Gossipสาสุข จีนโยน “สเปน” ต้นกำเนิดโควิด - 19
ด้าน WHO ปรับข้อมูลใหม่
เผยรู้ “ที่มา” ด้วยตัวเอง จีนไม่ได้แจ้ง
.
.
หวัง กวงฟา ที่ปรึกษาด้านสาธารณสุขอาวุโส ของรัฐบาลจีน ระบุว่าต้นกำเนิดของโคโรนาไวรัส 2019 อาจมีจุดเริ่มต้นจาก “สเปน” โดยอ้างอิงการศึกษาตัวอย่างไวรัส ในน้ำเสีย ที่ประเทศสเปน ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2019 ก่อนพบเชื้อไวรัสในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย นานกว่า 9 เดือน
.
Global Times สำนักข่าวกระบอกเสียงของรัฐบาลจีน อ้างอิงว่า งานวิจัยดังกล่าว ซึ่งตีพิมพ์ในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยบาเซโลนา ประเทศสเปน และในวารสารทางการแพทย์ medRxiv ได้ยืนยันว่ามีการพบเชื้อ SARS-CoV-2 ต้นกำเนิดของโคโรนาไวรัส 2019 ก่อนที่อื่นๆ ในโลก
.
หวัง ระบุว่า การค้นพบนี้ ยืนยันว่า มีการระบาดของโคโรนาไวรัส 2019 ไม่ว่าจะในสัตว์ หรือในมนุษย์ ในประเทศอื่นก่อนแล้ว ก่อนที่จะพบการระบาดในจีนครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2019 และพบการระบาดครั้งแรกในยุโรป ที่ประเทศฝรั่งเศส ในเดือน ม.ค. ปีนี้
.
“เป็นไปได้ว่า ช่วงเวลาที่พบครั้งแรก เชื้อโคโรนาไวรัส 2019 ไม่ได้รุนแรงมากนัก และมีศักยภาพในการแพร่กระจายค่อนข้างต่ำ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมถึงไม่มีการพบผู้ป่วยโควิด – 19 ในยุโรปก่อนหน้านี้” หวัง ให้สัมภาษณ์กับ Global Times
.
ขณะที่ หยาง จางชิว รองผู้อำนวยการ สถาบันชีววิทยาเชื้อโรค มหาวิทยาลัยอู่ฮั่น กล่าวว่า แม้งานวิจัยดังกล่าว ได้ยืนยันว่ามีการพบเชื้อไวรัสในของเสียจากคนและจากสัตว์จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า โรคนี้จะสามารถติดต่อผ่านน้ำ หรือผ่านของเสียได้ โดยการแพร่กระจาย และการติดต่อหลักที่พบ ยังมาจาก “ละอองฝอย” ของมนุษย์เท่านั้น
.
Global Times ยังอ้างอิงอีกว่า นักวิจัยในอิตาลี ได้ตรวจพบเชื้อไวรัสใน “น้ำเสีย” จากเมืองมิลาน และตูริน ประเทศอิตาลี เมื่อเดือน ธ.ค. 2019 เช่นกัน และได้อ้างอิงสำนักข่าวรอยเตอร์ส ว่า มีการพบเชื้อไวรัสในน้ำเสีย อ้างอิงจากงานวิจัยในเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย รวมถึงประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
.
อย่างไรก็ตาม Global Times ไม่ได้ระบุที่มาของงานวิจัยฉบับเต็มว่ามี “ชื่อเรื่อง” ว่าอะไร และใครเป็นผู้ศึกษา
.
แต่ทั้งหมดนี้ ถือเป็นการเปลี่ยน “ที่มา” ของต้นกำเนิดไวรัสใหม่ จากที่ Global Times เคยระบุไว้ในรายงานเมื่อวันที่ 23 ก.พ. ว่าเป็นไปได้ว่า โคโรนาไวรัส 2019 “หลุด” มาจากห้องทดลองอาวุธชีวภาพที่ Fort Detrick รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งก็ไม่ได้อ้างอิงงานวิจัย หรือการศึกษาใดเช่นกัน
.
วันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา สำนักข่าว AFP ได้รายงานว่า องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ได้ยืนยัน “ที่มา” ของต้นกำเนิดไวรัส ว่า WHO เป็นผู้ค้นพบด้วยตัวเอง ไม่ได้มาจากที่รัฐบาลจีน เป็นผู้แจ้งมายัง WHO อย่างที่เทดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO เคยแถลงข่าวไว้เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ที่ผ่านมา
.
สำหรับไทม์ไลน์ใหม่นั้น WHO ระบุว่า WHO รู้ที่มาของไวรัส จาก “เจ้าหน้าที่” ของ WHO ประจำประเทศจีน ซึ่งค้นพบข่าวประชาสัมพันธ์ ในเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีน สาขาอู่ฮั่น เกี่ยวกับการค้นพบผู้ติดเชื้อไวรัสปริศนา ที่ยังไม่ทราบที่มา และได้แจ้งไปยังสำนักงานใหญ่ของ WHO ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ในวันที่ 31 ธ.ค. วันเดียวกับที่ข่าวดังกล่าวเผยแพร่ในเว็บไซต์
.
นอกจากนี้ WHO ยังระบุอีกด้วยว่า WHO ได้รับรายงานจากเครือข่ายเฝ้าระวังด้านระบาดวิทยา ProMed ซึ่งตั้งอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ว่ามีรายงานผู้ติดเชื้อไวรัส ไม่ทราบชนิด ไม่ทราบที่มาจำนวนหนึ่ง ในอู่ฮั่น ในวันเดียวกัน
.
หลังจากนั้น WHO จึงได้ขอข้อมูลไปยังรัฐบาลจีน 2 รอบ ในวันที่ 1 ม.ค. และ 2 ม.ค. เกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้ ก่อนที่รัฐบาลจีน จะให้ข้อมูลกลับมายัง WHO อย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ม.ค.
.
ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการด้านสถานการณ์ฉุกเฉิน ประจำองค์การอนามัยโลก ยืนยันในการแถลงข่าว เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ผ่านมา ยืนยันข้อมูลดังกล่าวว่าเป็นความจริง โดยทางการจีน ใช้เวลา 24 – 48 ชั่วโมง ในการตรวจสอบข้อมูลเรื่องการระบาดในอู่ฮั่น และทางการจีน ก็รีบติดต่อกลับมายัง WHO ทันที ที่ได้ข้อมูลแน่ชัดแล้ว ว่ามีไวรัสชนิดใหม่
.
สำหรับ “ไทม์ไลน์” ฉบับแรกของ WHO เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 เม.ย. หลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายประเทศว่า WHO ทำงานช้า และไม่ได้ทำงานเชิงรุกมากพอในการค้นหาแหล่งกำเนิดของโรคนี้
.
ข้อกล่าวหา WHO ยังลามไปถึงการที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า WHO นั้น เข้าข้างจีนมากเกินไป ฝ่ายสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ ถึงกับล้อเลียนว่า WHO ย่อมาจาก Wuhan Health Authorities หรือสำนักงานสาธารณสุขประจำอู่ฮั่น
.
ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ขู่ “ตัดเงิน” สนับสนุนองค์การอนามัยโลก และขู่จะถอนตัวจากองค์กรนี้ ทั้งที่สหรัฐฯ ถือเป็นประเทศผู้สนับสนุนหลัก เนื่องจากการประกาศ “เลือกข้าง” จีน และไว้ใจจีนมากเกินไป ว่าจะจัดการโรคนี้ได้อยู่หมัด อย่างไรก็ตาม WHO ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่า ที่ผ่านมา ได้ทำหน้าที่ “ตรงไปตรงมา” โดยตลอด
.
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวที่ WHO ระบุนั้น ยังถือว่า “ล่าช้า” อยู่ดี เพราะโรงพยาบาลหลายแห่งในอู่ฮั่น ได้รับผู้ป่วยอาการปอดอักเสบลึกลับ มาตั้งแต่ต้นเดือน - กลางเดือน ธ.ค. 2019 โดยเอกสารจากโรงพยาบาลในอู่ฮั่น ยืนยันว่าผู้ป่วยโรคโควิด – 19 รายแรก เข้าแอดมิทที่โรงพยาบาล ในวันที่ 16 ธ.ค. 2019 ขณะเดียวกัน รัฐบาลมณฑลหูเป่ย พยายาม “ปิดข่าว” ด้วยการดำเนินคดีกับ นพ.หลี่ เหวินเหลียง ซึ่งพยายามโพสต์ในแอพพลิเคชัน WeChat ว่ามีโรคระบาดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 2019 ก่อนที่ นพ.หลี่ จะเสียชีวิตในวันที่ 7 ก.พ. ด้วยโรคนี้
.
ความเป็น “การเมือง” ที่ปกคลุมที่มาของโรคนี้ อาจทำให้โลกไม่ได้รู้เลยว่า ที่มาที่แท้จริงของโควิด – 19 นั้นมาจากไหน และยิ่งสืบลึกเท่าไหร่ ที่มาของโรคนี้ ก็เริ่มมาจาก “หลายทาง” มากยิ่งขึ้นทุกที...
#COVID19 #โควิด19 #จีน #WHO #สเปน
อ้างอิงจาก
https://www.globaltimes.cn/content/1192756.shtmlhttps://www.scmp.com/news/china/science/article/3091820/who-revises-coronavirus-timeline-clarify-its-china-office-raisedCr.
Gossipสาสุข