
ยูริ หรือ GL (Girls' Love) คือวัฒนธรรมผลงานที่นำเสนอความสัมพันธ์ความรักระหว่าง "ผู้หญิงกับผู้หญิง"
แม้ปัจจุบัน "ยูริ" จะเป็นคำที่ใช้นิยามประเภทของผลงานสื่อ แต่ในอดีตเคยมีคำว่า Yurizoku หรือ “เผ่าดอกลิลลี่" (ยูริ แปลว่า ลิลลี่ / โซคุ แปลว่า เผ่า กลุ่มคน) หมายถึง กลุ่มหญิงรักหญิง
เป็นเวลายาวนานมาก กว่าผู้คนจะเข้าใจความหลากหลายทางเพศ
ย้อนไปเมื่อ 100 ปีก่อน ญี่ปุ่นเคยมีวัฒนธรรมที่เรียกว่า S หรือ Class S เป็นการนิยามความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง
แต่ไม่ใช่ในเชิงความสัมพันธ์ทางกายที่ลึกซึ้ง คนยุคนั้นอาจยังไม่รู้เรื่องความหลากหลายทางเพศ วัฒนธรรม S เป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ ให้ผู้หญิงที่อยากเป็นอิสระจาก "ผู้ชาย"
-----------------------------------
วัฒนธรรม S เกิดขึ้นในโรงเรียนสตรีล้วน ช่วงยุคไทโช - ต้นยุคโชวะ เริ่มตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1910 และแพร่หลายอย่างมากช่วงปี ค.ศ.1920 - 1935
ซึ่งยุคนั้นโรงเรียนมักแยกเป็นโรงเรียนชายล้วน-หญิงล้วน โรงเรียนสตรีระดับสูงจะหล่อหลอมให้ผู้หญิงมีหน้าที่แค่เรียนจบ แล้วแต่งงานกับ "ผู้ชาย" เท่ากับว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอยู่ใต้อำนาจของผู้ชาย
เหล่าเด็กสตรีจึงเกิดความคิดต่อต้าน และสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบของตัวเอง
-----------------------------------
S ย่อมาจาก Sister ที่แปลว่า พี่สาวน้องสาว
รุ่นพี่และรุ่นน้องจะสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นดั่งพี่น้อง ไม่ใช่การแสดงออกว่ารักเพศเดียวกัน แต่เป็นมิตรภาพและความรักที่ลึกซึ้ง บริสุทธิ์ ความผูกพันที่ยอมสละชีวิตแทนกันได้
เมื่อเรียนจบความสัมพันธ์ S ก็จะกลายเป็นอดีต เพราะผู้หญิงต้องเผชิญความเป็นจริง และแต่งงานกับผู้ชายตามหน้าที่
-----------------------------------
และแล้วเหตุน่าเศร้า ก็นำไปสู่การสลายไปของวัฒนธรรม S
ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1933 เกิดเหตุหญิงสาวกระโดดลงไปในปล่องภูเขาไฟมิฮาระ เกาะอิซุโอชิมะ เกาะที่อยู่ห่างจากโตเกียวไปทางใต้ราว 100 กว่ากิโลเมตร
เธอปลิดชีวิตในชุดกิโมโนสีม่วง ลอยคว้างลงไปในปล่อง ท่ามกลางควันพวยพุ่งร้อนระอุ โดยมีเพื่อนหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ที่ปากปล่องภูเขาไฟ
เกิดข่าวลือว่า เป็นโศกนาฏกรรมความรักของผู้หญิงที่รักเพศเดียวกัน เธอต้องจบชีวิตเพราะตกหลุมรักเพื่อนร่วมชั้น แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม
-----------------------------------
ผู้เสียชีวิต คือ คิโยโกะ
เพื่อนที่ยืนอยู่เคียงข้าง คือ มาซาโกะ
ทั้งคู่อายุ 21 ปี เรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 สาขาวรรณคดีญี่ปุ่น วิทยาลัยเฉพาะทางสตรีจิซเซน (Jissen Joshi Semmon Gakko) ในย่านชิบูย่า กรุงโตเกียว
วิทยาลัยจิซเซนสนับสนุนแนวคิด "ภรรยาที่ดี แม่ที่ฉลาด" หล่อหลอมให้นักเรียนเป็นกุลสตรีที่พร้อมจะออกไปแต่งงานและรับใช้ครอบครัว
วัฒนธรรม Class S จึงกลายเป็น "พื้นที่กบฏ" เล็กๆ ของเหล่านักเรียน พวกเธอใช้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนหญิงด้วยกันเป็นทางหลีกหนีจากอนาคตชั่วคราว
-----------------------------------
คิโยโกะ ผู้เสียชีวิตเป็นสาวน้อยผู้รักวรรณกรรมสุนทรียนิยม ชอบแต่งกลอน เธอเคยพูดว่า "ถ้าแต่งกลอนที่ถูกใจได้สักบท จะตายเมื่อไหร่ก็ได้"
และเธอยังต่อต้านระบบการแต่งงาน ที่ทำให้ผู้หญิงต้องกลายเป็นผู้ไร้ความสามารถตามกฎหมาย (ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว หากจะทำนิติกรรม ต้องได้รับความยินยอมจากสามี)
คิโยโกะอาจรู้สึกว่านั่นเป็นการลดทอนคุณค่าของผู้หญิง
เธอทิ้งกระดาษเขียนกลอนไว้เป็นดั่งจดหมายลา
“ จิตที่หวัง ชีวิตอันสวยหรู
บัดนี้ดู เลือนดั่งหมอกรุ่งเช้า
มุ่งหน้าไป หามีคุณค่าเท่า
จะอยู่ไย เพื่อใครไหนกันเล่า ”
-----------------------------------
ในสายตาคนนอก คิโยโกะ กับ มาซาโกะ อาจดูสนิทสนมกันดั่งคนรักที่ผิดแผกประเพณี
แต่แท้จริง ทั้งคู่เพียงแค่ไม่อยากจำนนต่อค่านิยมในสังคม ที่บังคับให้ต้องแต่งงานตาม "หน้าที่"
วันเกิดเหตุ ทั้งคู่นั่งเรือไปยังเกาะ แล้วเดินขึ้นเขาที่เบ่งบานไปด้วยดอกสึบากิสวยสะพรั่ง จุดหมายคือปากปล่องภูเขาไฟ
กลอนที่คิโยโกะ กล่าวกับมาซาโกะ ก่อนจะกระโดดลงไปในเปลวลาวาเดือด คือ
“ สีของดอกไม้ร่วงโรยไปอย่างไร้ความหมาย
ตัวฉันเฝ้ามองกาลเวลาดั่งสายฝนที่โปรยปราย ”
บทกวีของ "โอโนะ โนะ โคมิจิ" กวีหญิงผู้เลอโฉมแห่งยุคเฮอัน
เธอใช้ชีวิตจนแก่เฒ่าอย่างโดดเดี่ยวและไร้รัก ซึ่งเป็นดั่งความอัปยศสูงสุดของผู้หญิงในยุคนั้น
-----------------------------------
มาซาโกะ ได้รับความช่วยเหลือลงมาจากปล่องภูเขาไฟ เธอเล่าว่า เมื่อเดือนก่อน เคยมาที่นี่กับเพื่อนหญิงอีกคนที่อยากจบชีวิต โดยคนนั้นเลือกสถานที่นี้ แล้วขอให้มาเป็นเพื่อน
พอคิโยโกะรู้ จึงอยากเลือกที่นี่เช่นกัน
มาซาโกะ ถูกสื่อขนานนามว่าเป็น "ผู้นำทางสู่การจบชีวิต" และกลายเป็นจุดสนใจของสังคมในทันที
เธอได้แต่เก็บตัวอยู่บ้าน จนล้มป่วย และเสียชีวิตในที่สุด
-----------------------------------
ปล่องภูเขาไฟมิฮาระ กลายเป็นสถานที่ขึ้นชื่อที่มีผู้ปรารถนาจะจบชีวิตมาเยือนเป็นจำนวนมาก
ในปีที่เกิดเหตุคิโยโกะ ปี ค.ศ.1933 เพียงปีเดียวมีผู้มาจบชีวิตมากถึง 944 คน
มีผู้คนเดินทางมาจบชีวิตที่นี่ต่อเนื่องไปจนถึง ปี ค.ศ.1937
ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวอายุ 15-29 ปี ที่หมดหวังกับชีวิต
มีเรื่องเล่าว่า ปากปล่องภูเขาไฟมิฮาระจะมีกลิ่นแปลกๆ ไม่ใช่แค่กลิ่นกำมะถันของลาวา แต่เป็นกลิ่น "การเผาไหม้ของเนื้อ" อบอวลอยู่ตลอดเวลา
-----------------------------------
จากข่าวที่รุนแรง ทำให้วัฒนธรรม S ค่อยๆ ถูกทำให้จางหายไป
โรงเรียนสตรีทั่วญี่ปุ่น เข้มงวดเรื่องกฎระเบียบมากขึ้น เพื่อกวาดล้างวัฒนธรรม S และความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิง
ขณะเดียวกันก็มีการสร้างรั้วเหล็กหนามรอบปากปล่องภูเขาไฟ และเพิ่มมาตรการป้องกันด้วย
และในปี ค.ศ.1937 เกิดสงครามจีน-ญี่ปุ่น ทำให้คนในชาติหันมาทุ่มเทเสียสละเพื่อชาติ ตำนานปล่องภูเขาไฟมิฮาระจึงค่อยๆ จางหางไป
-----------------------------------
กาลเวลาผ่านไป ราว 30 กว่าปี
วัฒนธรรม S สลายหายไปกับอดีต
ในปี ค.ศ.1971 สำนักพิมพ์ Daini Shobo ได้ออกนิตยสารเพื่อสร้างพื้นที่ให้กลุ่มชายรักชาย โดยนิตยสารชื่อว่า Barazoku แปลว่า เผ่ากุหลาบ (บาระ แปลว่า กุหลาบ / โซคุ แปลว่า เผ่า กลุ่มคน)
เนื่องจากยุคนั้น คนเปรียบกลุ่มชายรักชายเป็นกุหลาบ มีความร้อนแรง มีหนาม งดงามแต่เจ็บปวด
เจ้าของสำนักพิมพ์จึงคิดว่า ควรมีสัญลักษณ์และพื้นที่ให้กลุ่มหญิงรักหญิงด้วย จึงตั้งคอลัมน์ชื่อว่า Yurizoku "เผ่าดอกลิลลี่" (ยูริ แปลว่า ลิลลี่)
ดอกลิลลี่ สื่อถึงความบริสุทธิ์ นุ่มนวล และสง่างาม ซึ่งคล้ายกับวัฒนธรรม Class S ที่เป็นความรักบริสุทธิ์
คำว่า Yurizoku ได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น พอเข้าสู่ทศวรรษ 1990 คนก็เรียกกันย่อๆ ว่า Yuri
เมื่อเริ่มมีผลงานมังงะ อนิเมะ และนิยายที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักระหว่างผู้หญิง ผลงานเหล่านี้จึงถูกเรียกว่า Yuri
-----------------------------------
สำหรับเกาะอิซุโอชิมะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ มีทะเลทรายสีดำสนิท ที่เกิดจากเถ้าลาวา
และมีภูเขาไฟมิฮาระ สถานที่ท่องเที่ยวทางธรณีวิทยาที่สำคัญ ซึ่งเป็นร่องรอยความเจ็บปวดของ Class S
สามารถนั่งเรือด่วนจากท่าเรือ Takeshiba (ใกล้สถานี Hamamatsucho) ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
แนะนำช่วง ก.พ.-มี.ค. ช่วงเวลาที่ "ดอกสึบากิ" บานสะพรั่งทั่วทั้งเกาะ ช่วงเวลาเดียวกับที่คิโยโกะได้ชมความงดงามครั้งสุดท้ายในชีวิต
https://web.facebook.com/photo/?fbid=1238088671826662&set=a.574501861518683