ของไทยทะแนะ บอกว่าเวลาขับรถชนใครอย่ารีบรับผิด ให้ขอส่วนแบ่งเงินประกัน เพราะคู่กรณียังไม่รับผิด ประกันไม่จ่าย
ไม่รู้หนังเรื่องไหนทำไว้ สตาร์เทรคมั้งวิธีแกปัญหาของดาวสักดวงทนายผู้ต้องหา ถ้าผู้ต้องหาถูกตัดสินว่าผิด ทนายโดนโทษเช่นเดียวกับผู้ต้องหา
เขาบอกเราแก้ปัญหาเรื่องคดีฟ้องร้องไปได้เยอะเลย น่าเอามาใช้บ้าง
ทำไมทนายต้องโดนโทษเดียวกับจำเลย? ทนายทำผิดอะไรเขาถึงต้องรับโทษร่วมครับ? ทนาย = ผู้สมรู้ร่วมคิดอย่างงั้นเหรอครับ?
ผมมองว่าทนายคือนักกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้มากหรือน้อยไปกว่านี้ คนรับโทษควรจะเป็นจำเลยกับจำเลยร่วม(ผู้สมรู้ร่วมคิด หรือ ผู้ได้รับผลประโยชน์จากการทำผิดของจำเลย)
ถ้าทนายว่าความแพ้คดีแล้วต้องโดนโทษร่วมกับจำเลย ใครจะเสี่ยงเอาชีวิตมาทิ้งกับจำเลยครับ
เรียนกฎหมายตั้ง 4 ปี สอบเนติบัณฑิตกว่าจะได้เป็นทนาย แต่ว่าความแพ้ครั้งเดียวถึงกับต้องโทษร่วม อันนี้ผมว่ามันแปลกๆเกินไปครับ
..............
ในมุมมองไทยทนายอาจจะดูเป็นตัวร้ายจากละครหรือหนัง
แต่ถ้าเป็นต่างประเทศ ทนายถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติและสามารถช่วยผู้บริสุทธิ์ไม่ให้ถูกใส่ความเป็นแพะ
ลองคิดโลกที่ไม่มีทนายนะครับ และทุกคนต่างล่าแม่มดต่างคนต่างชี้หน้าฟ้องกันไปมาถูกบ้างผิดบ้าง
หน้าที่ของทนายคือการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามข้อกฎหมายทำใ้ห้ทราบว่าใครฟ้องจริงฟ้องเท็จ ผู้ที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลยจึงมีเพียงแค่ทนายเท่านั้นที่ทำได้ (อัยการเองก็ถือว่าเป็นทนาย แต่เป็นทนายของรัฐ)
ทนายเป็นไม่กี่อาชีพนะครับ ที่สามารถคานอำนาจของรัฐได้จริงๆ รัฐใช้อำนาจผ่านกฎหมายที่เป็นเครื่องมือ แต่ทนายคืออาชีพที่่ไม่ให้รัฐใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กำหนดไว้
ดังนั้นการที่ทนายสู้คดีโดยเฉพาะคดีอาญา มันถึงสำคัญมากๆ ต่อการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลย และการใช้อำนาจของรัฐในเวลาเดียวกัน
หลายเรื่อง เช่น Ace Attorney หรือ Danganronpa มันจะมีคำหนึ่งที่เป็น Signature ของทนาย นั่นคือ "Objection" หรือ "ขอคัดค้าน"
ปกติแล้วศาลจะแบ่งเป็นหลาย Phase แต่ช่วงที่สำคัญที่สุดและเป็นหัวใจสำคัญที่สุด คือ Examination กับ Cross Examination (ในนิยายที่ผมแต่งก็เคยเขียนเรื่องนี้นะครับ) (ถามนำ ถามค้าน และถามติง)
ขั้นตอน
1.ทนายฝ่ายโจทย์เบิกความ พยาน A(พยานฝั่งโจทย์)
2.ทนายฝ่ายโจทย์จะถามคำถามพยาน A แต่ขณะที่ฝ่ายโจทย์ถาม(ExaminationXเพื่อให้พยาน A เล่าเรื่องราว ทนายฝ่ายจำเลยสามารถใช้ Objection(คัดค้าน) เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่อไปนี้
- ทนายฝ่ายโจทย์ใช้คำถามนำ คือ คำถามที่มีคำตอบอยู่ในคำถามอยู่แล้ว เป็นคำถามที่ไม่ต้องให้พยานใช้ความคิด ถ้ามีการถามเช่นนี้ ทนายฝ่ายตรงข้ามจะสามารถ Objection ทำลายคำถามทิ้งได้ เช่น คำถามที่มีใช่หรือไม่
- ทนายฝ่ายโจทย์ใช้คำถามที่นอกประเด็นที่ไม่เกี่ยวกับคดี
- ทนายฝ่ายโจทย์ใช้คำถามที่อ้างถึงพยานบอกเล่า หรือ ข่าวลือ (พยานบอกเล่าหรือข่าวลือไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ เช่น พยาน A เคยได้ยินนาย B นินทาว่านาย C อยากฆ่านาย A ใช่หรือไม่)
- ทนายฝ่ายโจทย์ใช้คำถามโต้วาทะ เป็นคำถามที่ไม่ได้ต้องการข้อมูล เพียงแค่ต้องการทะเลาะกับพยาน
3.หลังจากฝ่ายโจทย์ถามจบ ก็จะเปลี่ยนมือเป็นทนายฝ่ายจำเลยทำการถามค้าน หรือ Cross Examination เป็นการทดสอบว่าพยานให้การทั้งหมดผ่านการตั้งคำถามของทนายโจทย์ ให้การเท็จหรือไม่ หรือ ข้อมูลของพยานคนนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน คราวนี้ก็จะสลับฝั่งกันทนายฝ่ายโจทย์ก็สามารถ Objection ได้ เพียงแต่มันมีข้อยกเว้นว่า การ Cross Examination นั้น ทนายจะสามารถถามนำได้ เป็นการเช็คว่าพยานให้การก่อนหน้าแบบมั่นใจในข้อมูลหรือเปล่า
4.ท้ายสุดก็จะสลับมาที่ทนายฝ่ายโจทย์ เพื่อให้ถามติง ถามติง มีขึ้นเพื่อ หลังถูก Cross Examination ไป บางครั้งสภาพความน่าเชื่อถือและเครดิตของพยานคนดังกล่าวมันถูกซักจนแทบไม่เหลือ การถามติงคือการดึงความน่าเชื่อถือกลับมา(มากน้อยขึ้นอยู่กับตัวพยานและการตั้งคำถามของทนาย)
5.พอไล่พยานฝั่งโจทย์หมด ก็จะไล่พยานฝั่งจำเลยโดยสลับฝั่ง Examination กับ Cross Examination
วิธีดูว่าทนายคนไหนเก่งไม่เก่ง ให้ดูตอน Cross Examination เฟสนี้คือเฟสที่ทนายจะโชว์สกิลไล่บี้เค้นข้อมูลเท็จจริงจากปากพยาน ว่าที่ให้การก่อนหน้าให้การจริงหรือเท็จ