พอดีไปอ่านกระทู้ “โลกแฟนตาซียุคกลางมันต้องมี กกน. ด้วยเรอะ ?” เลยนึกขึ้นได้อย่างหนึ่ง เวลาเห็นคนเขียนนิยายต่างโลกที่เป็นแนวแฟนตาซียุคกลางเนี่ย ชอบเขียนให้ต่างโลกมีวัฒนธรรมอะไรที่มันเหมือนๆ กันกับโลกเราในปัจจุบัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สภาพสังคม ศาสนา ค่านิยมในยุโรปยุคกลางเนี่ยมันแตกต่างจากปัจจุบันค่อนข้างมากๆๆๆๆๆ เลยนะ ไม่ต้องพูดถึงความเข้าใจผิดในปัจจุบันเกี่ยวกับคนยุคกลางว่าเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้น
เพื่อให้เห็นภาพ ผมจะยกตัวอย่างเรื่องการอาบน้ำละกัน เพราะผมเห็นบ่อยมากเวลาตัวเอกเดินทางไปต่างโลกจะต้องแบบ “เอ๋ ไม่มีอ่างอาบน้ำเหรอ ? อะไรนะ มีเฉพาะคนรวย/ขุนนางเท่านั้น!!! คนทั่วไปต้องไปอาบที่แม่น้ำ/ลำคลอง/บ่อน้ำ!!! อยากกลับญี่ปุ่นอ่า ฮืออออๆๆๆ” หรือในหนังย้อนยุคฝรั่งคนยุคกลางจะต้องแต่งตัวสกปรกมอมแมม ประหนึ่งว่าคนพวกนี้ไม่รู้จักอาบน้ำอาบท่ากันบ้างเลย
ทีนี้คนยุคกลางมันเป็นยังงั้นจริงๆ เหรอ ก็จริงตรงที่เฉพาะคนรวยเท่านั้นถึงจะมีอ่างอาบน้ำในบ้าน/ปราสาท แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านทั่วไปจะไปอาบน้ำตามบ่อน้ำลำคลองกันเท่านั้น หรือแต่งตัวสกปรกมอมแมมกันทั้งวัน คือคนที่อยู่ริมแม่น้ำทะเลสาบเขาก็ไปอาบที่แหล่งน้ำแถวบ้านนั่นแหละ แต่คนในเมืองน่ะเขาไปอาบน้ำกันในโรงอาบน้ำสาธารณะกัน อย่างเมืองเซาธ์วาร์คซึ่งอยู่ตรงข้ามแม่น้ำกับกรุงลอนดอนมีโรงอาบน้ำสาธารณะมากถึง 18 โรง หรือกรุงปารีสช่วงปี ค.ศ.1290 มีโรงอาบน้ำมากถึง 32 แห่งในเมืองเลย ฟังดูน่าเหลือเชื่อ แต่อย่าลืมว่าพวกคนยุคกลางเนี่ยเขารับมรดกตกทอดหลายอย่างมาจากจักรวรรดิโรมัน ซึ่งพวกโรมันก็นิยมชมชอบการอาบน้ำมากกกกกก แถมอย่าลืมว่าคนยุคกลางเขานับถือคริสต์ศาสนา ซึ่งก็มีความเชื่อว่า “หากมีกายสะอาด จิตวิญญาณย่อมสะอาดตาม” การอาบน้ำจึงเป็นเรื่องปกติเลยในยุคกลาง และไม่ใช่แค่การอาบน้ำนะ คนยุคกลางยังรู้จักการล้างหน้าและล้างมือก่อนทานอาหารด้วย เพราะไม่มีใครอยากทานอาหารด้วยมือและหน้าสกปรกมอมแมมจากการทำไร่ไถนาสกัดไม้ปั้นปูนหลอมเหล็กมาทั้งวันหรอก จริงมั้ย

ภาพข้างบนคือตัวอย่างการอาบน้ำสไตล์แบบคนรวย คือมีอ่างไม้ใหญ่ๆ ในบ้าน ต้มน้ำอุ่นแล้วเทใส่อ่าง หรือบ้างก็ตั้งข้างๆ กองไฟเลยแบบในรูป มีผ้าม่านกั้น แล้วก็มีคนใช้ช่วยขัดถู
แล้วอย่าคิดว่าโรงอาบน้ำของยุคกลางนี่จะแยกชาย-หญิงแบบปัจจุบันนะฮะ เปล่าเลย คนยุคนั้นเขาไม่ถือสาเลยหากหญิง-ชายจะอาบน้ำร่วมกัน กลับถือเป็นเรื่องปกติเสียอีก อันนี้เป็นตัวอย่างจากบันทึกของนักเขียนชาวมุสลิมชื่ออุซามะห์ อิบนุ มุนชิดห์ (มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ค.ศ.1095 - 1188) ที่กล่าวถึงบรรดาอัศวินครูเสดและครอบครัวที่มาตั้งรกรากในตะวันออกกลางหลังสงคราม
วันหนึ่งข้าเดินทางไปยังโรงอาบน้ำในเมืองศูร (ไทร์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเลบานอนปัจจุบัน)
หนึ่งในข้ารับใช้บอกข้าว่า “มีผู้หญิงอยู่โรงอาบน้ำด้วยฮะเจ้านาย” พอข้าเข้าไปนั่งที่ม้านั่งหินข้างในก็ตกใจ! มีผู้หญิงอยู่ในโรงอาบน้ำจริงๆ ด้วย หล่อนมากับผู้เป็นบิดาซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามข้านี่เอง แต่ข้าไม่มั่นใจว่าหล่อนเป็นผู้หญิงจริงๆ ข้าเลยหันไปบอกกับคนของข้า “เห็นแก่อัลเลาะห์ เจ้าไปดูซิว่าหล่อนเป็นหญิงจริงรึไม่” หมอนั่นเลยเข้าไปด้อมๆ มองๆ ข้างหล่อน จนบิดาของหล่อนต้องหันมาอธิบายให้ข้าฟัง “นี่เป็นลูกสาวข้าเอง แม่ของนางเพิ่งจะเสียไปเลยไม่มีใครคอยสระผมให้นาง ข้าเลยพานางเข้ามาในนี้เพื่อที่ข้าจะได้สระผมให้นางได้”อีกตัวอย่าง
วันหนึ่งมีอัศวินชาวแฟรงค์ (คำที่ชาวมุสลิมยุคนั้นใช้เรียกคนยุโรป)
เข้ามา[ในโรงอาบน้ำ] พวกเขามิได้ทำตามธรรมเนียมนุ่งผ้าคาดเอวในโรงอาบน้ำแบบชาวเรา (คนมุสลิมยุคนั้นมีธรรมเนียมนุ่งผ้าเตี่ยวในโรงอาบน้ำเหมือนคนญี่ปุ่นปัจจุบัน ตรงข้ามกับยุโรปในยุคเดียวกันที่ล่อนจ้อนกันในโรงอาบน้ำเป็นปกติ)
แล้วเจ้าหมอนั่นก็ดึงผ้าเตี่ยวข้าไปจนคนเขาเห็นกันทั่วว่าข้าเพิ่งโกนขนเพชรมา เจ้าหมอนั่นก็ตะโกน “ซาลิม (คำที่คนยุโรปเรียกคนมุสลิมยุคนั้น)
นั่นมันดูดีมากเลยนะ ข้ารบกวนเจ้าทำให้ข้าด้วย” แล้วเจ้าหมอนั่นก็นอนให้ข้าโกนขนเพชรให้มัน ขนมันยาวเหมือนหนวดคนเลยทีเดียว!! พอเจ้านั่นรู้สึกพอใจก็หันมาพูดกับข้าอีก “ซาลิม รบกวนช่วยทำให้ภรรยาข้าด้วย” จากนั้นคนใช้ของหมอนั่นก็พาภรรยาหมอนั่นมา หล่อนนอนล่อนจ้อนลงให้ข้าโกนขนเพชรให้โดยเจ้านั่นคอยดูอยู่ข้างๆ พอข้าทำเสร็จเจ้านั่นก็ขอบอกขอบใจข้าและมอบเงินตอบแทนให้เป็นค่าแรง”ความนิยมในการอาบน้ำในโรงอาบน้ำของคนยุคกลางนี่ไปไกลมากจนยุคหลังช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 เริ่มปรากฏธรรมเนียมที่เรียกว่า “อาบน้ำทานอาหาร” (Bath Feasting) อันเป็นงานปาร์ตี้คนรวยแบบหนึ่งในยุคนั้น คือโฮสต์ผู้จัดจะเชิญแขกมา มักจัดงานในโรงอาบน้ำสาธารณะที่เช่าเหมาไว้ หรือถ้ารวยมากพอก็จัดในบ้านตัวเองเลย คนเข้างานทุกคนจะเปลื้องผ้าหมดเหมือนเวลาอาบน้ำ (ยกเว้นคนใช้กับพวกนักดนตรีในงาน) โดยโฮสต์เจ้าของงานจะนั่งๆ นอนๆ ในเตียงขนาดใหญ่คิงไซส์ด้านหน้างานกับภรรยาของตน (แน่นอนว่าเปลือย) ส่วนแขกในงานจะนอนแช่น้ำในอ่างไม้พร้อมกันทั้งสามีภรรยาหากมากันสองคน (แน่นอนว่าเปลือย) หรือแช่ในอ่างน้ำกับน้องหนูคุณโส[เภณี] ที่เจ้าบ้านจัดไว้รอรับก็ได้ (เหมือนอ่างบ้านเรายังไงยังงั้น) ตัวอย่างภาพด้านล่าง

ความนิยมในการใช้งานโรงอาบน้ำสาธารณะของคนยุคกลางเริ่มเสื่อมลงตอนเข้าสู่ยุคเรอนาซองส์ (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 15) เนื่องจากคนชนชั้นกลางเริ่มมีมากขึ้นกว่ายุคก่อน คนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อมากกว่าเมื่อเทียบกับชาวนาชาวช่อง จึงสามารถจัดหาห้องน้ำส่วนตัวในบ้านได้ ไม่ต้องไปใช้โรงอาบน้ำสาธารณะอีก บวกกับเกิดกระแสแฟชั่นเสื้อผ้าขึ้นมาเพื่อโอดโฉมความงามและฐานะของเจ้าของเสื้อผ้า (ถ้าไปดูภาพเสื้อผ้ายุคเรอนาซองส์เรื่อยมานี่จะเป็นอะไรที่แฟนซีมากเมื่อเทียบกับเสื้อผ้ายุคกลาง) คนเลยให้ความสำคัญกับความสะอาดสวยงามและความหอมของเสื้อผ้ามากกว่าการอาบน้ำ และกระแสความเชื่อในยุคเรอนาซองส์ (ไม่ใช่ยุคกลาง!!!) ว่าการอาบน้ำอุ่นอาจทำให้เม็ดไฝหรือฝีบนร่างกายแตกออกเพราะความร้อนและแพร่กระจายเชื้อโรคออกมา การอาบน้ำสาธารณะเลยหน้าไปจากประวัติศาสตร์ยุโรปจนกระทั่งเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 19 จึงเริ่มมีการพลิกฟื้นโรงอาบน้ำสาธารณะขึ้นมาใหม่นั่นแหละครับ
(แต่ไม่ได้หมายความว่าคนยุโรปหลังยุคกลางจะไม่อาบน้ำนะ คือยังอาบอยู่แต่อาบในบ้านตัวเองอย่างเดียว ไม่ไปอาบในโรงอาบน้ำสาธารณะแล้ว และเพราะว่าการอาบน้ำนั้นต้องใช้เงินเยอะ คุณต้องมีอ่างน้ำ มีแหล่งน้ำใกล้บ้านเพราะถ้าไม่มีก็ต้องไปตักน้ำมาซึ่งเหนื่อยมากหรือจ้างคนอื่นซึ่งก็แพงไปสำหรับคนธรรมดาสามัญ ต้องมีฟืนไฟสำหรับต้มน้ำซึ่งแน่นอนว่าต้องซื้อมา ต้องมีที่ในบ้านพอสำหรับอาบน้ำและเก็บน้ำซึ่งแปลว่าตอนสร้างคุณก็ต้องเสียเงินเยอะขึ้น คนยุคหลังเลยลดการอาบน้ำให้น้อยลงโดยอาจอาบแค่เดือนละครั้ง และดับกลิ่นด้วยเสื้อผ้ากับน้ำหอมแทน ซึ่งคนส่วนมากในปัจจุบันชอบเหมารวมไปว่าคนยุคกลางเองก็เป็นแบบนี้ด้วย ทั้งที่จริงแล้วมีเฉพาะคนยุโรปหลังยุคเรอนาซองส์เท่านั้นที่เป็นแบบนี้)
ก็หมดแล้วฮะสำหรับเรื่องการอาบน้ำในช่วงยุคกลาง ท่านๆ ที่คิดจะเขียนนินายต่างโลกก็ลองเอาไปใช้ได้นา ผมเนี่ยหวังเหลือเกินจะได้เห็นนักเขียนแนว Isekai ของญี่ปุ่นลองหาข้อมูลเรื่องยุคกลางจริงๆ มาใช้ในงานเขียนบ้าง จะได้เห็นอะไรที่น่าสนใจขึ้นเยอะ ฉากแบบตัวเอกไปโรงอาบน้ำสาธารณะในเมืองแล้วถูกพวกผู้หญิงลากไปอาบน้ำในบ่อเดียวกันแบบนี้

หรือไปร่วมงานปาร์ตี้ Bath Feasting กับหนึ่งในฮาเร็มงี้

แค่คิดก็น่าสนใจแล้วจริงมั้ยละท่าน

Edit: ลืมใส่ที่มาแหะๆ
ที่มา
https://going-medieval.com/2019/08/02/i-assure-you-medieval-people-bathed/ https://sourcebooks.fordham.edu/source/usamah2.asphttps://books.google.com.au/books?id=MGwywRgze7MC&q=Salim#v=snippet&q=Salim&f=falseและ
https://bathlocator.com/2016/09/26/history-thermal-baths-part-ii-middle-age/