มันแค่เด็กป.4~ป.5เองครับช่วงนั้นแยกเพศไม่ชัดเจนเท่าไหร่เด็กผู้หณิงมาเตะบอลกับเด็กผู้ชายยังไม่แปลกเลยครับในยุคนั้น ที่แปลกคือพวกโดบีตะที่โตเกินวัยชอบสาวตังเเต่เด็กมากกว่า
หมายความว่าเด็กทั่วไปไม่คิด
แต่ไอ้เด็กแก่แดดอย่างโนบิตะมันคิดใช่ไหมครับ
ซึเนะโอะคิดเรื่องแฟนในอนาคต วางแผนจะจีบสาวที่ชอบตั้งแต่เด็กเพราะกังวลว่าคู่แข่งจะเยอะ
ทำให้โนบิตะหาสาวที่จะจีบจากแคตตาล็อคเพื่อนหญิง
แต่ไอ้หมอนี่ดันหัวสูง กะจีบแต่ระดับสาวดาวโรงเรียนทั้งนั้น
ว่าไปแล้วในสายตาปัจจุบันของผม เปลี่ยนโนบิตะจากเด็กไม่เอาไหน กลายเป็นคนเจ้าช้ประตูดิน จีบหญิงไปทั่วไปแล้ว
น่าประหลาดใจจริง ที่คนยุคใหม่เอาต้นแบบมาจากโนบิตะว่าไม่เอาไหน แต่โนบิตะจริงๆ มันก็หม้อสาวได้นะครับ
ไม่ใช่แบบหนุ่มเวอร์จิ่น โอตาคุของสมัยนี้
ผู้หญิงเนื้อหอมมักจะโดนผู้หญิงด้วยกันเกลียดและสร้างข่าวลือ แต่พวกสก๊อยจริงๆจะไม่ค่อยโดนอะร
แฟนๆผู้หญิงเรื่องฮอร์โมนจะเกลียดเต้ยที่สุดแต่ชอบสไปร์ท
ผมนึกถึงเรื่องน่าสนใจครับ
คือ ในโดจิน hentai ต่างๆ
ทุกคนมีโดจินหมด
ยกเว้นเมบด์ ที่มีอยู่น้อยทั้งที่ตามตำนานเซลติกเธอคือคนที่มั่วกับคนอื่นไปทั่วมากที่สุด
คืออย่างน้อย หากแรดก็ยอมรับว่าแรด
ชาวบ้านอาจจะยอมรับได้มากกว่าล่ะมั้ง
แต่ต้องกลับมาพูด
ใมนสายตาของผู้หญิงทั่วไป
ชิซึกะก็เรียกว่ามีตัวเลือกเยอะมากๆล่ะครับ
คนอิจฮแาก็ไม่แปลก
ทั้งคนรวยอย่างซึเนะโอะ
กัปตันทีมเบสบอลอย่างไจแอนท์คนเก่งอย่างเดคิสึงิและแบดบอยหน้าหม้อประจำตำบลอย่างโนบิตะและเศรษฐีน้ำมันอาหรับ
ถ้ามีผุ้หญิงจริงๆเฉิดฉายในกลุ่มผู้ชายอย่างนี้
ไปเที่ยวสองคืนสามวันอะไรบ่อยๆแบบทีเจ้าซึเนะโอะมักจะชวนไป
ผมว่าผู้หญิงจะอิจฉาก็ไม่แปลกล่ะครับ
อาจเป็นการทำลายฝันของคนบางกลุ่มก็ได้ แต่... อืม... ตามประสบการณ์ของเรานะ? จริง... ไม่ๆ ไม่ได้พูดถึงเรื่องโดราเอมอนนะ!
เด็กประถมในยุคนั้น (รวมถึงช่วงที่เรายังเป็นเด็กประถมอยู่ด้วย...) ยังไม่เป็นอะไรถึงขนาดนั้น ไม่สิ... ก็เป็นช่วงที่เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงนั่นแหละ แต่ยังไม่... จะว่ายังไงดี?
ยังไม่มีความ"กระหายเลือด"ในระดับเดียวกับผู้หญิงที่โตขึ้นมาหน่อยล่ะนะ? แถมเด็กประถมสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนเสียด้วยสิ... เอาเป็นว่า เราขอไม่ออกความเห็นละกันนะ
แต่สิ่งที่เรายืนยันได้แน่ๆก็คือ สังคมของผู้หญิงน่ะเป็นประมาณนั้นล่ะ (ตามเรื่อง Kaguya-sama) เป็นการแย่งชิงอำนาจทางสังคมที่โหดร้ายและดูไร้เหตุผลอย่างนั้นแหละ
การแย่งชิงอำนาจในกลุ่มนั้นถือเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แต่โดยทั่วไปแล้ว แนวทางการแย่งชิงอำนาจในกลุ่มผู้ชายดูจะตรงไปตรงมาและแสดงออกมาชัดเจนมากกว่าในกลุ่มผู้หญิง
ความไม่พอใจในกลุ่มผู้หญิงส่วนใหญ่แล้วจะก่อตัวอยู่ด้านหลังเป็นหลัก หลายๆครั้งพวกผู้ชายมักจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีการแบ่งกลุ่มกัน ก็นะ พวกที่รู้ก็ไม่เข้าไปยุ่งด้วยล่ะนะ
การเข้า"ปะทะ"กันส่วนใหญ่แล้วจะไม่ค่อยมีหรอก แต่จะเป็นการนินทากันลับหลังหรือประชดประชันกันในแบบที่แทบจะมองไม่ออกมากกว่าที่เห็นในละครเกรด B (ก็นะ...)
ก็ตามนั้นเลย คนที่มีความสามารถมากพอที่คุมตำแหน่งทางสังคมได้ก็จะเป็นที่นิยม คนที่ทำไม่ได้ก็มักจะสนิทกับกลุ่มผู้ชายมากกว่า คนที่ไม่มีอะไรเลยก็ เอ่อ...
เอาเป็นว่า แม้แต่ผู้หญิงจะเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้หญิงด้วยกันเองก็ต้องมีอะไรสักอย่างที่คอยคุมอำนาจของตัวเองไว้ด้วย มันค่อนข้างจะซับซ้อนกว่าเรื่องกำลัง หน้าตาหรือว่าฐานะอย่างเดียว
เพราะอย่างนั้น กลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่ทุกคนเป็นเพื่อนกันอย่างบริสุทธิ์ใจหรือฮาเร็มถึงได้เป็นเรื่องเฟ้อฝันยังไงล่ะ... น่าเสียดายจริงๆล่ะนะ...
ไปเขอคนวิเคราะห์ว่า
ให้มองความเป็นเพื่อนของผู้หญิงเหมือนพันธมิตรระหว่้างสตาลินกับฮิตเลอร์น่ะครับ
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงได้ตลอด
ผมถือคติว่า ไม่เชือ่เรื่อง
"ผู้หญิงเป้นเพศที่ลี้ลับ"หรือมุก"โปรดอย่าถามว่าฉันเป้นใครเมื่อในอดีต"
หากเราพัฒนาการมาจากลิงไร้ขนเหมือนกัน
เราก้สามารถจำลองสังคมหและกระบวนการคิดหรือทฤษฎีเกมส์ได้ล่ะครับ
ผมว่าน่าสนใจนะในเรื่อง ไดนามิคของคนในกลุ่ม การโดนขับออกจากกลุ่มอะไรของผู้หญิงไปอ่านเจอว่าผู้หญิงสวยๆ ผมบลอนด์ ฝรั่งโดนกลั่นแกล้งจนต้องฆ่าตัวตายเลย
หรือเจ้าหญิงของญี่ปุ่นก็โดนเพื่อนๆกลั่นแกล้งด้วย
การมีสถานะทางสังคมก็ไม่ได้เป็นเกราะป้องกันเสมอไป แต่อาจจะทำให้เป็นเป้าโมตีอย่างที่ท่าว่าล่ะครับ
ลองยกตัวอย่างมาหน่อยได้ไหมครับ?
..
เรื่องฮาเร็มผมว่าเป็นไปได้ครับ
แต่เราต้องเปิดตำราอีเย็นมาอธิบาย
ว่าการยกตำแหน่งให้คุณหญิงแย้มใหญ่ที่สุด ของคุณหลวงนั้นถูกแล้วตามหลักการครองเรือน
มีปัญหาอะไรให้คุณหญิงแย้มจัดการ
และก็ได้ผล
ทุกคนไม่มีใครเกลียดคุณหลวงแต่ไปเกลียดกันเอง
มีน้อยคนที่พยายามจะจัดการคุณหญิงแย้มด้วยซ้ำเพราะคุณหญิงแย้ม ฉากหน้าเป็นคนดีใช้ทั้งพระคุณประกอบพระเดช
หลักๆมองจะขัดกับหลักประชาธิปไตยแต่ไม่มีประชาธิปไตยในครัวเรือนอยู่แล้ว
ทริกก็คือ ต้องให้อำนาจเต็มที่กับคุณหญิงแย้ม
เพราะผู้หญิงตดนิสัยเลื่อยขาเก้าอี้กันเอง
การทำให้ตำแหน่งคุณหญิงแย้มไม่มั่นคง จะทำให้หลังบ้านวุ่นวายมากกว่าเดิม
เปรียบเปรยบคือให้อยู่กับอียู แบบมีลูกพี่และให้ทะเลาะกันเองในขอบเขตที่กำหนด..ฮืม
หากเอาแนวคิดนี้มาวิเคราะห์ มิน่าในแนวจอมนางแห่งวังหลวงต้องการชิงตำแหน่งฮองเฮาเมียเอกให้ได้ เพราะมีอำนาจอย่างนี้นี่เอง
นินทาว่าร้าย ริษยาต่างๆนานา เหยื่อที่โดนซวยแบบไม่รู้ตัว ชิสุกะก็ซวยแบบไม่รู้ตัว ของอย่างงี้
มันต้องแก้ด้วยอย่าไปต่อล้อต่อเถียง ทำตัวทะนงเข้าไว้ เดี๋ยวก็ชนะใจและได้คนริษยามาเป็นพวก
ถ้าเกิดไปไฟท์ก็จะแย่ลง
ริษยา มันถึงเป็นบาปที่หนักใน 7 ประการเนี่ยแหละ มันทำลายทุกอย่าง มีความภาคภูมิเอาไว้
เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง เรื่องนินทาในหมู่ผู้หญิง มันของธรรมดา ถ้าอยากให้พวกนี้หายไป และ
แถมซ้ำพวกนี้ก็กลายมาเป็นพวกเรา ชื่นชมเรา ก็ต้องอาศัยความทะนงตนให้พวกเขามาศรัทธา
สงครามของผู้หญิงก็เป็นเงี้ย หุหุ
[quote/]
+1
ผู้ตอบเริ่มรู้สึกกังวลและสับสนในท่าทีของเพื่อนผู้ชาย ก็ตอนอายุ 14 ตอน ม. 3 เนี่ยแหละ แต่
เพื่อนผู้หญิงคนอื่นๆก็เริ่มมองเพศชายตั้งกะ ป.4ป.5 กันแล้วก็มีนะ ตอนนั้นทำให้เหลือเรากับไม่กี่คน
ที่ยังเล่นกับพวกผู้ชาย ชิสุกะก็น่าจะเป็นหนึ่งในนั้น ที่ยังเล่นกับเพื่อนไม่แบ่งแยกเพศ เพราะในเรื่อง
โดราเอมอน เพื่อนผู้หญิงคนอื่นในชั้นเดียวกับ ไจแอนท์ โนบิตะ ซูเนโอะ เดคิซุงิ ไม่เห็นจะมี
หรือมีก็ไม่มาเล่นกับเพื่อนผู้ชายมากเท่าชิสุกะ
ท่านเอากิเลส Pride มาสุ้กับ envy สินะครับ ฮา
ผมติดใใจมาตลอดว่าทำไมผู้หญิงครองอำนาจไม่ได้ในสังคมทั้งที่เก่งเรื่องสังคม เจรจามากกว่าผู้ชาย
แต่ปัญหาน่าจะเพราะความเก่งล่ะมั่ง?
ทำให้รวมกลุ่มกันไม่ได้มากเกินกว่าแปดคน ทะเลาะกันตลอดจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
ผุ้ชายจะออกโง่ๆมากกว่าเลยทำอะไรบ้าๆตบอๆตามกันได้ในจำนวนมากกว่า
ผู้ัหญิงหากกลุ่มจำนวนมากไปจะแยกวงแบบวงการตลก
มันก็มีส่วนจริง ที่ผู้หญิงด้วยกันมองเห็นเป็นแบบนั้น เพราะความสวยเป็นเรื่องสำคัญก็เลยเกิดการนินทา
ทั้งแบบต่อหน้าและลับหลัง ผู้หญิงที่โดนนินทาถ้าใจนิ่งพอก็อาจชนะใจพวกนินทาได้นะเออ ^^
ผู้หญิงบางคนเกิดมาหุ่นดีเป็นทุน ผิวดีเป็นทุน หน้าตาถ้ารู้จักแต่งให้เหมาะสมกับโครงหน้า ก็สวยได้หมด
ซึ่งบางคนตอนเป็นเด็กไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองสวยในสายตาผู้ชาย บางคนยังไม่แยกเรื่องเล่น คือเล่นหมดทั้ง
เพื่อนผู้ชายเพื่อนผู้หญิง ถ้าในมุมมองผู้หญิงด้วยกันก็อาจโดนนินทาว่าแรด ก็ได้ คนโดนนินทาก็รู้สึกงงไปเลย
ยิ่งถ้าเป็นคนพูดเก่ง พูดรัว ยิ้มง่าย และยังไม่รู้สึกเรื่องเพศเรื่องความรัก ผู้หญิงคนนั้นจะเข้าหาคนง่าย จนโดน
หาว่า....แบบที่ชิสุกะโดนนั่นแหละ ผมกว่าจะรู้ตัวและชั่งใจในเรื่องเพศตรงข้ามก็ ม.ปลายเลย ซึ่งสมัยประถม
ก็โดนเยอะ โดนแบบงงๆ พอช่วง ม.ต้น ก็รู้สึกแปลก ว่าทำไมเพือนที่เล่นกันมา ปฏิบัติกับเราเปลี่ยนไป บางคน
ร้องเพลงจีบ ซึ่งตอนนั้นยังซื่อ ไม่รู้ว่าเพื่อนกำลังจีบ หรือหลายครั้งที่ทำร้ายจิตใจเพื่อนที่มาสารภาพรัก ตอนนั้น
รู้สึกกลัวและกังวล ถึงการเปลี่ยนแปลงของเพื่อน เพราะมันคือช่วงที่วัยกำลังเริ่มแยกการปฏิบัติเรื่องเพศ
ขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟังนะ หลังขึ้น ม.ปลาย ก็เลยสับสนกับการปฏิบัติตัวกับเพื่อน เพราะเพื่อนที่
เล่นด้วยกัน กลายเป็นไม่เล่นด้วยกัน ยิ่งถ้าเราคลุกคลีกับเพื่อนผู้ชายมากเท่าไร สายตารอบข้างที่มองมาก็แย่
ทั้งๆที่ก็แค่อยากเป็นเพื่อนเท่านั้น แต่ทั้งผู้หญิงก็มองว่าไม่ดี ผู้ชายก็มองว่าไม่ดี ผู้ใหญ่ก็กังวล
คิดว่าการเป็นเพื่อนกันโดยไม่แบ่งเพศ คงเป็นกันได้แค่ช่วงเด็กหน่ะท่าน อย่างชิสุกะหน่ะ ถ้าโตแบบคางุยะ
ซึ่งเป็น ม.ปลายแล้ว ถึงเราไม่คิดอะไร คิดแค่เพื่อน คุยกับเพื่อน แต่คนอื่นๆไม่คิดอย่างนั้น แล้วเราก็จะ
โดนกล่าวหาเสียๆหายๆ
ก็นั่นล่ะครับ
ตอนแรกผมไม่รู้สึกอะไร แต่พอลองสังเกตรู้วสึกว่าการทำอะไรเป็นกลุ่มของผู้ชายนี่จะเร็วกว่ามา่กแม้จะทำบ้าๆกันระหว่างทางก็ตาม
การตัดสินใจเป้นกลุ่มของผู้หญิงเหมือนต้องอาศัยฉันทามติทั้งกลุ่มแบบแปลกๆ
ยิ่งกลุ่มรวมกันสองเพศนี่จตะตัดสินใจช้าสุด ดราม่าเพิ่มตาม
ไม่แปลกที่หลายคนจะเข้าแก๊งค์ผู้ชายล่ะครับ
ผู้ชายติดนิสัยต้องบริการผู้หญิงด้วยมั้ง ซื้อน้ำ ทำงานส่งช็อขับบรถฯลฯ
ได้ลูกกะเบ๊มาดีดีนี่เอง
อยู่้ในกลุ่มผู้หญิงไม่มีอย่างนั้น