[quote/]
พวกเรียนดีมีอนาคตทำไมต้องมองหาผู้ชายดีเก่งในสายตาของผู้ชายหล่ะ?? ในเมื่อเธอสามารถไขว่คว้า
สิ่งต่างๆเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง หือ?? ไม่งั้นจะมีโฮสต์สำหรับหญิงระดับไฮเอนด์ไปทำไม?? ไม่งั้นเราจะ
เห็นกลุ่มผู้หญิงเก่งแต่งงานช้า หรือไม่แต่งกันเยอะแยะในปัจจุบันเหรอ?? อย่าคิดว่าผู้หญิงเก่งจะต้อง
ชอบหรือหลงเสน่ห์ผู้ชายเหล่านั้นสิ บางคนไม่ต่างจากผู้ชายมีเลี้ยงเด็กๆเก็บไว้ตามคอนโดด้วยซ้ำ
ยิ่งถ้าผู้หญิงร่ำรวย หรือมีสถานะทางสังคมสูง คิดว่าพวกเธอแคร์ผู้ชายเหรอ?? อาจแต่งทางสังคมก็ได้
ไม่ใช่ว่าผู้ชายรวยๆ ขยันๆ หรือเรียนดีทุกคนเป็นคนที่ไม่อบอุ่นนะ มีหน่ะมันมี แต่โดนจับจองไปซะเยอะ
โดนจับจองทั้งจากผู้หญิงฐานะเท่ากันกับเขา โดนจับจองทั้งจากผู้หญิงที่เขาสนิท ทั้งจากผู้หญิงที่ระดับ
ล่างกว่าเขา ที่ทำให้เขารู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ หรือแม้กระทั่งกินกันเองในหมู่ชาย
ก็ในเมื่อตัวเลือกของพวกเขามีมาก เขาสามารถเลือกสิ่งที่เหมาะที่สุดสำหรับเขา ผู้หญิงระดับสูงใช่ว่าจะ
ชนะในทุกศึกนะ ไม่งั้นผู้ชายระดับสูงไม่มีเมียเก็บเมียน้อยกันแล้ว อันนี้ก็ไม่ใช่ทุกคนเป็น ผู้ชายรักเดียว
ใจเดียวแม้มีตัวเลือกทยอยมายั่วกิเลสมันก็มี แต่จะฟลุ๊คเจอมันไม่ง่าย สังคมข้างบน ถ้าเป็นในเรื่องรัก
อาจดูสำส่อนกว่าข้างล่างด้วยซ้ำ เพราะต่างคนก็ต่างมีเงิน มีความสามารถ มีพลัง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพา
หรือถ้อยทีถ้อยอาศัยแบบคู่ผัวตัวเมีย
แต่ใช่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายระดับบนๆจะเป็นแบบนั้นกันหมดนะ บางคนตามหารักแท้ จนดูเหมือนเรื่องมาก
ดูเป็นคนสเป็คสูง บางคนติดนิยายรักโรแมนติกอยากให้ตนเองเป็นแบบในนิยายก็มี ฮา ตัวผมเมื่อวาน
นั่งฟังสาวระดับสูงคนนึงยังเรียนมหาลัยสับรางผู้ชาย โห สุดยอด สุดยอดทั้งด้านต่างๆ ทั้งการบอกรัก
ทั้งการเรียกร้องความรัก ผู้ชายแต่ละคนก็ดีกรีไม่ธรรมดาทั้งนั้น หรือเอาระดับเมียรัฐมนตรีป่ะหล่ะ
สามสี่วันก่อน สามสาวพึ่งกลับจากนิวซีแลนด์ คนนึงเมียตำรวจระดับสูง อีกสองเป็นเมียรัฐมนตรี
เมาท์กันอย่างแซบ จนผมหน้าแดงนั่งฟังอย่างเดียว ทั้งเรื่องมีผู้ชายเก็บ มีฝรั่งนักธุรกิจมาติดพัน
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีแต่แบบนี้นะ อย่างภริยาอีกกลุ่ม ราวๆช่วงก่อนโผ ครม.ประกาศสองสามวัน
พวกเธอกลุ่มนึงต้องบินมากรุงเทพฯเพื่อเตรียมตัว เพราะสามีจะเป็นรัฐมนตรี ก็ไม่ได้คุยเรื่องโลกีย์อะไร
ดันคุยแต่เรื่องการบ้านการเมืองซะงั้น แล้วบอกว่าพอหัวค่ำจะไปตระเวณหาของกิน จำได้ว่าพวกเธอ
จะไปคือร้านเจ๊ไข่ซีฟูด ประชาชื่นเป็นร้านแรก บางคนก็ไม่ได้หมกมุ่นก็มี แต่เรื่องโลกีย์หน่ะ ยิ่งสูง
ยิ่งกลิ่นคาวแรง
หมายความว่าพระเอกของอ.Asanahgi ที่จริงเข้ากับสังคมชั้นสูงได้ดีสินะครับ? ฮา
ชอบความรุนแรง แบล้กเมล์ มีชู้สารพัด
ผมเคยอ่านบทความเกี่ยวกับอาณาจักรโรมัน
ชนชั้นสูงอยู่อย่างสุขสบายอยากได้อะไรก็ได้ที่ตามมาคือ Bacchanal มั้งเทพได(โอนีซัสแห่งสุราและกามารมณ์
เคยได้ข่าวว่ามีปาร์ตี้ สวิงกิ้ง ไฮโซสมัยก่อนอยู่เหมือนกัน
พอเราสบายมากขึ้น ความสุขแบบปรกติก็ไม่ทำให้เรามีความสุขได้อีกต่อไปแล้ว
จากการศึกษามากขึ้น ผมชักเชื่อพวกศาสนาที่แบนความรุนแรงและสิ่งลามกแล้วล่ะครับ
ความเคยชินกับความรุนแรงและเรื่องทางเพศทำให้คนเบื่อได้และอยากหาอะไรใหม่ๆจริง
ยกหัวข้อกระทู้กลับมาที่ อ. Asanagiหากบอกข้อดีของพระเอกเรื่องนี้คือ ดพเนินตนตามสัญชาตญาณเท่านั้น
ซึ่งก็อาจจทำให้ดูเป็นผู้ชายที่เปิดเผยจริงใจตามสายตาของผู้หญิงก็เป็นได้
หากมีอะไรกันแต่แค่ระดับ S&M ไม่ถึงขั้น guroก็อาจจะเป็นที่หมายตาของสาวๆ เพราะพวกนี้กระตุึ้นอารมณ์เก่ง
..
กลับมาที่เรื่องผู้หญิงไม่สนเรื่องการเมือง
ความจริงตามประวัติศาตร์ การปกครองแบบสตรีเป็นใหญ่นั้นมีมาตั้งแต่ยุคโบราณนะครับ
สังคม Martiarchy คือสังคมแรกเริ่มของชนเผ่าด้วยซ้ำพ
เรายังค้นพบการปกครองแบบนี้อยู่ในบางเผ่าในแอฟริกาและทิเบต
แต่ทำไมถึงไม่พบในปัจจุบัน?
เพราะชาติรัฐสมัยใหม่ ไม่สามารถปกครองแบบชนเผ่าได้
ผู้หญิงดูแลคนในครอบครัวได้ดี ใส่ใจทุกคน
แต่ตามการรับรู้เของมนุษย์ เราไม่สามารถรับรู้การคงอยู่ของคนได้เกินสองร้อยคน
ขนาดของสังคมนับล้านมันต้องอาศัยแนวคิดอุดมการ์ชาติรัฐ
ทำให้แนวคิดสมัยใหม่ที่ใช้ได้กับคนวงกว้างมากขึ้นและการปกครองแบบมารดรนั้นหายไปในปัจจุบันเพราะมันแข่งขันสุ้การปกครองแบบอื่นไม่ได้
นิธิ เอียวศรีวงศ์มั้ง
ให้คำนิยามว่าชาติประมาณคือคนที่จดจำประวัติศาสตร์ร่วมกัน
การจะสร้างชาติมาได้ต้องอาศัยนความรู้สึกว่าพวกเราเป็นทีมเดียวกันให้ความสนใจกับ"ทีม" มากกว่า"บุคคุล"
สมองของเพศหญิงกำหนดมาให้ความสัมพันธ์กับบุคคลมากกว่า
ผู้ชายชกกันยังพอมาจับมือกันได้แบบแนวโชวเน็น
ผู้หญิงไม่สามารถทำอย่างนั้นได้หากตบกันแล้ว ความสัมพันธ์เป็นเรื่องร้ายแรง