[quote/]
เดี๋ยวๆ เปราะทำไมกระแทกนิดเดียวงอ มันต้องหักสิ
แต่การตีดาบเค้าก็มีวิธีแก้แล้วไงเพราะงั้นเรื่องสัสดุศาสตร์หากมีเตาหลอม มันก็ทุ่นเวลาไปได้เยอะเลย
แต่ในเมื่อมีเตาหลอมเหล้กแล้วมันก็ผสมเหล็กได้ไม่มีปัญหาอะไร
ส่วนเรื่องเหล้าอะไรนี่ มันน่าจะแล้วแต่รสแหบละ แต่้ที่ท่านหญิงทำคือเหล้ากลั่น มันใหม่มาก และอาจจะถูกปากก็ได้นี่
แล้วบูชาชิสุโกะเป็นเทพมันขัดความเจริญไงหว่า
คืออย่างนี้นะครับ เหล็กเองก็มีหลายเกรดครับ แต่หลักๆจะแบ่งเป็น 2 ประเภท
ตั้งแต่เหล็กคาร์บอนต่ำ ไปจน คาร์บอนสูง วิธีเข้าใจง่ายๆ ยิ่งคาร์บอนน้อย
1.เหล็กคาร์บอนตั้งแต่ 0.008% จนถึง 2.14% เรียกว่า "เหล็กเหนียว หรือ เหล็กกล้า" อ่อนแต่ยืด (เหล็กกล้าไร้สนิมเองก็อยู่กลุ่มนี้เพียงแต่นอกจากคาร์บอนแล้วยังผสมแมงกานิส(Mn))
2.เหล็กมีคาร์บอนมาก ตั้งแต่ 2.14% ขึ้นไป เรียกว่า "เหล็กหล่อ" เหล็กจะมีกำลังมากแต่ยืดหดได้น้อย คุณสมบัติแข็งแต่เปราะ
คณะวิศวกรรมจะได้เรียนเรื่องวิชา Material จะพวก เหล็ก เซรามิคและพลาสติค เวลาเราแยกประเภทโลหะผสม จะใช้สิ่งที่เรียกว่า กราฟ Phase Diagram ในการแยกเกรดเหล็ก
แกน Y คือ อุณหภูมิ
แกน X คือ ปริมาณ%คาร์บอนต่อน้ำหนัก

ซึ่งแต่ละ Type ของเหล็กจะมีการเรียงตัวของคาร์บอนไม่เหมือนกัน

การเรียงรูปแบบคาร์บอนที่ไม่เหมือนกันจะทำให้เกิด Grain หรือลายบนผิวของเหล็กต่างรูปแบบกันไป ซึ่งช่างตีเหล็กดามากัสทำให้เหล็กมีลายก็จากความรู้เรื่อง Grain นี่แหละครับ แต่เป็นความรู้แบบภูมิปัญญา แต่ปัจจุบันวิศวกรสามารถอธิบายลักษณะของเหล็กได้ตามแผนผังกราฟครับ



จุดสีดำที่เห็นในภาพคือการแทรกตัวของคาร์บอนในเนื้อของเหล็กครับ ซึ่งมีหลายแบบตามรูป 2
ปัญหายุคโบราณคือ
1.เทคโนโลยีการถลุงแร่เหล็กยังไม่ได้พัฒนาเท่าปัจจุบัน การจะถลุงแร่เหล็กที่บริสุทธิ์มีสารเจือปนน้อยทำได้ยาก พอมีสารเจือปนมาก มันก็คุมคุณสมบัติทางกายภาพของเหล็กเป็นไปตาม Phase Diagram ได้ยากครับ ซึ่งในกระบวนการถลุงเหล็กปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเหล็กกล้า หรือ เหล็กหล่อ เขาจะถลุงให้บริสุทธิ์มากที่สุดก่อน จากนั้นถึงค่อยผสมคาร์บอนเติมลงไปที่หลังครับ เราจะได้คุมปริมาณคาร์บอนได้
2.เรื่องความร้อนของการหลอมโลหะครับ บางทีถ้าต้องการเหล็กที่ต้องการอุณหภูมิมันจะต้องร้อนพอ เพื่อให้เหล็กเปลี่ยนเฟสให้ Grain อยู่ในรูปที่ต้องการ บางทีความร้อนไม่ถึงก็คือปัญหาครับ ทำให้ไม่ได้เฟสเหล็กตามที่ต้องการ
อ้อ อีกเรื่องหนึ่ง เป็นเคส Study ศึกษาของคณะวิศวกรรมเลย ก็คือเรือไททานิคครับ จริงๆ เรือไททานิคคือเรือที่เป็นต้นแบบสมัยใหม่และออกแบบไว้ดีมาก แบ่งเป็นห้องๆต่อให้น้ำท่วม ก็จะไม่ท่วมห้องอื่น เรือไททานิค จึงได้ชื่อว่า Unsinkable Ship หรือเรือที่ไม่มีวันจม แต่ปรากฎว่าในความเป็นจริงเมื่อเรือไททานิคแล่นอยู่ในทะเลแอตแลนติกที่หนาวเย็น ปรากฎว่าเทคโนโลยีสมัยนั้นยังไม่สามารถถลุงเหล็กที่บริสุทธิ์ได้มากพอ มีสารเจือปนที่ไม่จำเป็นอยู่มาก ส่งผลให้เหล็กมีความเปราะเป็นทุนเดิม ยิ่งวัตถุใดๆเจอความเย็นมากๆ ระดับติดลบในทะเลแอตแลนติก เหล็กของเรือไททานิคก็ยิ่งมีความเปราะยิ่งไปกว่าเดิม พอเรือไททานิคชนภูเขาน้ำแข็งก็นั่นแหละครับ สิ่งที่ออกแบบมันก็ไม่เป็นไปตามที่ออกแบบไว้ ทั้งที่ออกแบบได้อย่าง Perfect มากแล้ว
และกรณีเรือไททานิคนี่เองแหละที่ทำให้วิศวกรหันมาศึกษาวิชา Material มากขึ้น และกำเนิดองค์ความรู้ที่อธิบายคุณสมบัติเหล็กเป็นกราฟ Phase Diagram ในเวลาต่อมาครับ