ส่วนตัวผมไม่ชอบที่นักการเมืองใช้ความลำบากของเกษตรมาโฆษณาหาเสียง แล้วก็ใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบระยะสั้นแทนที่จะแก้ปัญหาระยะยาว
ผมเองสมัยเด็กก็เคยช่วยยายทำสวนผลไม้ทุกๆปิดเทอม ก็เลยพอเข้าใจปัญหาเกษตรกร
ปัญหาเกษตรกรของไทยใหญ่ มันแบ่งได้หลัก 2 ประเด็น
1.ปัญหาเรื่องการจัดการน้ำ
2.ปัญหาเรื่องราคาขาย
1.ปัญหาเรื่องจัดการน้ำ
-สำคัญเรื่องจัดการน้ำคือการเก็บ Data และสถิติ เรื่องนี้สำคัญมากๆ ต่อการ Forecast รอบปีน้ำท่วม, การจัดทำกราฟน้ำฝนและกราฟน้ำท่า และโมเดลการไหลของน้ำ
ผมมองว่ารัฐควรจะลงงบประมาณให้กับกรมชลประทานจัดทำฐานข้อมูลและอัพเดตฐานข้อมูลอยู่ตลอดเวลา แล้วควรมีการบูรณาการร่วมกับกรมอุตุฯ
อย่างปรากฎการลานีนโย่-ลานินย่ามันสามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ได้
-อย่าให้ท้องถิ่นสร้างฝาย สร้างอ่างเก็บน้ำเอง เรื่องน้ำจำเป็นต้องมีแผนแม่บทรองรับ เพราะการจัดการน้ำมันต้องดูทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำยันท้ายน้ำ
ถ้าสร้างแบบไม่ได้ศึกษาและมองภาพรวม ผลดีจะกลายเป็นผลเสีย เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำโดยแท้
2.ปัญหาเรื่องราคาสินค้าเกษตร ส่วนใหญ่เกิดจากโครงสร้างที่เกิดจากการขนส่งภายในประเทศ
ผมเคยช่วยยายทำสวนมังคุดช่วงปิดเทอม เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ราคาขายจากสวนเกรดต่ำสุดประมาณ 30 บาท/กก. พอไปถึงห้างในกรุงเทพราคาประมาณ 60 บาท/กก.
คุณจะเห็นได้ว่าเกษตรกรถูกกดราคา ขณะที่ผู้ซื้อก็ถูกผลักภาระให้ต้องซื้อสินค้าในราคาที่แพงเมื่อเทียบกับราคาจากแหล่งผลิตเป็นเท่าตัว
นั่นเพราะในประเทศไทยใช้ระบบพ่อค้าคนกลางที่ซ้อนพ่อค้าคนกลางหลายต่อ
ผมจะอธิบายให้เห็นภาพ เกษตรกร > พ่อค้าคนกลางคนที่ 1(มารับซื้อจากสวนโดยตรง) > พ่อค้าคนกลางคนที่ 2(Hub จังหวัด) > พ่อค้าคนกลางคนที่ 3(Hub ตลาดไท) > พ่อค้าคนกลางคนที่ 4 > ห้าง,ตลาด,โรงงาน (ปลีก)
คุณจะเห็นว่าในโครงสร้างแบบนี้ กว่าแหล่งผลิต ถึง มือผู้บริโภคจริงๆ มันโครตจะหลายต่อเลย และเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ต่อให้ลูกค้าซื้อของแพงซักแค่ไหน แต่เกษตรกรก็ยังจนเหมือนเดิม
นี่ยังไม่รวมกับยี่ปั้วหรือซาปั้วจีนที่มาทำให้โครงสร้างที่ไม่ดีอยู่แล้วยิ่งเละหนักกว่าเดิม นักการเมืองที่มีอำนาจเป็นรัฐบาลเองก็ไม่เคยคิดจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบจริงๆจังๆ
ดังนั้นถ้าจะทำให้ เกษตรกรขายได้ราคามากขึ้น และผู้บริโภคซื้อของได้ถูกลง ผมว่าเพื่อนๆทุกคนน่าจะมองออกว่าควรจะทำอย่างไร
คำตอบก็คือ ต้องตัดพ่อค้าคนกลางออกให้เหลือจำนวนพ่อค้าคนกลางน้อยที่สุดในโครงสร้างการขนส่งซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคา ยิ่งจำนวนพ่อค้าคนกลางน้อยลงราคาซื้อที่ถูกกด กับราคาขายที่ถูกโก่งก็จะมีช่องแคบที่ลดลง
คำถามของประเด็นนี้ คือ "จะตัดโครงสร้างพ่อค้าคนกลางหลายๆต่อนี้ลงได้อย่างไรให้เหลือน้อยที่สุด"
ในวิชาด้านการขนส่ง จะแบ่ง Mode การขนส่งได้แบบนี้
1.เครื่องบิน = ขนส่งได้เร็ว แต่ต้นทุนแพง
2.เรือ = ขนส่งได้ไกลข้ามประเทศ ปริมาณขนส่งต่อเที่ยวได้มาก
3.รถไฟ = ขนส่งได้ไกลภายในประเทศ ปริมาณขนส่งต่อเที่ยวได้มาก
4.รถบรรทุก = ขนส่งได้ยืดหยุ่น(ส่งที่ไหนก็ได้) แต่ต้นทุนแพง
ประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้แบบที่ 4 คือ รถบรรทุกเป็นหลัก แถมใช้กันหลายต่อทำให้ราคาสินค้าปลายทางแพงเมื่อเทียบกับต้นทางมากๆ
ซึ่งจริงๆ ผมมีไอเดียหนึ่ง ที่จะนำเสนอ คือ การแก้กฎหมายบางตัวเพื่อปลดล็อค ผู้ที่จะสามารถไล่ตบพ่อค้าคนกลางหลายต่อให้เหลือไม่กี่ต่อ
นั่นคือ ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) สามารถดำเนินการเป็นพ่อค้าคนกลางซะเองได้ โดยโครงสร้างจะเป็นแบบนี้
เกษตรกร(ต้นทาง) > รฟท. Hub จังหวัด > รฟท.Hub กลาง(กรุงเทพฯหรือภูมิภาค) > พ่อค้าปลีก+ห้าง > ผู้บริโภค(ปลายทาง)
ผมมองว่าถ้าเป็นโครงสร้างแบบนี้ ผมมองว่ามันจะช่วยลดช่องว่างของราคาผลผลิตทางการเกษตร และทำให้ รฟท.มีรายได้จากการเป็นพ่อค้าคนกลาง
ส่วนพ่อค้าคนกลางจีน(ยี่ปั้ว) ปล่อยให้มันม่องเท่งไปนั่นแหละดีแล้ว