เมื่อวานนี้ ณ ลานทราฟัลการ์ กลางกรุงลอนดอนมีขบวน London Trans Pride ซึ่งควรจะเป็นภาพของขบวนการเรียกร้องความเท่าเทียมของกลุ่มคนข้ามเพศ
แต่ดูเหมือนข้อเรียกร้องนั้นกำลังถูกกลืนด้วยเงามืดของวาทกรรมขู่ฆ่าเอาชีวิตที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ ป้ายประท้วงพิมพ์ลายสีสดถูกชูขึ้นเหนือฝูงชน บนแผ่นป้ายคือภาพถ่ายคู่ของเจ.เค. โรว์ลิง และ สมเด็จพระราชินีคามิลลา ซึ่งเป็นภาพถ่ายจากงานเลี้ยงขององค์กรการกุศล Queen’s Reading Room เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ภาพถูกนำมาพิมพ์ทับด้วยข้อความขู่ฆ่าอันน่าพรั่นพรึงว่า OFF WITH THEIR HEADS (ตัดหัวพวกมันซะ)
นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ แต่มันคือผลลัพธ์ของวัฒนธรรมความรุนแรงที่ถูกบ่มเพาะในขบวนการทรานส์มาอย่างยาวนาน
โดยนำซาราห์ เจน เบเกอร์ (Sarah Jane Baker) ขึ้นจับไมโครโฟนก้องวังกังวาน พร้อมปลุกระดมฝูงชนด้วยคำสั่งตรงว่า
“ถ้าพวกเธอเจอ TERF ให้ต่อยหน้ามันเลย”
เขาเคยพูดแบบนี้ในงาน London Trans Pride ปี 2023 เสียงเชียร์กึกก้องตอบรับคำขู่ทำร้ายร่างกายในวันนั้น ได้กลายเป็นตั๋วเบิกทางที่ขยับเพดานความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนนำมาสู่ป้ายประท้วงเรียกร้องให้ตัดหัวเจ.เค.โรว์ลิงและผู้หญิงทุกคนที่ถูกแปะป้ายว่า TERF
การล่มสลายของอุดมการณ์ทรานส์ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อมีการชูป้ายขู่ฆ่า แต่เกิดมานานแล้ว ตั้งแต่ตัวอุดมการณ์ทรานส์ที่พยายามถอดตัวเองออกจากความจริงทางชีววิทยา
การลดทอนความหมายของเพศสภาพ (Sex) ซึ่งเป็นความจริงทางธรรมชาติ— ไม่ว่าจะเป็นโครโมโซม หรือเซลล์สืบพันธุ์ — ให้เหลือเพียงความรู้สึกส่วนตน (Gender Identity) ได้สร้างสภาวะสุญญากาศทางตรรกะขึ้นมา
เมื่ออุดมการณ์ไม่สามารถยึดโยงอยู่กับฐานกายภาพที่จับต้องได้ มันจึงต้องพึ่งพิงการสร้างศรัทธาแบบสถาปนาที่บังคับให้สังคมปฏิเสธสิ่งที่ตาเห็นและเมื่อใดก็ตามที่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ถูกนำมาตั้งคำถาม อุดมการณ์ที่ไร้รากแก้วนี้จึงไม่สามารถใช้เหตุผลมาหักล้างได้ เลยทำได้เพียงใช้ความเกลียดชังและการข่มขู่เป็นเกราะคุ้มกันชั่วคราวเท่านั้น
เมื่อสัญลักษณ์แห่งความเป็นหญิงถูกนิยามใหม่ให้เหลือเพียงความพอใจส่วนบุคคล (Self-declaration) โดยปราศจากเกราะป้องกันทางสรีรวิทยา ช่องโหว่ขนาดมหึมาจึงเปิดออกอย่างกว้างขวาง
กรณีของ ซาราห์ เจน เบเกอร์ คือ ตัวอย่างเชิงประจักษ์ชัด
ชายผู้มีประวัติอาชญากรรมโชกโชน ทั้งคดีลักพาตัว ทรมาน และพยายามฆ่า สามารถเดินผ่านประตูของอุดมการณ์นี้เข้ามาชุบตัวให้อยู่ในสถานะผู้ถูกกดขี่ได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่ประกาศตัวเป็นหญิงข้ามเพศ ก่อนจะก้าวขึ้นจับไมโครโฟนกลางงาน Pride เพื่อตะโกนปลุกระดมให้ฝูงชน "ต่อยหน้าพวก TERF"
แต่สิ่งที่เป็นโศกนาฏกรรมทางความคิดอย่างแท้จริง คือการที่เหล่า Trans Activists หรือกลุ่มผู้สนับสนุน ต่างพากันแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น ช่องโหว่ที่อันตรายนี้