กองทุนน้ำมันเป็นอะไรที่โคตรจะขัดใจผมเลย ในความเห็นผมว่ามันเป็นการแก้ปัญหาโง่ๆ
การเก็บเงินค่าน้ำมันเพิ่มในตอนที่ราคาถูกเพื่อไปชดเชยตอนที่น้ำมันราคาแพง ความจริงแล้วมันไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย
กลับกันมันเพิ่มปัญหาด้วยซ้ำไป เพราะใครๆก็รู้ว่าเดี๋ยวราคาน้ำมันก็ต้องขึ้นอยู่ดี ไม่ว่าจะมีเงินชดเชยไปได้นานแค่ไหนสุดท้ายก็ต้องเก็บเงินกลับคืนเข้ากองทุน นั่นแปลว่าการกักตุนน้ำมันในตอนที่ราคายังถูกชดเชยอยู่ แล้วเอาออกมาปล่อยขายในตอนที่แพงแล้ว เท่ากับโกยเงินจากกองทุนมาเป็นทุนให้ตัวเอง แล้วยังได้กำไรตอนขายอีก
ผมไม่รุ้ว่าใครคิดวิธีนี้ แต่ถ้าคนคิดไม่มีเจตนาโกง ก็ต้องโง่เข้าขั้น
จริงๆแล้ววิธีการแก้ปัญหาราคาน้ำมันคือการ ทะยอยซื้อตอนที่ราคาถูกแล้วเอามากักตุนไว้ พอน้ำมันราคาแพงก็ทะยอยเอาออกมาขายเพื่อชะลอราคาน้ำมันไม่ให้สูงขึ้นเร็วจนเกินไป โดยขายให้มีกำไรด้วย ขายน้ำมันเก่าแพงกว่าราคาที่ซื้อแต่ถูกกว่าราคาน้ำมันใหม่ เอาไปผสมกับน้ำมันใหม่เพื่อให้การนำเข้าน้ำมันใหม่ที่กำลังแพงลดลงและราคาน้ำมันในตลาดก็จะชะลอการขึ้นราคาไปด้วย แถมรัฐยังมีกำไรอีกต่างหาก
ปัญหาอย่างเดียวคือต้องมีการบริหารการจัดเก็บน้ำมันซึ่งรัฐสมควรที่จะทำได้ (ถ้าบอกว่ามันยาก แสดงว่ามีเจตนาอื่นแอบแฝง)
การเก็บเงินเพื่อไปสำรองจ่ายตอนที่น้ำมันแพงอย่างที่ทำอยู่ สุดท้ายมันก็คือการเอาเงินของประชาชนไปซื้อน้ำมันแพง + ถูกคนชั่วช้าสูบไปบางส่วน และ สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำมันในยามคับขันเลยจริงๆ
แต่การทะยอยซื้อน้ำมันตอนถูกและขายเอากำไรตอนแพง นอกจากจะมีผลควบคุมราคาน้ำมันแล้ว ยังมีปริมาณน้ำมันที่เก็บสำรองไว้ยามขาดแคลนอยู่ด้วยจริงๆ นอกจากนี้ยังทำให้รัฐมีกำไร ไม่ต้องคอยสูบเงินจากประชาชนไปเติมกองทุน
ปล. นอกจากนี้ เรายังสามารถ ผสมสีลงในน้ำมันสำรองเหล่านี้ให้ต่างออกไปจากน้ำมันใหม่ หมายความว่า เราจะสามารถบอกได้ว่ามีใครกักตุนน้ำมันจากตอนที่ราคาถูกชดเชย(สีของน้ำมันสำรองมีสัดส่วนสุง) หากมีการนำน้ำมันสำรองมาขายในราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น เราจะรู้ได้จากเฉดสี ที่เกิดจากการผสมของน้ำมันสำรอง(ถูกกว่า)กับนำมันใหม่(แพงกว่า)
ใครที่ซื้อไปกักตุนแล้วเอามาปล่อยขายก็ต้องขายตามราคาตามเฉดสีที่ปรากฏ ถ้าเฉดสีมันฟ้องว่าเป็นน้ำมันสำรองสูงแต่ดันขายแพงเกินราคาที่ควรจะเป็นเราก็จะสามารถตรวจสอบได้
มันติดกระดุมเม็ดแรกผิดครับ
ปกติแล้วน้ำมันเชื้อเพลิง จะแบ่งเป็น
1.Gasoline หรือ เบนซิล ใช้กับรถยนต์ทั่วไป
2.Diesel ใช้กับรถบรรทุกหนักและเครื่องจักรหนัก
เจตนารมย์ของกองทุนน้ำมันมันดีนะ แต่การควบคุมมันน่ะมีปัญหา คือ support เชื้อเพลิงที่ใช้เครื่องจักรหนัก เพราะการจะทำให้ประเทศพัฒนาได้ต้องมีการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม
แต่ปัญหาคือ การพยุงราคาดีเซลที่มากจนเกินไป ส่งผลทำให้ผู้ผลิตรถยนต์เล็งเห็นช่องว่างว่าประชาชนอยากเติมน้ำมันที่ถูกกว่า พวกเขาก็เลยผลิตรถยนต์ที่ใช้ดีเซลเพื่อตอบสนองประชาชนที่ต้องการใช้น้ำมันถูก
กลายเป็นประเทศไทยมีสัดส่วนการใช้น้ำมันดีเซลที่เยอะกว่าประเทศอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด เรียกว่าใช้ ดีเซล หรือ Heavy Residue กันอย่างพร่ำเพรื่อ ทำให้โรงกลั่นก็ต้องตอบสนองด้วยการสร้างโรงกลั่นสำหรับกลั่นน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง
เพราะน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง กลั่นแล้วได้ดีเซลมากที่สุด ไทยถึงไม่สามารถใช้น้ำมันที่ถูกกว่าและใกล้กว่าอย่างประเทศบรูไนได้ เพราะน้ำมันบรูไนได้ Light Residue หรือ เบนซิลมากกว่าดีเซล
ดังนั้นอย่างแรกคือ เราไม่ควรบิดเบี้ยวกลไกราคาน้ำมันตลาดจนเกินควร ประชาชนคนทั่วไปที่ใช้รถ ควรจะเน้นใช้เบนซิลมากกว่าดีเซล
ดีเซลควรจะใช้จริงๆ เฉพาะธุรกิจที่เป็นอุตสาหกรรมที่เครื่องจักรต้องการกำลังมากๆจริงๆ
สอง เราต้องใช้แก๊สพลังงานจากแก๊สหุงต้มมากขึ้น ถ้าไปดูแบบบ้านต่างประเทศ เช่น ยุโรป เขาจะมีการต่อท่อแก๊สหุงต้มส่งมาถึงตัวบ้าน
สาม อย่ารักโลกร้อนมากเกินไป ถ้าจำเป็นจริงๆ ควรใช้ถ่านหิน เหตุผลคือบ้านเรามีเหมือนถ่านหิน เช่น แม่เมาะ
อีกทั้งกากจากถ่านหินนั้นมีประโยชน์ในการทำเป็น Fly Ash สำหรับผสมกับคอนกรีตให้เป็น Hydraulic Concrete ที่ดีกว่าคอนกรีตแบบดั้งเดิม

เถ้าลอย หรือ Fly Ash ของดีมากนะครับ ยิ่งถ้าต้องการทำอาคารสีเขียว(ประหยัดพลังงาน) ตามมาตรฐาน LEED อาคารนั้นควรใช้คอนกรีตที่ผสม Fly Ash(ซึ่งถือเป็นวัสดุ Recycle)
ข้อดีของเถ้าลอยคือ ลดความร้อนตอน Setting ของคอนกรีต