เห็นออกทะเลมาพอสมควรผมก็จะสรุปให้สั้นๆก็แล้วกันครับ ในการก่อสงครามจุดหมายสำคัญที่สุดก็คือการจัดการกับผู้มีอำนาจสูงสุดซึ่งก็มักจะอยู่ที่เมืองหลวง ในสมัยก่อนไม่ว่าจะเป็นสงครามจีนกับมองโกล มองโกลก็พยายามบุกถึงเมืองหลวงทั้งๆที่บางทีมันอาจจะคิดแค่ยึดประมาณ 4-5 มณฑลแต่ก็ต้องบุกถึงเมืองหลวงครับ สงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นกะยึดแค่แมนจูเรียกับพื้นที่บางส่วนของจีนแต่ญี่ปุ่นก็ต้องพยายามบุกให้ถึงเมืองหลวงเพื่อจะจัดการกับรัฐบาลของจีนในเวลานั้น ล่าสุดการปะทะกันระหว่างไทยกับเขมรมันยังไม่ใช่สงครามเต็มตัวก็เลยไม่จำเป็นต้องบุกไม่ถึงเมืองหลวงแต่ลองเป็นกลายสงครามเต็มตัวสิครับป่านนี้เครื่องบินรบไทยบินไปถล่มพนมเปญนานแล้ว
สงครามจริงๆ ก็มี Scale ของมันครับ เล็ก-ใหญ่
อย่างกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ถือเป็นความขัดแย้งระดับ scale เล็ก อยู่แค่พื้นที่พิพาท เพราะมันคือความขัดแย้งแค่พื้นที่พิพาท เรียกว่า Short War
จะเห็นไ้ด้ว่า ฝ่ายไทยไม่โจมตีไปที่เมืองหลวงพนมเปญ เพราะ ไทยไม่ต้องการให้เกิดสงครามสเกลใหญ่เต็มรูปแบบจริงๆ
แต่กรณียูเครนกับรัสเซีย คือ สงครามในสเกลที่ใหญ่กว่านั้นครับ มันคือสเกลขนาดกลาง-ใหญ่ เป็น Long War
ผมยกตัวอย่าง
ในปี 2014 รัสเซียบุกเข้าพื้นที่คาบสมุทรใครเมียของยูเครนเท่านั้น อันนี้ถือเป็น Scale เล็ก ระดับ Short War คือ แค่ยึดบริเวณพื้นที่พิพาทไครเมียเท่านั้น จะเห็นว่าไม่บุกเข้าเมืองหลวง Kiev
แต่ปี 2022 อันนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง เส้นทางการรบมุ่งหมายบุกเข้าใส่เมืองหลวง นี่เป็นเจตนาทำให้เกิดสงครามระดับ Scale ใหญ่เต็มรูปแบบ
กล่าวคือต้องการ Occupy ทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ Occupy พื้นที่พิพาท 2 แคว้นดั่งที่กล่าวอ้าง
ดังนั้นมันมีสองเคสที่เป็นกรณีเปรียบเทียบกันอยู่ ดังนั้นการอ้างว่าต้องการโจมตีเมืองหลวงเพื่อยึดแค่ 2 แคว้น เป็นข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้นโดยสิ้นเชิง เพราะมันมีข้อเปรียบเทียบด้วยตัวมันเองกับปี 2014
อย่างกรณีเมกาโจมตีอิหร่านก็เช่นกัน มันคือสงครามเต็มรูปแบบ เพราะ โจมตีใส่เมืองหลวงอีกฝ่าย