5 ความผิดพลาด
ของ WHO
ที่ไม่น่าให้อภัย
•
•
หนึ่งในตำบลกระสุนตกจากการระบาดของโคโรนาไวรัส 2019 หนีไม่พ้นผู้รับผิดชอบโดยตรงอย่างองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ซึ่งดูจะประเมินทุกอย่างผิดพลาด ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายรอบ จนทำให้การระบาดซึ่งควรจะจำกัดวงอยู่ในจีน และมีผู้เสียชีวิตในอยู่ราว 3% กลับกระจายตัวไปทั่วโลก หลายพื้นที่ เช่นในอิตาลี อัตราตายสูงถึง 12.67% ในสหราชอาณาจักร อัตราตาย 11.69% อินโดนีเซีย อัตราตาย 8.12%
•
ทั้งหมดนี้ ส่งผลให้ทั่วโลกต่างก็รุมวิพากษ์ WHO ไม่ว่าจะเป็นการที่ผู้นำสหรัฐอเมริกา อย่างโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาตำหนิ เทดรอส อัดฮานอม กีบรียาซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ตรงๆ ว่า “ประเมินต่ำ” เกินไป และขู่จะตัดเงินสนับสนุน WHO ทาโร่ อาโสะ รองนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ออกมาวิพากษ์ว่า เขาได้ยินบางคนเรียก WHO ว่าเป็น องค์กรสุขภาพแห่งชาติจีน มากกว่าจะเป็นองค์การอนามัยโลก
•
หรือการที่มีแคมเปญใน Change.org แปลเป็นหลายภาษา มีผู้ลงชื่อ 8 แสนคนทั่วโลก ล้วนเป็นประจักษ์พยานได้ดีต่อความไม่พอใจบทบาทของทั้งเทดรอส และองค์การอนามัยโลกในการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้
แล้วมีเรื่องอะไรบ้างที่ไม่น่าจดจำ...
•
(1) เชื่อมั่นจีนมากเกินไป
•
อันที่จริง ช่วงเดือน ธ.ค. หลายชาติเริ่มรู้แล้วว่ามีโรคระบาดลึกลับที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจเกิดขึ้นในจีน ไต้หวัน ส่งคนเข้าไปสอบสวนการระบาดทันที ปลายเดือนเดียวกัน นพ.หลี่ เหวินเหลียง แพทย์ชาวจีน โพสต์ WeChat ระบุว่าโรคระบาดลึกลับนี้อาจติดต่อจาก “คนสู่คน” และอาจอันตรายกว่าที่คิด ก่อนจะถูกดำเนินคดีในข้อหาเผยแพร่ “ข้อมูลเท็จ” ผ่านอินเตอร์เน็ต ในเวลาต่อมา
•
แต่ องค์การอนามัยโลก กลับไม่ดำเนินการเข้าไปสอบสวนการระบาดของโรค กลางเดือน ม.ค. องค์กรระหว่างประเทศแห่งนี้ ยังคงแถลงย้ำว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันเรื่องการระบาดจากคนสู่คน และขอให้ประเทศสมาชิกไว้วางใจ
•
ทั้งที่องค์การอนามัยโลก มีประสบการณ์ชัดเจนจากการ “ปิดข่าว” เรื่องการระบาดของโรคซาร์ส เมื่อ 17 ปีที่แล้ว แต่กลับไม่มีมาตรการใดๆ เพิ่มเติม กว่า WHO จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปสอบสวนโรคในจีน (ตามที่รัฐบาลจีนอนุญาต) ก็ปาเข้าไปช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ก.พ.
•
ณ เวลานั้น โรคระบาดเริ่มฝังอยู่ในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว
•
(2) WHO ไม่สนับสนุนให้ “แบน” การเดินทาง
•
3 ก.พ. 10 วันหลังจากจีนปิดอู่ฮั่นซึ่ง ณ ขณะนั้น ทั่วจีนมีผู้ติดเชื้อ 17,238 คน และมีผู้เสียชีวิต 361 คน เทดรอส ซึ่งเพิ่งกลับจากการเดินทางเยือนจีน และเข้าพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องแบนการเดินทาง หรือการค้า - การลงทุน พร้อมกับขอให้ประเทศสมาชิก ตัดสินใจโดยใช้พื้นฐานของเหตุและผล
•
พร้อมกับกล่าวชื่นชมจีน ที่สามารถ “ปิดเมือง” และสั่งห้ามอย่างเด็ดขาด ไม่ให้คนจีนออกนอกประเทศในช่วงตรุษจีน ซึ่งทีโดรส เชื่อว่าเป็นมาตรการที่เข้มแข็ง เด็ดขาด
•
“หากจีนไม่ตัดสินใจเช่นนี้ ตัวเลขผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิต คงสูงมากกว่านี้มากทั่วโลก” เทดรอส สรุปในการแถลงข่าววันนั้น
อย่างไรก็ตาม หลายประเทศ ไม่ได้สนคำให้สัมภาษณ์ของเทดรอส สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อิตาลี ไต้หวัน ตัดสินใจแบนการเดินทางจากจีนก่อนหน้านั้น แต่ทั้งหมดก็ไม่เพียงพอ และไม่ทันเวลา..
•
(3) การตัดสินใจหลายอย่างล่าช้า
•
หลังจากจีนประกาศปิดอู่ฮั่น แม้จะมีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 6 ประเทศทั่วโลก (รวมไทย) แต่ WHO ก็เลือกที่จะไม่ยอมประกาศให้เป็น “ภาวะฉุกเฉิน” ด้านสาธารณสุข โดย ณ ขณะนั้น เทดรอส แถลงว่าเป็นเรื่องที่เร็วเกินไป และหากประกาศไป อาจส่งผลกระทบต่อประเทศจีน และต่อคนจีน
•
นั่นทำให้หลายประเทศ ที่ตัดสินใจโดยอิงพื้นฐานจากข้อมูลของ WHO ไม่ได้ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเตรียมแผนฉุกเฉิน ตั้งแต่เพิ่มการคัดกรอง การเพิ่มจำนวนแพทย์ จำนวนเตียงโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และเครื่องช่วยหายใจ เพราะเห็นว่ายังไม่ได้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน และยังไม่มีแนวโน้มที่จะระบาดเป็นวงกว้าง
•
WHO ได้ใช้เวลา “นาทีทอง” กว่า 1 สัปดาห์ กว่าจะตัดสินใจประกาศภาวะฉุกเฉินได้ ขณะเดียวกัน กว่าเทดรอส จะเปลี่ยนคำเรียกจาก Epidemic เป็น Pandemic หรือการ “ระบาดใหญ่” นั้น ก็ปาไปวันที่ 11 มี.ค. ซึ่งระบาดไปทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อมากกว่า 5.3 หมื่นคนแล้ว
•
แน่นอน การตัดสินใจดังกล่าวไม่ทันเวลา และแทบจะไม่มีผลอะไร เพราะแต่ละประเทศล้วนเผชิญกับ “การระบาดใหญ่” ด้วยตัวเอง ก่อนที่ WHO จะประกาศเสียอีก
•
(4) ใส่หรือไม่ใส่ “แมสก์
•
คำแนะนำขององค์การอนามัยโลก เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ก็คือ หาก “ไม่ป่วย” ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย และไม่เชื่อว่าหน้ากากอนามัย จะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ พร้อมกับให้น้ำหนักไปทางคำแนะนำเรื่องให้ใส่หน้ากากเฉพาะผู้ที่ป่วยเท่านั้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อมากกว่า
•
แต่หลังจาก 2 เดือน แห่งความวุ่นวาย และจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในยุโรป ไมค์ ไรอัน ผู้อำนวยการพิเศษโครงการสาธารณสุขฉุกเฉินของ WHO ได้พา WHO ยูเทิร์นกะทันหัน ด้วยการบอกว่า “หน้ากากผ้า” และ “หน้ากากอนามัย” ที่ทำเอง อาจช่วยป้องกันการติดเชื้อโควิด – 19 ได้ รวมถึง WHO ยินดีสนับสนุนรัฐบาลที่วางกลยุทธ์เรื่องแมสก์ ให้กับคนในชาติ
•
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหลายประเทศเองตัดสินใจโดยอิง “ไกด์ไลน์” จาก WHO โดยเฉพาะประเทศในยุโรป และหลายประเทศในแอฟริกา ทำให้ไม่ได้เตรียมสต็อกหน้ากากไว้ล่วงหน้า และเมื่อถึงเวลาจริงๆ ก็ไม่สามารถหาหน้ากากได้ เนื่องจากขาดแคลนไปแล้วทั่วโลก
•
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การพลิกไปพลิกมาเรื่องแมสก์ มีส่วนสำคัญที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อหลายประเทศเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวทั่วโลก
•
(5) การเมืองเรื่องเชื้อชาติ และสีผิว
•
เอาเข้าจริงก่อนหน้านี้ แทบไม่มีใครสนใจว่า เทดรอส เป็นคนเชื้อชาติอะไร และสีผิวอะไร..
•
แต่ทันทีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ออกมาบริภาษ WHO ในเวลาเดียวกับที่ไต้หวัน ออกมาระบุว่า ไม่ได้เข้าถึงข้อมูลสำคัญหลายอย่างจาก WHO เพราะจีนกีดกันสถานะการเป็น “สมาชิก” เนื่องจากนโยบายจีนเดียว เทดรอส ก็ออกมาเบี่ยงประเด็นว่ามีผู้แทนจากไต้หวันบางคนเรียกเขาว่าเป็น “คนดำ”
•
นั่นทำให้ประธานาธิบดีไซ่ อิงเหวิน ของไต้หวันออกมาตอบโต้ทันทีว่าไม่เคยมีใครเรียกเทดรอสว่าเป็นคนดำ หรือเหยียดด้วยเชื้อชาติ ขณะเดียวกัน ไต้หวัน รู้ดีว่าการโดนเหยียดด้วยเรื่องเชื้อชาติ สีผิว นั้น เป็นอย่างไร
•
แน่นอน การกันไต้หวัน ออกจาก WHO และใส่ร้ายไต้หวัน โดยไม่มีหลักฐานนั้น กลายเป็นประเด็นใหม่ ที่ยังไม่ได้ตอบปัญหาเรื่องเก่า ว่า WHO ผิดพลาดจริงหรือไม่ และ WHO ไม่ให้ไต้หวันเข้าถึงข้อมูลสำคัญบางอย่างจริงหรือไม่
•
น่าเสียดายที่ไต้หวัน หนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จที่สุดกับการจัดการโคโรนาไวรัส 2019 ไม่มีโอกาสได้ไปนำเสนอวิธีการจัดการ และถ่ายทอดความรู้ให้กับประเทศอื่นๆ ผ่านเวทีที่เป็นทางการของ WHO ซ้ำยังถูกโจมตีจากเบอร์ 1 ขององค์กรอีก
•
จาก 5 ข้อที่ผ่านมา หลังจากนี้ สะท้อนชัดว่า WHO ต้องพิสูจน์ตัวเองครั้งใหญ่ ว่ายังมีประสิทธิภาพในการจัดการวิกฤตด้านสาธารณสุข และโรคระบาดระดับนานาชาติอยู่ ไม่ได้เป็นเพียงองค์กรทาง “การเมือง” องค์กรหนึ่งเท่านั้น
•
ข้อมูลจาก
https://www.nytimes.com/2020/04/08/world/asia/trump-who-coronavirus-china.htmlhttps://www.nytimes.com/2020/03/12/world/coronavirus-world-health-organization.htmlhttps://www.businessinsider.com/who-masks-alone-cannot-stop-the-coronavirus-pandemic-2020-4https://www.bbc.com/news/world-asia-52230833#COVID19 #WHO #โควิด19 #TedrosAdhanom #องค์การอนามัยโลก
ที่มาจากเพต gossip สาสุข