หลักการของฝนเทียม คือหลักการเปลี่ยนแปลงขีดจำกัดของอุณหภูมิอันเนื่องมาจากความเข้มข้นของสารละลายที่เปลี่ยนไป ความรู้เรื่องสารละลาย ม.ปลาย
โดยขีดจำกัดของอุณหภูมิ 1 องศาเซลเซียส จะเท่ากับการเปลี่ยนไปของสารละลาย 1 โมแลลิตี หรือ เรียกสั้นๆว่า โมแลล (Molality) = โมลของตัวถูกละลาย / น้ำหนักของตัวทำละลาย(kg)
(อย่าสับสนกับโมลาลิตี้ Molarity ซึ่งหน่วยเป็น โมลของตัวถูกทำละลาย / ปริมาตรของตัวทำละลายหน่วยlitre)
หรือถ้าจะให้ผมพูด มันก็คือหลักการทำไอติมหวานเย็นนั่นแหละครับ เมื่อเราใส่เกลือลงในน้ำ ต่อให้อุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส น้ำมันก็จะไม่แข็ง
สมมุติว่าผมทำให้น้ำมีความเข้มข้นของสารละลาย 10 โมแลล ก็จะทำให้ขีดจำกัดที่ปกติน้ำจะเป็นน้ำแข็งที่ 0 องศาเซลเซียส เปลี่ยนเป็น -10 องศาเซลเซียส
ยิ่งไปกว่านั้นไม่ใช่แค่เปลี่ยนจุดเยือกแข็งที่เปลี่ยนไป แต่จุดเดือดเองก็เปลี่ยนไปเช่นกันและจะเดือดยากขึ้นเป็น 110 องศาเซลเซียส เช่นกัน

แต่หลักการของฝนเทียม คือ หลักการขยายขีดจำกัดจุดเดือดให้ขึ้นสูงมากๆ บังคับให้ไอน้ำในอากาศควบแน่นกลายเป็นของเหลว
เนื่องจากอุณหภูมิปกติห่างจากขีดจำกัดจุดเดือดที่เปลี่ยนไปมากเกินไป
และนั่นแหละก็คือการเปลี่ยนไอน้ำให้กลายเป็นน้ำฝน โดยที่เราไม่ต้องเปลี่ยนอุณหภูมิ แต่เป็นการเปลี่ยนขีดจำกัดจุดเดือดให้ยืดยาวออกไปอีก
แต่มันไม่ได้ทำให้น้ำเพิ่มขึ้น เพราะหลักการเคมีที่สำคัญที่สุด สสารใดๆในโลกไม่มีวันหายไป มีแค่เปลี่ยนรูปร่างและสารประกอบใหม่เท่านั้น แต่มวลยังคงเดิมอยู่ตลอด
หรือจะให้ผมสรุปง่ายๆ ฝนเทียม(Cloud-Seeding) มันคือการทำให้ฝนตกลงมาก่อนเวลาที่ไอน้ำจะรวมตัวกันมากพอกลายเป็นเมฆฝนโดยการเปลี่ยนแปลงขีดจำกัดจุดเดือดของไอน้ำผ่านสารละลายที่เข้มข้นขึ้น ดังนั้นมันไม่ได้ทำให้ฝนมากขึ้น แต่ทำให้ฝนตกก่อนเวลาเท่านั้นซึ่งคนที่คิดค้นวิธีนี้ได้ก็คือ Vincent Shaefer กับ Irving Langmuir วิศวกร ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี 1932 เนื่องจากสามารถอธิบายกลไกของฝนและแสดงการเปลี่ยนแปลงควบคุมได้
โดยที่เขาใช้สารเคมี คือ AgI (ซิลเวอร์ไอโอไดด์) ซึ่งเป็นสารประกอบธาตุเงิน รวมกับ ไอโอดีน แทนเกลือในการสร้างแบบจำลองฝน ดังรูปในโพสต์ที่ 15
นั่นคือรูปที่เขากำลังทดลองฝนเทียมในตู้แบบจำลอง ซึ่งใครหลายคนอาจจะไม่ทราบว่า ไอ้เจ้าซิลเวอร์ไอโอไดด์เนี่ยมันเป็นสารอันตราย ที่มีผลกระทบต่อผิวหนัง
โดย NFPA 704 ซึ่งได้จัดหมวดหมู่ของสารเคมีอันตราย ได้จัดว่า ซิลเวอร์ไอโอไดด์ มีอันตรายต่อสุขภาพอยู่ในระดับ 2
https://en.wikipedia.org/wiki/Silver_iodide
นี่คือสัญลักษณ์แยกหมวดหมู่ NFPA 704 ซึ่ง ซิลเวอร์ไอโอไดด์ เป็นสารที่ผลอันตรายต่อสุขภาพระดับ 2

อันนี้คือความหมายสัญลักษณ์แต่ละช่องของ NFPA 704
และผลอันตรายระดับ 2 ที่ NFPA ได้ให้คำนิยามไว้ คือ "Intense or continued but chronic exposure could cause temporary Incapicitation or possible residual injury"
ผมแปลเลยก็แล้วกันนะครับ "เมื่อได้รับเป็นช่วงๆหรือต่อเนื่องเป็นระยะเวลายาวนานแต่ไม่ประจำ อาจจะทำให้เกิดความไร้ความสามารถชั่วคราว หรือ เป็นอันตรายแบบถาวร
https://th.wikipedia.org/wiki/NFPA_704ซึ่งอย่าลืมว่า AgI หรือ ซิลเวอร์ไอโอไดด์ มันคือโลหะหนักประเภทหนึ่ง แน่นอนว่ามันทำให้เกิดผลจากพิษของโลหะหนัก ซึ่งกรณีใช้หรือโดนสารนี้นานๆ จะทำให้เกิดสภาวะ Argyria
หรือ ที่รู้จักกันว่ามันคือ โรคผิวเปลี่ยนเป็นสีม่วง

นั่นแหละเข้าใจหรือยังว่า ทำไมประเทศเมกาเป็นประเทศที่คิดค้นฝนเทียม แต่กลับออกกฎหมายแบนฝนเทียมที่ตัวเองคิดเองขึ้นมา เพราะผลร้ายของสภาวะ Argyria ไงครับ
และไอ้ที่กรมฝน...ฯ มักจะบอกว่าใช้ 3 สูตร และสาร 3 สูตรนั้น ไม่จริงหรอกครับ คุณไม่ได้ใช้สาร 3 สูตรนั้น แต่คุณใช้สาร ซิลเวอร์ไอโอไดด์

นี่คือเอกสารที่มิตรสหายท่านหนึ่งที่สืบข่าวจากกองทัพอากาศส่งให้แก่ผม กรมฝน...ฯ แม่งโกหก แท้จริงใช้สารอันตรายต่อผิวหนังอย่างซฺิลเวอร์ไอโอไดด์ ทำฝนเทียม
นอกจากยังผลาญงบประมาณแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอย่างเปล่าประโยชน์แล้ว นี่ยังโปรยสารพิษให้แก่ประชาชนคนไทยทุกคนอีก นี่คือหนึ่งเรื่องที่ทำให้ผมโกรธมาก
แล้วงานวิจัยหลายแห่งก็เขียนชัดเจนว่า เจ้า ซิลเวอร์ไอโอไดด์ เนี่ยมันมีผลร้ายจริงๆ ถ้าใช้ปริมาณมากๆ มันอันตรายต่อผิวหนัง
ใครไม่เชื่อก็ลองไปถามหมอทุกคนได้ครับ ถามเลยว่าซิลเวอร์ไอโอไดด์ใช้มากๆอันตรายมั้ย หมอทุกคนจะตอบว่าอันตรายและอันตรายต่อผิวหนัง