ผมเล่าเรื่องเกี่ยวกับรถไฟให้ฟัง สมัยก่อนเนี่ยรถไฟญี่ปุ่นเนี่ยก็ขาดทุนแบบยับหมา
ถ้าของไทยขาดทุนเป็นหนี้หลายพันล้าน ของญี่ปุ่นหนักกว่าคือหมื่นกว่าล้าน
เหตุผลของมันคือเรื่องกฎหมายครับ ที่เป็นข้อจำกัด เพราะสมัยก่อนรถไฟไทยกับรถไฟญี่ปุ่นหารายได้แค่ทางเดียวคือรายได้จากการขายตั๋วโดยสาร
ซึ่งยังไงมันก็ไม่พอครับ ผลของมันก็คือขาดทุนทั้งคู่ครับ
ทีนี้ญี่ปุ่นก็เลยทำการแก้กฎหมายใหม่ครับ เขาเปลี่ยนการรถไฟของญี่ปุ่นให้ขึ้นมาเป็นกระทรวงรถไฟ
และยกสัมปทานให้กับเอกชน โดยที่ถ้าใครไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วสังเกตดีๆ จะเห็นทางเชื่อมรถไฟใต้ดิน มันเชื่อมเข้ากับห้างสรรพสินค้า
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะครับ เพราะเจ้าของสัมปทานรถไฟญี่ปุ่น กับ ห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่นคือคนเดียวกัน
ดังนั้นผู้ให้บริการรถไฟญี่ปุ่น จึงไม่ได้สักแต่ขายตั๋วอย่างเดียว แต่เขาคือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์พื้นที่บริเวณสถานีรถไฟด้วยครับ
................
จริงๆ ถ้าผมเล่าเรื่องปัญหาการรถไฟที่ทำไมไม่ได้รับการพัฒนาเนี่ย ถ้าผมเขียนลงไปในนี้แบบละเอียด หลายคนจะรับไม่ได้กัน ดังนั้นผมจะไม่เล่าย้อนความละกัน
การรถไฟไทยไม่ใช่เพราะไม่อยากพัฒนาครับ แต่มันถูกกดโดยกฎหมายให้แทบไม่สามารถหารายได้อื่นนอกจากรายได้โดยสาร(ตรงนี้เขียนในกฎหมายเลยครับ)
ทั้งที่ถ้าเรามาคิดไตร่ตรองดีๆแล้ว รฟท.สามารถกลายเป็นนักพัฒนาอสังหาฯ หรือ พ่อค้าคนกลางรายใหญ่ที่สุดในประเทศได้อย่างสบายเพราะมีทางรถไฟ+สถานีอยู่แล้ว
สำหรับผมนะ ผมจะไม่โทษเรื่องคน เพราะการโทษคนว่าห่วยอย่างนั้นเลวอย่างนี้ มันเป็นอะไรที่ง่ายเกินไปและไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหา
เราเปลี่ยนผู้ว่าการรถไฟมากี่คนมากี่ครั้งแล้วครับ ตำแหน่งผว.การรถไฟเป็นตำแหน่งที่ถูกปลดออกบ่อยที่สุดเลยนะครับ
แต่มันก็ไม่เคยแก้ปัญหาได้เลย แสดงว่าปัญหามันไม่ได้อยู่ที่คนครับ หากแต่อยู่ที่ระบบ กฎหมายและกระบวนการเสียมากกว่า
ยกตัวอย่างง่ายๆ ใครเคยอ่านเรื่องคดีพื้นที่มักกะสันบ้างครับ นี่คือตัวอย่างของกฎหมายที่กดหัวรฟท.ไม่ให้สามารถหารายได้นอกเหนือไปจากรายได้โดยสาร
ไม่มีทางเลยที่รายได้โดยสารจะเพียงพอกับค่าอะไหล่+ซ่อมแซมรถไฟ+รางรถไฟ ต่อให้ผู้โดยสารอัดแน่นเป็นปลากระป๋อง มันก็ไม่พอครับ
เพื่อนๆเคยเห็นรถไฟอินเดียที่ผู้โดยสารแน่นทะลักมั้ยครับ

ผู้โดยสารแน่นรถไฟขนาดนี้เกือบทุกเที่ยว แต่รายได้-รายจ่ายของการรถไฟอินเดีย ยังแค่กำไรแบบปริ่มน้ำ
นั่นแสดงให้เห็นว่ารายรับจากค่าโดยสารอย่างเดียวมันไม่พอกับรายจ่ายของทั้งระบบรถไฟ ดังนั้นมันต้องมีรายได้มาเสริมแบบกรณีญี่ปุ่น เช่น การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ