
ยักษ์วัดพระแก้ว สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๓
เป็นตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์
จำนวน ๖ คู่ ๑๒ ตน สูง ๖ เมตร
หันหน้าเข้าสู่พระอุโบสถ
ทศกัณฐ์ (สีเขียว) – สหัสสเดชะ (สีขาว)
ไมยราพณ์ (สีม่วงอ่อน) – วิรุญจำบัง (สีมอหมึก)
สุริยาภพ (สีแดงชาด) – อินทรชิต (สีเขียว)
มังกรกัณฐ์ (สีเขียว) – วิรุฬหก (สีเขียวขาบ)
ทศคิรีธร (สีหงดิน) – ทศคีรีวัน (สีเขียว)
จักรวรรดิ (สีขาว) – อัศกรรณมารา (สีม่วงแก่)
๑. ทศกัณฐ์
ลักษณะทำเป็นหน้ายักษ์ ๓ ชั้น
คือ ชั้นแรกมีหน้าปกติ ๑ หน้า และมีหน้าเล็กๆ
เรียงกัน ๓ หน้า ตรงท้ายทอย
ชั้นที่ ๒ ทำเป็นหน้าเล็ก ๆ ๔ หน้า เรียงสี่ด้าน
ชั้นที่ ๓ ทำเป็นหน้าพรหมด้านหน้าหน้ายักษ์ด้านหลัง
ปากแสยะตาโพลง สวมมงกุฎยอดชัย
หน้าทศกัณฐ์มี ๓ สี คือ ปกติใช้หน้าสีเขียว
ตอนนั่งเมืองใช้หน้าสีทอง และมีทำหน้าสีน้ำรัก
ทศกัณฐ์มีกายสีเขียว ๑๐ พักตร์ ๒๐ กร
เป็นโอรสองค์ที่ ๑ ของท้าวลัสเตียนกับนางรัชฎา
นับเป็นกษัตริย์กรุงลงกาองค์ที่ ๓
มีมเหสี คือ นางมณโฑ กับนางกาลอัคคี
และนางสนมอีกเป็นจำนวนมาก มีโอรส ๑,๐๑๕
มีธิดา ๒ อุปนิสัยไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม
หยาบช้า สามารถถอดจิตออกจากตนได้
ใครฆ่าไม่ตาย ทำให้ประพฤติตนไม่ถูกต้อง
ไปลักพานางสีดามเหสีของพระรามมา
จึงเป็นต้นเหตุแห่งศึกกรุงลงกา ทำให้พี่น้องเผ่าพงศ์ยักษ์
ล้มตายเป็นอันมาก ในที่สุดก็ตายด้วยศรของพระราม
โดยหนุมานขโมยกล่องดวงใจไปได้
๒. สหัสสเดชะ
ลักษณะหน้ายักษ์สีขาว ทำเป็นหน้า ๔ ชั้น หรือ ๕ ชั้น
ชั้นแรกมีหน้าปกติ ๑ หน้า หน้าเล็ก ๆ ๓ หน้า
เรียงอยู่ด้านหลังตรงท้ายทอย ชั้นที่ ๒ ๓ และ ๔
ทำเป็นหน้าเล็ก ๔ หน้า เรียงลดหลั่นกันไป
ชั้นบนสุดทำเป็น ๒ แบบ คือ เป็นแบบหน้ายักษ์
และแบบหน้าพรหม คล้ายกับหัวทศกัณฐ์
ปากแสยะตาโพลง สวมมงกุฎชัย
กายสีขาว มี ๑,๐๐๐ พักตร์ ๒,๐๐๐ กร
ครองกรุงปางตาล เป็นพี่ชายของมูลพลัม
มีตะบองวิเศษชี้ต้นตายชี้ปลายเป็น
ได้พรจากพระพรหม เมื่อรบกับผู้ใดให้พล
ในกองทัพนั้นแตกกระจายไป เมื่อทศกัณฐ์ขอร้อง
ให้มูลพลัมน้องชายไปช่วยศึกกรุงลงกา
สหัสสเดชะได้ไปรบด้วย เมื่อมูลพลัมตาย
จึงได้รบแก้แค้น ตายโดย หนุมานจับตะบองวิเศษหัก
และมัดด้วยหางตัดเศียรขาดกระเด็น
๓. ไมยราพณ์
ลักษณะหน้ายักษ์สีม่วงอ่อน ปากขบตาจระเข้
สวมมงกุฎกระหนก แต่บางตำราว่า
เป็นมงกุฎหางไก่กายสีม่วงอ่อนมี ๑ พักตร์ มี ๒ กร
เป็นโอรสท้าวมหายมยักษ์กับนางจันทรประภา
น้องชายของนางพิรากวน ครองกรุงบาดาล
ต่อจากท้าวมหายมยักษ์ มีเวทมนตร์สะกดทัพ
และเครื่องสรรพยาเป่ากล้อง ทศกัณฐ์เชิญไป
ช่วยรบกับพระราม ไมยราพณ์ได้สะกดทัพ
จับตัวพระรามไปไว้ในเมืองบาดาล
หนุมานตามไปช่วยพระรามและฆ่าไมยราพณ์ตาย
๔. วิรุญจำบัง
ลักษณะหน้ายักษ์สีมอหมึก ปากขบตาจระเข้
สวมมงกุฎหางไก่ กายสีมอหมึกมี ๑ พักตร์ ๒ กร
เป็นโอรสของพญาทูษณ์ ครองเมืองจารึก
ต่อจากพญาทูษณ์ มีม้าคู่ใจชื่อ นิลพาหุ
ตัวดำปากแดง บางตำราว่าตัวขาวหัวดำ
หายตัวได้ทั้งตนทั้งม้า ยกทัพไปช่วยทศกัณฐ์รบ
กับกองทัพพระรามสมทบกับกองทัพของท้าวสัทธาสูร
พระรามแผลงศรฆ่าม้าทรง จึงหนีไปซ่อนตัว
ในฟองน้ำเชิงเขาอัศกรรณ หนุมานตามไปฆ่า
๕. สุริยาภพ
ลักษณะหน้ายักษ์สีแดงชาด ปากขบตาโพลง
เขี้ยวงอกงอลง และมีสัณฐานหน้าเหมือนอินทรชิต
สวมชฎามนุษย์ยอดเดินหนเช่นเดียวกับอินทรชิต
จอนหูมีทั้งแบบจอนหูมนุษย์ และจอนหูยักษ์
กายสีแดงชาด มี ๑ หน้า ๒ มือ เป็นโอรสองค์ที่ ๑
ของท้าวจักรวรรดิและนางวัชนีสูร มีหอกเมฆพัท
เป็นอาวุธวิเศษ เมื่อพระพรตยกทัพทำศึกเมืองมลิวัน
ได้สู้รบกับพระสัตรุดและพุ่งหอกเมฆพัท
ถูกพระสัตรุดสลบ รุ่งขึ้นสุริยาภพออกรบ
และตายในสนามรบด้วยศรของพระพรต
๖. อินทรชิต
ลักษณะหน้ายักษ์สีเขียว ปากชบตาโพลงเขี้ยวคุด
(ดอกมะลิ) สวมชฎามนุษย์ หรือ ชฎายอดกาบไผ่เดินหน
แบบพระอินทร์ จอนหูมี ๒ แบบคือ จอนหูแบบมนุษย์
และจอนหูแบบยักษ์ นอกจากนี้ยังมีทำเป็นหน้าสีทอง
อีกแบบหนึ่ง และในตอนเป็นเด็กสวมกะบังหน้า
มีเกี้ยวรัดจุก (ชฎาเด็ก หรือหัวกุมารไว้จุก)
กายสีเขียว มี ๑ พักตร์ ๒ กร เป็นโอรสทศกัณฐ์
กับนางมณโฑ มีมเหสีชื่อนางสุวรรณกันยุมา
มีบุตรชื่อยามลิวันและกันยุเวก อินทรชิตเดิมชื่อรณพักตร์
เมื่อรบชนะพระอินทร์ ทศกัณฐ์จึงตั้งชื่อให้ว่าอินทรชิต
ได้รับพรจากพระเป็นเจ้า ๓ องค์ คือ
พระอิศวร พระพรหม และพระนารายณ์
มีอิทธิฤทธิ์มาก รบกับพระรามหลายครั้งหลายหน
ตายด้วยศรพระลักษมณ์ที่เนินเขาจักรวาล
ตอนตายองคตต้องนำพานจากพระพรหมธาดา
มารองรับเศียรอินทรชิต เพื่อมิให้ตกถึงพื้น
เพราะจะเกิดไฟไหม้ทั่วทั้งจักรวาล
๗. มังกรกัณฐ์
ลักษณะหน้ายักษ์สีเขียวหรือสีทอง
ปากขบตาจระเข้ สวมมงกุฎยอดนาค
กายสีเขียว มี ๑ พักตร์ ๒ กร
เป็นโอรสพญาขรกับนางรัชฎาสูร
ชาติเดิมคือทรพี ครองกรุงโรมคัลต่อจากพญาขร
คราวอินทรชิตชุบศรนาคบาศ
ทศกัณฐ์ให้ออกไปรบขัดตาทัพ ตายด้วยศรพระราม
๘. วิรุฬหก
ลักษณะหน้ายักษ์สีขาบ บางตำราว่าสีเขียวขาบ
บางแห่งว่าสีม่วงแก่ ปากแสยะตาโพลง
บางแห่งว่า ตาจระเข้ สวมมงกุฎยอดนาค
มีเครื่องประดับกายล้วนแล้วแต่นาคอันมีพิษ
กายสีขาบ บางตำราสีเขียวขาบ มี ๑ หน้า ๒ มือ
อาศัยอยู่ใต้พื้นดินระหว่างเขาตรีกูฎ
ครองเมืองมหาอันธการ ไปเข้าเฝ้าพระอิศวรปีละ ๗ ครั้ง
ครั้งหนึ่งขณะขึ้นบันไดไปยังเขาไกรลาสสำคัญว่า
พระอิศวรประทับอยู่ ก็ถวายบังคมขึ้นไปทุกขั้นบันได
ตุ๊กแกตัวหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่บนยอดเขาเห็นจึงล้อเลียน
ด้วยการร้องตุ๊กแกและผงกหัวขึ้นลงทุกครั้ง
ที่วิรุฬหกก้มลงกราบ วิรุฬหกโกรธจึงถอดสังวาลนาคขว้าง
ตุ๊กแกตายคาที่ มีผลทำให้เขาไกรลาสเอียงไปด้วย
ทศกัณฐ์เป็นผู้ผลักเขาให้ตรง
๙. ทศคิรีธร
ลักษณะหน้ายักษ์สีหงดิน ปากขบตาจระเข้
บางแห่งว่าตาโพลง ปลายจมูกเป็นงวงช้าง
สวมมงกุฎ กาบไผ่ กายสีหงดิน ๑ หน้า ๒ มือ
ขี่ม้าผ่านดำ เป็นโอรสท้าวทศกัณฐ์กับนางช้าง
มาเยี่ยมทศกัณฐ์พร้อมกับทศคิรีวัน
และเข้าทำสงครามพร้อมกัน
ตายด้วยศรพระลักษมณ์เช่นเดียวกับทศคิรีวัน
๑๐. ทศคีรีวัน
ลักษณะหน้ายักษ์สีเขียว ปากขบตาจระเข้
บางแห่งว่าตาโพลง ปลายจมูกเป็นงวงช้าง
สวมมงกุฎ กาบไผ่ กายสีเขียว มี ๑ หน้า ๒ มือ
ขี่ม้าผ่านขาว เป็นโอรสทศกัณฐ์ที่เกิดกับนางช้าง
เป็นบุตรบุญธรรมของท้าวอัศกรรณมาราสูร
พันธมิตรของทศกัณฐ์ คราวหนึ่งมาเยี่ยมทศกัณฐ์
จึงได้เข้าร่วมรบในศึกกรุงลงกา ตายด้วยศรพระลักษณ์
๑๑. จักรวรรดิ
ลักษณะหน้ายักษ์สีขาว ๔ หน้า ทำเป็น ๒ ชั้น
ชั้นแรกเป็นหน้าปกติ ๑ หน้า ชั้นที่ ๒
ทำเป็นหน้าเล็ก มี ๓ หน้า ปากแสยะตาโพลง
(บางทีทำเป็นปากแสยะตาจระเข้ มีเขี้ยวโง้งแหลม)
สวมมงกุฎหางไก่ กายสีขาว มี ๔ พักตร์ ๘ กร
เป็นกษัตริย์แห่งเมืองมลิวัน สหายของทศกัณฐ์
มเหสีชื่อวัชนีสูร มีบุตร ๓ คน ได้แก่ สุริยาภพ
บรรลัยจักร นนยุพักตร์ และมีบุตรี ๑ คน คือ รัตนมาลี
ต่อมาเมื่อไพนาสุริยวงศ์รู้ความจริงว่าทศกัณฐ์
คือบิดาที่แท้จริง จึงลอบมาหาท้าวจักรวรรดิ
ขอกองทัพไปช่วยกู้ลงกา ท้าวจักรวรรดิยกทัพไปลงกา
จับพิเภกหรือท้าวทศคิริวงศ์จำตรุ ยกไพนาสุริยวงศ์
ครองกรุงลงกา ให้นามว่าท้าวทศพิน พระพรตยกมาปราบ
และยกทัพต่อมายังเมืองมลิวัน สู้รบกัน
ในที่สุดท้าวจักรวรรดิตายในที่รบ
๑๒. อัศกรรณมารา
ลักษณะหน้ายักษ์สีม่วงแก่ ทำเป็นหน้า ๒ ชั้น
ชั้นแรกเป็นหน้าปกติ ๑ หน้า หน้าเล็ก ๓ หน้า
เรียงกันอยู่ตรงท้ายทอยด้านหลัง
ชั้นสองทำเป็นหน้าเล็ก ๓ หน้า
ปากขบตาโพลง หรือปากแสยะตาโพลง
บางแห่งว่าตาจระเข้ สวมชฎามนุษย์ หรือมงกุฎชัย
ครองกรุงดุรัม เป็นผู้ขอทศคิรีวัน ทศคิรีธร
โอรสทศกัณฐ์มาเป็นบุตรบุญธรรม
เมื่อทศคิรีวัน ทศคิรีธรตายในศึกลงกา
จึงยกทัพไปรบ พระรามแผลงศรตัดตัวขาด
จากกันไม่ตายแต่กลับกลายเป็นทวีคูณเรื่อย ๆ ไป
ในที่สุดพิเภกบอกวิธีสังหาร โดยต้องกวาดร่าง
ทิ้งแม่น้ำคงคา และตายด้วยเหตุนี้
ที่มา
“ยักษ์ทวารบาล ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม”
ในเว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ royal office
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1406481274851920&set=a.1087923770041007
