ตามตรง เลยนะไอ้พล็อตที่ตัวเอกไม่รู้เหี้ยอะไรเลยเเต่เผอิญ ลัคเเม็คนี้เป็นอะไรที่ลำคาญสำหรับผมมาก
เพราะ มันคือนิยายเทพทรูที่ปัญญาอ่อนกว่าเทพทรูธรรมดาอีก
พล็อตเเบบนี้ถึงจะบอกมีเส้นเรื่องเเต่เอาจริงๆมันไม่มีเลยมันคือการจับเเพะชนเเกะมาเท่านั้น พล็อตส่วนใหญ่คือยิงมุก ประมาณเอ๋เเบบนั้นเออเเฮะได้ละ จากคนที่เคร่งกับพล็อตเเบบผมเห็นเเล้วลำคาญสายตามาก
ต่อมาตัวละครห่วยเเตก ห่วยยังไงง่ายๆทั้งเรื่องมันไม่มีคนฉลาดสักคนเเละไร้ความเป็นมนุษย์
ยังไงง่ายๆ ตัวเอกเอาเเต่อยู่ในโลกของตัวเองไม่เคยจะออกมาคิดถึงคนอื่น เอาเเต่คิดเเต่สิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่มีสกิลในการคิดวิเคาระห์เป็นเหมือนเด็กเอาเเต่ที่ต้องการอยู่ที่ตัวเองต้องการไม่อยากสุงสิงกับใครเเต่คนก็เข้ามาเรื่อย ถือเป็นตัวเอกที่ห่วยที่สุดหากเทียบไทร์จากนิยายทั้งหมด
ยังไม่พอตัวละครเสริมสำหรับผมเรื่องเเบบนี้มันก็เเค่ตุ็กตาที่โดนสั่งใส่ค่าให้ยอมพระเอกทุกอย่างไม่ว่าจะตัวร้าย ตัวประกอบ นางเอกเพื่อนพระเอกทุกอย่างจะโดนเซตติ้งให้ไปตามพระเอกหมด นางเอกที่อยู่ๆก็หลงรักทั้งที่พระเอกเเค่ทำนิดหน่อยเเล้วเข้าใจผิดเเถมโง่ไม่รู้ความลับพระเอก ตัวประกอบที่ออกมาให้สอดคล้องความคิดพระเอกให้เป็นไปตามต้องการมามีบทเห๋เทพจังเเค่นั้น ตัวร้ายที่จะทำเหี้ยอะไรก็ทำอไะรพระเอกไม่ได้
ตามตรงเลยนะ ผมงงๆทำไมคนชอบเยอะหรือผมคิดมากไปทั้ง กาวทมิน ลอยด์ ใครบอกว่าอ่านเเล้วคลาดเคลียดผมอ่านเเล้วยิ่งเครียดครับบอกเลย
ที่มาถามเพราะอยากได้มุมมองที่เเตกต่างบ้าง ซึ่งคงโดนด่าเเหละเเต่ช่างเถอะครับฮา
เนื่องจาก Series ที่มีตัวเอกเป็นผู้ชาย + นิสัยประมาณนี้มีอยู่จำนวนมากก่อน SAO (2002) เริ่มตีพิมพ์ คิดว่าควรสรุปตัวอย่างไว้หลายข้อเช่น
1. แนวคิดนี้พัฒนาจากความเป็นบุคคล (Personality) ‘โนบิ โนบิตะ’ จาก Doraemon; ถ้า Doraemon ไม่เคยถูกส่งกลับมาอดีต เนื้อเรื่องที่เกิดจากโนบิตะจะโดนตัดจบในไม่กี่ตอน เพราะตัวละครนี้คือตัวอย่างของลูกคนเดียว หรือ 1 ในพี่น้อง ที่ถูกเลี้ยงอย่างตามใจ ไม่มีความคิดริเริ่ม ทำให้ริษยาคนอื่นที่ได้ดีกว่าตัวเอง ขณะที่ไม่ชอบสู้คน = ด้านแย่ทุกอย่างของนักเรียนที่ถูก Spoiled จนเสียคน
เมื่อจินตนาการแล้วว่างาน — อาชีพของคนเรียนไม่จบมีสักแค่ไหน = นักแต่งที่มาพร้อมกับปัญหาภูมิหลัง ดังนั้นลูกค้าบางส่วนก็ควรเป็นคนเรียนแย่ — คนมีปัญหาทางสังคมด้วยกัน เพราะโดยคุณค่าเนื้อหาแล้วจะไม่มีประโยชน์นักสำหรับแพทย์ — นักจิตวิทยา
2. อย่างน้อยปี 2012 No Game No Life LN series เริ่มตีพิมพ์และมีฉาก Ecchi เล็กน้อยแบบไม่เซนเซอร์มากนัก; เนื้อหาก็ยึดตัวเอก 2 พี่น้องเป็นหลักเหมือนกัน ขณะที่ค่อนข้างพิเศษกว่าเรื่องอื่นตรงที่มีปัญหาด้านสังคมเพราะเป็น Autism Disorder
ผมยังไม่เคยอ่านบท Commentผู้อ่าน หรือของผู้แต่งหลังนิยาย ถึงอย่างนั้นก็ยังพอเข้าใจได้ว่า Summary ของเรื่องนี้เป็นที่ยอมรับก็เพราะการกระจายบททัศนคติของตัวละครอย่างทั่วถึง และเปิดประเด็นเชิงล้อเลียนทั้งเผ่าต่างโลกแบบเข้าใจง่าย และค่านิยมการออกแบบเกมไม่ว่าจะเป็น Card, Board Game — Video Game ก็ตาม
3. พิษของ Duplication Idea; 8 ปีต่อมาหลัง 2012 นักอ่านหลายคนอย่างน้อยก็ที่นี้จะรู้ว่า Series MMORPG & Fantasy World ข้างบนนี้เป็นตัวจุดระเบิดกระแส Genre จำนวนมาก สิ่งที่ทำให้แนวตลาดประเภทนี้บรรลัยไม่เป็นท่าก็เพราะค่านิยมเลียนแบบทั้ง Plot — Characters ไม่ว่าจะจุดไหนก็ตาม องค์ประกอบของนิยาย — Manga จะวนอยู่แค่หัวข้อเล็กๆที่ไม่ประเทืองปัญญาเพราะขาดการสะสมประสบการณ์เพื่อเปิดประเด็นที่ใหญ่ขึ้น เช่น Skill พิษดารทำให้ชีวิตโลกแฟนตาซีสบายขึ้น,
ปัญหาส่วนตัว; ความขัดแย้งในครอบครัวที่ไม่เคยคิดแก้ไข, เรื่องใต้สะโพกที่นึกอะไรไม่ออกนอกจากมีเพศสัมพันธ์, ครองโลก + แก้ปัญหาด้วยกำลัง + เอาแนวคิดที่ไม่มีเสี้ยวของความเฉลียวฉลาดมาปลูกฝังคนของต่างโลก
หัวข้อข้างบนนี้โดยสรุปคือ = ขาดความยั้งคิด + ขวานผ่าซาก = พฤติกรรมของลูกนกกาเหว่าที่ถูกวางไข่ทิ้งไว้ให้นกตัวอื่นเลี้ยงดู
คราวนี้มาฟังความเห็นของ Series ที่ใช้เนื้อหาแบบเดียวกันและได้ผลตรงกันข้ามดีกว่า
1. Monster Rancher / Monster Farm (1997); ฉบับที่ถูกฉายเป็น Anime 2 Seasons โดยรวก็เล่าถึงชีวิตธรรมดาของ Video Game Player คนหนึ่งที่มีชีวิตปกติดีทุกอย่างและแค่หลงไหลกับการเล่นเกมเท่านั้น Series แสดงให้เห็นว่าชีวิตในโลก RPG นั้นน่ากลัวและไม่เป็นมิตรอย่างที่ใครๆฝัน
การผจญภัยก็เหมือนกับการท่องเที่ยวถึงแม้จะมีอันตราย สิ่งที่ให้ตัวเอกมีความสุขไม่ใช่สามารถอยู่ที่โลกโน้นได้นาน หากแต่เป็นสีสันของโลกจินตนาการที่แนะแนวทางการใช้ชีวิตที่โลกจริงได้ดีขึ้น การผจญภัยทำให้เขารักเกมนี้มากกว่าตอนที่เห็นจอ TV เสียอีก
2. Infinite Dendogram (2015); (ยังอ่านนิยายไม่ถึงตอนล่าสุด) โดยสรุปก็คือ เด็กชายที่ชื่นชอบเกมจากปี 2000s กลายเป็นพี่ชายเซียนเกม MMORPG จนชวนน้องเล็กมาเล่นด้วย ตรง Story เหล่านั้นใช้วิธีดำเนินเรื่องทำนายอนาคตของเกม Online เกมเดียวที่มีทั้ง Server หรือเมืองที่ทั้งสงบสุขและมีแต่ Guild Wars — Kingdom Wars = ความขัดแย้งใน Online Gamers ด้วยกันเองทั้งรังแกผู้เล่น Newbie — Pay to Win ทำทุกอย่างเพื่อครองเกมเป็นของตัวเอง
จุดสำคัญของ Series จึง = จะเลือกเล่นตามแนวทางของตัวเองหรือเลือกสมดุลของ Players
3. Youjo Senki (2012); แน่นอนเนื้อเรื่องดำเนินไปโดยยึดตัวเอกอย่าง อดีตพนักงาน Human Resource ที่ย่างเข้า 40 — Tanya เป็นศูนย์กลาง พัฒนาการทางบุคลิกภาพค่อนข้างซับซ้อนตรงที่ เป็นคนเห็นแก่ตัวโดยทัศนคติเดิมและมีแนวคิด Libertarian
เป็นคนโชคร้ายที่ต้องมาเกิดในญี่ปุ่นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด 2010s ทำให้สถานภาพ Corrupted Personality เกิดกับเค้าคนนั้น เคยอิจฉาอัจฉริยะบ้าง ขณะที่สุดท้ายก็เลือกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสบายที่สุดในยามแก่ จุดที่สำคัญที่สุดที่ Carlo Zen สั่งให้ X พาเขาไปเกิดใหม่ในโลกเวทย์ก็คือ วิธีที่เขาเรียนรู้ ที่ตะปรับตัวไปกับสภาพแวดล้อมและองค์กรใดๆเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และไม่เคยทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการอยู่ร่วมกันและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในองค์กร
ความประมาทของ Tanya คือ ความใฝ่รู้ทางประวัติศาสตร์ด้านสงครามต่ำ ดูถูกควาสเฉลียวฉลาดของคนสมัย Before Internetมากเกินไป เลวร้ายที่สุด = แสดงท่าทางประสงค์ร้ายและคิดไม่ซื่อกับกองทัพโดยตรง ถึงแม้ระเบียบของ ทบ.จะเอาผิดเธอไม่ได้ แต่นายทหารระดับนายพลจะรู้ดี
หลักฐานของข้อสันนิษฐานนี้มาจาก; วิธีกระจายบทและเหตุการณ์ตัวละครอย่างลึกซึ้งและเข้าใจไม่ยากนักของ Carlo Zen ที่มีจำนวนอย่างน้อย 25 คนในเรื่องครับ
4. Kumo Desu Ga Nani Ka? (2015) ; โดยรวมจะเหมือน Youjo Senki ฉบับย่อ ขณะที่ในรายละเอียดแล้ว Okina Baba ผู้แต่งบรรยายสภาพโดยรวมด้วยการจำลองระบบนิเวศ + ชีววิทยาอ่อนๆ + RPG เข้าไปเล็กน้อย ซึ่งจากรายละเอียดแล้ว = เป็นผู้เล่นประสบการณ์มหาศาลชนิดพบได้ยากมาก อาจจะเกินจริงไปบ้าง
สติปัญญาของเธอแทบจะเป็น ‘อัจฉริยะ’ ในหมู่นักแต่งนิยายตรงที่บรรยายแมงมุมที่สามารถแบ่งจิตใต้สำนึกในสมองถึง 4 คน + ฝีมือการต่อสู้ที่พัฒนาเป็นขั้นบันได ถึงแม้จะแพ้ไปบ้างแต่เมื่อเทียบประสบการณ์ที่ได้รับ + พัฒนาการPassive Skill ที่สูงขึ้นแล้วนับว่ามีความสามารถด้านเรียนรู้และเก็บข้อมูลมหาศาลมาก
ส่วนนี้เป็นข้อสมมุติฐานของผม; ใครที่จะมีทักษะ (Talent) อย่างนี้ได้ ช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตต้องเคยผ่านประสบการณ์ Information Overload มาบ้าง และถ้าหากช่วงที่เกิดอาการนี้เคยหัดฝึกคิดเป็นขั้นตอนเพื่อทำความเข้าใจซับซ้อนหลายครั้ง — หลายอย่างในเวลาเดียวกัน เมื่ออาการปวดหัวจาก Information Overload สมองจะแล่นดีข้ึนมาก และคำเตือนอาการนี้เกิดซ้ำได้มากกว่า 3 ครั้ง