไปเพื่อมนุษย์ครับ  Comsume ไปจากโลก แต่ผลิตผลออกมาให้กับมนุษย์
ยกตัวอย่าง Comsume น้ำมันและถ่านหินไปจากโลกเพื่อผลิตไฟฟ้า ถามว่าใครต้องการไฟฟ้า โลกหรือมนุษย์ ?  โลกได้ประโยขน์อะไรจากไฟฟ้าที่มนุษย์สร้าง ?
ฉะนั้นที่บอกว่ามนุษย์คนนึงต้องสร้าง P ให้มากกว่า C ตามความเห็นท่าน ถึงเกิดในวงจำกัดแค่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจริงสำหรับโลกใบนี้

 

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,238
  • ถูกใจแล้ว: 3187 ครั้ง
  • ความนิยม: +219/-432
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: มกราคม 27, 2022, 12:39:29 PM »
เอาทีละเรื่อง เอาเรื่องประชากรลดลงก่อน

แน่นอนว่าประชากรที่มากเกินไปก็ย่อม Consume ทรัพยากรมากตามไป แต่ที่เราอาจจะลืมไปก็คือประชากรเองก็คือผู้ผลิตทรัพยากรเช่นกันครับ
ดังนั้นระหว่างประชากรเพิ่มมากเกินไปกับประชากรลดลง อย่างหลังคือประชากรลดลงมีปัญหามากกว่าครับ
สูตร GDP คือ
[img/]
เมื่อประชากรน้อยลง มันส่งผลลบแบบทวีคูณครับ ตามสูตร คือ มันลดทั้ง C(Consumption) กับ I(Investment) หรือก็คือลดทั้งการบริโภคและการผลิต กลายเป็นการลด 2 เด้ง
ผมถึงบอกไว้นานแล้วว่าปัญหาประชากรลดลงเป็นอะไรที่น่ากลัวนะครับ จักรวรรดิ์โรมันล่มสลายส่วนหนึ่งเนื่องจากคนติดโรคระบาดจนประชากรลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอยเป็นอย่างมากเนื่องจากการบริโภคและการผลิตลดลงอย่างมาก


ประเทศที่ดีและมั่นคงคือประชากรจะต้องเพิ่มแบบเป็นเส้นตรงครับ คือเพิ่มในอัตราที่ควบคุมได้ ซึ่งทางการแพทย์ได้ระบุมาแล้วว่าค่าเฉลี่ยครอบครัวหนึ่งควรมีลูกคือควรจะมีลูกครอบครัวละ 3 คน (เผื่อคนหนึ่งตายก่อนวัยอันควร 1 คน) แต่อย่าเกิน 4 คนต่อครอบครัว


ส่วนวิธีการแก้ปัญหาทรัพยากรไม่พอเพียงกับประชากร ไม่ใช่การคุมกำเนิดนะครับ การคุมกำเนิดเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุในทางเศรษฐศาสตร์นะครับ หลายคนเข้าใจผิดกัน จริงๆแล้วสิ่งที่ถูกต้องคือการทำให้มนุษย์คนหนึ่งมีค่าเฉลี่ยในการสร้างผลผลิตมากขึ้นต่างหากครับ ผมสมมุติว่ามนุษย์คนหนึ่งมีการ Consumption เท่ากับ C และสร้างผลผลิตเท่ากับ P(Production) ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดทรัพยากรไม่พอเพียงแล้ว มันเกิดจากการที่ค่าเฉลี่ยคนส่วนใหญ่ในชาตินั้น มี P < C หรือ พูดง่ายๆก็คือ สร้างผลผลิตน้อยกว่าการบริโภค เมื่อนั้นย่อมเกิดปัญหาขาดแคลนทรัพยากร


คำถามก็คือทำอย่างไรให้ค่าเฉลี่ยของมนุษย์คนหนึ่งมี P มากกว่า C? และให้ P มากๆยิ่งๆขึ้นไป
คำตอบก็คือ การศึกษาและเทคโนโลยี ไงครับ เมื่อมนุษย์มีการศึกษา คนๆนั้นย่อมให้ P(Production) ที่มากกว่าเดิม
รวมถึงสามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่ช่วยทุ่นแรงในการสร้าง Production


ถ้าใครอ่านประวัติศาสตร์เรื่องการปฏิวัติการเกษตรกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมจะเข้าใจ ว่าเมื่อก่อนผมเคยอธิบายไปหลายครั้งว่าบ่อยครั้งที่คนยุคโบราณมักเกิดภาวะขาดแคลนอาหารจนกระทั่งยุคสมัยปฏิวัติเกษตรกรรม เมื่อเกิดการปฏิวัติเกษตรกรรม คนมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำเกษตรเช่นเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยว เช่นเครื่องจักร หรือ ชลประทาน
ผลก็คือใช้แรงงานน้อยลงแต่ได้ผลผลิตที่มากขึ้น เมื่อผลผลิตมากขึ้น ก็เป็นไปตามหลักอุปสงค์อุปทานก็คืออาหารไม่ขาดแคลนแล้ว ราคาอาหารก็ถูกลงตามหลักเศรษฐศาสตร์


นั่นคือตัวอย่างของการเพิ่ม Production ด้วยเทคโนโลยีและความรู้ด้านเกษตรครับ


ดังนั้นการลงทุนภาครัฐที่คุ้มที่สุดก็คือการลงทุนด้านการศึกษา การลงทุนด้านการศึกษาไม่เคยทำให้ผิดหวังเสมอครับ
อัตรา replacement rate จำได้ว่าอยู่ที่ 2.1
ดังนั้นที่ท่านบอกว่าสามคนถูกแล้วครับ เพราคนเราคงไม่สามารถมีลูกสองคนกับขาหนึ่งข้างได้ :P ไปเจอเรือ่ง"ทรัพย์ในดิน" บรรยายแนวคิดชาวจีน แต่ฝรั่งหญิงแต่งว่า
"พ่อเจ้ามีลุกตั้งสิบกว่าคน แต่ตอตนนี้เป็นไง เหลือแค่เจ้าเท่านั้นล่ะ เห็นไหมคนเราต้องมีลูกให้มาก"แนวความคิดคนสมัยโบราณคือมีมากเข้าไว้ เพราะอัตราการตายมันสูงรุ่นเบบี้บูมส์เกิดขึ้นได้เพราะอัตราการเกิดแนวคิดแบบเก่า แต่วิยาการสูงขึ้นการตายเลยน้อยลง
คนอาจจะเข้าใจว่าท่านมี pregnancy fetism
แต่ผมมองว่าท่านแค่คำนวณตัวเลขประชากรออกและมองว่าสถานการร์ตอนนี้มันไม่เวิร์กและค่อนข้างจะแย่แล้วแต่ละคนก็แก้ไขปัญหาไปตามแนวคิดของตนเอง

ท่านมองเรือ่งการเพิ่มเทคโนโลยี

แต่หลายคนมองว่าการเพิ่มเทคโนโลยีนั่นล่ะคือปัญหา
อเมรกิาผมจับเสียงได้ว่าพยายามเกลี้ยกล่อมกลืนทางวัฒนธรรมดดยให้ผู้หญิงมีการศึกษาซึ่งตาลีบันก็ตอบโต้โดยการสร้างกฎเกณฑ์มาควบคุมการศึกษาและการแต่งกายของผู้หญิงนี่ล่ะครับ ???
ตัดเลือกใครผิดใครถูกไปก่อนหรอืแนวคิดไหนมีศีลธรรมหรือไร้ศีลธรรม
แค่มองว่ามันจะบรรลุเป้าหมายที่แต่ละคนวางนโยบายไว้ได้อย่างไร ผมว่าตาลีบันก็มองออกอย่างพวกเรานี่ล่ะครับ แต่เขาเลอืกทางศาสนาแล้วว่างั้น
[quote/]กลุ่มรักโลกเขามองว่า Production ของมนุษย์เป็นไปเพื่อมนุษย์ครับ  Comsume ไปจากโลก แต่ผลิตผลออกมาให้กับมนุษย์
ยกตัวอย่าง Comsume น้ำมันและถ่านหินไปจากโลกเพื่อผลิตไฟฟ้า ถามว่าใครต้องการไฟฟ้า โลกหรือมนุษย์ ?  โลกได้ประโยขน์อะไรจากไฟฟ้าที่มนุษย์สร้าง ?
ฉะนั้นที่บอกว่ามนุษย์คนนึงต้องสร้าง P ให้มากกว่า C ตามความเห็นท่าน ถึงเกิดในวงจำกัดแค่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจริงสำหรับโลกใบนี้


ป้ายนโยบายหนึ่งมองว่าประชากรโลกไม่ควรเกินห้าร้อยล้านคน
ซึ่งพวกทฤษฎีสมคบคิดมองว่ามันน่ากลัวเอามากๆ หากต้องทำอย่างนั้นให้บรรลุจริงๆ
[quote/]อย่าลืมปัญหาสภาพสังคมครับ เพราะหลายครอบครัวมองว่าสภาพสังคมในปัจจุบันเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะจะเลี้ยงดูเด็กเลยชะลอการมีบุตรเพื่อหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแต่พอรู้ตัวอีกบางครั้งมันก็เลยวัยไปแล้ว
คือผมสังเกตได้อย่างที่บอกล่ะตามสถิติเลย คนมีเซ็กส์กันน้อยลงจริงๆ ไม่ใช่แค่เรือ่งครอบครัวที่ผู้ใหย่บอกว่าเด็กเดี๋ยวนี้ใจแตกง่ายขึ้นที่จริงแล้วไม่จริงเด็กเข้าุึงข้อมูลแะเป็นคนที่มองใฝนแง่ร้ายเอามากๆกว่าเมื่อก่อน
ผมเจอนโยบาย child free เมื่อหลายปีก่อนบนหน้าปกเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิค สำหรับคู่สามีภริยาที่ไม่ต้องการมีลูก
แต่ตอนนี้ ผมว่า เนชั่นแนลจีโอกราฟฟิค ไม่กล้าลงแนวคิดนั้นแล้ว เพราะคงรู้ตัวขึ้นมาแล้ว :o
[quote/]


ที่คนแต่งงานแต่ไม่มีลูก เพราะคนรุ่นใหม่ถูกสอนให้รับผิดชอบต่อสังคม ต้องเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้ดีที่สุด ดังนั้นถ้าทำไม่ได้ก็อย่ามีซะดีกว่า ซึ่งตรงนี้แหละคือสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่มีจุดร่วมร่วมกัน
ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือรัฐสวัสดิการ หลายคนก็เข้าใจผิดว่ารัฐสวัสดิการคือการจุนเจือ แต่จริงๆแล้วมันคือการที่รัฐสวัสดิการหวังผลให้ประชาชนรู้สึกว่ามั่นคง เมื่อมั่นคง ปลอดภัย คนจะอยากมีลูกมีทายาทครับ


ดังนั้นรัฐชาติสมัยใหม่อย่างประเทศสแกนดิเนเวียแม้ประชากรจะเพิ่มน้อยแต่ก็เพิ่มนะครับ นั่นเพราะสิ่งจูงใจที่เรียกว่าสวัสดิการครับ ทำให้คนรู้สึกต่อให้มีลูกก็มั่นใจว่าเลี้ยงลูกออกมาได้ดีที่สุดอย่างที่คาดหวังต่ำสุด


แต่ถ้าใช้โมเดลอย่างยุคศักดินารัฐศาสนายุคกลางก็ตามสภาพแหละครับ ผลก็คือยุโรปเข้าสู่ยุคมืด รู้หมือไร่ว่าสมัยก่อนยุโรปดักดานกว่ามุสลิมมาก ถ้าใครดู Kingdom of Heaven ก็จะรู้
แม้แต่กษัตริย์ซาลาดินแม่งยังรู้สึกสมเพชกับความคลั่งศาสนาของชาวยุโรปแล้วเดินทัพฝ่าทะเลทรายไปรบในสมรภูมิที่ตนเองเสียเปรียบมุสลิมเพียงเพราะเชื่อว่าพระเจ้าจะบันดาลให้ชนะ
แล้วก็ผลการรบคงไม่ต้องบอกนะ ชาวคริสต์แพ้อิสลามในสงครามครูเสดเละ อยู่ดีไม่ว่าดียกทัพออกจากเมืองผ่านทะเลทรายที่แห้งแล้งจนน้ำหมดเพื่อไปรบกับซาลาดิน
[youtube/]


ความรักเป็นสิ่งที่ดีครับเป็นสิ่งที่แสดงความเป็นมนุษย์ แต่ความคลั่งมันคือความรักที่ไม่ตั้งคำถามขบคิดครับ เชื่อโดยสนิทใจ ยังไงก็มุ่งหน้าสู่หายนะครับ
คือผมไม่เอาศีลธรรมมาจับดูแค่ผลลัพะ์น่ะครับ
ให้คิดว่านโยบายปัจจุบันของเราคือเอลฟืก้ได้ครับ
ที่เน้นคุณภาพ การศึกษา ทักษะชั้นสูงอีกนโยบายคืออร์ค นเ้นแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ทำสงครามได้ต่อเนื่อง หลังจากโดนปราบไปไม่กี่ปีก็กลับมาใหม่ได้ หากไม่กำจัดให้หมดสิ้น :o
ซึ่งแนวคิดนี้มองว่ามันคือการแก่งแย่งกันของเผ่าพันธุ์แนวคิดที่ไม่มีทางประนีประนอมมันจะระเบิดบึ้มขึ้นมานั่นล่ะครับ
ท่านสายวิศวกร ผมสายกฎหมาย
มองสังคมคล้ายกันนั่นล่ะครับว่าหากเราสร้างกติกาหนึ่งต่อสังคม ผลของมันจะเกิดอย่างไรต่อไป? ตาลีบันตั้งโปรแกรมอย่างหนึ่ง ตะวันตกตั้งดปรแกรมอย่างหนึ่งคิดว่าใครจะชนะในทีสุดกัน?
เมื่อระดับของเทคโนโลยีสูงพอก็จะไม่จำเป็นต้องถมด้วยจำนวนประชากรเพื่อเพิ่มผลิตผลครับ
โมเดลสมัยโบราณมันก็เหมาะสำหรับสมัยที่เทคโนโลยียุคนั้นๆ เอามาใช้ในยุคนี้มันก็เหมือนคนอยู่ในเมืองดีๆ แล้วให้กลับไปอยู่กลางป่าไร้ไฟฟ้าไร้น้ำมันแบบสมัยโบราณ

ปัจจัยกระทบสำคัญที่สุดในประเด็นการลดลงของประชากรอยู่ที่คนยุคใหม่เดียวนี้ไม่เชื่อมั่นในสถาบันครอบครัว
ภาพครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่พร้อมหน้าด้วยกันอย่างอบอุ่นนั้นหาคนเชื่อได้ยากขึ้นๆ ในคนรุ่นหลังๆ มานี้
ภาพที่เห็นเกี่ยวกับครอบครัวนั้นกลับเป็นปัญหาพ่อแม่และความคาดหวัง คู่ครองและการคบชู้ ลูกหลานกับภาระและปัญหา ญาติพี่น้องกับความเห็นแก่ได้และความโลภ
ทำให้คนรุ่นหลังที่เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ตั้งคำถามขึ้นมาว่าจะหาเหามาใส่หัวเพื่ออะไร
มีแฟนก็ไม่รู้ว่าจะมีชู้เมื่อไหร มีลูกก็ไม่รู้ว่านั่นลูกเราไหม ลูกโตมาก็ใช่ว่าจะบังคับให้มาเลี้ยงดูเราได้

สภาวะทางการเงินเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ถ้าการเงินยังฝืดเคืองใครจะอยากมีลูกมาเพิ่มภาระทางการเงินอีก
ปัญหาของการเติมโตก้าวหน้าในชีวิตและสังคมเองก็เป็นอนุพรรณต่อเนื่องจากปัญหาทางการเงิน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสังคมประเทศจีน

เทรน Lying flat หรือเรียกเล่นๆ ได้ว่าฮิกกี้เวอร์ชั่นจีน คือกลุ่มคนที่ยอมแพ้ที่จะยกระดับทางสังคม
ทำงานแค่ประทังชีพพอ ไม่ขนขวาย ไม่ไขว่คว้าเพิ่มเติม
[youtube/]

"I wont have children. Let the leeks end with our generation." เป็นประโยคปิดคลิปด้านบน
Leeks เป็นคำสำนวนยุคใหม่ของคนจีนรุ่นใหม่ซึ่งมาจาก "Leeks farm" ซึ่งเทียบกับไทยได้ว่า "ขุนหมู"
ประโยคนี้จึงแปลเป็นไทยได้กรายๆ ว่า "ผมจะไม่มีลูก ให้พวกเราเป็นหมูรุ่นสุดท้ายเถอะ"
ว่าง่ายๆ คือให้ความจัญไรนี้จบแค่รุ่นของเราเถอะ อย่าให้เด็กมันเกิดมาสืบทายาทวงจรอุบาตนี้เลย

เรื่องโมเดลรัฐศาสนานี่อย่าพูดถึงเลยครับ ทุกวันนี้ไวฟุและวีทูปเบอร์ยังเป็นที่พึ่งทางใจให้กับคนรุ่นใหม่มากกว่าวัดข้างบ้านด้วยสารพัดเหตุจากความเสื่อมของผู้ปฏิบัติตน  ???
ขอบคุณครับท่าน
แสดงว่าท่านสี ไชน่าดรีมไม่ได้ผล ???
แม้แต่อเมรกิันดรีมยังไม่ได้ผลแล้วเลยในยุคนี้
มีคนบอกว่า ยบุคคนรุ่นใหม่คือยุคของความโกรธ ผมว่าเรือ่งจริงนะเราได้รับข้อมูลมามากเกินไป ว่าแนวคิดยุคเก่านั้นมันดกหกหลอกลวงทั้งเพทำให้เราโมโหเอามากๆกับทุกอย่างที่เป็นอยู่
ผมอ่านการบ่นของอเมริกาบ่นเมหือนกันว่าไม่สามารถหาบ้านที่อยู่ของตนเองได้บุมเมอส์เอาไปกินหมดแล้วหาว่าเราขี้เกียจ ซื้อบ้านให้ตนเองไม่ได้
ถ้าใช้โมเดลแบบรัฐศาสนาก็คงจะเจริญฮวบๆแบบยุโรปในยุคกลางนั่นแหละครับท่าน  ???  ส่วนการลดลงของประชากรมันก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วครับเพราะในยุคนี้เราต้องการแรงงานลดลงกว่าสมัยก่อน  แล้วสาเหตุที่ประชากรลดลงก็มาจากการที่คนนิยมไม่แต่งงาน หรือแต่งงานก็ไม่อยากมีลูกเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูกให้ดีนั้นมหาศาลมากๆและเด็กยุคใหม่(เท่าที่เห็น)ก็ไม่เลี้ยงดูพ่อแม่อีกด้วย คนจึงสะสมเงินเอาไว้ใช้ตอนแก่ดีกว่าที่จะใช้กับลูกแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย
ผมไม่อยากโทษเด็กรุ่นใหม่ไม่เลี้ยงดุพ่อแม่เท่าไรครับผมอ่านแนวคิด"ชาวสวนแม่ลูกสาม"
นิยายจีน ไม่แปลกเลยที่เด็กรุ่นใหม่จะโมโห
ว่าพวกรุ่นพ่อแม่เอาแนวคิดไนหมาไม่รู้บอกว่าไม่ยกสมบัติให้ลุกและไปเที่ยวรอบโลกกัน
มันสมควรจะโมโหไหมล่ะครับ?ผมว่าไม่ใช่เรือ่งแปลกแนวคิดพ่อแม่ที่คิดเช่นนี้ ผมเคยดูจากรายการตีสิบเหมือนกัน
พ่อแม่ผลักดันให้ลุกออกจากบ้าน ไม่ช่วแยละอื่นๆอีกมากมาย
คนเรามันคงจะอยากช่วยอยู่หรอกนะในตอนแก่น่ะสอนให้ลูกเห็นแก่ผลประโยชน์ที่สุดมาตลอดชีวิตตั้งแต่เริ่มสร้า่งตัว
และจะเปลี่ยนใจให้ลุกเห็นแก่คุณธรรมตอนที่พ่อแม่แก่แล้วนี่น่ะ? มันคงแปลกไปล่ะครับ

http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol

ออฟไลน์ sariora123

  • จอมพลหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 13,312
  • ถูกใจแล้ว: 5561 ครั้ง
  • ความนิยม: +466/-445
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: มกราคม 27, 2022, 04:59:47 PM »
เม้นบน ตามหนั่นแหละครับ คนเรา ทำตัวเห็นแก่ตัวมาทั้งชีวิต สุดท้ายความจริงกระแทกหน้าจะให้คนอื่นมาเห็นใจตัวเอง แล้วเอ็งทำอะไรไว้บ้าง   :)




ไม่ต้องแปลกใจ ชีวิตผม ผมเลือกเดินทางชิบหายนี้เองไม่ต้องมาบอก ผมเลือกเองอยู่ล่ะ
ปัญหาคือไอ้คนที่มันชิบหายแต่มันไม่รู้ตัวเองนี่สิ  ;D

เมื่อระดับของเทคโนโลยีสูงพอก็จะไม่จำเป็นต้องถมด้วยจำนวนประชากรเพื่อเพิ่มผลิตผลครับ
โมเดลสมัยโบราณมันก็เหมาะสำหรับสมัยที่เทคโนโลยียุคนั้นๆ เอามาใช้ในยุคนี้มันก็เหมือนคนอยู่ในเมืองดีๆ แล้วให้กลับไปอยู่กลางป่าไร้ไฟฟ้าไร้น้ำมันแบบสมัยโบราณ

ปัจจัยกระทบสำคัญที่สุดในประเด็นการลดลงของประชากรอยู่ที่คนยุคใหม่เดียวนี้ไม่เชื่อมั่นในสถาบันครอบครัว
ภาพครอบครัวใหญ่อาศัยอยู่พร้อมหน้าด้วยกันอย่างอบอุ่นนั้นหาคนเชื่อได้ยากขึ้นๆ ในคนรุ่นหลังๆ มานี้
ภาพที่เห็นเกี่ยวกับครอบครัวนั้นกลับเป็นปัญหาพ่อแม่และความคาดหวัง คู่ครองและการคบชู้ ลูกหลานกับภาระและปัญหา ญาติพี่น้องกับความเห็นแก่ได้และความโลภ
ทำให้คนรุ่นหลังที่เข้าถึงข้อมูลได้มากกว่าคนรุ่นก่อนๆ ตั้งคำถามขึ้นมาว่าจะหาเหามาใส่หัวเพื่ออะไร
มีแฟนก็ไม่รู้ว่าจะมีชู้เมื่อไหร มีลูกก็ไม่รู้ว่านั่นลูกเราไหม ลูกโตมาก็ใช่ว่าจะบังคับให้มาเลี้ยงดูเราได้

สภาวะทางการเงินเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ถ้าการเงินยังฝืดเคืองใครจะอยากมีลูกมาเพิ่มภาระทางการเงินอีก
ปัญหาของการเติมโตก้าวหน้าในชีวิตและสังคมเองก็เป็นอนุพรรณต่อเนื่องจากปัญหาทางการเงิน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสังคมประเทศจีน

เทรน Lying flat หรือเรียกเล่นๆ ได้ว่าฮิกกี้เวอร์ชั่นจีน คือกลุ่มคนที่ยอมแพ้ที่จะยกระดับทางสังคม
ทำงานแค่ประทังชีพพอ ไม่ขนขวาย ไม่ไขว่คว้าเพิ่มเติม
[youtube/]

"I wont have children. Let the leeks end with our generation." เป็นประโยคปิดคลิปด้านบน
Leeks เป็นคำสำนวนยุคใหม่ของคนจีนรุ่นใหม่ซึ่งมาจาก "Leeks farm" ซึ่งเทียบกับไทยได้ว่า "ขุนหมู"
ประโยคนี้จึงแปลเป็นไทยได้กรายๆ ว่า "ผมจะไม่มีลูก ให้พวกเราเป็นหมูรุ่นสุดท้ายเถอะ"
ว่าง่ายๆ คือให้ความจัญไรนี้จบแค่รุ่นของเราเถอะ อย่าให้เด็กมันเกิดมาสืบทายาทวงจรอุบาตนี้เลย

เรื่องโมเดลรัฐศาสนานี่อย่าพูดถึงเลยครับ ทุกวันนี้ไวฟุและวีทูปเบอร์ยังเป็นที่พึ่งทางใจให้กับคนรุ่นใหม่มากกว่าวัดข้างบ้านด้วยสารพัดเหตุจากความเสื่อมของผู้ปฏิบัติตน  ???
ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยด่าไว้หลายปีก่อนในบอร์ดนี่แหละว่า ไอ้พวกที่เห็นว่าคอมมี่แม่งดีทั้งหลาย
แม่งไม่รู้ตัวเหรอวะว่า อย่างจีนน่ะประชากรทั่วไปเป็นได้แค่ ปศุสัตว์ที่พูดภาษาคนได้เท่านั้น
พวกเอ็งไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นในสายตา พรรคคอมมี่หลอก อยู่กับฝั่งเสรีดีๆ ไม่ชอบ
ไม่นานนี้ก็เห็นบางท่านบ่นให้ฟังว่า คนจีนรุ่นใหม่เริ่มไม่ไหวกับตอนนี้จน จะไม่เอาอะไรล่ะ
เพราะต่อสู้ดิ้นรนด้วยการแข่งขันสูงแบบนั้น ส่วนตัวผมยังมองเลยว่ามันมีอะไรรับประกันว่าจะได้ดี
ได้อับเกรด จากปศุสัตว์เป็นคนได้บ้าง ?



 

ออฟไลน์ warakornboy

  • หัวหน้าฝูงหมีเล็ก
  • ***
  • กระทู้: 471
  • ถูกใจแล้ว: 182 ครั้ง
  • ความนิยม: +14/-9
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: มกราคม 27, 2022, 05:26:28 PM »
ท่าทางหลายๆคนจะเริ่มรู้ตัวแล้วในประเด็นประชากรน้อยลง
แต่ท่าทางมองต่างมุมกันหลายๆอย่าง

มาคุยในประเด็นนี้กันหน่อยครับ

ผมจำได้ว่าผมเจอพวกสายสังคมมั้ง กังวลตั้งแต่ช่วงปี 50-51 แล้ว

แต่้ท่าทางตัวเลขในช่วงนี้คงเด่นชัดเกินไปที่คนเราจะปิดหูผิดตากันไม่ได้อีกต่อไปแล้วนั่นเองว่าประชากรลดลงกันจริงๆ ???

ว่าต่อให้เราไม่เคยสนใจในเรือ่งนี้ก้ต้องกลับมาสนใจ

ผมจำได้ว่าเคยเถียงกับคนในบอร์ดนี้นั่นล่ะ

ว่าการที่เมดสาวคนพี่จากจอมมารเศรษฐศาสตร์ มีความรู฿้อะไรมากขึ้นและ
"ออกพเนจรไปทั่วโลก"

นั้น มันทำให้การมีบุตรช้าลงหรืออาจจะไม่มีเลย
เป็นปัญหาที่ปกคลุมประเทศที่กำลังพัฒนาต่างๆ ที่ต้องการแรงงานมหาศาลไปเข้าตลาดแรงงาน
แต่แรงงานต้องใช้"เวลา"

หากไม่มีเวลามาผลิตลูกและดูแลลุก คนเราจะมีประชากรเพิ่มมากขึ้นได้อย่างไรมิทราบ?

แต่ที่ผมเคยเถียงด้วยก็ปฏิเสธเรื่องนี้ ว่าไม่มีในเรือ่ง คิดไปเองแต่ก็คงจะใช้ผมยอมรับในจุดนั้น

แต่สิ่งที่ควรจะยอมรับกันว่า ประชากรลดนั้นคือ เป้าหมายที่คนเขารณรงค์กันมาตลอดหลายสิบปีที่ world economic forum

ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด

พวก World Economic Forum เขียนกันตรงๆเลยหน้าเว็บว่าพวกเขาต้องการควบคุมประชากร
แผนการของพวกเขาคือ สนับสนุนการคุมกำเนิด ให้การศึกษาแก่ผู้หญิงในโลกที่สาม กำลังพัฒนาต่างๆฯลฯ
ซึ่งพวกเขาบอกเองว่ปาระสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ที่ผมแปลกใจคือ ทำไมคนเราถึงมาตื่นตัวกันมากกว่า
การทำให้ประชากรลดลง ไม่ใชข่ความลับแต่ประการใดหรือไม่ใช่แม้แต่ทฤษฎีสมคบคิดด้วยซ้ำ

ประกาศอยู่โต้งๆกันตรงหน้าเว็บไซ์ให้คนอ่านได้ง่ายๆทั่วโลกนี่ล่ะ

ทำไมคนเราถึงทำท่าตื่นตัวกันตอนนี้ไปได้?

ที่ผมว่าจอมมารเศรษฐศาสตร์
เพระาพวกจอมมรเศรษฐศาสตร์ทำตัวแบบ world economic forum เปีะ
ให้การศึกษา สนับสนุนการทำงาน โครงการต่างๆ สร้างความสะดวกให้กับการที่ผู้หยิงเข้าการศึกษาและตลาดแรงงาน
ทุกอย่างเป้นไปตามแผนเปีะๆ
จะมาตกใจอะไรกันตอนนี้?
รู้ตัวกันสายไปแล้วมั้ง 8)

....


เอาแบบจุดยืนของผม มองแบบคนบ้าอำนาจที่ต้องการควบคุมชะตากรรมของมนุษย์หน่อยหนึ่งคือ

ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับกลยุทธนี้นะ
ไม่ต้องฆ่าคนให้เหนื่อย จับเข้าเครื่องรมแก๊สแบบในหนังดิสโทเปีย
ปัญหามีแค่การจัดสรรทรัพยากร ให้อุปกรณ์คุมกำเนิด การศึกษาและการเงิน สุดท้ายพวกเขาก็จะคุมกำเนิดกันเอง

คนที่ต้องการคุมประชากร ไม่ต้องเหนื่อยเลยแม้แต่นิดเดียว

ว่าคนที่จะควบคุมโลกในยุคปัจจุบันน่ะ ไม่ใช่คนบ้าคลั่งใช้อาวุธทำลายล้างอย่างในหนัง
แค่ตั้งโครงการและรันโครงการไป คอยเวลาสักสองสามชั่วคน
ก็ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการแล้ว
ไม่ต้องจับคนมาเข้าแคมป์ฆ่้าล้างเผ่าพันธุ์กันให้เหนื่อยแต่ประการใด

หากอยากจะขัดขวางแผนการนี้ทำอย่างไร?
ไม่ให้ผู้หยิงเข้าตลาดแรงงานหรอืมีการศึกษาหรือ ตลกแล้ว...ซึ่งดันเป็นวิธีที่รัฐศาสนาดันทำวิธีนี้จริงๆ

ซึ่งผมยอมรับว่ามันดันได้ผลเสียด้วย ???

ว่าเราตอนนี้อยู่บนทางสองแพร่ง ว่าโลกจะหมุนไปทางไหนนั่นเอง
เราเชื่อไหมว่า สงครามแนวคิดไม่ได้กินเวลากันแค่ชั่วรุ่นของเราแต่อาจจะกินเวลานานนับร้อยปี
เราจินตนาการได้ไหมว่า ไม่ต้องถึงร้อยปี
แต่แค่ยี่สิบปีอะไรจะเกิดขึ้น

หากรัฐศาสนา ครอบครัวหนึ่งภริยาสี่คนลูกสิบสองคน
กับรัฐฆราวาส ไม่มีลูกเพราะมีลูกมากยากจน

คำถามที่ผมอยากถามมาตลอดคือ ทุกคนเชื่อในแนวคิดสมัยใหม่...แต่ทำไมมองว่าท่านนบี(ฯศ็อลฯ)
มองเรื่องอัตราการเพิ่มประชากรไม่ออก? ทั้งที่มันเป็นแค่เรื่องของทางคณิตศาสตร์ธรรมดา

ว่าจุดยืนของเรามองว่าใครกันแน่ที่เป็นคนโง่ หากมองในระยะยาว?
 หากมองว่ากฎหมาย หลักการของศาสนาคือวิศวกรรมสังคม

ทุกท่านมองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ? เอทิสม์จะตายไปไม่สืบต่อรุ่นต่อไป ครอบครัวใหญ่ของศาสนาจะสืบต่อรุ่นต่อไป

มันก็เป็นเช่นนี้แล
ว่าครอบครัวปัจจุบัน มันไม่ใช่นิวเคลียร์ มันคือ อะตอมไมซ์การย่อยสลายของหน่วยครอบครัวอย่างสิ้นเชิง

มีพวกบ้าบอคลั่งศาสนาในอเมริกากล่าวเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1960 แล้ว
ให้ผลลัพธ์ในโลกปัจจุบันตัดสินเองว่าพวกบ้าบอคลั่งศาสนากล่าวถูกต้องหรือไม่กันก็พอ
ประวัติศาสตร์จะตัดสินเองจากผู้ชนะในเรื่องของแนวคิดที่จะปกครองโลก

ทุกท่านมองว่าอย่างไรบ้างครับ?

ไปเจอแนวคิดนี้ตอนผมเล่นโรลเพลย์น่ะครับ มองคนเป็นหน่วยซิมซิตี้แล้วรู้สึกว่าเราต้องไร้ศีลธรรมเอามากๆ ถึงจะแก้ปัญหาบางอย่างในสังคมเอาได้ว่างั้น
shooting themselves in the foot
ว่าการต้อนประชากรอีกครึ่งหนึ่งของเราเข้าตลาดแรงงานน่ะ ได้ผลในการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่มีข้อเสียในระยะยาวเรือ่งอขงประชากร

ที่ยกเรื่องรัฐศาสนาตาลีบันมา
ก็เพระาว่าทางเทคนิค

รัฐฆราวาสมีเหตุผลที่หนักแน่นกว่าในเรือ่งความรุ้และเสรีภาพ แต่พอมองในภาพรวม ผลลัพะ์จะกลายเป็นอีกอย่างหนึ่งไปได้

คำเตือนจากปี 1960 ของคนคลั่งศาสนาในอเมริกา ก็ได้แสดงผลให้แม้แต่ประเทศไทยเราก็คงเริ่มรู้ตัวแล้วนั่นเอง

คำถามคือ พวกเราคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมือ่ใช้โมเดลแนวคิดรัฐฆราวาสกับโมเดลแนวคิดรัฐศาสนา?
ศาสนาไม่มีประโยชน์ตั้งแต่ปัญหาในยุคของมันจบแล้วล่ะครับ ที่ยังอยู่เพราะนักบวชละทางโลกเลิกใช้เงินไม่ได้ สมมุติว่าท่านเคยอ่านประวัติศาสตร์ทั่วโลกมาบ้าง จะพบว่ามีน้อยครั้งเท่านั้นที่ประขากรตายเพราะโรคระบาดใหญ่ หรือสาธารณสุข สุขอนามัยแย่ หลักฐานจะมาจากสูตรปรุงยาทั้งหลายที่ปัจจุบันวางแผงตามร้านริมถนน


คาดว่าเกิดจากสงครามเบ็ดเสร็จมากกว่า (Total War) ที่ใช้คนทีละมากๆกว่า 1,000 -100,000 คน ไม่เหมือนปัจจุบันที่สงครามเกิดน้อยลง แล้วมีกำลังประจำการนับล้าน (รวมกำลังพลที่มีหน้าที่คล้ายทหาร) หลักฐานนั้นมาจาก สมมุติว่าท่าคุยกับญาติรุ่นใกล้ทวดหน่อย จะเห็นว่าตระกูลของท่าน (ถ้าใหญ่) จะมีรุ่นพ่อ - แม่


เกิด 8 คน รอดและโตทุกคน ข้อเท็จ - จริงสมัยยุคกลางผมก็เคยอ่านประวัติศาสตร์ผ่านๆบ้างว่า เกิด / ตายในเยาว์วัย 1 ครัวเรือนจะเฉลี่ยประมาณ 6/8 - 8/10 ซึ่งหมายประชากรเติบโตเร็วมาก ถึงแม้ว่าศาสตร์พยาบาลยังไม่ทันสมัย


หากท่านถามผมว่า; ทำไมคนมีลูกน้อยลง ผมคงตอบไม่ลังเลว่า ‘กลัวโลกร้อน’ + ‘รอบคอบเรื่องค่าครองชีพ’ จะเห็นได้ว่าต้นตระกูลก่อนจะเริ่มสร้างให้มีจำนวนกว่า 20 คนใน 3 รุ่น ทั้งรอบคอบและระวังการเงินมากกว่ารุ่นใหม่ตั้งไม่รู้อย่างน้อย 3 เท่า อีกข้อที่อยากแนะนำ ‘ความใฝ่รู้’ จากหนังสือ ประสบการณ์จริง + Internet  ทำให้มีแต่คนเก่งๆทุกปี อย่างน้อยก็แนะนำเกษตรกรที่นา 1 ที่ดิน มีผัก 5 - 6 ชนิด + สัตว์ปีกออกไข่ + โคนม + แพะ + หมู หรืออื่นๆ


ดูแลได้ด้วยครอบครัวเล็กๆ 4 คน และที่สำคัญทั้งหมดนั้นใช้พื้นที่แค่บ้าน 1 หลัง + สนามหญ้าเล็กๆ จะเห็นว่าศักยภาพ + คุณภาพของคนดีขึ้นจม ไม่ต้องพึ่งปริมาณเหมือนแต่เก่า
 

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,238
  • ถูกใจแล้ว: 3187 ครั้ง
  • ความนิยม: +219/-432
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: มกราคม 27, 2022, 09:21:29 PM »
เม้นบน ตามหนั่นแหละครับ คนเรา ทำตัวเห็นแก่ตัวมาทั้งชีวิต สุดท้ายความจริงกระแทกหน้าจะให้คนอื่นมาเห็นใจตัวเอง แล้วเอ็งทำอะไรไว้บ้าง   :)




ไม่ต้องแปลกใจ ชีวิตผม ผมเลือกเดินทางชิบหายนี้เองไม่ต้องมาบอก ผมเลือกเองอยู่ล่ะ
ปัญหาคือไอ้คนที่มันชิบหายแต่มันไม่รู้ตัวเองนี่สิ  ;D

[quote/]
ถ้าจำไม่ผิด ผมเคยด่าไว้หลายปีก่อนในบอร์ดนี่แหละว่า ไอ้พวกที่เห็นว่าคอมมี่แม่งดีทั้งหลาย
แม่งไม่รู้ตัวเหรอวะว่า อย่างจีนน่ะประชากรทั่วไปเป็นได้แค่ ปศุสัตว์ที่พูดภาษาคนได้เท่านั้น
พวกเอ็งไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นในสายตา พรรคคอมมี่หลอก อยู่กับฝั่งเสรีดีๆ ไม่ชอบ
ไม่นานนี้ก็เห็นบางท่านบ่นให้ฟังว่า คนจีนรุ่นใหม่เริ่มไม่ไหวกับตอนนี้จน จะไม่เอาอะไรล่ะ
เพราะต่อสู้ดิ้นรนด้วยการแข่งขันสูงแบบนั้น ส่วนตัวผมยังมองเลยว่ามันมีอะไรรับประกันว่าจะได้ดี
ได้อับเกรด จากปศุสัตว์เป็นคนได้บ้าง ?





คือผมวิเคราะห์กับเพื่อนน่ะครับว่าพ่อแม่ของเราเหมือนโดนฝังหัวมาว่า
"ให้ไปไปไกลๆจะได้ดูแลตนเองได้"
แต่พอลุกไปไกลจริงๆและเห็นแก่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริงๆในตอนที่ตนเองชราก็ดันลืมไป


ว่าหากเราเห็นแก่ประโยน์ทางเศรษฐกิจอย่างเดียวอย่างที่โดนสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก มีสาเหตุอะไรที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ที่แก่ชราที่เป็นแต่ตัวดูดกลืินทรัพยากรออกไป

..

ผมคิดว่ามีนิทานที่สั่งสอนผมตอนเด็ก

ว่าพ่อแม่จะเอาปู่ย่าไปทิ้ง

ก็ให้มีลูกที่ขัีดกะลาไว้ว่าจะเตรียมเอากะลาให้พ่อแม่เตรียมไว้ตอนชราบ้าง

ในนิทานพ่อแม่สำนึกได้

แต่ท่าทางโลกความเป็นจริงคงไม่สวยหรูเช่นนั้น

เราเมหือนพวกที่มุ่งหย้าไปลงเหว แบบไม่มีเบรก

เราสอนคนคนหนึ่งมาตลอดชีวิต ว่าการหาทรัพยากรสำคัญที่สุด

มีเหตุผลอะไรที่คนคนนั้นจะเสียทรัพยากรเพื่อพ่อแม่ที่ไม่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ?

คนเราสามารถเปลี่ยนแนวคิดที่เขามีมาตลอดชีวิตได้หรือ?

..

อเมริกาหากให้ผมมองในแง่ดีกว่าจีน

คือมีคนบอกว่า มีงบเยอะมาก ในซิลิคอนวัลเลย์มีพวกต้มตุ๋นอยู่เยอะเกินไป
ที่จะหลอกเอาเงินจากพวกที่จะระดมทุนน่ะครับ

แต่ประชากรจำนวนมากก้ยังคิดที่จะลงทุนกับพวกต้มตุ๋น มากกว่าไปลงกับอย่างอื่น
มีคนทำคล้ายๆอีลอนมัสก์หลายคน แต่ไปเป็นพวกต้มตุ๋นไปเยอะเช่นกัน
ผู้ลงทุนก็เสียเงินกันไป

แต่พอเป็นอเมริกา การที่พอมีคนต้มตุ๋นบ้าง สำเร็จบ้าง คละกันไป ก็ยังมีคนบ้าบอพอที่จะยังมีความหวังต่อไปน่ะครับ
เป็นปรากฎกาณร์ที่น่าสนใจจริงๆ

เหมือนกับว่า เราจะทำเรื่องบ้าแค่ไหน ก็พร้อมจะมีคนบ้าตามระดมทุนไปพร้อมกับเรา ???

ผมลองค้นข่าวเก่าๆดู ประมาณปี 2012-2018 ก่อนหน้านั้นคนยังมองอีลอนเป็นนักต้มตุ๋นอยู่เลยครับ
ขาดทุนเป็นหลายพันล้าน
แต่ด้วยความบ้าก็อุตสาห์ทำให้สำเร็จจนได้
[quote/]
ศาสนาไม่มีประโยชน์ตั้งแต่ปัญหาในยุคของมันจบแล้วล่ะครับ ที่ยังอยู่เพราะนักบวชละทางโลกเลิกใช้เงินไม่ได้ สมมุติว่าท่านเคยอ่านประวัติศาสตร์ทั่วโลกมาบ้าง จะพบว่ามีน้อยครั้งเท่านั้นที่ประขากรตายเพราะโรคระบาดใหญ่ หรือสาธารณสุข สุขอนามัยแย่ หลักฐานจะมาจากสูตรปรุงยาทั้งหลายที่ปัจจุบันวางแผงตามร้านริมถนน


คาดว่าเกิดจากสงครามเบ็ดเสร็จมากกว่า (Total War) ที่ใช้คนทีละมากๆกว่า 1,000 -100,000 คน ไม่เหมือนปัจจุบันที่สงครามเกิดน้อยลง แล้วมีกำลังประจำการนับล้าน (รวมกำลังพลที่มีหน้าที่คล้ายทหาร) หลักฐานนั้นมาจาก สมมุติว่าท่าคุยกับญาติรุ่นใกล้ทวดหน่อย จะเห็นว่าตระกูลของท่าน (ถ้าใหญ่) จะมีรุ่นพ่อ - แม่


เกิด 8 คน รอดและโตทุกคน ข้อเท็จ - จริงสมัยยุคกลางผมก็เคยอ่านประวัติศาสตร์ผ่านๆบ้างว่า เกิด / ตายในเยาว์วัย 1 ครัวเรือนจะเฉลี่ยประมาณ 6/8 - 8/10 ซึ่งหมายประชากรเติบโตเร็วมาก ถึงแม้ว่าศาสตร์พยาบาลยังไม่ทันสมัย


หากท่านถามผมว่า; ทำไมคนมีลูกน้อยลง ผมคงตอบไม่ลังเลว่า ‘กลัวโลกร้อน’ + ‘รอบคอบเรื่องค่าครองชีพ’ จะเห็นได้ว่าต้นตระกูลก่อนจะเริ่มสร้างให้มีจำนวนกว่า 20 คนใน 3 รุ่น ทั้งรอบคอบและระวังการเงินมากกว่ารุ่นใหม่ตั้งไม่รู้อย่างน้อย 3 เท่า อีกข้อที่อยากแนะนำ ‘ความใฝ่รู้’ จากหนังสือ ประสบการณ์จริง + Internet  ทำให้มีแต่คนเก่งๆทุกปี อย่างน้อยก็แนะนำเกษตรกรที่นา 1 ที่ดิน มีผัก 5 - 6 ชนิด + สัตว์ปีกออกไข่ + โคนม + แพะ + หมู หรืออื่นๆ


ดูแลได้ด้วยครอบครัวเล็กๆ 4 คน และที่สำคัญทั้งหมดนั้นใช้พื้นที่แค่บ้าน 1 หลัง + สนามหญ้าเล็กๆ จะเห็นว่าศักยภาพ + คุณภาพของคนดีขึ้นจม ไม่ต้องพึ่งปริมาณเหมือนแต่เก่า 

ใช่ครับ ผมอ่านเจอทฤษฎีว่า
ทางเทคนิค นี่คือยุครุ่งเรืิองอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนในประวัติศาสตร์โลก

แต่รุ่นต่อไปคนอาจจะไม่มีความหวังแบบเดียวกับรุ่นเบบี้บูมแล้วก็ได้
เมือ่การแย่งทรัพยากรนั้นดุเดือดมากขึ้นจนเทคโนโลยีอาจจะก้าวตามไม่ทัน

..
ศาสนา มันเป็นโปรแกรมของสังคมน่ะครับ

ใส่แนวความคิดลงไป จะทำให้สังคมหันหัวไปตามที่เราต้องการ

เอาแบบตามสายไลท์โนเวลเราหน่อย

ท่านหย่งเล่อ หรือ starlessnight
พอเป็นศาสนาอื่นวิจารร์สารพัด ส่วนแนวศาสนาคริสต์จะเชื่อว่ามีพระเจ้าขึ้นมาทันที ???

ผมเข้าใจว่ามันจำเป็นเพราะหากเราตกอยู่ในภาวะที่สิ้นหวัง
มีแต่ความเชื่อเท่านั้นที่ทำให้เราผ่านไปได้ คนที่รอดจากความตายและสิ่้นหวังด้วยความเชื่อจากพระเจ้า
หากรอดออกมาจะกลายเป็นคนคลั่งศาสนา
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

ออฟไลน์ sariora123

  • จอมพลหมีชั้นกลาง
  • **
  • กระทู้: 13,312
  • ถูกใจแล้ว: 5561 ครั้ง
  • ความนิยม: +466/-445
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: มกราคม 27, 2022, 09:32:00 PM »
สมัยก่อน เคยดูพวกช่องเกี่ยวกับระดมทุนอยู่เรื่อยๆ มีโปรเจคขายฝันเพียบเลยครับ


แบบว่าเครื่องกองน้ำพลังงานลมบ้างแสง บ้างใช้หลักการ พิศดาลอะไรนักก็ไม่รู้


ซึ่งระดมทุนกันเยอะมาก เอาตามความเข้าใจผมเลยนะ จะกรองน้ำ หาสารกรอง
สารตกตะกอน มาถูกกว่าที่เอ็งจะระดมทุนเยอะมากกว่า หาก็ง่ายซ่อมก็ง่ายกว่า
แม่ม พวกหลอกมันเยอะเอาการเลยนะ


พวกเทคโนบางอย่างผมได้ยินมานานมากว่าคิดค้นได้มาเป็น หลายสิบปีแล้ว
แต่เพิ่งเอามาใช้กันตอนนี้น่ะ   อย่างแบตชาร์จเร็วเคยเล่าให้ฟังล่ะว่าคิดค้นได้นานมากแล้ว
ตั้งแต่ยุคก่อนโน้น ตอนรถไฟฟ้านี่ยังไม่มีใครทำเลยนั่นแหละ ตั้งกะผมอยู่ม.ปลายเห็นจะได้
ตอนนี้เพิ่งจะมีข่าวว่าเอามาทำขายกันจริงๆ ล่ะ   


เรื่องแบตได้ยินอยู่ว่ามีการคิดค้นแบต ถ่าน นาฬิกา หรืออะไรสักอย่างนี่แหละที่ก้อนเดียว
อยู่ได้ราวๆ 200 กว่าปีโดนที่ไม่หมดไฟ เพราะใช้ธาตุรังษีบางชนิดทำแกนแล้วห่อด้วยตัวดัก
รังษีเปรี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ก้อนเดียวใช้ยันตายก็ยังไม่หมดไฟ(คิดว่าน่าจะออกแบบมา)
ใช้กับพวกอุปกรณ์บางชนิดทางการแพทที่ฝังเข้าในตัวคน คือฝังแล้วใช้ยันตายไม่ต้องผ่ามาเปรี่ยนใหม่

 

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,238
  • ถูกใจแล้ว: 3187 ครั้ง
  • ความนิยม: +219/-432
Re: ประชากรลดลงเรื่อยๆ-อิเซไค จอมมารเศรษฐศาสตร์
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: มกราคม 31, 2022, 09:42:20 AM »
สมัยก่อน เคยดูพวกช่องเกี่ยวกับระดมทุนอยู่เรื่อยๆ มีโปรเจคขายฝันเพียบเลยครับ


แบบว่าเครื่องกองน้ำพลังงานลมบ้างแสง บ้างใช้หลักการ พิศดาลอะไรนักก็ไม่รู้


ซึ่งระดมทุนกันเยอะมาก เอาตามความเข้าใจผมเลยนะ จะกรองน้ำ หาสารกรอง
สารตกตะกอน มาถูกกว่าที่เอ็งจะระดมทุนเยอะมากกว่า หาก็ง่ายซ่อมก็ง่ายกว่า
แม่ม พวกหลอกมันเยอะเอาการเลยนะ


พวกเทคโนบางอย่างผมได้ยินมานานมากว่าคิดค้นได้มาเป็น หลายสิบปีแล้ว
แต่เพิ่งเอามาใช้กันตอนนี้น่ะ   อย่างแบตชาร์จเร็วเคยเล่าให้ฟังล่ะว่าคิดค้นได้นานมากแล้ว
ตั้งแต่ยุคก่อนโน้น ตอนรถไฟฟ้านี่ยังไม่มีใครทำเลยนั่นแหละ ตั้งกะผมอยู่ม.ปลายเห็นจะได้
ตอนนี้เพิ่งจะมีข่าวว่าเอามาทำขายกันจริงๆ ล่ะ   


เรื่องแบตได้ยินอยู่ว่ามีการคิดค้นแบต ถ่าน นาฬิกา หรืออะไรสักอย่างนี่แหละที่ก้อนเดียว
อยู่ได้ราวๆ 200 กว่าปีโดนที่ไม่หมดไฟ เพราะใช้ธาตุรังษีบางชนิดทำแกนแล้วห่อด้วยตัวดัก
รังษีเปรี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ก้อนเดียวใช้ยันตายก็ยังไม่หมดไฟ(คิดว่าน่าจะออกแบบมา)
ใช้กับพวกอุปกรณ์บางชนิดทางการแพทที่ฝังเข้าในตัวคน คือฝังแล้วใช้ยันตายไม่ต้องผ่ามาเปรี่ยนใหม่


ผมได้แนวคิดมาว่าทางเทคนิคที่เราห็นว่าสงครามทำให้เทคโนโลยีก้าวหน้า จริงๆแล้วเป็นเรือ่งของความจำเป้นบีบบังคับให้มีการพั?ฒนาวิศวกรรมจากของที่มีอยู่แล้ว
มีแต่ยุคสมัยที่สงบสุขเท่านั้น คนถึงมีเวลาคิดเรือ่งฝันเฟื่องมากกว่า
แม้จะดูเหมอืนหลอกลวง แต่ก็ต้องมีของที่ใช้ได้บ้างนั่นล่ะ หากเทียบตามปริมาณที่ออกมาในช่วงสงบสุขเอาเงินมาล่อ ทางซิลิคอนวัลเลย์ก้มีโครงการมหาศาลแล้ว
เจอคนวิเคราะห์ว่า ทางเสิ่นเจิ้นกับซิลิคอนวัลเย์จเอปัญหาตรงกันข้ามกัน
ทางซิลิคอนวัลเลย์เจอแต่นักต้มตุ๋น แต่ก็ยังมีคนเอาเงินไปลบงทุนกัน
ทางเสิ่นเจิ้นท่านสีพยายามพัฒนามหาวิทยาลัย การขนส่งต่างๆ และโครงการที่น่าสนใจเชือ่ถือได้มีแต่คนไม่กล้าลงทุน ???
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 

 

Tags:
แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก