แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก

ผู้เขียน หัวข้อ: Drama เหยียดคนอีสาน มีความรู้สึกหรือความคิดเห็นยังไงกันบ้างครับ  (อ่าน 4530 ครั้ง)

ออฟไลน์ pol

  • สาวกผู้สนับสนุนเซนนิคุง2Y
  • จอมทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 17,441
  • ถูกใจแล้ว: 14062 ครั้ง
  • ความนิยม: +377/-7
  • เพศ: ชาย
  • นักอู้มือหนึ่ง
[quote/]


อีสานคือล้านช้างตะวันตกครับ
ลาวคือล้างช้างตะวันออกครับ


แต่เมื่อก่อนก็คืออาณาจักรล้านช้างหนึ่งเดียว มีเจ้าผู้ปกครองเป็นของตัวเอง
แล้วมาแบ่งแยกตอนเหตุการณ์สงครามเย็นระหว่างไทย-เวียดนามก่อนยุคล่าอาณานิคม เรียกว่า "อานัมสยามยุทธ" ซึ่งเป็นการพิพาทระหว่างสยามกับไต้เวียด(อันนัม)เรื่องบรรณาการ+การรับรองกษัตริย์ของล้านช้าง+ขอม เหตุการณ์นี้ทำให้ทั้งอาเซียนอ่อนแอลงไปพร้อมกัน จนเป็นสาเหตุให้ฝรั่งเศษได้ใช้โอกาสนี้ล่าอาณานิคมทำให้ทั้งเวียดนามกับลาวตกเป็น Vassal ของฝรั่งเศษเรียกว่า Indo-China


ดังนั้นสาเหตุที่คนลาวไม่ชอบคนไทย ไม่ใช่เรื่องพระแก้วมรกต แต่มันคือการทำให้อาณาจักรของเขาต้องแตกออกเป็นสองส่วน ญาติพี่น้องโดนจับแยกกันเหมือนเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ และเรื่องเจ้าอนุวงศ์เองก็เป็น Subset ของเรื่อง อันนัมสยามยุทธ ด้วย
เคยไปเถียงกับคนลาวมารอบนึงเรื่องเจ้าอนุวงศ์ครับ ;D  พี่แกบอกว่าเป็นวีรบุรุษโน่นนี่นั่นบลาๆ ผมก็เลยถามไปว่าถ้าตอนนั้นไทยอ่อนแอกว่าลาวจะยึดครองพื้นที่ของไทยไหม?  ....ใบ้แดรกสิครับ
ป.ล  เรื่องเจ้าอนุวงศ์มันเป็นตลกบริโภคของลาวเวลาหาเรื่องไทยครับ ฮัลโหลเอ็งเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ใช่หรือครับแล้วจะมาโหนเจ้าเพื่อ?
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: maotrade, KAGUYA, trash และมีอีก 1 หมีที่ถูกใจสิ่งนี้

ออฟไลน์ sechan

  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 3,139
  • ถูกใจแล้ว: 1222 ครั้ง
  • ความนิยม: +181/-262
ฟังดูแต่ละคนยกฐานะการเงินมาดูหมิน เป็นระดับคนจ้างงาน  น่าจะไม่ผ่านการจ้างแต่เกิดมาพ่อรวยหรือเป็นลูกหลานเจ้าของกิจการเลย  เพราะถ้าไซท์ระดับตั้งตัว มึงจะต้องเจอปัญหาลูกน้องปัญหาคนงาน อีสานหรือไม่อีสานมันไม่เกี่ยว ทำงานได้หรือไม่ได้ ปลอดภัยไหมต่างหากที่คนจ้างงานจะดู ถ้าระดับสร้างตัว จะไม่มี HRมึงต้องทำหน้าที่นั้นเอง มึงจะต้องเห็นทั้งด้านมืด และปัญหาการเงินของลูกน้อง มึงจะมีความเป็นคนมากขึ้น  ดังนั้นไอ้ง่าวที่ออกมานี่ลูกรวยพ่อรวย พวกคุณชายหรือถ้าไม่ใช่ก็พวกขี้แพ้ที่ไม่เคยเข้าสังคม
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: KAGUYA, Lawrencium

ออฟไลน์ redxsword

  • เจ้าสำนักหมี
  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 3,293
  • ถูกใจแล้ว: 20980 ครั้ง
  • ความนิยม: +1618/-194
  • เพศ: ชาย
  • ของแท้ต้องมีรูปฮีจังอยู่ที่ปก
    • สำนักกฎหมายเอสแอนด์เอ็น
[quote/]


จริงๆ ผมน่าจะใช้คำผิด ควรใช้คำว่า พื้นที่ตะวันตกของล้านช้าง กับ พื้นที่ตะวันออกของล้านช้าง
คุณดาบแดงพูดถูกครับ เพราะสมัยก่อน ร.5 นั้นยังไม่เกิดระบบแผนที่ ดังนั้นพื้นที่ยังไม่ชัดเจน เป็นแค่เขตอิทธิพลที่แปรเปลี่ยนได้เรื่อยๆไม่มีความแน่นอน
[img/]
ดังนั้นแผนที่เส้นแบ่งแยกอาณาจักรต่างๆ จริงๆ คือเขตอิทธิพล ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งมันแปรเปลี่ยนไปได้ตามแต่ละอิทธิพลของแต่ละอาณาจักร(ระบบศักดินาสวามิภักดิ์)


เมื่อเทียบกับแผนที่ลาวปัจจุบัน
[img/]
พื้นที่ส่วนตะวันตกของล้านช้างเดิมตกอยู่ในอิทธิพลของรัฐสยามในสมัยร.5(ย้ายข้างสวามิภักดิ์จากอันนัมสยามยุทธ) ส่วนพื้นที่ส่วนตะวันออกเลือกสวามิภักดิ์กับไต้เวียด(อันนัม)


ดังนั้นในสมัยร.5 มันถึงเป็นการขยายดินแดนของรัฐสยามโดยเจ้ากรุงเทพฯ เราได้ Annex(ผนวก)รวมพื้นที่ตะวันตกของล้านช้างเข้ามาเป็นของรัฐสยาม ขณะที่พื้นที่ตะวันออกของล้านช้างถูกรวมเข้าไปกับเวียดนามและถูกตั้งชื่อใหม่ในฐานะประเทศ Vassal ใหม่ของฝรั่งเศษว่า อินโดจีน


ใช่ครับ ในประวัติศาสตร์ คือล้านช้างแผ่อิทธิพลเข้ามาเหนือดินแดนอีสานได้ไม่นานนัก สักพักพอล้านช้างถอย เมืองเล็กเมืองน้อยแถวอีสานก็หันมาตีกันเองต่อ และบางครั้งสยามแผ่อิทธิพลมาแถบอีสานบ้าง เมืองเล็กเมืองน้อยของอีสานก็จะหันไปสวามิภักดิ์สยาม พอสยามถอยออกไป เมืองพวกนี้ก็หันมาตีกันเองต่อ วัฎจักรของแดนอีสานสมัยโบราณจะเป็นแบบนี้มาตลอดนั่นล่ะครับ


เราเรียกพื้นที่แบบนี้ว่า "พื้นที่กันชน" หรือ "แดนกันชน" อะไรก็ว่ากันไป ซึ่งในสมัยโบราณมีหลายพื้นที่หลายช่วงและหลายสมัย อย่างที่หวงอี้เคยเอามาเขียนเล่าในจอมคนแผ่นดินเดือด พื้นที่แถบเหอหนานก็เคยเป็นแดนกันชนของรัฐเหนือกับรัฐใต้มาก่อน แถมยังมีขนาดใหญ่กว่าอีสานมาก เป็นกันมาหลายชั่วรุ่นแบบเดียวกับอีสานนี่ล่ะ (เพราะกว่าจีนสมัยโบราณจะหลุดจากสมัยเหนือใต้ก็ล่วงพ้นมาเป็นร้อยปี)


เหตุผลหลักๆ ที่ราชสำนักลาวเวียงจันทร์ จำปาศักดิ์ และสยาม ไม่ค่อยยุ่งกับดินแดนนี้ เพราะมันเป็น Landlock ครับ ความคุ้มค่าในการเข้ายึดครองไม่มี พื้นที่ไม่มีทางออกทะเล ทำให้การขนส่งเสบียงเป็นไปได้ยาก ส่วนกลางก็ควบคุมพื้นที่แบบนี้ยาก จะสังเกตว่า ราชสำนักลาวเวียงจันทร์ จำปาศักดิ์ หรือแม้แต่ราชสำนักสยามเอง ก็หันไปยึดครองเมืองท่าเป็นส่วนมาก นานๆจะเข้ามาแผ่อิทธิพลในแดนอีสานสักที

อย่างราชสำนักลาวเวียงจันทร์ก็หันไปขยายตัวทางตอนเหนือของเวียดนาม ซึ่งก็คือไปปะทะกับพวกอันนัมนั่นล่ะ ตอนหลังก็เลยโดนพวกอันนัมหันมาขบหัวอย่างที่เห็นๆกันอยู่ (โดน counter attack กลับมา) ส่วนจำปาศักดิ์ก็หันไปตีกับพวกเวียดจามทางตอนใต้กับพวกแขมร์ ตอนหลังก็โดนพวกเวียดจามขบหัวเหมือนกัน(โดน counter attack เช่นกัน) ส่วนสยามนี่ชอบเข้าไปยึดครองแคว้นทางใต้เอาไว้ อย่างพวกปาตานี จนตีกันมาจะสองร้อยปีแล้วยังไม่จบไม่สิ้น ปัจจุบันก็ยังตีกับพวกนี้อยู่เหมือนเดิม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2021, 03:53:23 PM โดย redxsword »
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Black7nos, KAGUYA, trash และมีอีก 1 หมีที่ถูกใจสิ่งนี้

ออฟไลน์ redxsword

  • เจ้าสำนักหมี
  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 3,293
  • ถูกใจแล้ว: 20980 ครั้ง
  • ความนิยม: +1618/-194
  • เพศ: ชาย
  • ของแท้ต้องมีรูปฮีจังอยู่ที่ปก
    • สำนักกฎหมายเอสแอนด์เอ็น
ส่วนสามรัฐทางเหนือ (หลังจากหลุดจากอิทธิพลพม่า) คือ รัฐเจ้าเจ็ดตน รัฐแพร่ รัฐน่าน พวกนี้ได้งบประมาณจากค่าตอไม้สักในช่วงล่าอาณานิคมมหาศาลครับ ซึ่งมันมีเพลงโบราณที่บรรยายความรุ่งเรืองของกิจการค้าไม้ของภาคเหนืออยู่ คือ เพลงเสเลเมา ซึ่งคนปัจจุบันแปลออกยาก เพราะเป็นภาษาเหนือเก่า(ภาษาเหนือปัจจุบันได้อิทธิพลจากภาษาสยามเยอะ จึงเริ่มพูดสื่อสารกันรู้เรื่องเป็นส่วนใหญ่ แต่ภาษาเหนือโบราณนี่คือจะพาคนภาคอื่นงงแน่ๆ)


เรื่องค่าตอไม้สักนี่ หลังจากพระนางเจ้าวิคตอเรียของอังกฤษจะขอเจ้าดารารัศมีไปเป็นหลานสาวบุญธรรม แล้วสยามรู้เรื่องเลยยกทัพมาที่นครสวรรค์อ้างว่าซ้อมรบ แล้วยื่นข้อเสนอไปทางรัฐเจ้าเจ็ดตนว่า ขอเจ้าดารารัศมีมาเป็นเมียน้อย ร.5 จนรัฐเจ้าเจ็ดตนต้องยอมส่งให้ พอเจ๊ดารามาที่ราชสำนักสยาม พี่แกก็โดนเรียก "อีลาว" จากนางในของ ร.5 ทันที ด้วยความอิจฉา ไม่ใช่เรื่องรูปร่างหน้าตานะครับ แต่เพราะรวยโคตรๆ เลยต่างหาก ขนาดดำรงราชาฯ เห็นเจ๊แกถลุงเงินนี่ยังสะดุ้งเลย เพราะตอนนั้นรัฐทางเหนือได้ค่าตอไม้สักมหาศาลจริงๆ


แล้วสุดท้ายสยามก็แดกค่าตอไม้สักของทางเหนือไป เอาไปพัฒนานู่นนี่นั่นของประเทศนั่นล่ะ เพราะงบประมาณสมัย ร.4 หรือเงินถุงแดงมันหมดไปแล้ว แล้ว ร.5 เอาเงินมาจากไหนไปเสียค่าปฎิกรณ์สงครามให้ฝรั่งเศสล่ะ ก็มาจากค่าตอไม้สักที่ยึดมาจากรัฐทางเหนือนี่ล่ะ


ส่วนเรื่องที่เรียกเจ๊ดาราฯ ว่า "อีลาว" ทำไมไม่มีคำเรียกอื่นหรือ ความจริงคือราชวงศ์โบราณหรือรัฐล้านนาของเหนือเนี่ย มีต้นกำเนิดจากตระกูลที่ใช้แซ่ "ลาว" ครับ และคาดว่าน่าจะเป็นบรรพบุรุษร่วมของลาวทางฝั่งประเทศลาวเช่นเดียวกัน เพราะมีกษัตริย์ของราชวงศ์ลาวนี่ล่ะ เคยแผ่อิทธิพลไปทางนั้น แล้วไปสืบสายสกุลลาวไปทางฝั่งนั้นด้วย จนฝั่งนั้นเรียกตัวเองว่า "ลาว" ตอนหลังไม่รู้พญาเม็งรายคิดยังไง ถึงไม่เอาชื่อ "ลาว" มานำหน้าแล้ว ทั้งที่พ่อของตัวเองก็ยังชื่อ "ลาวเม็ง" อยู่เลย


ซึ่งนอกจากคำว่า "ลาว" แล้ว คนสยามยังเรียกคนทางเหนือด้วยอีกชื่อว่า "พวกยวน" ซึ่งเป็นการกร่อนคำจากคำว่า "โยนก" (ลองพูดเร็วๆ จะเหลือแค่คำว่า "ยวน" นั่นล่ะที่เรียกว่าการกร่อนคำ) แต่คนทางเหนือจะไม่เรียกตัวเองว่า "ยวน" ซึ่งคำนี้เคยปรากฏในลิลิตเก่าแก่ของสยาม คือ ลิลิตยวนพ่าย ที่พูดถึงการทำสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือรัฐสุโขทัยระหว่าง ติโลกราชของล้านนา กับ บรมไตรโลกนาถของอยุธยา ตอนแรกนี่บรรยายความอนาถของบรมไตรไว้เยอะมาก โดยเฉพาะตอนที่หนีทัพเจ้าคุ้มลำปางกระเซิงกลับพิษณุโลก ตอนหลังบรมไตรส่งสปายไปเป่าหูติโลกว่า เจ้าคุ้มเมืองลำปางจะก่อกบฎ เท่านั้นล่ะติโลกที่เคยผ่านศึกภายในของล้านนามาก็เชื่อ แล้วเรียกเจ้าคุ้มเมืองลำปางมาประหาร บรมไตรได้ที เลยเข้ายึดเมืองสุโขทัย เชลียง ชากังราว และศรีสัชนาลัย รัวๆ พร้อมกับเขียนลิลิตนี่มาเยินยอตัวเอง (ผมสงสัยมากว่าพี่แกคงลืมความอนาถช่วงต้นของสงครามไปหมดแล้วกระมัง)


ปัจจุบัน คนเฒ่าคนแก่ทางเหนือ บางคนก็เรียกคนที่พูดภาษาเหนือสำเนียงละม้ายว่า "พูดลาว" และเรียกคนที่พูดสำเนียงละม้ายว่า "คนลาว" ซึ่งหมายความว่า คนๆนั้นเป็นคนยวนแท้ ส่วนสำเนียงเชียงใหม่ไม่ใช่สำเนียงเหนือมาตรฐาน เป็นสำเนียงที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาสยามเยอะกว่าครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2021, 04:14:33 PM โดย redxsword »
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: maotrade, Black7nos, KAGUYA และมีอีก 2 หมีที่ถูกใจสิ่งนี้

ออฟไลน์ Black7nos

  • ผู้สนับสนุนเซนนิคุงY3
  • แม่ทัพหมีอาวุโส
  • ****
  • กระทู้: 4,606
  • ถูกใจแล้ว: 2808 ครั้ง
  • ความนิยม: +216/-343
ส่วนสามรัฐทางเหนือ (หลังจากหลุดจากอิทธิพลพม่า) คือ รัฐเจ้าเจ็ดตน รัฐแพร่ รัฐน่าน พวกนี้ได้งบประมาณจากค่าตอไม้สักในช่วงล่าอาณานิคมมหาศาลครับ ซึ่งมันมีเพลงโบราณที่บรรยายความรุ่งเรืองของกิจการค้าไม้ของภาคเหนืออยู่ คือ เพลงเสเลเมา ซึ่งคนปัจจุบันแปลออกยาก เพราะเป็นภาษาเหนือเก่า(ภาษาเหนือปัจจุบันได้อิทธิพลจากภาษาสยามเยอะ จึงเริ่มพูดสื่อสารกันรู้เรื่องเป็นส่วนใหญ่ แต่ภาษาเหนือโบราณนี่คือจะพาคนภาคอื่นงงแน่ๆ)


เรื่องค่าตอไม้สักนี่ หลังจากพระนางเจ้าวิคตอเรียของอังกฤษจะขอเจ้าดารารัศมีไปเป็นหลานสาวบุญธรรม แล้วสยามรู้เรื่องเลยยกทัพมาที่นครสวรรค์อ้างว่าซ้อมรบ แล้วยื่นข้อเสนอไปทางรัฐเจ้าเจ็ดตนว่า ขอเจ้าดารารัศมีมาเป็นเมียน้อย ร.5 จนรัฐเจ้าเจ็ดตนต้องยอมส่งให้ พอเจ๊ดารามาที่ราชสำนักสยาม พี่แกก็โดนเรียก "อีลาว" จากนางในของ ร.5 ทันที ด้วยความอิจฉา ไม่ใช่เรื่องรูปร่างหน้าตานะครับ แต่เพราะรวยโคตรๆ เลยต่างหาก ขนาดดำรงราชาฯ เห็นเจ๊แกถลุงเงินนี่ยังสะดุ้งเลย เพราะตอนนั้นรัฐทางเหนือได้ค่าตอไม้สักมหาศาลจริงๆ


แล้วสุดท้ายสยามก็แดกค่าตอไม้สักของทางเหนือไป เอาไปพัฒนานู่นนี่นั่นของประเทศนั่นล่ะ เพราะงบประมาณสมัย ร.4 หรือเงินถุงแดงมันหมดไปแล้ว แล้ว ร.5 เอาเงินมาจากไหนไปเสียค่าปฎิกรณ์สงครามให้ฝรั่งเศสล่ะ ก็มาจากค่าตอไม้สักที่ยึดมาจากรัฐทางเหนือนี่ล่ะ


ส่วนเรื่องที่เรียกเจ๊ดาราฯ ว่า "อีลาว" ทำไมไม่มีคำเรียกอื่นหรือ ความจริงคือราชวงศ์โบราณหรือรัฐล้านนาของเหนือเนี่ย มีต้นกำเนิดจากตระกูลที่ใช้แซ่ "ลาว" ครับ และคาดว่าน่าจะเป็นบรรพบุรุษร่วมของลาวทางฝั่งประเทศลาวเช่นเดียวกัน เพราะมีกษัตริย์ของราชวงศ์ลาวนี่ล่ะ เคยแผ่อิทธิพลไปทางนั้น แล้วไปสืบสายสกุลลาวไปทางฝั่งนั้นด้วย จนฝั่งนั้นเรียกตัวเองว่า "ลาว" ตอนหลังไม่รู้พญาเม็งรายคิดยังไง ถึงไม่เอาชื่อ "ลาว" มานำหน้าแล้ว ทั้งที่พ่อของตัวเองก็ยังชื่อ "ลาวเม็ง" อยู่เลย


ซึ่งนอกจากคำว่า "ลาว" แล้ว คนสยามยังเรียกคนทางเหนือด้วยอีกชื่อว่า "พวกยวน" ซึ่งเป็นการกร่อนคำจากคำว่า "โยนก" (ลองพูดเร็วๆ จะเหลือแค่คำว่า "ยวน" นั่นล่ะที่เรียกว่าการกร่อนคำ) แต่คนทางเหนือจะไม่เรียกตัวเองว่า "ยวน" ซึ่งคำนี้เคยปรากฏในลิลิตเก่าแก่ของสยาม คือ ลิลิตยวนพ่าย ที่พูดถึงการทำสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือรัฐสุโขทัยระหว่าง ติโลกราชของล้านนา กับ บรมไตรโลกนาถของอยุธยา ตอนแรกนี่บรรยายความอนาถของบรมไตรไว้เยอะมาก โดยเฉพาะตอนที่หนีทัพเจ้าคุ้มลำปางกระเซิงกลับพิษณุโลก ตอนหลังบรมไตรส่งสปายไปเป่าหูติโลกว่า เจ้าคุ้มเมืองลำปางจะก่อกบฎ เท่านั้นล่ะติโลกที่เคยผ่านศึกภายในของล้านนามาก็เชื่อ แล้วเรียกเจ้าคุ้มเมืองลำปางมาประหาร บรมไตรได้ที เลยเข้ายึดเมืองสุโขทัย เชลียง ชากังราว และศรีสัชนาลัย รัวๆ พร้อมกับเขียนลิลิตนี่มาเยินยอตัวเอง (ผมสงสัยมากว่าพี่แกคงลืมความอนาถช่วงต้นของสงครามไปหมดแล้วกระมัง)


ปัจจุบัน คนเฒ่าคนแก่ทางเหนือ บางคนก็เรียกคนที่พูดภาษาเหนือสำเนียงละม้ายว่า "พูดลาว" และเรียกคนที่พูดสำเนียงละม้ายว่า "คนลาว" ซึ่งหมายความว่า คนๆนั้นเป็นคนยวนแท้ ส่วนสำเนียงเชียงใหม่ไม่ใช่สำเนียงเหนือมาตรฐาน เป็นสำเนียงที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาสยามเยอะกว่าครับ


ใช่และถูกต้องครับ แต่ขอเพิ่มเติม
กลุ่มภาษาไทยและลาวเป็นกลุ่มภาษาเดียวกัน เรียกว่ากลุ่มภาษาตะได ซึ่งเป็นภาษาเดียวกับที่ชาติพันธุ์ชาวจ้วงซึ่งอาศัยในทางตอนใต้ของจีนใช้ ดังนั้นรากของภาษาไม่ว่าจะไทยหรือลาวหรือภาคเหนือก็ล้วนก่อกำเนิดมาจากรากศัพท์คำเดียวกัน ดังนั้นการเหยียดชาวอีสาน ก็คือการเหยียดตัวเราเองด้วย เพราะภาษาไม่ว่ากลาง หรือ อีสานล้วนเป็นกลุ่มภาษาตะได


เรื่องสอง พอพูดถึงเรื่องเงินถงแดง พอดีผมก็มีหลักฐานอยากจะเอามาลงพอดี ว่าแท้จริงแล้วเงินที่จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามฝรั่งเศษเป็นเงินถุงแดงหรือไม่?
1. ตามคำบรรยายหลักของตำนานเงินถุงแดงจะกล่าวกันประมาณว่า ในยุครัชกาลที่ 3 นั้น ไทยเคยมีความเชื่อว่าจีนเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ที่ควรค้าขายด้วย

แต่ต่อมาเมื่อปรากฏชัดว่าจีนนั้นนับวันจะเสื่อมลง ขณะ “ฝรั่ง” จะกลายเป็นมหาอำนาจของโลก รัชกาลที่ 3 จึงมีพระราชดำรัสว่า...

"การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่งให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่ดี ควรจะเรียนร่ำเอาไว้ ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว"
2. ต่อมาเกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสนำเรือบุกมาประชิดไทยหรือตอนนั้นคืออาณาจักรสยาม

เมื่อรบกันแล้วฝรั่งเศสมีชัย ก็เรียกร้องให้ไทยยกดินแดนและชำระค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนมาก ตรงนี้มีคำบรรยายหลักจะบอกว่าเรายากจน ไม่มีเงินชำระค่าปฏิกรรมสงครามดังกล่าว แต่ไปได้ “เงินถุงแดง” ที่รัชกาลที่ 3 ค้าขายกับจีนและเก็บไว้ในกำปั่น (หีบเหล็ก) ข้างพระแท่น จนนำมาสามารถไถ่บ้านไถ่เมืองได้สำเร็จ

3. แต่ประเด็นคือจากหลักฐานช่วงรัชกาลที่ 3 - รัชกาลที่ 5 ไม่มีการระบุถึงเงินดังกล่าวเลย ไม่ว่าจะเอกสารของไทยหรือทางฝรั่งก็ตาม ทั้งๆ ที่ในสมัยรัชกาลที่ 4 - 5 เจ้านายและขุนนางมักเขียนจดหมายส่งหากันมากมาย มีการบันทึกไว้อย่างดี...

...ดังนั้นจึงเป็นคำถามต่อมาว่า “ลูกแกะสยาม” รอดจาก “หมาป่าฝรั่งเศส” มาได้อย่างไร?
4. ต่อไปนี้จะเป็นการตอบ 3 ประเด็นที่ทับซ้อนกันอยู่ คือ

1) ไทยจ่ายเงินจริงหรือไม่?
2) เงินมาจากไหน?
3) เป็นเงินสกุลอะไร?


5. 1) ไทยจ่ายเงินจริงหรือไม่?

อ้างจากหนังสือพิมพ์ เลอ มงด์ อิลุสเตร์ (Le Monde Illustre) ฉบับวันที่ 18 พฤศจิกายน 1893 ระบุไว้ว่า ไทยจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้ฝรั่งเศสจำนวน 3 ล้านฟรังก์ (คำนวณจากความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการแล้ว เท่ากับประมาณ 554 ล้านบาทไทยในปัจจุบัน) ด้วยเงินเม็กซิกัน (Piastre Mexicaines) จำนวนมากถึง 8 แสนเหรียญ

6. ข้อความใกล้เคียงมีระบุในหนังสือ The People and Politics of the Far East ปี 1895 ของฝั่งอเมริกา

อย่างไรก็ตามค่าเงินที่บันทึกไว้ในหนังสือนี้ระบุว่าเป็นเงินดอลลาร์ (Silver Dollar) จำนวน 2.5 ล้านฟรังก์ และออกเป็นตั๋วแลกเงินที่ไซ่ง่อนอีก 5 แสนฟรังค์



7. แม้จะไม่ปรากฏยอดเงินหรือเอกสารรับเงินในเอกสารบันทึกของกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสในปี 1893 - 1902 แต่เรามียอดเงินที่เสียไปใกล้เคียงกันถูกบันทึกในงบประมาณรายจ่ายของไทยในปี ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436 หรือคือปีเหตุการณ์ ร.ศ. 112)

...ดังนั้นข้อสงสัยประการแรกจึงได้คำตอบชัดเจนว่า ไทยได้จ่ายเงินไถ่บ้านเมืองไปจริง

8. ส่วนในการจะตอบคำถามที่ 2 ว่าเงินมาจากไหน เราต้องย้อนดูความเป็นไปได้ทั้งหมด ซึ่งก็จะเริ่มจากความเป็นไปได้เรื่องเงินถุงแดงของรัชกาลที่ 3 ก่อน…

9. รัชกาลที่ 4 เคยมีพระราชหัตถเลขาถึงพระเจ้าราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นอมรมนตรีซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ สรุปใจความได้ว่า

รัชกาลที่ 3 มีเงินมรดกให้พระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไปจำนวน 40,000 ชั่ง (คำนวณจากความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการแล้ว เท่ากับประมาณ 1,846 ล้านบาทในปัจจุบัน) แต่ได้มอบหมายให้นำเงิน 10,000 ชั่งไปบูรณะวัดที่คั่งค้างไว้ให้แล้วเสร็จ จึงเหลือ 30,000 ชั่ง (ราว 1,385 ล้านบาทในปัจจุบัน)

10. ในช่วงรัชกาลที่ 4 เกิดเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือมีการทำ “สัญญาเบาว์ริ่ง” ระหว่างอังกฤษและไทย

สัญญานี้ทำให้ไทยมีการเปิดเสรีการค้ามากขึ้น ทำให้การค้าเอกชนเจริญรุ่งเรือง โดย ร.4 เองมีโองการสนับสนุนให้พ่อค้าขุนนางรับเหรียญฝรั่งมาใช้ จากที่ตอนแรกยังไม่ได้ใช้แพร่หลาย

11. อย่างไรก็ตามการค้าเสรีนั้นต้องใช้เวลาพัฒนา สัญญาเบาว์ริ่งนี้เมื่อแรกทำได้ส่งผลให้รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง (เพราะไม่ผูกขาดเหมือนเก่า)

เมื่อประกอบกับการลงทุนพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก โดยเฉพาะการพัฒนากองทัพ ทำให้เมื่อสิ้นรัชสมัยร. 4 นั้นปรากฏว่าทางราชการเป็นหนี้อยู่ถึง 100,000 ชั่ง (ประมาณ 2,840 ล้านบาทในปัจจุบัน คำนวณเงินเฟ้อเพิ่มจากยุค ร.3)


โดยปรากฏผ่านหลักฐานของพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 ที่มีถึง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรสว่า...

12. "…ในเวลาครึ่งปีต่อมา เงินภาษีอากรก็ลดเกือบหมดทุกอย่าง ลดลงไปเป็นลำดับ จนถึงปีมะแม ตรีศก (พ.ศ. ๒๔๑๔) เงินแผ่นดินที่เคยได้อยู่ปีละ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ชั่งนั้น เหลือจำนวนอยู่ ๔๐,๐๐๐ ชั่ง แต่ไม่ได้ตัวเงินกี่มากน้อย แต่เงินเบี้ยหวัดปีละ ๑๑,๐๐๐ ชั่ง ก็วิ่งตาแตก ได้เงินในคลังมหาสมบัติ ซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่วิ่งมาหาเป็นพื้น นอกนั้นก็ปล่อยค้าง ที่ได้เงินตัวจริงมีประมาณ ๒๐,๐๐๐ ชั่งเท่านั้น ... เงินไม่พอจ่ายราชการต้องเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพมาจนปีมะแมนี้ (พ.ศ.๒๔๑๔) เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ชั่ง เพราะเหตุเช่นนี้ หม่อมฉันจึงนิ่งอยู่ไม่ได้ จับจัดการคลังมหาสมบัติ…”

13. แต่เหตุนี้เองก็เป็นปัจจัยให้รัชกาลที่ 5 จ้างที่ปรึกษาตะวันตกเข้ามาในปี 1871 เพื่อปฎิรูปการคลัง การเก็บภาษี และเริ่มทำบัญชีอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 1892

หลังจากนั้น ไทยก็เก็บภาษีได้มากขึ้นและมีหลักฐานชัดเจนขึ้น…

14. ตั้งแต่ปี 1892 ไทยเก็บภาษีได้มากถึงปีละ 15.37 ล้านบาท (ประมาณ 5,458 ล้านบาทในปัจจุบัน) ส่วนมากมาจากอากรบ่อนเบี้ย อากรสุรา อากรฝิ่น อากรหวย (ปัจจุบันเรียก “ภาษีบาป”) รวมกันเป็นเงินมากถึงกว่าครึ่งของรายได้แผ่นดินทั้งหมด เรียกว่ามั่งคั่งร่ำรวยขึ้นเป็นอันมากอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน โดยไม่ต้องพึ่งระบบเจ้าภาษีนายอากรและการค้าผูกขาดแบบสมัยก่อนแล้ว

หากคิดเป็นชั่งตามแบบเดิม เงิน 15.37 ล้านบาท มีค่าเท่ากับ 1.9 แสนชั่ง มากกว่าเงินแผ่นดินที่เก็บได้ในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ซึ่งเก็บได้เพียงปีละ 2 หมื่นชั่งเกือบ 10 เท่า


15. แล้วเงินจำนวนนี้เท่ากับกี่ฟรังก์? ถ้าเราเปรียบเทียบกับเงินฟรังก์ฝรั่งเศสก่อนเปลี่ยนเป็นสกุลยูโรก็คงมากอยู่ แต่ฝรั่งเศส ณ ปี 1893 หรือ ร.ศ. 112 ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพียงนั้น

ตั้งแต่ปี 1870 ประเทศยังไม่ฟื้นตัวดีจากสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (เยอรมันในปัจจุบัน) อีกยังเพิ่งล้มจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และตั้งสาธารณรัฐที่ 3 ได้ไม่นาน ...ค่าเงินฟรังก์จึงมีเพียงครึ่งเดียวของเงินบาทเท่านั้นเอง

16. ดังนั้น ค่าปฏิกรรมสงคราม 3 ล้านฟรังก์ฝรั่งเศส ก็อาจเทียบได้กับเงินบาทประมาณ 1.56 ล้านบาท (หรือตามที่กล่าวว่าราว 554 ล้านบาทในปัจจุบัน) นับเป็นจำนวนเงิน 11% ของงบประมาณแผ่นดินในปี ร.ศ.112 ใกล้เคียงกับน้ำหนัก 23 ตันของเงินเหรียญที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ เลอ มงด์ อิลุสเตร์

หลังการจ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงคราม และค่าใช้จ่ายในการรบแล้ว ไทยยังมีเงินคงคลังในปี 1894 เหลือถึง 7.6 ล้านบาท (ประมาณ 2,700 ล้านบาทในปัจจุบัน) ไม่ได้เข้าเนื้อหนักอย่างที่คิดกัน
...ถ้ารัชกาลที่ 5 มีเงินไปชำระค่าปฏิกรรมสงครามได้เองแล้ว เรื่องเงินถุงแดงมีที่มาอย่างไร?

17. อย่างที่บอกไปในตอนต้นว่า “เงินถุงแดง” ไม่เคยปรากฏอยู่ในหลักฐานชิ้นใดๆ ระหว่างช่วงรัชกาลที่ 3 - 5 เลย จะมีกล่าวถึงครั้งแรกก็ใน “สาส์นสมเด็จ ภาค 13” จดหมายระหว่างสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ในปี 1938 (หรือ พ.ศ. 2481 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง)

ในจดหมายระบุว่ากรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ยินว่า รัชกาลที่ 3 นำเงินที่ค้าขายมาได้ใส่ถุงสีแดง เก็บไว้ในกำปั่นข้างพระแท่น แต่พระองค์ไม่ได้เห็นจริงๆ กับตัว และไม่ได้กล่าวด้วยว่านำเงินส่วนนี้ไปจ่ายให้ฝรั่งเศส
18. ...อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาดู สมัยนั้นหนึ่งบาทหนักประมาณ 15.2 กรัม ถ้ามีเงิน 30,000 ชั่ง ก็จะหนัก 36.48 ตัน

เงินจำนวนมากเพียงนั้นไม่น่าจะเก็บใส่ถุงแล้วใส่หีบวางไว้ข้างพระแท่นได้ จะต้องใส่เป็นโกดัง

19. เวลาผ่านไป ในปี 1985 ได้มีการตีพิมพ์ประชุมพระนิพนธ์ของ หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ซึ่งเป็นพระธิดาในสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ มีข้อความว่า

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงเก็บเงินไว้ไถ่บ้านไถ่เมืองก็ได้ใช้จริงในคราวนี้ (เหตุ ร.ศ. 112) เจ้านายในวังเทเงินถวายกันจนเกลี้ยง ใส่ถุงขนออกจากในวังไปลงเรือ…

แต่ท่านก็ได้กำชับไว้ด้วยว่าเป็นเรื่องเล่าของคนเก่าแก่ในวัง มากกว่าจะเป็นหลักฐานชัดเจน
20. จนมาถึงปี 1997 (พ.ศ. 2540) ตอนนั้นเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งขึ้น หลายภาคส่วนล้มละลายเกือบทั้งประเทศ

หลวงตามหาบัวจากวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี จึงได้จัดตั้งโครงการ “ผ้าป่าช่วยชาติ” เพื่อระดมเงินและทองคำกอบกู้วิกฤตหนี้สินและเก็บเป็นเงินทุนสำรองของชาติ

ด้วยเหตุนี้ ตำนานเงินถุงแดงจึงได้รับการกลับมาพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง โดยลูกศิษย์หลวงตามหาบัวนำมาเปรียบเทียบกับการทำบุญครั้งนี้ ทำให้คนเกิดภาพจำขึ้นว่าเราเคยมี “เงินถุงแดง” ช่วยชาติจริงๆ

21. มาถึงคำถามสุดท้าย… แล้วไทยจ่ายเงินให้ฝรั่งเศสเป็นสกุลอะไร?

ในเอกสารของฝรั่งเศส ระบุว่าเป็น “เหรียญนกเม็กซิกัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในเงินตราหลักของโลกยุคนั้นที่ได้รับการยอมรับ เม็กซิโกในสมัยนั้นเป็นประเทศใหญ่มีอิทธิพลทางการเงินเนื่องจากมีเหมืองเงิน

อย่างไรก็ตาม เหรียญเม็กซิกันนั้นเพิ่งการมีหมุนเวียนออกนอกประเทศในปี 1823 หลังเม็กซิโกเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ


ต่อมาเงินเหรียญเม็กซิโกกลายเป็นสกุลเงินหลักทางการค้าระหว่างประเทศข้ามแปซิฟิกหลังปี 1857 และถ้าใช้เงินสกุลนี้จริง คงเป็นรุ่นที่ผลิตขึ้นหลังปี 1875 หลังประเทศเม็กซิโกปฏิรูปการเงินและการผลิตเหรียญให้มีมาตรฐาน

คนสยามเริ่มรับเงินเหรียญนกเม็กซิโกผ่านการค้าส่งออกข้าวหลังพระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 4 ให้รับเหรียญเงินฝรั่ง และมีการส่งออกข้าวอย่างเสรีหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง โดยยังมีการตอกพระราชลัญจกรเพื่อทำให้เหรียญฝรั่งมีค่าเป็นเงินบาทใช้แลกเปลี่ยนในประเทศด้วยส่วนหนึ่ง ก่อนที่จะทรงนำเข้าเครื่องทำเหรียญกษาปณ์จากอังกฤษมาผลิตเหรียญบาทไทยในภายหลัง

ภาษีของไทยหลักๆ มาจากภาษีหวย บ่อน สุรา ฝิ่น รวมถึงภาษีศุลกากรในการส่งออก นำเข้า การเก็บภาษีมาจากเจ้าของกิจการมากกว่าราษฎรทั่วไป การที่สามารถเก็บภาษีเป็นเหรียญนกเม็กซิโกซึ่งเป็นสกุลหลักในการค้าขายจึงเป็นเรื่องปกติ

หากอิงจากหนังสือ เลอ มงด์ อิลุสเตร์ ที่บอกว่าไทยจ่ายไป 8 แสนเหรียญ น้ำหนัก 23 ตัน ก็ตีเสียว่าเหรียญหนึ่งมีน้ำหนัก 27 กรัม ใกล้เคียงกับน้ำหนักของเงินเหรียญ 8 เรียลเม็กซิกัน ถือว่ามีความเป็นไปได้
22. ...อย่างไรก็ตามหากอิงตำนานเงินถุงแดงของหม่อมเจ้าพูนพิศมัยซึ่งเป็นคำให้การเดียวที่พูดถึงเรื่องนี้ เงินถุงแดงนั้นจะต้องเป็นเหรียญทองของรัชกาลที่ 3 ที่ค้าขายส่วนตัวแล้วเก็บไว้ “ก่อน” ขึ้นครองราชย์แล้ว มันก็ไม่น่าจะเป็น “เหรียญนกเม็กซิกัน” เพราะ:

1) เป็นเงินที่ได้มาก่อนปี 1824 หรือปีที่ ร.3 ครองราชย์ ซึ่งตอนนั้นเงินสกุลนี้ยังไม่แพร่หลาย

2) เพิ่งมีประชุมพระบรมราชโองการ ร.4 บอกว่าให้รับเหรียญฝรั่ง เพราะพ่อค้า ขุนนาง ไม่ยอมรับเงินฝรั่งมาใช้ ตอน ร.3 ค้าสำเภากับจีน ก็ใช้เงินจีนมาก
23. ความน่าจะเป็นอีกอย่างของสกุลเงินที่ใช้ชำระค่าปฏิกรรมสงคราม คือเป็นเงินสกุล “ดอลลาร์ช่องแคบ” (Straits Dollar) ของอังกฤษที่ผลิตในอินเดีย


ตรงกับข้อความหนังสือ The People and Politics of the Far East ปี 1895 ของอเมริการะบุไว้ว่าไทยได้จ่ายเงินดอลลาร์ไป โดยเงินดอลลาร์ช่องแคบเข้ามาพร้อมๆ กับเหรียญเงินเม็กซิกันภายหลังนี่เอง
24. จากการศึกษาเอกสารของที่ปรึกษาอังกฤษในไทยโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า...

ในยุค ร.5 เงินของไทยที่นำมาใช้จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม รวมทั้งเงินสำรองต่างประเทศในการค้าขายนั้นได้มาจากการรับแลกเปลี่ยนเงินตราจากการค้าข้าว หลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งก็เป็นข้อมูลสอดคล้องกัน (แปลว่าไม่น่ามาจากเงินเก็บยุค ร.3)

25. จากข้อมูลทั้งหมด พอสรุปได้ว่าไทยได้จ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ฝรั่งเศสจริง

ถึงแม้อาจไม่ใช่เงินถุงแดงของรัชกาลที่ 3 อย่างที่เชื่อกันแพร่หลาย แต่มาจากเงินภาษีที่รัชกาลที่ 5 ได้ปฏิรูประบบต่างๆ ในประเทศให้ทันสมัย

มีส่วนช่วยทำให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤตในร.ศ. 112
26. บทความนี้ตั้งใจเสนอข้อมูลทางวิชาการ ไม่มีเจตนาด้อยค่าความสามารถของรัชกาลที่ 3 ซึ่งยังมีเรื่องราวอื่นๆ ที่แสดงพระปรีชาสามารถอีกมากมาย

คุณอุ้ยยังบอกว่าเขาต้อนรับหลักฐานใหม่ๆ มาแก้ไขเนื้อหาที่เสนอหากมีหลักฐานเพิ่ม และผมอยากชี้ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ควรศึกษาไปตามหลักฐาน
27. เพราะหากเรายกตำนานที่ไม่จริงขึ้นมาแล้วหลงใหล ก็จะทำให้เข้าใจบริบทในประวัติศาสตร์ผิด และถึงที่สุดแล้วกลับด้อยค่าเรื่องอื่นๆ เหมือนกรณีนี้ที่การเชื่อว่าตำนานเงินถุงแดงมีจริง จะเป็นการด้อยค่าพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการปฏิรูปการเงินของไทย และประชาชนทุกภาคส่วนผู้จ่ายภาษีอันเป็นที่มาของเงินนั้นนั่นเอง
::: อ้างอิง :::

- เงินถุงแดง - เรื่องเล่าไร้หลักฐาน บทซักค้านพยานและนำเสนอข้อมูลใหม่ (1) facebook (ดอต) com/groups/thewildchronicles/permalink/1159688511117366/
- เงินถุงแดง - เรื่องเล่าไร้หลักฐาน บทซักค้านพยานและนำเสนอข้อมูลใหม่ (2) facebook (ดอต) com/groups/thewildchronicles/permalink/1159953321090885/
- ย้อนดูมูลค่าของ “เงินบาท” ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีราคาเท่าใด พ่อค้าต่างชาติเชื่อถือหรือไม่? silpa-mag (ดอต) com/history/article_71456
- เงินถุงแดง : ความจริงไม่ตาย (16 ธ.ค. 63) youtu (ดอต) be/x8_uaa5Ljmg
- หลวงตามหาบัว ผ้าป่ากู้วิกฤตชาติ : ความจริงไม่ตาย (25 ก.ย. 62) youtu (ดอต) be/6zhD27esK60
- Historical Currency Converter historicalstatistics (ดอต) org/Currencyconverter.html
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2021, 04:53:27 PM โดย Black7nos »
ผู้กล้าอาณาจักรกุหลาบ https://goshujin.tk/index.php/topic,15078.0.html
ึคุณพ่อผมถูกเอาเงินจ้างฟาดหัว ผมเลยต้องมาเป็นนักมวยไทยที่ต่างแดน https://goshujin.tk/index.php?topic=32172.msg796105#msg796105
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: redxsword, maotrade, Auindy และมีอีก 1 หมีที่ถูกใจสิ่งนี้

ออฟไลน์ maotrade

  • พ่อค้าทาสผู้ลุ่มหลงเอลฟ์อ๊ปไป
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,060
  • ถูกใจแล้ว: 16696 ครั้ง
  • ความนิยม: +774/-109
  • เพศ: ชาย
  • เหตุผลและความรู้สึก
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: trash, Lawrencium

ออฟไลน์ redxsword

  • เจ้าสำนักหมี
  • แม่ทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 3,293
  • ถูกใจแล้ว: 20980 ครั้ง
  • ความนิยม: +1618/-194
  • เพศ: ชาย
  • ของแท้ต้องมีรูปฮีจังอยู่ที่ปก
    • สำนักกฎหมายเอสแอนด์เอ็น
@Black7nos ตามนั้นล่ะครับ ก็ภาษีหลักๆ คือ ภาษีค่าตอไม้สักของทางเหนือที่ไปรวบมานั่นล่ะครับ อยู่ๆเอกชนในไทยจะมีปัญญาไปจ่ายที่ไหน เอกชนที่มีปัญญาจ่ายคือ บรรษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะ บริษัทของอังกฤษที่รับผิดชอบเรื่องทำกิจการค้าไม้แถวๆ ลุ่มแม่น้ำสาละวิน สังเกตว่า แม้แต่คนเล่าเองก็ยังหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงว่าเอกชนจากที่ไหนมาจ่ายภาษีได้เยอะขนาดนั้น แทบครึ่งหนึ่งของงบประมาณเลยนะนั่น

อย่าลืมว่าตอนนั้นสยามเพิ่งเลิกระบอบไพร่ทาสเอง แรงงานไม่ได้รับการศึกษาเพียบ แล้ววนกลับไปรับใช้เจ้านายอีกรอบ แต่เข้าไปในฐานะลูกจ้างแทน อุตสาหกรรมเกิดใหม่จึงไม่มี อุตสาหกรรมเก่าของพวกเจ้าขุนมูลนายก็จ่ายภาษีให้กับหลวงเหมือนเดิม แม้จะมีการปรับปรุงภาษีอากร แต่ไม่มีทางเพิ่มขึ้น 1000% หรอก แม้จะบอกว่ามาจากภาษีบาป ก็เพิ่มขึ้นได้แค่ครึ่งเดียว เพียงพอจ่ายงบประมาณบริหารประเทศได้เท่านั้น อีกครึ่งมาจากไหนล่ะครับ? คงไม่มีใครจ่ายวนซ้ำอีกรอบมั้ง? นั่นล่ะ ผมถึงบอกว่าแค่ไปรวบค่าตอไม้สักมาก็ได้กำไรแล้ว แล้วก็มาบอกว่าคนเหนือตัดไม้ทำลายป่า ;D

ช่วงนั้น ประเด็นนี้ผมก็เคยพูดอยู่ว่า รัฐบาลกลางของ ร.5 ตั้งกรมป่าไม้ขึ้นมาเพื่อดูแลค่าตอไม้สักเลยด้วยซ้ำ เยอะไม่เยอะก็เล่นตั้งกรมขึ้นมาดูแลเลยน่ะ  ;D
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2021, 06:45:12 PM โดย redxsword »
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: maotrade, Black7nos, Lawrencium และมีอีก 0 หมีที่ถูกใจสิ่งนี้

ออฟไลน์ trash

  • หัวหน้าฝูงหมีเล็ก
  • ***
  • กระทู้: 359
  • ถูกใจแล้ว: 113 ครั้ง
  • ความนิยม: +10/-17
ตอบหัวทู้ว่า  รู้สึกเฉยๆ  ก็แค่การพูดคุยในกลุ่ม  คล้ายเราพูดคุยนินทาแรงๆในกลุ่มเรา  ต่อคนหรือ
อะไรๆแบบแรงๆ  เอาสนุกเอามันส์  บางทีอาจไม่ได้คิดแรงๆมากก็ได้


ส่วนเรื่องอีสานคือล้านช้างมั๊ย  อ่านจบแค่คคห.หน้าแรก  หน้าที่สองขอดองไว้ก่อน  แต่
ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ภูมิภาคเรา  ได้บอกแล้วให้ผมได้ยินแบบได้ยินนชัดๆว่า.....
เอาคร่าวๆเพราะจำไม่ได้หมด  ประมาณว่า  สมัยอดีตไม่มีดินแดนอีสาน  ไม่มีคำว่าคนอีสาน
ตรงส่วนนั้นเป็นล้านช้าง  แต่เขาอาจจะหมายถึงช่วงยุคไหนสักยุคหล่ะมั้ง  แต่ยังไงๆ



[คำว่าคนอีสาน  ภาคอีสาน  มันพึ่งประดิษฐย์มาเมื่อเร็วๆนี้  เมื่อเป็นประเทศ]
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: maotrade, Lawrencium

ออฟไลน์ maotrade

  • พ่อค้าทาสผู้ลุ่มหลงเอลฟ์อ๊ปไป
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 8,060
  • ถูกใจแล้ว: 16696 ครั้ง
  • ความนิยม: +774/-109
  • เพศ: ชาย
  • เหตุผลและความรู้สึก
ตอบหัวทู้ว่า  รู้สึกเฉยๆ  ก็แค่การพูดคุยในกลุ่ม  คล้ายเราพูดคุยนินทาแรงๆในกลุ่มเรา  ต่อคนหรือ
อะไรๆแบบแรงๆ  เอาสนุกเอามันส์  บางทีอาจไม่ได้คิดแรงๆมากก็ได้


ส่วนเรื่องอีสานคือล้านช้างมั๊ย  อ่านจบแค่คคห.หน้าแรก  หน้าที่สองขอดองไว้ก่อน  แต่
ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ภูมิภาคเรา  ได้บอกแล้วให้ผมได้ยินแบบได้ยินนชัดๆว่า.....
เอาคร่าวๆเพราะจำไม่ได้หมด  ประมาณว่า  สมัยอดีตไม่มีดินแดนอีสาน  ไม่มีคำว่าคนอีสาน
ตรงส่วนนั้นเป็นล้านช้าง  แต่เขาอาจจะหมายถึงช่วงยุคไหนสักยุคหล่ะมั้ง  แต่ยังไงๆ



[คำว่าคนอีสาน  ภาคอีสาน  มันพึ่งประดิษฐย์มาเมื่อเร็วๆนี้  เมื่อเป็นประเทศ]


ตอนผมเรียนภูมิศาสตร์ก็ใช่ครับ ไม่มีดินแดนอีสาน อาณาจักรอีสานเพิ่งมามียุคช่วง ไม่ถึง 200 ปี ยิ่งถ้านับจากสถิติประชากรดั่งเดิมสมัยที่มีการริเริ่มเก็บที่เคยอ่าน ประชากรอีสานทั้งหมดมีรวมกันไม่ถึง 2.5ล้านคนด้วยครับ ไม่ใช่ทะลุ 30 ล้านคนแบบทุกวันนี้ ด้วยปัจจุัยทางภูมิศาสตร์ ทำให้การอยู่อาสัยแยกย่อยกัน ไม่มีเมืองใหญ่พอที่แบบมีเจ้าเมืองใหญ่ไปดูแล เมืองนึงไม่ถึง 2 พันคนในยุคก่อน

ส่วนการเหยียดมันไม่ควรจริงๆ แต่ผมขอพุดตรงๆละกัน ที่เจอนะ จากหลายโพสหลายที่ที่คุยเรื่องนี้ใส่ดราม่านี้ กลายเป็นคนอีสานส่วนนึง(มาก) ดันไปบลูลี่แบบเหมาเหยียดคนกรุงแทนเลยนี่สิ -- ทั้งที่เด็กที่พุดก็มาจากภาคเดียวกัน กลายเป้นเหมาว่าต้องเป้นพวกกรุง ซึ่งก็ไม่ต่างกับที่แก๊งค์เด็กนั่นเหยียดเหมาเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 08, 2021, 06:58:44 PM โดย maotrade »
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: redxsword, pol, IsekaiNetwork และมีอีก 2 หมีที่ถูกใจสิ่งนี้

ออฟไลน์ pol

  • สาวกผู้สนับสนุนเซนนิคุง2Y
  • จอมทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 17,441
  • ถูกใจแล้ว: 14062 ครั้ง
  • ความนิยม: +377/-7
  • เพศ: ชาย
  • นักอู้มือหนึ่ง
มันเป็นเรื่องของคนที่ เจียะป้าบ่สื่อ แปลเป็นไทยว่ากินอิ่มแล้วไม่มีอะไรทำครับ  อย่าไปให้ราคาคนแบบนี้เลยดีกว่าคิดว่าเป็นเหมือนเสียงคนเพ้อเจ้อคุยกันก็พอแล้ว  เดี๋ยวจะไปเหมือนคดีนายพล(ชื่อเหมือนยูสเซอร์เนมผมอีก)  จนเป็นคนดังไปเลย  ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาพวกนักข่าวเขาไม่สนใจหรอกนะว่าใครจะเดือดร้อนบ้าง  ดังนั้น"ช่างแม่ง"ดีกว่าครับ  ???
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: maotrade, IsekaiNetwork, Lawrencium และมีอีก 0 หมีที่ถูกใจสิ่งนี้

ออฟไลน์ Auindy

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,079
  • ถูกใจแล้ว: 358 ครั้ง
  • ความนิยม: +22/-22
  • เพศ: ชาย
  • Have a nice day.
อย่าไปใส่ใจครับ คงทำเพื่ออยากรู้ว่าการคุยของพวกตัวเองต้องเป็นประเด็นแน่ๆ (มันจะเป็นการด้อยค่าตัวเราไปเสียชิบ :) ) ว่าแต่ปัจจุบันผมแทบจะแยกคนกรุงกับอีสานไม่ออกแล้วนิ (คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า  ;D )
????????????
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Lawrencium

ออฟไลน์ Auindy

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,079
  • ถูกใจแล้ว: 358 ครั้ง
  • ความนิยม: +22/-22
  • เพศ: ชาย
  • Have a nice day.
[quote/]


ใช่และถูกต้องครับ แต่ขอเพิ่มเติม
กลุ่มภาษาไทยและลาวเป็นกลุ่มภาษาเดียวกัน เรียกว่ากลุ่มภาษาตะได ซึ่งเป็นภาษาเดียวกับที่ชาติพันธุ์ชาวจ้วงซึ่งอาศัยในทางตอนใต้ของจีนใช้ ดังนั้นรากของภาษาไม่ว่าจะไทยหรือลาวหรือภาคเหนือก็ล้วนก่อกำเนิดมาจากรากศัพท์คำเดียวกัน ดังนั้นการเหยียดชาวอีสาน ก็คือการเหยียดตัวเราเองด้วย เพราะภาษาไม่ว่ากลาง หรือ อีสานล้วนเป็นกลุ่มภาษาตะได


เรื่องสอง พอพูดถึงเรื่องเงินถงแดง พอดีผมก็มีหลักฐานอยากจะเอามาลงพอดี ว่าแท้จริงแล้วเงินที่จ่ายค่าปฏิกรรมสงครามฝรั่งเศษเป็นเงินถุงแดงหรือไม่?
1. ตามคำบรรยายหลักของตำนานเงินถุงแดงจะกล่าวกันประมาณว่า ในยุครัชกาลที่ 3 นั้น ไทยเคยมีความเชื่อว่าจีนเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก ที่ควรค้าขายด้วย

แต่ต่อมาเมื่อปรากฏชัดว่าจีนนั้นนับวันจะเสื่อมลง ขณะ “ฝรั่ง” จะกลายเป็นมหาอำนาจของโลก รัชกาลที่ 3 จึงมีพระราชดำรัสว่า...

"การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่งให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่ดี ควรจะเรียนร่ำเอาไว้ ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว"
2. ต่อมาเกิดเหตุการณ์ ร.ศ. 112 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสนำเรือบุกมาประชิดไทยหรือตอนนั้นคืออาณาจักรสยาม

เมื่อรบกันแล้วฝรั่งเศสมีชัย ก็เรียกร้องให้ไทยยกดินแดนและชำระค่าปฏิกรรมสงครามเป็นจำนวนมาก ตรงนี้มีคำบรรยายหลักจะบอกว่าเรายากจน ไม่มีเงินชำระค่าปฏิกรรมสงครามดังกล่าว แต่ไปได้ “เงินถุงแดง” ที่รัชกาลที่ 3 ค้าขายกับจีนและเก็บไว้ในกำปั่น (หีบเหล็ก) ข้างพระแท่น จนนำมาสามารถไถ่บ้านไถ่เมืองได้สำเร็จ

3. แต่ประเด็นคือจากหลักฐานช่วงรัชกาลที่ 3 - รัชกาลที่ 5 ไม่มีการระบุถึงเงินดังกล่าวเลย ไม่ว่าจะเอกสารของไทยหรือทางฝรั่งก็ตาม ทั้งๆ ที่ในสมัยรัชกาลที่ 4 - 5 เจ้านายและขุนนางมักเขียนจดหมายส่งหากันมากมาย มีการบันทึกไว้อย่างดี...

...ดังนั้นจึงเป็นคำถามต่อมาว่า “ลูกแกะสยาม” รอดจาก “หมาป่าฝรั่งเศส” มาได้อย่างไร?
4. ต่อไปนี้จะเป็นการตอบ 3 ประเด็นที่ทับซ้อนกันอยู่ คือ

1) ไทยจ่ายเงินจริงหรือไม่?
2) เงินมาจากไหน?
3) เป็นเงินสกุลอะไร?


5. 1) ไทยจ่ายเงินจริงหรือไม่?

อ้างจากหนังสือพิมพ์ เลอ มงด์ อิลุสเตร์ (Le Monde Illustre) ฉบับวันที่ 18 พฤศจิกายน 1893 ระบุไว้ว่า ไทยจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้ฝรั่งเศสจำนวน 3 ล้านฟรังก์ (คำนวณจากความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการแล้ว เท่ากับประมาณ 554 ล้านบาทไทยในปัจจุบัน) ด้วยเงินเม็กซิกัน (Piastre Mexicaines) จำนวนมากถึง 8 แสนเหรียญ

6. ข้อความใกล้เคียงมีระบุในหนังสือ The People and Politics of the Far East ปี 1895 ของฝั่งอเมริกา

อย่างไรก็ตามค่าเงินที่บันทึกไว้ในหนังสือนี้ระบุว่าเป็นเงินดอลลาร์ (Silver Dollar) จำนวน 2.5 ล้านฟรังก์ และออกเป็นตั๋วแลกเงินที่ไซ่ง่อนอีก 5 แสนฟรังค์



7. แม้จะไม่ปรากฏยอดเงินหรือเอกสารรับเงินในเอกสารบันทึกของกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศสในปี 1893 - 1902 แต่เรามียอดเงินที่เสียไปใกล้เคียงกันถูกบันทึกในงบประมาณรายจ่ายของไทยในปี ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436 หรือคือปีเหตุการณ์ ร.ศ. 112)

...ดังนั้นข้อสงสัยประการแรกจึงได้คำตอบชัดเจนว่า ไทยได้จ่ายเงินไถ่บ้านเมืองไปจริง

8. ส่วนในการจะตอบคำถามที่ 2 ว่าเงินมาจากไหน เราต้องย้อนดูความเป็นไปได้ทั้งหมด ซึ่งก็จะเริ่มจากความเป็นไปได้เรื่องเงินถุงแดงของรัชกาลที่ 3 ก่อน…

9. รัชกาลที่ 4 เคยมีพระราชหัตถเลขาถึงพระเจ้าราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นอมรมนตรีซึ่งเป็นขุนนางผู้ใหญ่ สรุปใจความได้ว่า

รัชกาลที่ 3 มีเงินมรดกให้พระเจ้าแผ่นดินองค์ต่อไปจำนวน 40,000 ชั่ง (คำนวณจากความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการแล้ว เท่ากับประมาณ 1,846 ล้านบาทในปัจจุบัน) แต่ได้มอบหมายให้นำเงิน 10,000 ชั่งไปบูรณะวัดที่คั่งค้างไว้ให้แล้วเสร็จ จึงเหลือ 30,000 ชั่ง (ราว 1,385 ล้านบาทในปัจจุบัน)

10. ในช่วงรัชกาลที่ 4 เกิดเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือมีการทำ “สัญญาเบาว์ริ่ง” ระหว่างอังกฤษและไทย

สัญญานี้ทำให้ไทยมีการเปิดเสรีการค้ามากขึ้น ทำให้การค้าเอกชนเจริญรุ่งเรือง โดย ร.4 เองมีโองการสนับสนุนให้พ่อค้าขุนนางรับเหรียญฝรั่งมาใช้ จากที่ตอนแรกยังไม่ได้ใช้แพร่หลาย

11. อย่างไรก็ตามการค้าเสรีนั้นต้องใช้เวลาพัฒนา สัญญาเบาว์ริ่งนี้เมื่อแรกทำได้ส่งผลให้รัฐบาลเก็บภาษีได้น้อยลง (เพราะไม่ผูกขาดเหมือนเก่า)

เมื่อประกอบกับการลงทุนพัฒนาประเทศให้ทันสมัยตามแบบตะวันตก โดยเฉพาะการพัฒนากองทัพ ทำให้เมื่อสิ้นรัชสมัยร. 4 นั้นปรากฏว่าทางราชการเป็นหนี้อยู่ถึง 100,000 ชั่ง (ประมาณ 2,840 ล้านบาทในปัจจุบัน คำนวณเงินเฟ้อเพิ่มจากยุค ร.3)


โดยปรากฏผ่านหลักฐานของพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 ที่มีถึง สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระวชิรญาณวโรรสว่า...

12. "…ในเวลาครึ่งปีต่อมา เงินภาษีอากรก็ลดเกือบหมดทุกอย่าง ลดลงไปเป็นลำดับ จนถึงปีมะแม ตรีศก (พ.ศ. ๒๔๑๔) เงินแผ่นดินที่เคยได้อยู่ปีละ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ชั่งนั้น เหลือจำนวนอยู่ ๔๐,๐๐๐ ชั่ง แต่ไม่ได้ตัวเงินกี่มากน้อย แต่เงินเบี้ยหวัดปีละ ๑๑,๐๐๐ ชั่ง ก็วิ่งตาแตก ได้เงินในคลังมหาสมบัติ ซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่วิ่งมาหาเป็นพื้น นอกนั้นก็ปล่อยค้าง ที่ได้เงินตัวจริงมีประมาณ ๒๐,๐๐๐ ชั่งเท่านั้น ... เงินไม่พอจ่ายราชการต้องเป็นหนี้ตั้งแต่งานพระบรมศพมาจนปีมะแมนี้ (พ.ศ.๒๔๑๔) เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ชั่ง เพราะเหตุเช่นนี้ หม่อมฉันจึงนิ่งอยู่ไม่ได้ จับจัดการคลังมหาสมบัติ…”

13. แต่เหตุนี้เองก็เป็นปัจจัยให้รัชกาลที่ 5 จ้างที่ปรึกษาตะวันตกเข้ามาในปี 1871 เพื่อปฎิรูปการคลัง การเก็บภาษี และเริ่มทำบัญชีอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 1892

หลังจากนั้น ไทยก็เก็บภาษีได้มากขึ้นและมีหลักฐานชัดเจนขึ้น…

14. ตั้งแต่ปี 1892 ไทยเก็บภาษีได้มากถึงปีละ 15.37 ล้านบาท (ประมาณ 5,458 ล้านบาทในปัจจุบัน) ส่วนมากมาจากอากรบ่อนเบี้ย อากรสุรา อากรฝิ่น อากรหวย (ปัจจุบันเรียก “ภาษีบาป”) รวมกันเป็นเงินมากถึงกว่าครึ่งของรายได้แผ่นดินทั้งหมด เรียกว่ามั่งคั่งร่ำรวยขึ้นเป็นอันมากอย่างพลิกฟ้าคว่ำดิน โดยไม่ต้องพึ่งระบบเจ้าภาษีนายอากรและการค้าผูกขาดแบบสมัยก่อนแล้ว

หากคิดเป็นชั่งตามแบบเดิม เงิน 15.37 ล้านบาท มีค่าเท่ากับ 1.9 แสนชั่ง มากกว่าเงินแผ่นดินที่เก็บได้ในช่วงต้นรัชกาลที่ 5 ซึ่งเก็บได้เพียงปีละ 2 หมื่นชั่งเกือบ 10 เท่า


15. แล้วเงินจำนวนนี้เท่ากับกี่ฟรังก์? ถ้าเราเปรียบเทียบกับเงินฟรังก์ฝรั่งเศสก่อนเปลี่ยนเป็นสกุลยูโรก็คงมากอยู่ แต่ฝรั่งเศส ณ ปี 1893 หรือ ร.ศ. 112 ไม่ได้ยิ่งใหญ่เพียงนั้น

ตั้งแต่ปี 1870 ประเทศยังไม่ฟื้นตัวดีจากสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (เยอรมันในปัจจุบัน) อีกยังเพิ่งล้มจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 และตั้งสาธารณรัฐที่ 3 ได้ไม่นาน ...ค่าเงินฟรังก์จึงมีเพียงครึ่งเดียวของเงินบาทเท่านั้นเอง

16. ดังนั้น ค่าปฏิกรรมสงคราม 3 ล้านฟรังก์ฝรั่งเศส ก็อาจเทียบได้กับเงินบาทประมาณ 1.56 ล้านบาท (หรือตามที่กล่าวว่าราว 554 ล้านบาทในปัจจุบัน) นับเป็นจำนวนเงิน 11% ของงบประมาณแผ่นดินในปี ร.ศ.112 ใกล้เคียงกับน้ำหนัก 23 ตันของเงินเหรียญที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ เลอ มงด์ อิลุสเตร์

หลังการจ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงคราม และค่าใช้จ่ายในการรบแล้ว ไทยยังมีเงินคงคลังในปี 1894 เหลือถึง 7.6 ล้านบาท (ประมาณ 2,700 ล้านบาทในปัจจุบัน) ไม่ได้เข้าเนื้อหนักอย่างที่คิดกัน
...ถ้ารัชกาลที่ 5 มีเงินไปชำระค่าปฏิกรรมสงครามได้เองแล้ว เรื่องเงินถุงแดงมีที่มาอย่างไร?

17. อย่างที่บอกไปในตอนต้นว่า “เงินถุงแดง” ไม่เคยปรากฏอยู่ในหลักฐานชิ้นใดๆ ระหว่างช่วงรัชกาลที่ 3 - 5 เลย จะมีกล่าวถึงครั้งแรกก็ใน “สาส์นสมเด็จ ภาค 13” จดหมายระหว่างสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และกรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ในปี 1938 (หรือ พ.ศ. 2481 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง)

ในจดหมายระบุว่ากรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ยินว่า รัชกาลที่ 3 นำเงินที่ค้าขายมาได้ใส่ถุงสีแดง เก็บไว้ในกำปั่นข้างพระแท่น แต่พระองค์ไม่ได้เห็นจริงๆ กับตัว และไม่ได้กล่าวด้วยว่านำเงินส่วนนี้ไปจ่ายให้ฝรั่งเศส
18. ...อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาดู สมัยนั้นหนึ่งบาทหนักประมาณ 15.2 กรัม ถ้ามีเงิน 30,000 ชั่ง ก็จะหนัก 36.48 ตัน

เงินจำนวนมากเพียงนั้นไม่น่าจะเก็บใส่ถุงแล้วใส่หีบวางไว้ข้างพระแท่นได้ จะต้องใส่เป็นโกดัง

19. เวลาผ่านไป ในปี 1985 ได้มีการตีพิมพ์ประชุมพระนิพนธ์ของ หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ซึ่งเป็นพระธิดาในสมเด็จกรมพระยาดำรงฯ มีข้อความว่า

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ทรงเก็บเงินไว้ไถ่บ้านไถ่เมืองก็ได้ใช้จริงในคราวนี้ (เหตุ ร.ศ. 112) เจ้านายในวังเทเงินถวายกันจนเกลี้ยง ใส่ถุงขนออกจากในวังไปลงเรือ…

แต่ท่านก็ได้กำชับไว้ด้วยว่าเป็นเรื่องเล่าของคนเก่าแก่ในวัง มากกว่าจะเป็นหลักฐานชัดเจน
20. จนมาถึงปี 1997 (พ.ศ. 2540) ตอนนั้นเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งขึ้น หลายภาคส่วนล้มละลายเกือบทั้งประเทศ

หลวงตามหาบัวจากวัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี จึงได้จัดตั้งโครงการ “ผ้าป่าช่วยชาติ” เพื่อระดมเงินและทองคำกอบกู้วิกฤตหนี้สินและเก็บเป็นเงินทุนสำรองของชาติ

ด้วยเหตุนี้ ตำนานเงินถุงแดงจึงได้รับการกลับมาพูดถึงอย่างกว้างขวางอีกครั้ง โดยลูกศิษย์หลวงตามหาบัวนำมาเปรียบเทียบกับการทำบุญครั้งนี้ ทำให้คนเกิดภาพจำขึ้นว่าเราเคยมี “เงินถุงแดง” ช่วยชาติจริงๆ

21. มาถึงคำถามสุดท้าย… แล้วไทยจ่ายเงินให้ฝรั่งเศสเป็นสกุลอะไร?

ในเอกสารของฝรั่งเศส ระบุว่าเป็น “เหรียญนกเม็กซิกัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในเงินตราหลักของโลกยุคนั้นที่ได้รับการยอมรับ เม็กซิโกในสมัยนั้นเป็นประเทศใหญ่มีอิทธิพลทางการเงินเนื่องจากมีเหมืองเงิน

อย่างไรก็ตาม เหรียญเม็กซิกันนั้นเพิ่งการมีหมุนเวียนออกนอกประเทศในปี 1823 หลังเม็กซิโกเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ


ต่อมาเงินเหรียญเม็กซิโกกลายเป็นสกุลเงินหลักทางการค้าระหว่างประเทศข้ามแปซิฟิกหลังปี 1857 และถ้าใช้เงินสกุลนี้จริง คงเป็นรุ่นที่ผลิตขึ้นหลังปี 1875 หลังประเทศเม็กซิโกปฏิรูปการเงินและการผลิตเหรียญให้มีมาตรฐาน

คนสยามเริ่มรับเงินเหรียญนกเม็กซิโกผ่านการค้าส่งออกข้าวหลังพระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 4 ให้รับเหรียญเงินฝรั่ง และมีการส่งออกข้าวอย่างเสรีหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง โดยยังมีการตอกพระราชลัญจกรเพื่อทำให้เหรียญฝรั่งมีค่าเป็นเงินบาทใช้แลกเปลี่ยนในประเทศด้วยส่วนหนึ่ง ก่อนที่จะทรงนำเข้าเครื่องทำเหรียญกษาปณ์จากอังกฤษมาผลิตเหรียญบาทไทยในภายหลัง

ภาษีของไทยหลักๆ มาจากภาษีหวย บ่อน สุรา ฝิ่น รวมถึงภาษีศุลกากรในการส่งออก นำเข้า การเก็บภาษีมาจากเจ้าของกิจการมากกว่าราษฎรทั่วไป การที่สามารถเก็บภาษีเป็นเหรียญนกเม็กซิโกซึ่งเป็นสกุลหลักในการค้าขายจึงเป็นเรื่องปกติ

หากอิงจากหนังสือ เลอ มงด์ อิลุสเตร์ ที่บอกว่าไทยจ่ายไป 8 แสนเหรียญ น้ำหนัก 23 ตัน ก็ตีเสียว่าเหรียญหนึ่งมีน้ำหนัก 27 กรัม ใกล้เคียงกับน้ำหนักของเงินเหรียญ 8 เรียลเม็กซิกัน ถือว่ามีความเป็นไปได้
22. ...อย่างไรก็ตามหากอิงตำนานเงินถุงแดงของหม่อมเจ้าพูนพิศมัยซึ่งเป็นคำให้การเดียวที่พูดถึงเรื่องนี้ เงินถุงแดงนั้นจะต้องเป็นเหรียญทองของรัชกาลที่ 3 ที่ค้าขายส่วนตัวแล้วเก็บไว้ “ก่อน” ขึ้นครองราชย์แล้ว มันก็ไม่น่าจะเป็น “เหรียญนกเม็กซิกัน” เพราะ:

1) เป็นเงินที่ได้มาก่อนปี 1824 หรือปีที่ ร.3 ครองราชย์ ซึ่งตอนนั้นเงินสกุลนี้ยังไม่แพร่หลาย

2) เพิ่งมีประชุมพระบรมราชโองการ ร.4 บอกว่าให้รับเหรียญฝรั่ง เพราะพ่อค้า ขุนนาง ไม่ยอมรับเงินฝรั่งมาใช้ ตอน ร.3 ค้าสำเภากับจีน ก็ใช้เงินจีนมาก
23. ความน่าจะเป็นอีกอย่างของสกุลเงินที่ใช้ชำระค่าปฏิกรรมสงคราม คือเป็นเงินสกุล “ดอลลาร์ช่องแคบ” (Straits Dollar) ของอังกฤษที่ผลิตในอินเดีย


ตรงกับข้อความหนังสือ The People and Politics of the Far East ปี 1895 ของอเมริการะบุไว้ว่าไทยได้จ่ายเงินดอลลาร์ไป โดยเงินดอลลาร์ช่องแคบเข้ามาพร้อมๆ กับเหรียญเงินเม็กซิกันภายหลังนี่เอง
24. จากการศึกษาเอกสารของที่ปรึกษาอังกฤษในไทยโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า...

ในยุค ร.5 เงินของไทยที่นำมาใช้จ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม รวมทั้งเงินสำรองต่างประเทศในการค้าขายนั้นได้มาจากการรับแลกเปลี่ยนเงินตราจากการค้าข้าว หลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งก็เป็นข้อมูลสอดคล้องกัน (แปลว่าไม่น่ามาจากเงินเก็บยุค ร.3)

25. จากข้อมูลทั้งหมด พอสรุปได้ว่าไทยได้จ่ายเงินค่าปฏิกรรมสงครามให้แก่ฝรั่งเศสจริง

ถึงแม้อาจไม่ใช่เงินถุงแดงของรัชกาลที่ 3 อย่างที่เชื่อกันแพร่หลาย แต่มาจากเงินภาษีที่รัชกาลที่ 5 ได้ปฏิรูประบบต่างๆ ในประเทศให้ทันสมัย

มีส่วนช่วยทำให้ไทยรอดพ้นจากวิกฤตในร.ศ. 112
26. บทความนี้ตั้งใจเสนอข้อมูลทางวิชาการ ไม่มีเจตนาด้อยค่าความสามารถของรัชกาลที่ 3 ซึ่งยังมีเรื่องราวอื่นๆ ที่แสดงพระปรีชาสามารถอีกมากมาย

คุณอุ้ยยังบอกว่าเขาต้อนรับหลักฐานใหม่ๆ มาแก้ไขเนื้อหาที่เสนอหากมีหลักฐานเพิ่ม และผมอยากชี้ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ควรศึกษาไปตามหลักฐาน
27. เพราะหากเรายกตำนานที่ไม่จริงขึ้นมาแล้วหลงใหล ก็จะทำให้เข้าใจบริบทในประวัติศาสตร์ผิด และถึงที่สุดแล้วกลับด้อยค่าเรื่องอื่นๆ เหมือนกรณีนี้ที่การเชื่อว่าตำนานเงินถุงแดงมีจริง จะเป็นการด้อยค่าพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 5 ในการปฏิรูปการเงินของไทย และประชาชนทุกภาคส่วนผู้จ่ายภาษีอันเป็นที่มาของเงินนั้นนั่นเอง
::: อ้างอิง :::

- เงินถุงแดง - เรื่องเล่าไร้หลักฐาน บทซักค้านพยานและนำเสนอข้อมูลใหม่ (1) facebook (ดอต) com/groups/thewildchronicles/permalink/1159688511117366/
- เงินถุงแดง - เรื่องเล่าไร้หลักฐาน บทซักค้านพยานและนำเสนอข้อมูลใหม่ (2) facebook (ดอต) com/groups/thewildchronicles/permalink/1159953321090885/
- ย้อนดูมูลค่าของ “เงินบาท” ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีราคาเท่าใด พ่อค้าต่างชาติเชื่อถือหรือไม่? silpa-mag (ดอต) com/history/article_71456
- เงินถุงแดง : ความจริงไม่ตาย (16 ธ.ค. 63) youtu (ดอต) be/x8_uaa5Ljmg
- หลวงตามหาบัว ผ้าป่ากู้วิกฤตชาติ : ความจริงไม่ตาย (25 ก.ย. 62) youtu (ดอต) be/6zhD27esK60
- Historical Currency Converter historicalstatistics (ดอต) org/Currencyconverter.html

ความรู้มาเต็มๆอีกแล้ว  ;) (อ่านเพลินเลยครับ) ว่าแต่ฝรั่งเศสนี่แสบเข้าเส้นจริงๆ (ว่ากันว่าประเทศไหนเมื่อก่อนถ้าพี่แกยึดได้นี่ไม่เจริญสักประเทศ  ;D )
????????????
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Lawrencium

ออฟไลน์ pol

  • สาวกผู้สนับสนุนเซนนิคุง2Y
  • จอมทัพหมีชั้นสูง
  • ***
  • กระทู้: 17,441
  • ถูกใจแล้ว: 14062 ครั้ง
  • ความนิยม: +377/-7
  • เพศ: ชาย
  • นักอู้มือหนึ่ง
[quote/]ความรู้มาเต็มๆอีกแล้ว  ;) (อ่านเพลินเลยครับ) ว่าแต่ฝรั่งเศสนี่แสบเข้าเส้นจริงๆ (ว่ากันว่าประเทศไหนเมื่อก่อนถ้าพี่แกยึดได้นี่ไม่เจริญสักประเทศ  ;D )
ประเทศที่อังกฤษยึดครองก็ไม่เจริญครับท่านมองซ้ายไปดูพม่าก็ได้เจริญค่อตๆ(ฮา) 
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Auindy, Lawrencium

ออฟไลน์ Auindy

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,079
  • ถูกใจแล้ว: 358 ครั้ง
  • ความนิยม: +22/-22
  • เพศ: ชาย
  • Have a nice day.
[quote/] ประเทศที่อังกฤษยึดครองก็ไม่เจริญครับท่านมองซ้ายไปดูพม่าก็ได้เจริญค่อตๆ(ฮา) 
เออเนาะ? ผมก็ลืมคิดไปเลย 55555 ! 8) (จะเป็นการดูถูกมั้ยนิ ??? )
????????????
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol, Lawrencium

ออฟไลน์ TomDurrrr

  • หัวหน้าฝูงหมีเล็ก
  • ***
  • กระทู้: 276
  • ถูกใจแล้ว: 55 ครั้ง
  • ความนิยม: +5/-6
ช่วงนั้นก็อยู่ที่ประเทศใดๆจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าหล่ะมั้ง  คล้ายๆกึ่งๆรีเซ็ททุกอย่าง
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Lawrencium

ออฟไลน์ Overmars

  • นักปราชญ์แห่งเขาเซนนิคุมะ
  • แม่ทัพหมีอาวุโส
  • ****
  • กระทู้: 4,290
  • ถูกใจแล้ว: 1447 ครั้ง
  • ความนิยม: +230/-225
[quote/] ประเทศที่อังกฤษยึดครองก็ไม่เจริญครับท่านมองซ้ายไปดูพม่าก็ได้เจริญค่อตๆ(ฮา) 
เจริญครับ ถ้าให้คนอังกฤษไปตั้งรกรากจนยึดประเทศมาจากชนพื้นเมืองเลย เช่น ออสเตรเลีย, อเมริกา ที่ตอนนี้ชนพื้นเมืองเป็นประชากรส่วนน้อยไปแล้ว
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: pol, Lawrencium

ออฟไลน์ banrie

  • หัวหน้าฝูงหมีใหญ่
  • *****
  • กระทู้: 1,122
  • ถูกใจแล้ว: 603 ครั้ง
  • ความนิยม: +53/-19
  • เพศ: ชาย
จากเหยียดด่าคนอีสานกลายพันธุ์ละกระทู้นี้ ;D ;D ;D ;D
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Lawrencium

ออฟไลน์ samuison

  • ยอดกวีแห่งเขาเซนนิคุมะ
  • จอมทัพหมีหนุ่ม
  • *
  • กระทู้: 9,259
  • ถูกใจแล้ว: 2403 ครั้ง
  • ความนิยม: +236/-433
ขอบคุณครับ
หากเล่นมุกจะมองว่าอีสานคือแนวนครรัฐกรีกที่ตีกันเองตลอดสินะครับ ???
ว่าจะโดนรัฐที่มีการบริหารเป็นหมวดหมู่กว่าชิงกันไปมาเป็นพันธมิตรกันช่วงหนึ่งก็ยังสามารถตีกันเองต่อได้

..อ่าปนระวัติศานตร์ผีบุญหรืออะไร
ผมว่าอีสานคือภาคที่ดูเป็นตัวของตัวเองพอพอกับภาคใต้น่ะครับ

ผมค่อนข้างแปลกใจที่ชาวอีสานเสียงดังจขึ้นในยุคนี้ สมัยก่อนชาวใต้เสียงดังกว่ามากๆในเรื่องของการตั้้งองค์กรต่างๆมาเรียกร้อง
http://goshujin.tk/index.php?topic=944.0
นิยาย crossover Harry Potter/Type Moon ดูว่าคนที่มีเวทมนตร์อย่างแฮร์รี่ จะเอาตัวรอดอย่างไร ในโลกที่โหดร้ายของ ไทป์มูน
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Lawrencium

ออฟไลน์ Lawrencium

  • หัวหน้าฝูงหมีเล็ก
  • ***
  • กระทู้: 238
  • ถูกใจแล้ว: 58 ครั้ง
  • ความนิยม: +9/-0
  • ขอให้โลกนี้ใจดีกับเธอนะ

นั้งฟังคุณ อำนวย พูดวิเคราะห์ เรื่องนี้



ไปอ่านคอมเม้นในยูทูปเจอคำว่า "หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง"  เออจริงๆเเฮะ เรื่องนี้ถ้าไม่หลุดออกมา คนกลุ่มนี้ก็คงด่ากันต่อไปเหมือนเงาที่ไม่มีเเสงลอดผ่านเข้าไป
เหมือนกลุ่มปิด หรือ Discord ที่รวมผู้คนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน หรือมีความเข้าใจในเรื่องเดียวกัน
ผมไม่รู้เหมือนกันว่า clubhouse มันเป็นแอปพลิเคชันเเบบไหน ไม่เคยเล่น

กระทู้นี้ดีนะ ผมคิดว่ามันไม่ได้กลายพันธ์ุซักเท่าไหร่ หรืออาจจะเป็นหลังจากโพสต์ผม lol  (ผมจำกระทู้ Covid ได้นะ)
มีพี่ๆมาบอกเล่า ข้อมูล ประวัติศาสตร์ ให้ด้วยนะเออ บ้างอย่างผมยังไม่รู้เลย

เขียนยาวจัดๆ ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ



เฮ้อ(ถอนหายใจ) ผมจะเฝ้าดูระกันว่าเรื่องนี้จะจบลงไปเเบบค่อยๆซา หรือจะมีฉากจบในเล่มสุดท้ายว่ายังไง


変わり果ててしまって自分ひとりが残される...
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: SecurityGuard

ออฟไลน์ SecurityGuard

  • พลทหารหมี
  • **
  • กระทู้: 127
  • ถูกใจแล้ว: 28 ครั้ง
  • ความนิยม: +5/-9
อยากให้ค่อยๆซา  เพราะมันแค่นินทา  พูดคุยในกลุ่มปิด  เกิดถ้าว่า  มันใหญ่โต  ต่อไปนี้
เกิดท่านหรือผมหรือหมีๆ  แค่พูดคุยในโตีะหินอ่อนของมหาลัยหรือร้านหมูกะทะ  นินทาอะไรๆ
แบบใส่อารมณืสนุกสนาน  เกิดคนข้างโต๊ะหรือไอ้เพื่อนตัวดีในโต๊ะ  มันดันเอาคำพูดเล่น
พูดหยอก  พูดเอามันส์เอาสนุกของเรา  ทั้งๆที่จริงๆ  เราอาจไม่ได้อะไรนักหนา  ไปประกาศ
แล้วบอกว่า  นี่คือจิตใจที่แท้จริงของผม  ผมเป็นคนเหยียดคนเฮี้ยแบบนี้  ต่อไปนี้  สังคมก็คง
ไม่สามารถกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกันได้  หรือนั่งปรับอารมณ์ด่าทอเจ้านายได้  หรือบลาๆๆได้
 
เหล่าหมีที่ถูกใจสิ่งนี้: Lawrencium

 

Tags:
แหล่งนิยายแปล แหล่งนิยาย นิยายแปล นิยายแต่ง มังงะ การ์ตูน อนิเมะ นายท่าน เว็บไซต์นายท่าน กระทู้สไลม์ สไลม์ยอดรัก