ด้วยนิสัยคนบ้านเรา ต้องหวังปาฏิหาริย์แล้วครับ
ปิดประเทศตอนระบาดแรก=อดตาย
ให้หยุดเพื่อค้นหาดันกลับบ้าน=เชื้อแพร่กระจาย
รัฐบาลไม่รัดกุมและมีแผนรองรับแต่แรก ถ้าบอกว่าให้หยุดเขตกรุงเทพสองสัปดาห์แล้วมีเงินชดเชย คนไม่แตกฮือกลับบ้านกันหรอก
คนไทยไม่ให้ความร่วมมือครับ คือเอาแต่ใจมากไม่มีวินัย
จริงๆมันมีทฤษฎีรักษาที่ฟังดูบ้าๆ แต่อังกฤษและสวิส ใช้วิธีรักษาโดยปล่อยให้ระบาดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ วิธีนี้มีข้อเสียคือถ้าไม่คุมมันอาจจะระบาดหนักจน รพ รับมือไม่ไหว ตายกันเกลื่อน
อีกวิธีคือกักตัว ปัญหาคือเศรษฐกิจพัง และอาจจะพังยาวมาก เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่โรคจะหมด แต่ก็ต้องประคองจนวัคซีนเสร็จ ถ้าจะทำก็ให้เด็ดขาด กักทั่วประเทศออกกฎหมายแรงๆไม่ให้คนกล้าขัดคำสั่ง คุมจนหมดระยะฟักตัว ใครเป็นก็จับไปกักต่อและรักษา พอหมดโรคแล้วค่อยปล่อย
วิธีที่ 3 คือสายกลาง social distance เว้นระยะลดการแพร่ ทุกคนช่วยกันไม่ไปที่แออัด ผลัดกันพักกลางวัน ไม่พักพร้อมกัน แล้วกินข้าวห่างๆกัน เวลาซื้อของมาตุนก็อย่าไปช่วงคนเยอะ ยอมหยุดงานซื้อ และซื้อทีกิน 2 อาทิตย์ แต่ใช้ในไทยยากเพราะคนไม่มีสมองมันเยอะ อย่างที่เห็นห้ามไปมันก็หาวิธีตาย หาวิธีแพร่เชื้อจนได้
จริงๆถ้าคิดนอกกรอบเราจะผสมผสาน แต่ละวิธีอาจจะได้การป้องกันที่ได้ผลที่สุด
1 ภูมิคุ้มกันหมู่ แต่ไม่ไปทางนี้สุดลิ่ม แต่ใช้วิธีออกกฎช่วย ควบคุมจำนวนผู้ป่วยให้อยู่ในเกณฑ์ที่รักษาได้ คนไข้ก็ต้องร่วมมือตอบคำถามตามจริง ไม่ใช่ไปที่เสี่ยงแล้วไม่บอกสุดท้ายไม่ตรวจเสียชีวิต พวกนี้ก็ถือเป็นการคัดเลือกตามธรรมชาติ ต้องมีตายบ้าง คนอ่อนแอต้องตายไปบ้าง
2 ออกกฎคุมให้อยู่ในบ้านในเขตที่ร้ายแรงกรณีคุมไม่อยู่ เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยให้ควบคุมได้
3 social distance ให้ประชาชนร่วมมือ ใครที่ไม่ร่วมมือ ก็จับกักบริเวณไม่ต้องรักษาให้เปลืองยา ช่วยพัฒนาชาติพันธ์ด้วย
ถ้าตามนี้คือสายกลาง ให้ธุรกิจยังไปได้ คนตายมีแต่ก็ไม่ตายเกลื่อนแบบอิตตาลี เพราะถ้าธุรกิจไม่รอดก็อดตาย ฆ่าตัวตายกันอยู่ดีต้องเอาทั้ง 2 อย่าง เศรษฐกิจและชีวิตคน