[quote/]
ป่าวครับถ้าอ่านนิยาจมากๆท่านจะเห็นว่าชาวบ้านเก็บสมุนไพรไปขายเท่าไหร่ก็ไม่มีทางได้เงินเยอะๆเพราะ ของมันมีมากอยู่แล้วบวกกับคนทำยาย่อมมีแหล่งที่มาของสมุนไพรอย่างแน่นอนดังนั้นราคาของสมุนไพร ที่หาได้ทัวไปจึงแทบไม่มีราคากลับกันถ้าไปเจอสมุนไพรป่าเช่นโสมพันปีโดยบังเอิญราคามันจะสูงมาก(แต่ก็มักเป็นพล็อตไห้มีตัวร้ายมาโกงไป)ซึ่งมันสมกับเหตุผลมากเมื่อมีของเยอะการขายย่อมถูก แต่นิยายยุ่นมันกลับกับเหมือนสมุนไพรหาง่ายมีทัวไปรอบเมืองแต่คนทำยาจากสมุนไพรดันไม่มีแหล่งที่มาเพื่อทำยา ซึ่งโคตรแปลกไอ้ของหายากนะมันเหมือนกันคือราคาแพงและมีความยากแต่ของหาง่ายดันไม่มีคนจัดหา ดันออกเควสที่กิลซึ่งมันรับประกันได้เลยว่าปริมาณที่ได้ไม่สม่ำเสมอหรืออาจจะมากน้อยเกินความต้องการแบบสุดๆซึ่งไม่สมจริงเอามากๆ ใครเล่นเกมแนวปรุงยาจะเห็นจุดบกพร่องตรงนี้ชัดมาก สมุนไพรทัวไปในเกมมีขายแบบไม่มีขีดจำกัดแต่ในเกมเราที่เป็นมือใหม่ย่อมลดต้นทุนด้วยการไปเก็บเอง แต่พอตังตัวได้ใครมันจะไปเก็บสมุนไพรธรรมดานอกจากซื้อเอา ดังนั้นการออกเควสเก็บสมุนไพรของนิยายยุ่นจึงไม่สมเหตุผลเอามากๆ
หากเล่นมุกแบบ Overlord
ที่การปรุงยาใช้ระบบหนึ่งอาจารยืและหนึ่งศิษย์ล่ะครับ?
ที่คุณยายปรุงยาเทพๆของเรื่อง ไม่ยอมรับศิษย์ภายนอกและฝึกแค่หลานชายของตนเองคนเดียว
แต่ชาวจีนนี่นิสัยชวนเหนื่อใจจริงๆ
ผมไปอ่านเจอมาว่าความต่างของจีนกับญญีปุ่่นน่าจะเป็นคำว่าhigh trust society-low trust society
ว่าแต่ละคนเชือ่ถือกันมากแค่ไหนในการทำธุรกิจ ธุรกรรมต่อกัน
อย่างญี่ปุ่นจะมองว่าการขึ้นทะเบียนฮีโร่เป้นยเรือ่งที่ดีเหมาะสมแล้ว
ส่วอนเมริกาผู้รักเสรีภาพ ทะเลาะกันเป็นสงครามกลางเมืองไปสองสามรอบเพราะเรื่องนี้แล้ัว
ว่าญี่ปุ่นไปเก็บสมุนไพรมา ขอเพียงได้ตามกำหนดก็จะไม่มีการโกงกันเกิดขึ้น
จีนต่อให้ไม่ฆ่ากันในสถานที่ปรุงยา ออกไปข้างนอกก็ได้ฆ่ากันแน่ๆ
[quote/]
เป็นไปตามกลไกของตลาดอุปสงค์อุปทานครับ ของที่มีในตลาดมากเกินไปราคาก็จะตก ขณะที่ถ้าของในตลาดน้อย ราคาของก็จะแพง
อย่างการเก็บสมุนไพรหรือของป่าโดยผ่านการว่าจ้างกิลด์นักผจญภัยก็เพื่อจะไปต้องไปซื้อในราคาตลาดที่ตอนนั้นของในตลาดน้อยและราคาแพง
บางทีอาจจะง่ายซะกว่าคือการว่าจ้างคนกลุ่มหนึ่งให้ไป Harvest ให้
ถ้าจะนึกภาพง่ายสุด คิดซะว่านักผจญภัยคือรับเหมาก่อสร้างก็ได้ครับ เหมาเป็นงานๆแบบเหมาแรง เจ้าของงานก็จ่ายค่าแรงตามงานไป
เมื่องานจบเจ้าของงานก็ได้อาคาร ขณะที่ผู้รับเหมาก็ได้เงินว่าจ้าง มันก็หลักการเดียวกับนักผจญภัยนี่แหละครับ
เพียงแต่กิลด์นักผจญภัยมันทำหน้าที่เป็นคนกลางหรือ Agency
หรือจะมองอีกมุมหนึ่งก็คือ Main Contractor คือผู้ทำสัญญาหลักกับเจ้าของงาน และขายงานให้แก่นักผจญภัยที่เป็น Subcontractor
พวกเขาก็จะรับงานจากเจ้าของงานมาประกาศแปะป้าย เมื่อนักผจญภัยรับงานและทำสำเร็จ จบงานพวกเขาก็จะกินหัวคิวจากนักผจญภัย
สมมุติว่ากิลด์ไปรับงานนี้ 100 Gold แต่เวลาแปะป้ายก็อาจจะแปะแค่ 90 Gold ที่เหลือ 10 Gold ก็จะเป็นค่าพนักงานสาวกิลด์และก็กำไรของกิลด์(พูดง่ายๆคือเสือนอนกินนั่นแหละครับ)
เมื่อนักผจญภัยทำงานสำเร็จก็จะเอาของไปสำแดงยืนยันว่างานสำเร็จ ถ้าเป็นศัพท์ทางงานก่อสร้างจะเรียกว่า RIW (Request for Inspection of Work) หรือคำร้องยืนยันตรวจสอบงาน
ซึ่งเมื่อ RIW ผ่าน ผู้รับเหมาก็จะเอาไปวางบิลล์เพื่อขึ้นเงิน Payment งวดงานได้ ถ้าเป็นโลกแฟนตาซีก็อาจจะเป็น เขี้ยวออร์ค สมุนไพร หรือ อะไรก็ตามที่สามารถยืนยันว่างานเสร็จได้
ทางกิลด์ก็จะเอา RIW ที่ผ่านนี้ไปยืนยันกับเจ้าของงานและจ่ายเงินค่างานให้แก่นักผจญภัย 90 Gold ขณะที่ตัวกิลด์ก็ไปรับ 100 Gold จากเจ้าของงาน
นั่นล่ะครับ
Overlord ก็มีการเล่นมุกว่ามีพรีสต์คนหนึ่งติสท์ ที่อยากรักษาคนโดยไม่เลือกหน้า แต่โดนเบรกไว้โดยสมาคมและทางโบสถ์ ที่ต้องการรักษากติกาและมูลค่าของการรักษาในแต่ละครั้ง
.......
มีอีกเรื่องที่ผมคดิว่าน่าสนใจ
เจอที่ฝรั่งเขียนเรื่องหนึ่งวา
เราจะไปใช้คาถาทำความสะอาดให้กับชาวบ้านในลานกลางเมืองเพื่อแลกกับเงินไม่ได้
การ์ดประจำเมืองจะเข้ามาจับเราและเราเกือบจะโดนนักผจญภัยระดับโกลด์มากระทืบและปลดออกไปแล้วเพราะไม่ได้ใช้คาถาในที่ที่กำหนด
ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจเมหือนกัน
..
กับอีกเรื่องหนึ่งออกแนวแฟนฟินฟิคก็อบลินสเลเยอร์
พระเอกต้องถอดเกราะและปลอมตัวเป็นคนธรรมดา
เพราะพ่อค้าโก่งราคาม้าที่นักผจญภัยจะซื้อ
เรียกว่าแม้แต่พ่อค้าที่เห้นแก่เงิน ก็ยังอยากขายม้าให้คนธรรมดาในราคาถูกกว่า แทนที่จะขายให้กับนักผจญภัยในราคาแพงกว่า
นักผจญภัยเป็นที่รังวเกียจประมาณนั้น
และการไปซ่องหาสาวเอลฟ์ ในเวลากลางวัน โดนคนมองแบบแปลกๆในเรื่องว่าเอ็งหื่นขนาดนี้เชียวหรือ
แต่นั่นอาจจะเพระาว่าโลกแฟนตาซี อาจจะเคร่งครัดเป็นพิวริตันมากว่าโลกความจริงก็ได้