[quote/] ค่าใช้จ่ายกับการทุ่มเทส่วนบุคคลมันเยอะ ไม่เหมาะกับการศึกษาบุคคลเป็นกลุ่ม. ควรวิจัยภาพรวมว่าอะไรควรไม่ควรมากกว่า เช่น วิ่ง รอบสนาม สองสามรอบ ไม่คำนึงเวลา ไม่ไหวเดินได้ตามสภาพ ไม่ไหวจริงๆค่อยให้เลิก. จริงๆเขาวิจัยมาแล้ว สุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องการการออกกำลังกายที่หักโหม แต่เป็นการเร่งใช้กำลังสูงสุดในช่วงสั้นๆ ก็เพียงพอจะมีสุขภาพที่แข็งแรงแล้ว. ใช้อ็อกซิเจนให้หอบอย่างเร็วสั้นๆพอแล้วครับ ร่างกายจะปรับตัวเองให้เหมาะกับการทำงานหนักมากขึ้น. วิ่งระยะสั้นให้เร็วอะไรแค่นี้พอ ประมาณสร้างจุดพีคขึ้นมาเวลาออกกำลังกาย ร่างกายคนเราจะปรับตัวให้กล้ามเนื้อตามไปที่จุดพีคตรงนั้น. ไม่จำเป็นต้องวิ่งไกลๆอ้วกแตกอ้วกแตนเลย. ถึงผมรู้ก็ไม่ทำนะขี้เกียจ lol
True vision รายการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
ปล ครูขั้นเทพที่ดูเด็กเป็นรายบุคคล นั้นมีแต่ในการ์ตูนและหนังแหละ นอกจากเด็กไปสนิทกลับครู. ระบบการศึกษาไทย ครูเป็นเทพครับ แตะไม่ได้
อย่างน้อยก็เคยมี ซึ่งหายากจริงนะ สาเหตุที่ว่าทำไมเราถึงจะไม่ค่อยพบนั้นมันอาจมาจาก ยกตัวอย่างของโรงเรียนมัธยมของผมในสัตหีบเมื่อระหว่าง 12 ปีก่อน (2008 — 2014)
1. เริ่มจากอาจารย์ประจำชั้น; อนึ่งก่อนหน้าจะขึ้น ม.1 อ.ประจำชั้นป.6 คนสุดท้ายเคยประชดทิ้งท้ายก่อนจากกันไว้ราวๆว่า ‘เธอเคยอ่านประวัตินักเรียนทุกคนมาทั้งหมดแล้วจากสมุดประจำตัวแต่ละคน’ อ.หญิงคนนี้ อยู่กับห้องของ ‘เรา’ ห้องผมมาถึง 3 ปี ซึ่งห้องนี้มีนร.ย้ายเข้าออกและจับเป็นกลุ่มเดียวกันมาตลอดและมีประชากรมากเป็นอันดับต้นๆของชั้นคือจุด Peak ไปอยู่ที่ 44 คน
รับผิดชอบสอนวิชาภาษาไทยและภาษาอังกฤษคนเดียว และเวลาสอนนั้นจำกัดได้เพียงแค่ 1 ชม. เท่านั้น ใน 5วัน /สัปดาห์จะมีเวลาน้อยมากที่จะมีวิชาการงาน — คาบว่างงดสอนซึ่งจะเป็นโอกาสเดียวที่ห้องของเราจะได้เรียนบทที่ขาดช่วงเพิ่มเติมไป ด้วยกระดานดำและต้องคอยตรวจสมุดจดการบ้านและความรับผิดชอบอื่นๆในฐานอ.ประจำชั้นตลอดมา
ซึ่งแน่นอนว่าล้วนเป็นเนื้อหายากๆอย่างกลอนร้อยแก้ว Present, Past, Perfect , Future tense ตามด้วยรูปประโยคปัจจุบัน — ถึงอนาคตอย่าง perfect continuous จากการสอนตลอด 6 เทอม เธอไม่เคยตวาดห้องเพราะความเหนื่อยล้าหรือผลการสอบระหว่างคาบที่ออกมา -40% นอกจากนั้นยังต้องรับมือกับการออกแบบข้อสอบทั้ง 6 ภาค 3 เทอมด้วย และเพราะบุคลิกภาพส่วนตัวนี่แหละ นักเรียนจะรับรู้บรรยากาศรอบตัวว่าไม่ควนให้เธอสอนการบ้านให้ ใครก็ตามที่เรียนเก่งพอจะสามารถเรียนต่อใน รร.ที่ 1 นี้ที่สอนยัน ม.3 ได้
หากไม่เก่งพอจะต้องออกไปเรียนต่อที่โรงเรียนที่อยู่ใกล้ฐานทัพ ทร.สัตหีบแทน
2. ความแตกต่างตรงไหนที่ไม่เหมือนกับตอนอยู่ ม.1 ใน รร. ที่อยู่ใกล้กับ รร. พัทยามากที่สุด? ;คือเป็น รร.ประจำอำเภอสัตหีบ ตำบลเลยทีเดียว ช่วงที่ผมสอบเข้ามาได้นั้นคือ ช่วงเวลาที่เหล่าคณาจารย์รุ่นยุคก่อตั้งลงมา เริ่มเกษียณออกไป ครึ่งไตรปีก่อนจบบางคนถึงกับ Early retire ไปเลยก็มี บางคนก็เสียไปก่อนเพราะอาการป่วย
ไม่เคยมีอ.ประจำชั้นคนไหนระบาย เล่าความสาหัสของการที่ต้องสอนวิชาเพิ่มเติมที่ไม่น่าจะนับเป็นวิชาที่ควรสอนได้เหมาะกับช่วงเวลานั้นนัก อย่าง ASEAN ที่ผ่านมา เศรษฐกิจพอเพียงซึ่งถือว่าไม่ได้แย่เพราะควรเรียนแต่เด็กก็ดี ศาสนาพุทธ
อนึ่งรายวิชาเพิ่มเติมเหล่านี้ทำให้อ.ประจำชั้นของห้องใหม่ผมทั้ง 2 คน 6 ปี ในชีวิตเรียนมัธยมต้องรับมืออย่างหนักกับการสอนวิชาเหล่านี้เองไปถึง 3 /8 วิชาที่ต้องคละไปให้กับอ.เฉพาะภาควิชา และเพราะภาคยากของมัน วิชาเหล่านี้ถูกบังคับให้เพิ่มการบ้านที่ถ้าหากว่าไม่กินเวลา ก็ยากโหดหินชนิดที่กินเวลาทำมากกว่าของเด็กประถมถึง 3 เท่าเป็น 2 — 3.5 ชม. ก่อนนอนหรือต้องเสร็จภายใน 3 วัน ผลคือผมต้องหยิบเอาสมุดที่ไม่ได้ใช้ หรือสมุดอื่นๆมาจดการบ้านแทน ถึงอย่างนั้นก็มีตกหล่นเพราะระหว่างเปลี่ยนคาบเรียนที่ค่อนข้างเร็วเสียจนไปต่อคิวเรียนวิชาอื่นกับห้องร่วมชั้นเรียนแบบจะๆ
โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ — วิทยาศาสตร์, Computing ที่คาบเกี่ยวเข้ามาซึ่งระบบให้คะแนนจะยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะต้องรับรองได้ประมาณนึง นร.จะต้องสามารถสอบปรนัยให้ผ่านให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็เจอกับการสอบซ่อมยกห้อง จนบางคนในห้องเป็นบ้าขนาดต้องขอคนที่เรียนเก่งมาช่วยสอบซ่อมอีกต่อเพื่อให้ผ่าน
ขณะที่มุมมองของคณาจารย์ก็กล่าว พวกเค้ายิ่งรับศึกหนักกว่านักเรียนเป็น 4 เท่า ไม่ว่าจะทั้งกิจกรรมอบรมที่ดึงอาจารย์ออกไปเกือบหมดจนยกเลิกคาบสอนออกไป โครงการที่ชวนให้มีคนเข้าเรียนมากขึ้น + แนวข้อสอบที่ไม่สามารถทำอย่างง่ายได้ เพราะรายละเอียดของมัน โดยที่หลักฐานมาจากห้องหัวกะทิ ยังบ่นเลยว่าแทบไม่สามารถเรียนสอบให้ผ่านไปได้ บางคนก็ไม่ได้เก่งสมกับเกรดเลย แย่กว่าห้องที่โดนตราหน้าว่าที่โหล่ก็มี
3. ในวิชาพลศึกษา; ในช่วงมัธยมต้น — ปลาย ชั้นปีของเราถูกแยกห้องเพิ่มไปถึง 8 ห้อง แต่จำนวนประชากรแทบไม่ได้ลดลง เพราะน้อยที่สุดคือ 38 คน เหตุนี้วิชาพลศึกษาที่ผ่านการไตร่ตรองล่วงหน้าประชุมสอนมาแล้ว ที่จะช่วยดึงให้นักเรียนได้เรียนพร้อมกันทุกคน และใช้เวลา 1 ชั่วโมงอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่เป็นไปได้
Soft ball — Volley ball ที่ขึ้นชื่อเรื่องใช้ประชากรของทีมเยอะยังถึงกับขาดแคลนอุปกรณ์ ดังนั้นบางไตรปีจะมีการเปลี่ยนวิขาให้เป็นสอนเต้นรำแทนก็บ้าง แต่ก็ยังไม่ช่วยยกเกรดมGPA โดยรวมให้ขึ้นได้มากนัก เนื่องจากความง่ายของมันเมื่อเทียบกับวิชาที่สามารถใช้ไปต่อมหาวิทยาลัยได้
อนึ่งประชากรนักเรียนประจำชั้นเกือบ 100% ทุกคนสามารถเรียนวิชาเหล่านี้โดยไม่มีโรคประจำตัวหรือเหตุเจ็บป่วย ยกเว้นเสียแต่ไปเป็นนักกีฬาในสัปดาห์กีฬาสีซึ่งไม่น่าเชียร์หรือแข่งกันมากเท่าไรนัก เพราะความสัมพันธ์ระหว่างคนร่วมชั้นซึ่งไม่ค่อยถูกกัน และแบ่งกลุ่มเล็ก — ใหญ่เต็มไปหมดในแต่ละห้องเรียน