ท่าทางหลายๆคนจะเริ่มรู้ตัวแล้วในประเด็นประชากรน้อยลง
แต่ท่าทางมองต่างมุมกันหลายๆอย่าง
มาคุยในประเด็นนี้กันหน่อยครับ
ผมจำได้ว่าผมเจอพวกสายสังคมมั้ง กังวลตั้งแต่ช่วงปี 50-51 แล้ว
แต่้ท่าทางตัวเลขในช่วงนี้คงเด่นชัดเกินไปที่คนเราจะปิดหูผิดตากันไม่ได้อีกต่อไปแล้วนั่นเองว่าประชากรลดลงกันจริงๆ

ว่าต่อให้เราไม่เคยสนใจในเรือ่งนี้ก้ต้องกลับมาสนใจ
ผมจำได้ว่าเคยเถียงกับคนในบอร์ดนี้นั่นล่ะ
ว่าการที่เมดสาวคนพี่จากจอมมารเศรษฐศาสตร์ มีความรู฿้อะไรมากขึ้นและ
"ออกพเนจรไปทั่วโลก"
นั้น มันทำให้การมีบุตรช้าลงหรืออาจจะไม่มีเลย
เป็นปัญหาที่ปกคลุมประเทศที่กำลังพัฒนาต่างๆ ที่ต้องการแรงงานมหาศาลไปเข้าตลาดแรงงาน
แต่แรงงานต้องใช้"เวลา"
หากไม่มีเวลามาผลิตลูกและดูแลลุก คนเราจะมีประชากรเพิ่มมากขึ้นได้อย่างไรมิทราบ?
แต่ที่ผมเคยเถียงด้วยก็ปฏิเสธเรื่องนี้ ว่าไม่มีในเรือ่ง คิดไปเองแต่ก็คงจะใช้ผมยอมรับในจุดนั้น
แต่สิ่งที่ควรจะยอมรับกันว่า ประชากรลดนั้นคือ เป้าหมายที่คนเขารณรงค์กันมาตลอดหลายสิบปีที่ world economic forum
ไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด
พวก World Economic Forum เขียนกันตรงๆเลยหน้าเว็บว่าพวกเขาต้องการควบคุมประชากร
แผนการของพวกเขาคือ สนับสนุนการคุมกำเนิด ให้การศึกษาแก่ผู้หญิงในโลกที่สาม กำลังพัฒนาต่างๆฯลฯ
ซึ่งพวกเขาบอกเองว่ปาระสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ที่ผมแปลกใจคือ ทำไมคนเราถึงมาตื่นตัวกันมากกว่า
การทำให้ประชากรลดลง ไม่ใชข่ความลับแต่ประการใดหรือไม่ใช่แม้แต่ทฤษฎีสมคบคิดด้วยซ้ำ
ประกาศอยู่โต้งๆกันตรงหน้าเว็บไซ์ให้คนอ่านได้ง่ายๆทั่วโลกนี่ล่ะ
ทำไมคนเราถึงทำท่าตื่นตัวกันตอนนี้ไปได้?
ที่ผมว่าจอมมารเศรษฐศาสตร์
เพระาพวกจอมมรเศรษฐศาสตร์ทำตัวแบบ world economic forum เปีะ
ให้การศึกษา สนับสนุนการทำงาน โครงการต่างๆ สร้างความสะดวกให้กับการที่ผู้หยิงเข้าการศึกษาและตลาดแรงงาน
ทุกอย่างเป้นไปตามแผนเปีะๆ
จะมาตกใจอะไรกันตอนนี้?
รู้ตัวกันสายไปแล้วมั้ง

....
เอาแบบจุดยืนของผม มองแบบคนบ้าอำนาจที่ต้องการควบคุมชะตากรรมของมนุษย์หน่อยหนึ่งคือ
ผมค่อนข้างเห็นด้วยกับกลยุทธนี้นะ
ไม่ต้องฆ่าคนให้เหนื่อย จับเข้าเครื่องรมแก๊สแบบในหนังดิสโทเปีย
ปัญหามีแค่การจัดสรรทรัพยากร ให้อุปกรณ์คุมกำเนิด การศึกษาและการเงิน สุดท้ายพวกเขาก็จะคุมกำเนิดกันเอง
คนที่ต้องการคุมประชากร ไม่ต้องเหนื่อยเลยแม้แต่นิดเดียว
ว่าคนที่จะควบคุมโลกในยุคปัจจุบันน่ะ ไม่ใช่คนบ้าคลั่งใช้อาวุธทำลายล้างอย่างในหนัง
แค่ตั้งโครงการและรันโครงการไป คอยเวลาสักสองสามชั่วคน
ก็ได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการแล้ว
ไม่ต้องจับคนมาเข้าแคมป์ฆ่้าล้างเผ่าพันธุ์กันให้เหนื่อยแต่ประการใด
หากอยากจะขัดขวางแผนการนี้ทำอย่างไร?
ไม่ให้ผู้หยิงเข้าตลาดแรงงานหรอืมีการศึกษาหรือ ตลกแล้ว...ซึ่งดันเป็นวิธีที่รัฐศาสนาดันทำวิธีนี้จริงๆ
ซึ่งผมยอมรับว่ามันดันได้ผลเสียด้วย

ว่าเราตอนนี้อยู่บนทางสองแพร่ง ว่าโลกจะหมุนไปทางไหนนั่นเอง
เราเชื่อไหมว่า สงครามแนวคิดไม่ได้กินเวลากันแค่ชั่วรุ่นของเราแต่อาจจะกินเวลานานนับร้อยปี
เราจินตนาการได้ไหมว่า ไม่ต้องถึงร้อยปี
แต่แค่ยี่สิบปีอะไรจะเกิดขึ้น
หากรัฐศาสนา ครอบครัวหนึ่งภริยาสี่คนลูกสิบสองคน
กับรัฐฆราวาส ไม่มีลูกเพราะมีลูกมากยากจน
คำถามที่ผมอยากถามมาตลอดคือ ทุกคนเชื่อในแนวคิดสมัยใหม่...แต่ทำไมมองว่าท่านนบี(ฯศ็อลฯ)
มองเรื่องอัตราการเพิ่มประชากรไม่ออก? ทั้งที่มันเป็นแค่เรื่องของทางคณิตศาสตร์ธรรมดา
ว่าจุดยืนของเรามองว่าใครกันแน่ที่เป็นคนโง่ หากมองในระยะยาว?
หากมองว่ากฎหมาย หลักการของศาสนาคือวิศวกรรมสังคม
ทุกท่านมองว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ? เอทิสม์จะตายไปไม่สืบต่อรุ่นต่อไป ครอบครัวใหญ่ของศาสนาจะสืบต่อรุ่นต่อไป
มันก็เป็นเช่นนี้แล
ว่าครอบครัวปัจจุบัน มันไม่ใช่นิวเคลียร์ มันคือ อะตอมไมซ์การย่อยสลายของหน่วยครอบครัวอย่างสิ้นเชิง
มีพวกบ้าบอคลั่งศาสนาในอเมริกากล่าวเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1960 แล้ว
ให้ผลลัพธ์ในโลกปัจจุบันตัดสินเองว่าพวกบ้าบอคลั่งศาสนากล่าวถูกต้องหรือไม่กันก็พอ
ประวัติศาสตร์จะตัดสินเองจากผู้ชนะในเรื่องของแนวคิดที่จะปกครองโลก
ทุกท่านมองว่าอย่างไรบ้างครับ?
ไปเจอแนวคิดนี้ตอนผมเล่นโรลเพลย์น่ะครับ มองคนเป็นหน่วยซิมซิตี้แล้วรู้สึกว่าเราต้องไร้ศีลธรรมเอามากๆ ถึงจะแก้ปัญหาบางอย่างในสังคมเอาได้ว่างั้น
shooting themselves in the foot
ว่าการต้อนประชากรอีกครึ่งหนึ่งของเราเข้าตลาดแรงงานน่ะ ได้ผลในการพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่มีข้อเสียในระยะยาวเรือ่งอขงประชากร
ที่ยกเรื่องรัฐศาสนาตาลีบันมา
ก็เพระาว่าทางเทคนิค
รัฐฆราวาสมีเหตุผลที่หนักแน่นกว่าในเรือ่งความรุ้และเสรีภาพ แต่พอมองในภาพรวม ผลลัพะ์จะกลายเป็นอีกอย่างหนึ่งไปได้
คำเตือนจากปี 1960 ของคนคลั่งศาสนาในอเมริกา ก็ได้แสดงผลให้แม้แต่ประเทศไทยเราก็คงเริ่มรู้ตัวแล้วนั่นเอง
คำถามคือ พวกเราคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมือ่ใช้โมเดลแนวคิดรัฐฆราวาสกับโมเดลแนวคิดรัฐศาสนา?