ทั้งๆ ที่ นายแพทย์ อิกนาซ เซมเมลไวสส์ (Ignaz Philipp Semmelweiss) เป็นผู้ค้นพบว่า *** การไม่ล้างมือ ของแพทย์ มีผลทำให้อัตราการตายของคนไข้เพิ่มสูงขึ้น *** (สมัยนั้น ยังไม่รู้จักเชื้อโรค หมอที่ชันสูตรศพ หรือรักษาคนไข้คนหนึ่ง ก็จะมารักษาคนไข้อีกคนหนึ่งลย โดยไม่จำเป็นต้องล้างมือ)
.
แต่ในสมัยนั้น ไม่มีคนเชื่อ ประกอบกับท่าทีที่ก้าวร้าวของหมอเซ็มเมลไวสส์ ทำให้แนวคิด ***ให้หมอล้างมือก่อนรักษาคนไข้ และการเปลี่ยนผ้าปูเตียงผู้ป่วย*** ถูกแอนตี้จากหมอคนอื่นๆ แม้ว่าจากสถิติจะพบว่า หากแพทย์ล้างมือก่อนรักษาผู้ป่วย อัตราการตายของผู้ป่วยจะลดลงก็ตาม
.
จุดจบของหมอผู้คิดค้นคนนี้ อาภัพมากๆ เพราะถูกกลั่นแกล้งจากหมอผู้ใหญ่ จนเป็นคนวิกลจริต ถูกผู้คุมสถานบำบัดทุบตีจนติดบาดทะยักตาย
.
จนชื่อของเขา ถูกนำมาใช้ในวงการจิตวิทยาสังคม โดย Semmelweis reflex นั้นเป็นอาการทางจิตวิทยาสังคม ที่ต่อต้านแนวคิดใหม่ๆ ที่ขัดกับความเชื่อเดิมของผู้คน
.
ในอีก 20 ปีต่อมา หลังจากที่เซมเมลไวสส์ ค้นพบว่า ***การล้างมือ ทำให้การติดเชื้อลดลง (แต่ยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร)*** นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ หลุยส์ปาสเตอร์ (Louis Pasteur) ก็ค้นพบว่าเชื้อจุลินทรีย์เป็นตัวทําให้เกิดหนอง และการอักเสบ
.
และแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อโจเซฟ ลิสเตอร์ (Joseph Lister) ได้นํากรดคาร์บอลิค หรือฟีนอล (Phenol) มาเป็นยาฆ่าเชื้อโรคที่บาดแผล ซึ่งทำให้การติดเชื้อจากการผ่าตัดก็ลดลงไปได้อย่างมาก
.
จริงๆ แล้วจะว่าไป บางส่วนก็ต้องโทษที่ท่าทีของ เซมเมลไวสส์ด้วยครับ เพราะเซมเมลไวสส์ เป็นคนที่ไม่ชอบอธิบาย ไม่ชอบเขียนบันทึก มีแต่ออกคำสั่ง ***ต้องล้างมือ*** โดยที่ไม่ได้เล่าเรื่องราวปูมหลัง ถึงสาเหตุของคำสั่ง และพอใครไม่เชื่อ เซมเมลลไวสส์ ก็มักจะตอบโต้ด้วยท่าทีที่ก้าวร้าว ทำให้คนอื่นๆ ยิ่งแอนตี้เข้าไปใหญ่ พอมีใครที่จะเชิญไปบรรยาย เขาก็จะปฏิเสธแบบไม่มีเยื่อใย ท่าทีที่แข็งกร้าวแบบนี้ จึงมีส่วนทำให้คนอื่นๆ ไม่ยอมรับครับ
.
ซึ่งพฤติกรรมของเซมเมลไวสส์ นั้นแตกต่างจาก "หลุยส์ ปาสเตอร์" อย่างคนละขั้ว ปาสเตอร์ เป็นคนสุภาพถ่อมตน มีชีวิตที่เรียบง่าย ใจดี และใจเย็นที่จะอธิบายสิ่งที่ตนเองค้นพบ ให้กับผู้คนทุกระดับให้รับฟัง มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งปาสเตอร์กลับจากการประชุมนักวิทยาศาสตร์ ที่กรุงปารีส นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ มักจะโดยสารเครื่องบินส่วนตัว หรือไม่ก็มีรถยนต์หรูมาคอยรับส่ง
.
แต่สำหรับปาสเตอร์แล้ว กลับโดยสารรถไฟชั้นธรรมดา
.
เรื่องๆ นี้ เป็นข้อคิดที่ดีมากๆ เกี่ยวกับการวางตัว และท่าที ที่เราจะต้องพยายามสื่อสาร ต่อเพื่อนร่วมงานได้ดีมากๆ ครับ ต่อให้เรามีไอเดียที่วิเศษอย่างไร ถ้าเราขาดความใจเย็นที่จะอธิบาย ไม่ยอมที่จะเล่าที่มาที่ไป คนที่เราสั่ง เขาก็จะไม่อยากทำตามหรอกนะครับ หรือถ้ายอมทำตาม ก็จะทำโดยไม่มีความเต็มใจ ซึ่งสุดท้ายพอความขัดแย้งเกิดขึ้น มันก็ไม่มีทางที่จะทำให้ภารกิจของทีมงานลุล่วงไปได้
.
คนที่คิดเก่ง แต่ขาดทักษะการทำงานเป็นทีมที่ดี มักจะไม่เป็นที่ต้องการของทีมไหนๆ เลย นี่ล่ะครับเป็นอีกแง่มุมหนึ่ง ที่เราได้เรียนรู้จากเซมเมลไวสา์ และปาสเตอร์ครับ ทั้งสองคนค้นพบเรื่องที่ยิ่งใหญ่คล้ายๆ กัน ในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ด้วยท่าที และการสื่อสารที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ และจุดจบ จึงต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ที่มา
https://www.facebook.com/DrWiroj/photos/%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%86-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8B-%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B9%8C-ignaz-philipp-semmelweiss-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2-/1166214770185526/