[quote/]
ถึงจะทำแต่ก็ไม่เวิคครับ เพราะไม่ใช่ว่าเข้าไปรักษา 14 วันหาย
แปลว่าถ้าปล่อยให้มีการติดสะสมจนเกินกำลัง จำนวนตายจะพุ่งทันที
แทนที่จะภูมิคุ้มกันหมู่ ยื้อปีนึงรอยาดีกว่า
เพราะคน 1 คนก็มีมูลค่า ถ้าตาย 1% ของจำนวนประชากร คือ 6 แสน
ถ้าอยากจะเปิดประเทศไวขึ้น ก็ไวขึ้นได้ราวๆครึ่งปีถึง 1 ปี ก่อนวัคซีนจะสำเร็จ
แต่ถ้าคนตายเป็นแสนมันก็ไม่คุ้ม เพราะคน 1 คน ถ้าเรียนจบมหาลัย
ก็หมดตังเป็นล้าน
คือพูดง่ายๆ คนตายก็คือประเทศสูญเสียทรัพยากรไปด้วย
แทนที่จะภูมิคุ้มกันหมู่ ใช้วิธีคัดกรอง ไม่ปิดเมืองแบบสนิทดีกว่า
คือพยายามให้ติดน้อยที่สุด แต่ไม่ปิดเมืองจะดีกว่า
นั่นแหละที่ไทยทำ เพราะถึงมีวัคซีนมา ซึ่งอิตาลีทำสำเร็จแล้วแต่ไม่รู้จะเวิร์คมั๊ย มันยังมีขั้นตอนของการ
ส่งมอบวัคซีนอีก ซึ่งช่วงแรกที่ผลิตระดับแมสก็อาจส่งวัคซีนจำนวนเล็กๆจำนวนนึงให้แต่ละประเทศนำไป
ใช้กับวีไอพี กว่าจะถึงมือประชาชนก็ต้องรอให้วัคซีนมีใช้พอสำหรับผู้เป็นแนวหน้าอย่างแพทย์อีก ซ้ำจำนวน
การผลิต อย่างแคนาดาถ้าผลิตสำเร็จยังได้แค่ 20 ล้านโดสต่อเดือน นี่คือจำนวนฝืนเต็มที่ อเมริกาถ้าผลิต
ก็ได้ต่ำกว่าสิบล้านต่อเดือนด้วยซ้ำ มันไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากรโลก ก็เหมือนอย่างที่บิลเกตส์บอก
เกี่ยวกับจำนวนภาชนะบรรจุ แถมภูมิก็ไม่รู้จะอยู่นานแค่ไหนต่อฉีดหนึ่งครั้ง ประเทศที่ผลิตสำเร็จได้ก็ต้อง
ผลิตให้กับพลเมืองของตนเองก่อน(+ให้วีไอพีประเทศต่างๆ)
เรายื้อพร้อมทั้งทุบและเต้น เปิดภาคทางเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนได้บ้าง รอทั้งวัคซีน รอทั้งโรคมันซา มัน
ไม่มีวิธีอื่นแล้ว ใครคิดวิธีอื่นได้อีกลองเสนอแนะกัน ไหนๆก็เล่าแล้วขอเล่าตอนก่อนประกาศล็อคเมืองนิดๆ
ตอนนั้นมีสองเหตุการณ์ใหญ่คือ อย่างแรกพยายามรอให้จังหวะอยู่ในช่วง80%ที่สาธารณะสุขรับได้ เพื่อ
รอให้คนติดจำนวนนึง กับเหตุการณ์ที่สองคือในเชิงการเมือง เนื่องเพราะนักการเมืองย่อมไม่ต้องการทุบ
หม้อข้าวนายทุนตัวเองให้เจ็บหนัก กว่าจะลดบทบาทนักการเมืองลงได้และให้มืออาชีพมาคุมบังเหียน
เป็นอะไรที่ยากสุดๆ เราเลือกคนกุมบังเหียนเป็นหมอเนื่องเพราะมุมมองของพวกเขาไม่สนเศรษฐกิจ งาน
ของพวกเขาคือรักษาผู้คน การเลือกผู้คุมบังเหียนสำคัญมาก ก็เหมือนเลือกโค็ชทีมฟุตบอล ถ้าอยากให้
ทีมไปทางไหน โค็ชก็ต้องลักษณะนั้น อย่างถ้าเลือกมูรินโญ่ก็จะสไตล์แบบอุด เลือกค็ลอปป์ก็ยิงเอามันส์
ตอนนี้ก็เปลี่ยนบังเหียนจัดทีมเศรษฐกิจ เลือกใช้คนตามสถานการณ์ แล้วลุงนายกฯหล่ะทำอะไร ลุงนั่งดูเฉยๆ
ฮา