[quote/]
ท่านแน่ใจเหรอว่าท่านขวา ไม่ไว้ใจรัฐ อนาธิปไตยนี่ซ้ายนะครับท่าน
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E2%80%93%E0%B8%9D%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2
ส่วนธนาคารกลางอเมริกานี่ไม่เหมือนของชาวบ้านเขานะครับ ธนาคารกลางอเมริกานี่มันคือสมาคมธนาคารแห่งสหรัฐเพราะมันตั้งโดยกลุ่มธนาคาร บริหารดูแลกันเอง รัฐไม่มีส่วนเอียวหรือก้าวก่ายได้นะครับ ไม่ต่างจากสมาคมวิชาชีพแถวบ้านเรา หรือสมาคมการค้า สมาคมผู้ส่งออก อะไรพวกนี้ ถ้าสมาคมไม่ดูแลสมาชิกสมาคมแล้วจะมีไปทำไมจริงไหมล่ะครับ ถ้าลูกนี้ธนาคารต่างๆ ล้มละลายกลายเป็นหนี้สูญกันเยอะแยะแล้วธนาคารก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน
"trickle down economy ที่เชื่อว่าให้คนรวยรอดแล้วคนรวยจะช่วยให้คนชั้นกลาง คนจนเจริญขึ้นเป็นทอดๆ"
ผมเชื่อประโยคนี้เหมือนกับประโยคที่ว่า "การศึกษาถูกอุดหนุนเพื่อยกระดับประชาชนไม่ใช่เพื่อสร้างคนงานตอบสนองนายจ้าง ผู้ประกอบการในประเทศที่ต้องการแรงงานที่มีความรู้ความสามารถ"
"มันทำให้เราเจริญขึ้นจริงๆไหม? หรือชาวบ้านสาบส่งเจ้าสัวที่ตัดราคาตนเองอยู่ทุกวันนี้?"
ยินดีต้อนรับสู่โลกทุนนิยมครับ อีกอย่างชาวบ้านไม่สาปส่งหรอกครับ ผมไปโลตัสแม็คโครไม่เห็นใครสาปส่งเลย แห่งกันไปซื้อของลดเอาไปขายต่อแถวบ้าน เอาไปทำอาหารขายกันที่ตลาด ที่เห็นสาปส่งก็มีแค่กลุ่มพ่อค้าคนกลางที่กินหัวคิวบวกราคามานานแล้ว
เรื่องเจ้าสัวได้เปรียบนี่ เอาแค่ซื้อของอย่างเดียวเพียวๆ นี่ระหว่างคนซื้อของ 10,000 ชิ้นกับคนซื้อของ 1,000,000 ชิ้น อำนาจต่อรองมันชัดเจนอยู่แล้วว่าอยู่ที่ใคร การขอส่วนลดเพื่อลดต้นทุนนั้นแน่นอนว่าคนซื้อมากย่อมทำได้ดีกว่าคนซื้อน้อย แต่มันเป็นเรื่องปรกติของทุนนิยม ใครทุนมากก็เป็นที่นิยมมาก ไม่ใช่สังคมนิยมที่เอาสังคมว่า ความเท่าเทียมของทุนนิยมคือความเท่าเทียมทางอำนาจในทุนเช่นคนซื้อของ 1,000,000 ชิ้น 2 คนย่อมมีอำนาจต่อรองพอๆ กันและมีมากกว่าคนซื้อของ 10,000 ชิ้น
จากข่าวทรัมป์ก็ชมธนาคารกลางนั่นล่ะครับ จากที่เคยทะเลาะกันมาก่อน
แต่ชมในเรื่องการรักษาเศรษฐกิจเอาไว้
เพราะในประวัติศาสตร์ คนที่ครองตำแหน่งอยู่มักชนะ มีข้อยกเว้นแค่เรื่องเศรษฐกิจถดถอยเท่านั้นจึงต้องรักษาตลาดสุดชีวิต
ผมไม่ได้มีความรู้สึกต่อต้านอะไรซีพีเป้นรการส่วนตัว
แค่บอกว่าคนที่ได้รัยบผลกระทบน่ะ ด่าซีพีแล้วชิ่งไปที่ทักษิณด้วยซ้ำ หารู้ไม่..
ประเด็นคือ ผมมองเรื่องผลประโยชน์เป็นหลัก
แบบเดียวกับที่ผมเข้าใจเรื่องทำไมคนรวยไม่ชอบประกันสุขภาพนั่นล่ะ เพราะพวกเขาไม่ได้ประโยชน์อย่างคนจน จึงมองว่าภาษีควรไปใช้อย่างอื่น
ทั้งในประเทศของเราและอเมริกาก็เจอประเด็นเดียวกัน
แต่คนรวยมีสิทธิว่าสามสิบบาท ไม่มีใครห้าม
แค่นโยบายช่วยคนรวย คนจนที่ไม่ได้ประโยชน์ก็ควรมีสิทธิในการวิจารณ์เช่นกัน
ทุนนิยมมาพร้อบกับ regulation ล่ะครับ
จึงมีกฎหมายป้องกันการทุ่มตลาด การผูกขาดและอื่นๆ
ไม่มีใครยอมรับทุนนิยมไม่มี regulation แบบเดียวกับที่ไม่มีใครเอา anarchyเต็มร้อยนั่นล่ะครับ
แม้แต่พวก anarchy เองก็ต้องแถว่าตนเองไม่ได้ต้องการให้ไม่มีรัฐแค่มองเรื่ององค์กรหรืออะไรที่ไม่ใช้ หมดความจำเป็นควรจะกำจัดออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
เพื่ออธิบายให้คนทั่วไปยอมรับได้ว่า anarchy จะไม่ทำให้เกิดจราจลเอา
ทุนนิยม ไม่ใชา่การผูกขาดบล้าเลือด แม้แต่ดิสนี่ย์ยังต้องโดนครองเกรส เบรกเป็นคราวๆเลยครับในเคสซื้อ Fox
ประเด็นที่ผมจะพูดคือ
ผมอยากให้เรายอมรับกันในข้อเท็จจริงก่อนว่า too big to fail น่ะมีอยู่ในระบบของเรา
ส่วนท่านจะเถียงกับผมน่ะ อยู่ในประเด็นที่ว่าเราควรจะมีมาตรการที่ต่างไปไหมกับมาตรการปัจจุบันนี้
สำหรับผม มองผลประโยชน์เป็นหลัก
ผมไม่ได้ประโยชน์อะไรจากซีพีโดยตรง ซีพีล่มไป ผมอาจจะมีโอกาสเข้าไปในตลาดด้วยซ้ำ..ทำไมผมต้องสนับสนุนการที่รัฐเอาเงินภาษีของเราไปผอุ้มคนรวย?
แน่นอนเหตุผลก็อย่างที่ตาลุง Fed ว่า
มันไม่ใช่การช่วย wall street แต่คือการช่วย main street ไม่ให้ล้มหายตายจาก..ว่ากันไปอย่างนั้น
แต่ประเด็นที่ผมย้ำอีกทีคือ
เป็นอย่างที่ตาลุงแกว่าจริงๆหรืิอในโลกแห่งความเป็นจริง?
ไม่ได้เถียงเลยนว่าแต่ละคนรมาจากตำราเดียวกันทั้งอเมริกาหรือคุณสมคิด
ผมแค่คิดว่าเมื่อคนเรามันทำซ้ำๆกันนหลายสิบปี และผลลัพธ์ไมใ่เป็ฌนที่น่าพอใจ
ก็น่าจะมีสิทธิให้คนรอบข้างวิจารณ์บ้างว่าวิธีของคุณพี่มันเป็นวิธีที่ดีจริงๆหรือในการแก้ปัญหาพวกนี้?
ผมยกตัวอย่างสถานการณ์ปัจจุบัน กว่ายี่สิบปีมานี้ คือแนวทางของนโยบลายช่วยคนรวยนี้
มันน่าจะมีตัวอย่างมากพอแล้วมั้ง ที่เราจะสามารถตั้งคำถามกับแนวทางนี้ได้?
ส่วนท่านจะยึดถือผลประโยชน์ของคนรวยตามทฤษฎีปัจจุบันก็ไม่แปลกครับ
เป็นผมใหากผมมีฐานะหน่อย
ผมก็ไม่อยากเสี่ยงกับทฤษฏีการแก้ปัญหาแบบอื่น การแก้แบบอื่นอาจจะเกิดผลเสียที่ตามมาหรือความไม่มั่นคงก็ได้...แต่หากดำเนินแนวทางเดิม ปัญหาซ้ำไเดิมก็เกิดขึ้นนั่นล่ะครับ
หากพูดแบบนักสวิทยนาศาสตร์ ไอน์สไตน์หรือเกมส์ Far cry
คนบ้าคือคนที่ทำอะไรซ้ำแบบเดิม และคิดว่าผลลัพธ์มันจะแตกต่างไป
ซึ่งไม่ใช่คำเยาะเย้ย แต่คือข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
เราตั้งสมมติฐาน ทดลอง เก็บข้อมูล
เมื่อวิธีการที่ผ่านมาหลายสิบปีใช้วิธีเดียวกัน..ทำไมเราคาดหวังว่าผลลัพธ์คราวนี้จะต่างไป?
ผมนึกถึงคำพูดว่า ความเชื่อเรื่องเศรษฐกิจไม่ต่างกับความเชื่อทางศาสนาล่ะครับ ฮา